ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 125 สิ่งที่เหมาะกับตนเองคือสิ่งที่ดีที่สุด
ตอนที่ 125 สิ่งที่เหมาะกับตนเองคือสิ่งที่ดีที่สุด
เจียงเฉิงส่งข้อกำหนดในการแต่งเพลงโปรโมตภาพยนตร์ของเกาซิงเยว่มาอย่างรวดเร็ว โดยความต้องการหลักของทางฝั่งผู้ว่าจ้างมีเพียงข้อเดียว:
เพลงต้องเข้ากับเนื้อเรื่องของภาพยนตร์!
ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวคร่าวๆ ของชายหนุ่มที่เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ตัดสินใจสมัครเป็นทหาร หลังจากกล่าวอำลาภรรยาผู้งดงามก็เริ่มต้นชีวิตในกองทัพ หลายปีต่อมา ชายคนนั้นได้สร้างวีรกรรมอันเกรียงไกรในสนามรบจนกลายเป็นแม่ทัพ แต่เขากลับอ่อนล้าทั้งกายและใจจนคิดอยากปลดชุดเกราะกลับบ้านเกิด ทว่าระหว่างนั้นกองทัพข้าศึกกำลังเตรียมบุกโจมตีเมืองที่เขาประจำการอยู่ สงครามครั้งใหญ่จึงมิอาจหลีกเลี่ยง…
ชื่อภาพยนตร์คือ ‘ศึกประชิดเมือง’
พล็อตย่อที่ทางฝั่งผู้ว่าจ้างให้มานั้นกว้างมาก แน่นอนว่ารายละเอียดที่แท้จริงย่อมมีมากกว่าที่เล่าไว้สั้นๆ นี้ แต่ถ้าให้เจาะจงมากเกินไปก็จะยิ่งเพิ่มความยากในการแต่งเพลงตามสั่ง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว คงไม่ยากเกินไป
หลินจือไปเกิดไอเดียปิ๊งขึ้นมาทันที จึงเริ่มสร้างสรรค์ผลงานของตน
“เฟยหง ตามความต้องการของฝ่ายลูกค้า แต่งเพลงที่เข้ากับเนื้อเรื่องมาหนึ่งเพลง!”
ติ้งต่อง! เฟยหงประมวลข้อมูลในชั่วพริบตาก็แต่งเพลงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับเพลง ‘หมอกทรายครึ่งเมือง’]
ดีเลย! เฟยหงเอาใจใส่จริงๆ ถึงกับเลือกเพลงของเหล่าสวี่ (สวี่ซง) มาให้หลินจือไปโดยตรง เพลงนี้มีเนื้อร้องเข้ากับเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งคุณภาพเองก็น่าประทับใจไม่น้อยหน้าไปกว่าสองเพลงก่อนหน้าของฉูฉือเลย!
หลินจือไปพึงพอใจมาก พอดีว่าสองเพลงก่อนหน้าของฉูฉือก็เป็นผลงานของเหล่าสวี่เช่นกัน การร้องเพลงนี้จึงไม่ต้องเปลี่ยนสไตล์ใดๆ หวังว่าฝ่ายลูกค้าก็จะไม่คิดเปลี่ยนนักร้องด้วยนะ
เพราะนี่เป็นงานแต่งเพลงตามสั่ง โดยทั่วไปแล้วงานแต่งเพลงตามสั่งฝ่ายลูกค้าจะต้องการแค่เนื้อร้องและทำนองเท่านั้น ส่วนนักร้องจะพิจารณาเพิ่มเติม หากพวกเขาพอใจกับเพลงแต่ไม่พอใจกับนักร้อง ก็สามารถหานักร้องคนอื่นมาแทนได้ อย่างไรสิ่งที่พวกเขาซื้อไปก็คือสิทธิ์ในเนื้อร้องและทำนอง ดังนั้นหลินจือไปต้องคว้าโอกาสนี้ให้ดี
“เฟยหง อัปเลเวลหน่อย!”
