ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 132 วางแผนโฆษณา
ตอนที่ 132 วางแผนโฆษณา
“เทียบกับซูฉานแห่งเทียนกวงแล้ว หยิ่นตงหน่วนยังดูอ่อนอยู่พอสมควร หลังจากนี้ดึงเกมอีกสักหน่อยก็ส่งบทให้เธอได้เลยครับ”
หลังจากงานเลี้ยงจบลง เจียงเฉิงก็โทรหาหลินจือไป เวลานั้นหลินจือไปกลับถึงบ้านแล้ว พอรับโทรศัพท์ก็พูดอย่างครุ่นคิดว่า
“ซูฉานไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาเลย เธออันตรายกว่าที่ผมคิดเสียอีก”
ตอนเด็กๆ หลินจือไปสอบทีไรก็ได้ที่หนึ่งทุกครั้ง ตอนนั้นหลินจือไปเคยได้ยินคนพูดกันว่า ในวงการมีพี่สาวคนหนึ่งชื่อซูฉาน สมัยนั้นเธอก็สอบได้ที่หนึ่งทุกครั้งเหมือนกัน เหนือชั้นกว่าคนวัยเดียวกันอย่างไม่เห็นฝุ่น แน่นอนว่าการเรียนเก่งไม่ได้เท่ากับไอคิวสูง แต่ว่าซูฉานเป็นคนที่ทั้งเรียนเก่งและไอคิวสูงจริงๆ
ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเธอก็เริ่มรับงานบางส่วนของเทียนกวงแล้ว ทำได้ดีกว่ารุ่นพี่หลายคนในวงการเสียอีก ตอนนั้นแม้แต่พ่อแม่ก็ยังเอ่ยปากว่าน่าเสียดายที่ซูฉานแห่งเทียนกวงเป็นผู้หญิง ถ้าไม่ใช่ผู้หญิง ซูฉานคงเป็นผู้สืบทอดที่ดีที่สุดของเทียนกวงไปแล้ว พี่ชายกับน้องชายของเธอล้วนเทียบไม่ได้เลย ช่างเป็นหญิงสาวที่โชคชะตาเข้าข้างจริงๆ
เจียงเฉิงเห็นด้วยกับคำประเมินของหลินจือไปอย่างยิ่ง
“เพราะงั้นก่อนหน้านี้ผมถึงบอกว่าซูฉานคล้ายกับเจ้านายมากๆ เลย ทำให้คนมองไม่ออกเหมือนกัน ตอนที่งานเลี้ยงเลิกคืนนี้ เธอยังมาคุยกับผมอีกสองสามประโยคด้วย…”
“คุยอะไรเหรอครับ?”
“เธอถามผมด้วยรอยยิ้มว่า คุนเผิงของพวกเราใช้เกณฑ์อะไรในการหาพันธมิตร ต้องเป็นคนรุ่นที่สามของสามบริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้นหรือเปล่า”
“แล้วพี่ตอบว่ายังไงครับ?”
“ผมตอบเธอด้วยความเงียบครับ”
หลินจือไปหลุดขำ
“บรรดารุ่นใหญ่ของสามตระกูลต่างเริ่มคิดเรื่องการแบ่งสมบัติกันแล้ว ส่วนรุ่นที่สองตลอดหลายปีมานี้ก็ก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจเรื่อยๆ เพราะงั้นเลยมีเพียงรุ่นที่สามเท่านั้นที่ต้องการคุนเผิงของพวกเรามากที่สุด”
“ใช่!”
“มีอะไรครับ?”
“ซูฉานก็พูดแบบนี้เหมือนกันครับ เธอกับเจ้านายคิดตรงกันเป๊ะ!”