หลังจากละคร ‘The Knockout’ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ หลินจือไปก็ได้รับแต้มทักษะเพิ่มหนึ่งแต้ม เขาตั้งใจเก็บไว้ยังไม่ใช้งาน จนกระทั่งครั้งนี้เพื่อใ้ห้มั่นใจว่าฝ่ายลูกค้าจะไม่เปลี่ยนนักร้องอย่างเขา จึงเติมแต้มทักษะลงไปในความสามารถด้านการขับร้อง ยกระดับทักษะการร้องของตน
ติ้งต่อง! ระบบ: [อัปเลเวลเสร็จสิ้น]
หลินจือไปเปิดดูหน้าต่างแสดงค่าพลังส่วนตัว เดิมค่าความสามารถในการขับร้องอยู่ที่สี่สิบสอง หลังจากอัปเลเวลแล้วกลายเป็นสี่สิบสาม แม้ไม่นับว่าก้าวกระโดด แต่สำหรับเขา ดีขึ้นได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น
หลังจากนั้น หลินจือไปเริ่มทำเพลง แน่นอนว่าการแต่งเพลงใช้เวลาไม่นาน แต่หลินจือไปหวังว่าเพลงนี้จะสามารถปล่อยได้ในเดือนหน้า บางทีอาจคว้าแชมป์บนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลได้ เพราะอันดับหนึ่งของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลเดือนนี้คือเพลง ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’ ไม่จำเป็นต้องให้ตัวเองแข่งกับตัวเอง
สามวันต่อมา เพลงเสร็จเรียบร้อย หลินจือไปส่งเพลงให้เจียงเฉิง โดยตั้งใจเตือนเขาเป็นพิเศษให้รอส่งต่อให้ทางฝั่งผู้ว่าจ้างในภายหลัง หากปล่อยเพลงในเดือนนี้จะไม่สามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้เต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น อันดับหนึ่งตอนนี้ก็คือเพลง ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’ ของตนเอง ส่วนอันดับสองเป็นเพลงใหม่ของโจวหานจิ้น ซึ่งอันดับค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว ถ้าใช้ชื่อฉูฉือปล่อยเพลงนี้ออกมาอย่างเร่งรีบในเดือนนี้เหมือนกัน ดีที่สุดก็ทำได้แค่คว้าอันดับสอง ไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เป็นเพลงจักรพรรดิได้
“วางใจได้เลยครับ” หลังฟังจบเจียงเฉิงก็ฉีกยิ้ม
“ทางฝั่งผู้ว่าจ้างก็คิดแบบเดียวกันครับ เพราะเพลงธีมที่จางเผยเหิงสั่งทำสามารถคว้าอันดับหนึ่งของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลได้ พวกเขาเลยอยากให้เพลงโปรโมตที่ฉูฉือแต่งคว้าอันดับหนึ่งเหมือนกันครับ แบบนี้ถึงจะสร้างกระแสให้กับภาพยนตร์ได้ แต่เดือนนี้การแข่งขันของเหล่าคนดังเข้มข้นอยู่แล้ว ไปตี้กับราชาเพลงโจวเป็นสองอันดับแรกของตาราง ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเบียดเสียดในช่วงนี้ แล้วก็ไม่มีเวลามากพอด้วยครับ”
“งั้นก็ดีเลย”
ถ้าเดือนนี้ฉูฉือปล่อยเพลงก็ไม่ได้อันดับหนึ่งแน่นอน แต่หลินจือไปคิดว่าใช้เพลงนี้คว้าอันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลในเดือนหน้าไม่น่าเป็นปัญหาใหญ่ ฉูฉือมีอิทธิพลอย่างมากในวงการเพลงโบราณ บวกกับทางกองถ่ายภาพยนตร์ก็จะช่วยโปรโมตด้วย
แน่นอนว่าถ้าเพลงนี้ปล่อยออกไปต้องได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ต้องรู้ว่าเพลงนี้เดิมทีเคยเป็นเพลงธีมของเกมออนไลน์ฟอร์มยักษ์อย่างเทพอสูรมังกรฟ้า (Demi-Gods and Semi-Devils) ในโลกก่อนเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพหรือความนิยมก็ได้รับการพิสูจน์ในตลาดมาแล้ว ถือเป็นเพลงที่แม้กระทั่งคนทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับเหล่าสวี่ก็ยังพอจะฮัมตามได้สองสามท่อน
“จริงสิ” เจียงเฉิงกล่าวถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมากะทันหัน
“ทางเทียนกวงได้เริ่มถ่ายทำ ‘Conquer’ แล้วครับ ใช้นักแสดงชายหญิงแถวหนึ่งทั้งหมด ได้ยินว่าเดิมทีพวกเขาอยากให้ดาราระดับซูเปอร์ไลน์มารับบทพระเอกหลิวหวาเฉียง แต่ดาราซูเปอร์ไลน์ที่เทียนกวงมีกลับไม่ค่อยเข้ากับภาพลักษณ์ของหลิวหวาเฉียง เลยไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหันไปหานักแสดงแถวหนึ่งแทน ถึงชื่อเสียงและความนิยมอาจจะด้อยกว่าซูเปอร์ไลน์ไปบ้าง แต่ภาพลักษณ์ตรงตามบทและเป็นพวกที่ฝีมือการแสดงยอดเยี่ยมด้วยครับ”
“อืม”
ละครเรื่องนี้เพิ่งจะเริ่มถ่ายทำได้ไม่นาน ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะออกอากาศอย่างเป็นทางการ หลินจือไปจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ในช่วงวันต่อมา ในกลุ่มแชทของกองถ่ายภาพยนตร์ ‘ศึกประชิดเมือง’ มีคนถามเกือบทุกวันว่าเพลงโปรโมตแต่งเสร็จหรือยัง
‘อีกนานแค่ไหน’
‘นี่ก็กลางเดือนแล้วนะ!’
‘พวกคุณรีบกันเกินไปหรือเปล่า การแต่งเพลงมันไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้นนะ ต่อให้พวกเราจะเร่งงานแค่ไหนก็ต้องให้เวลาคนแต่งเพลงด้วย ถ้ารีบมากไปจะรับประกันคุณภาพได้ยังไงล่ะ ถึงอย่างนั้นในใบสั่งงานก็ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องแต่งให้เสร็จก่อนสิ้นเดือน ไม่อย่างนั้นก็จะชิงอันดับในชาร์ตฤดูกาลของเดือนหน้าไม่ได้ มีแต่เพลงโปรโมตภาพยนตร์เพลงนี้จะติดชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลได้เท่านั้น ถึงจะช่วยดึงความนิยมและความสนใจให้หนังของเราได้’
‘จะทันไหม?’
‘ก็หวังว่าจะทันนะ’
‘เพลงประกอบอิมเพรสชันของไปตี้ได้อันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล แล้วเพลงโปรโมตหนังที่ฉูฉือแต่งจะได้อันดับหนึ่งด้วยหรือเปล่า รู้สึกจะยากไปหน่อยนะ ไม่ใช่ว่าเพลงที่แต่งตามโจทย์นั้นต้องอาศัยประสบการณ์และฝีมือสูงมากเหรอ?’
‘ไม่เป็นไรหรอก พวกเราก็ไม่ได้คาดหวังถึงอันดับหนึ่ง แค่ติดสามอันดับแรกก็พอแล้ว เพลงที่ฉูฉือแต่งน่าจะติดสามอันดับแรกได้อยู่แล้ว อย่าลืมสิว่าแนวโบราณเป็นแนวที่เขาถนัดที่สุด’
จนถึงตอนนี้ฉูฉือปล่อยเพลงมาเพียงสองเพลงเท่านั้น แต่ทั้งสองเพลงก็ครองแชมป์บนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลได้ทั้งคู่ นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่กองถ่ายติดต่อหาเขา แต่อย่างไรฉูฉือก็ไม่เคยมีประสบการณ์แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เลย ทุกคนไม่อาจคาดหวังอะไรได้มากนักจึงลดเกณฑ์ให้ต่ำลง อย่างไรเพลง ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’ ก็คลาสสิกมากเกินไปแล้วจริงๆ จนแม้แต่ราชาเพลงโจวยังต้านไม่ไหว
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ โปรดิวเซอร์ก็ส่งข้อความเข้ามาในกลุ่มแชทของกองถ่ายว่า
‘เพลงของฉูฉือถูกส่งมาแล้ว ผมกับผู้กำกับเกากำลังจะฟังกันอยู่ เดี๋ยวจะมาแจ้งผลอีกทีนะ’
ฮือฮา! คนในกลุ่มพลันตื่นเต้น!
โปรดิวเซอร์วางโทรศัพท์ลงแล้วหันไปพูดกับเกาซิงเยว่ที่อยู่ข้างๆ
“พวกนั้นเอาแต่เร่งกันทุกวัน แต่ฉูฉือแต่งเพลงนี้ได้เร็วทีเดียว แค่ครึ่งเดือนก็เสร็จแล้ว”
“ไม่รู้ว่าคุณภาพจะเป็นยังไงนะ” ในตอนนี้เกาซิงเยว่เองก็อดประหม่าไม่ได้
โปรดิวเซอร์สูดหายใจเข้าลึก “งั้นก็ลองฟังเลยแล้วกัน ฉูฉือแต่งเสร็จเร็วขนาดนี้ข้อดีก็คือถ้าไม่ถูกใจตรงไหน เราจะได้ส่งกลับไปให้เขาแก้ได้เลย”
เกาซิงเยว่พยักหน้า ขณะนั้นทั้งสองอยู่ที่บ้านของโปรดิวเซอร์ ที่นี่มีเครื่องเสียงคุณภาพสูงอยู่แล้ว เขาจึงต่ออุปกรณ์และเปิดเพลงฟังทันที
คำร้อง : ฉูฉือ
ทำนอง : ฉูฉือ
เรียบเรียง : ฉูฉือ
ขับร้อง : ฉูฉือ
ชื่อเพลง : หมอกทรายครึ่งเมือง
อินโทรเพลงค่อยๆ ดังขึ้น จากนั้นก็เป็นเสียงร้องของฉูฉือ
“บางความรักดั่งว่าวกระดาษขาด จบลงตรงเส้นด้ายในมืออันโศกศัลย์ บางความแค้นดุจเสนา ดวงกมล ตามสนอง เวียนวนไม่สิ้นสุด เพียงลุล่วงปณิธานเดิมที่ตั้งมั่น ยังต้องแลกด้วยโลหิตอีกเท่าใด ถ้อยคำภักดี กลับเป็นคำลวงหลอกใจ…”
หืม? โปรดิวเซอร์แววตาเปล่งประกาย เกาซิงเยว่ก็ตะลึงเล็กน้อย
ตอนแรกเกาซิงเยว่กับโปรดิวเซอร์ต่างก็จินตนาการว่าเพลงโปรโมตเพลงนี้จะเป็นแนวยิ่งใหญ่ฮึกเหิมปลดปล่อยอารมณ์ไร้ขีดจำกัด แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่าเพลงของฉูฉือนั้นโทนเสียงกลับไม่สูง เสียงร้องก็ไม่ได้ดังกังวานมากนัก แต่เนื้อเพลงกลับเต็มไปด้วยเนื้อหาทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง แต่เพลงนี้… เขียนแบบนี้ก็ดูไม่เลวเหมือนกันใช่ไหม?
“บางความรักตกสู่ทุกข์เนิ่นนาน จันทรานอกหน้าต่าง เหลือเพียงจันทร์เสี้ยว บางความแค้นเก็บงำในใจไร้วาจา เปลี่ยนอุราเหน็บหนาวเป็นคมดาบ เพียงลุล่วงปณิธานเดิมที่ตั้งมั่น อันดีชั่วแยกเช่นไรในโกลาหล ลมทรายควันศึกกระหน่ำโถมทับข้าจมห้วงโศกา…”
ท่ามกลางท่วงทำนองเพลง โปรดิวเซอร์ปล่อยใจล่องลอย ส่วนเกาซิงเยว่จ้องมองเนื้อเพลงเขม็งราวกับถูกบางอย่างกระแทกเข้าเต็มๆ ที่แท้ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำฮึกเหิม แค่ใช้จังหวะที่หนักแน่น ถ่ายทอดให้เห็นว่าสงครามมีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตคนคนหนึ่งอย่างไร ก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์แบบที่ตนเฝ้าปรารถนามาตลอดได้เหมือนกัน!
ไม่ใช่สิ เพลงที่ฉูฉือเขียนนี้กลับดียิ่งกว่าที่ตนคาดหวังไว้เสียอีก เพราะเพลงนี้กล่าวถึง ‘สงครามและสันติภาพ’ เป็นธีมที่เต็มไปด้วยปรัชญาแบบเซน นักร้องถ่ายทอดออกมาอย่างนิ่งสงบ ไม่เร่งเร้าไม่แสดงอารมณ์ เหมือนสวมบทเป็นผู้สังเกตการณ์ที่เฉื่อยชา รอคอยศึกใหญ่ที่จะปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ แต่ท่าทีเย็นชาและไม่ใส่ใจนี้กลับยิ่งเน้นให้เห็นถึงความเยือกเย็นและโหดร้ายของสงครามได้อย่างเด่นชัด!
เวลานี้เอง ท่อนฮุกดังขึ้น ราวกับเม็ดทรายปลิวว่อนหมอกควันแห่งสงครามลุกโชนไปทุกหัวระแหง อารมณ์ทั้งหมดของเพลงระเบิดออกมาในชั่วขณะนั้น การสลับไปมาระหว่างเสียงจริงกับเสียงหลบ ทำให้ทุกถ้อยคำของเนื้อร้องยิ่งเป็นดังหยกเม็ดงาม
“หมอกทรายครึ่งเมือง ศึกประชิดเมือง อาชาเหล็กดาบทอง สู้ตายเพื่อแผ่นดินผู้ใด หนึ่งแม่ทัพคว้าชัยแลกหมื่นกระดูกขาว กี่หัวหงอกส่งหัวดำไปไม่หวนกลับ หมอกทรายครึ่งเมืองปลิวตกสายลม เยื่อสายใยบางยังติดกลางฝ่ามือ หวังเพียงทิ้งเกราะคืนสู่ไร่นา ยกถ้วยชาที่เจ้าชง…”
เกาซิงเยว่จ้องมองประโยค ‘หนึ่งแม่ทัพคว้าชัยแลกหมื่นกระดูกขาว’ ในเนื้อเพลงอย่างตกตะลึง ราวกับมีสายฟ้าผ่าลงในสมอง ประโยคนี้สะท้อนธีมของภาพยนตร์ที่ตนต้องการสื่อออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ!
ในโลกนี้ไม่มีราชวงศ์ถัง ส่วนคำว่า ‘หนึ่งแม่ทัพคว้าชัยแลกหมื่นกระดูกขาว’ นั้น แท้จริงแล้วมาจากบทกวี ‘สองบทแห่งปีจื่อไห่ — บทที่หนึ่ง’ ของกวีสมัยราชวงศ์ถังนามว่าเฉาซงในชาติที่แล้วของหลินจือไป ในนั้นมีวลีอมตะที่เลื่องลือผ่านกาลเวลาประโยคหนึ่งว่า:
ขอเถิดอย่าเอ่ยถึงขุนนางเกียรติยศลือลั่น หนึ่งแม่ทัพคว้าชัยแลกหมื่นกระดูกขาว!
ในโลกนี้ไม่มีบทกวีนี้ เกาซิงเยว่จึงตกตะลึงกับประโยคในเนื้อเพลงทันที ขณะเดียวกันฉูฉือยังนำชื่อภาพยนตร์ ‘ศึกประชิดเมือง’ ผสมลงไปในท่อนฮุกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ทำให้รู้สึกฝืนหรือจงใจแม้แต่นิดเดียว!
“หมอกทรายครึ่งเมือง น้ำตาร่วงโลหิตริริน อาชาล้มเกราะขาดสะบั้น ย้อมขอบฟ้าต่างสีเลือด ภพหน้านกแอ่นกลับรังเดิม คาบบุปผาเดือนสองมาหาเจ้า…”
เพลงจบลงในที่สุด เกาซิงเยว่ยอมรับว่าก่อนหน้านี้เขาเอาแต่คิดว่าเพลงของฉูฉือเทียบกับเพลง ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’ ของไปตี้จะต่างกันมากน้อยแค่ไหน แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจอีกแล้ว เพราะเขาตกหลุมรักเพลงนี้จากใจจริง!
เพลงของไปตี้คือบทเพลงจักรพรรดิที่สมบูรณ์แบบ! แต่เพลงของฉูฉือเพลงนี้เหมาะกับภาพยนตร์เรื่องนี้ของเขาที่สุด! เกาซิงเยว่เป็นผู้กำกับที่มีจิตวิญญาณเชิงศิลป์อย่างแรงกล้า เขาสร้าง ‘ศึกประชิดเมือง’ ไม่ใช่เพื่อเชิดชูสงคราม แต่ถวิลหาความสงบต่างหาก!
เหมือนกับพระเอกในภาพยนตร์ พระเอกไม่ได้ใฝ่ฝันถึงการเป็นขุนนางหรือแม่ทัพเลยแม้แต่น้อย เขาเหมือนกับคนที่ร้องเพลงนี้มาก มีเพียงความปรารถนาวางชุดเกราะกลับสู่ไร่นา ได้ยกถ้วยชาร้อนที่ภรรยาชงไว้ให้ ทุกถ้อยคำในเพลงของฉูฉือล้วนตอกย้ำประเด็นว่า ต่อสู้ช่วงชิงแผ่นดินแทนใคร? คนหัวขาวมากมายแค่ไหนที่ต้องส่งคนหัวดำ? แม้นเกิดใหม่นกแอ่นยังย้อนกลับสู่รังเดิม เพื่อคาบดอกไม้เดือนสองมามอบให้เธอ…
“เอาเพลงนี้แหละ!” เกาซิงเยว่กล่าวอย่างไม่ลังเล
โปรดิวเซอร์ยิ้ม “ผมก็คิดแบบนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปประชันกับเพลงของไปตี้ เพลงที่เหมาะกับเราต่างหากที่ดีที่สุด”
แค่หลีกเลี่ยงความแหลมคมของคู่แข่งก็พอแล้ว เดือนหน้าถึงจะเป็นเวทีของเพลงนี้อย่างแท้จริง!