หลินจือไปหัวเราะลั่น
“ที่เธอมองทะลุถึงประเด็นนี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ดูท่าซูฉานคงคู่ควรที่คุนเผิงจะเดิมพันเพิ่มกับเธอสักหน่อยแล้ว”
ไม่สิ เสียงหัวเราะของหลินจือไปสะดุดไป จู่ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะย้อนนึกถึงเรื่องที่ซูฉานจงใจมาหาเขาที่ระเบียงในวันนี้ หลินจือไปคิดเอาเองโดยไม่ลังเลว่า ซูฉานต้องการยืนยันว่าตนคือไปตี้หรือเปล่า แต่ถ้าคิดให้ถี่ถ้วนแล้ว จุดมุ่งหมายของเธออาจไม่ได้มีแค่เท่านั้น? เพราะอย่างไรวิธีที่เธอจะใช้เพื่อยืนยันว่าตนคือไปตี้หรือไม่ก็ไม่ได้มีแค่วิธีนี้วิธีเดียว
“บางทีอาจไม่ใช่เพราะคิดตรงกันหรอกครับ เธอแค่กำลังสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างเราต่างหาก” หลินจือไปเอ่ยเบาๆ
“พวกเราเผยพิรุธเหรอครับ?” เจียงเฉิงตกใจ
“ไม่น่าะครับ คนนอกถ้าเห็นเราสองคนพบกันอย่างสนิทสนมขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องสงสัย แต่เราก็เตรียมการปกปิดเอาไว้เพียงพอแล้ว…”
หลินจือไปใช้การปกปิดสามชั้น:
ชั้นแรก: ความสัมพันธ์พี่น้องระหว่างหลินจือไปกับหลินเซิ่งเทียน เพราะหลินเซิ่งเทียนเป็นพาร์ตเนอร์คนแรกของคุนเผิง หลินจือไปในฐานะน้องชายของหลินเซิ่งเทียน จะสนิทกับเจียงเฉิงก็นับว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ชั้นที่สอง: ตัวตน ‘ไปตี้’ ของหลินจือไป เวลาที่เจียงเฉิงกระตือรือร้นกับคนธรรมดาสักคนมากๆ ย่อมดูแปลกเป็นธรรมดา แต่ถ้าคนธรรมดาคนนั้นความจริงคือไปตี้ล่ะ?
ชั้นที่สาม: ตัวตนรุ่นที่สามของหลินจือไปในเสินฮวา อย่างไรเรื่องที่คุนเผิงชอบผูกมิตรกับรุ่นที่สามของสามตระกูลใหญ่ที่ไม่มีทรัพยากรอะไรในมือ ก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว ใครที่สังเกตเป็นก็แทบจะมองออกกันทั้งนั้น
มีบัฟมากมายขนาดนั้น ซูฉานมีเหตุผลอะไรที่จะมองพิรุธออก?
หลินจือไปกล่าว “ผมก็แค่เดานะ ถึงเธอจะพอเดาอะไรได้ก็ยังห่างไกลจากความจริงลิบลับ กับซูฉานถ้าควรติดต่อก็ติดต่อไปเถอะครับ ผมใส่หน้ากากอยู่ก็จริงแต่ถ้ามันถึงเวลาต้องดึงหน้ากากออกก็ต้องดึง…”
ก็เหมือนกับที่เจียงเฉิงจะไม่เปิดเผยตัวตนของหลินจือไป ต่อให้มีสักวัน หลินจือไปจะบอกกับซูฉานว่าตนคือเจ้าของคุนเผิงที่แท้จริง อีกฝ่ายก็อาจจะไม่เปิดเผยออกไปก็ได้ กระทั่งอาจถึงขั้นพยายามช่วยปกปิดอย่างเต็มที่ด้วยซ้ำ! อย่างไรเสียหลินจือไปก็ไม่คิดจะปกปิดสถานะไปตลอดอยู่แล้ว ย่อมมีวันที่ต้องเปิดเผยความจริง ทั้งกับสามบริษัทยักษ์ใหญ่และท่านปู่แห่งคฤหาสน์ซีเฉิง
แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปิดเผยตัวตนอย่างหมดเปลือก ก็จะเป็นเวลาที่หลินจือไปเผยมีดในมือตนเองเช่นกัน ท่านปู่เป็นคนอย่างไร หลินจือไปพอจะเข้าใจ ต่อให้วันหนึ่งเขารู้ความจริงว่าตนคือเจ้าของคุนเผิง… สุดท้ายก็ทำได้แค่ยอมรับ! เพราะวิธีที่เขาเลือกผู้สืบทอด คือการเลี้ยงกู ถึงขั้นที่ยอมแลกผลประโยชน์ส่วนหนึ่งของบริษัท! หลินจือไปก็คือราชากูตัวนั้น แล้วเขาจะไม่ยอมรับได้อย่างไร? คุณเป็นคนเลือกเองนี่ ไอดอล!
เจียงเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผมเข้าใจแล้วครับ บางทีซูฉานอาจจะเป็นคนที่สองที่ได้รู้โฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้านาย”
หลินจือไป “ใครจะรู้ล่ะ”
ถ้าซูฉานสามารถเดาความจริงบางส่วนได้จริง เช่นนั้นหลินจือไปก็ไม่ขัดข้องที่จะช่วยเธอเปิดเผยความจริงทั้งหมด แค่เปิดเผยความจริงกับใครคนหนึ่ง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แน่นอนว่าทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ อีกฝ่ายต้องขึ้นเรือของคุนเผิงอย่างเต็มตัวเสียก่อน
เป็นแบบนี้ หลังคุยโทรศัพท์กับเจียงเฉิงเสร็จ หลินจือไปก็ได้รับข้อความเฟยซิ่นจากหยิ่นตงหน่วน
หยิ่นตงหน่วน: นายนี่เผ่นไววิงนะ!
หลินจือไป: อยากกลับบ้านแล้ว เลยไม่ได้รอเธอ
หยิ่นตงหน่วน: ขอบคุณสำหรับคืนนี้นะ
หลินจือไป: ไม่เป็นไร
หยิ่นตงหน่วน: โชคดีที่ได้นาย ดูเหมือนเจียงเฉิงจะสนใจร่วมงานกับฉัน แต่ทำไมเขาถึงให้ความสำคัญกับนายขนาดนั้นละ?
หลินจือไป: เขาก็ให้ความสำคัญกับเธอไม่น้อยเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
หยิ่นตงหน่วน: นายพูดแบบนี้ ฉันก็พอจะเข้าใจเลย เหมือนคุนเผิงจะชอบร่วมงานกับพวกเรา
ให้ตายสิ แค่นี้ก็หลอกได้แล้วเหรอเนี่ย
ในวันต่อๆ มาหลินจือไปแทบไม่ได้ออกไปไหนเลย ใช้เวลาทุกวันเขียนนิยายอยู่ที่บ้าน ส่วนบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล เพลงโบราณสองเพลงของไปตี้มีอันดับสูงขึ้นเรื่อยๆ
อันดับที่ห้าบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล: “ใต้หล้า”
อันดับที่เจ็ดบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล: “โฉมงาม”
หลินจือไปรู้สึกว่าเหตุผลที่ ‘ใต้หล้า’ มีอันดับสูงกว่าในตอนนี้ เพราะเป็นเพลงที่แพร่หลาย ทำนองติดหู คนทั่วไปสามารถฮัมตามสองสามท่อนได้ง่ายๆ ในทางกลับกัน อีกเพลงหนึ่งอย่าง ‘โฉมงาม’ ร้องยากอยู่พอตัว เวลาคนทั่วไปไปร้องเพลงนี้ในคาราโอเกะ แทบจะเป็นมลพิษทางเสียงเลยทีเดียว แม้แต่หลินจือไปเองก็ยังร้องไม่ได้ ฝีมือการร้องของเขาตอนนี้ยังไม่ถึงขั้น
ความจริงแล้ว ต่อให้หลินจือไปจะร้องเพลงเก่งขึ้น บางเพลงเขาก็ยังร้องไม่ได้อยู่ดี อย่างเช่นผลงานของนักร้องหญิง อย่างไรก็ต้องให้ศิลปินหญิงร้องถึงจะได้อารมณ์
“บางทีคุนเผิงมิวสิคอาจจะขยายตัวให้ใหญ่ขึ้นกว่านี้ได้”
บางเพลงที่ฉูฉือร้องไม่ได้ ก็ได้แต่ให้ไปตี้ไปหานักร้องในเสินฮวา เช่นนั้นฉูฉือก็แต่งเพลงให้คนอื่นร้องได้เหมือนกันน่ะสิ ให้เจียงเฉิงหานักร้องฝีมือดีมาสักหน่อย ยังช่วยให้คุนเผิงมิวสิกเติบโตขึ้นไปพร้อมกันด้วย
ตอนนี้ฉูฉือยังด้อยกว่าไปตี้อยู่เล็กน้อย หลินจือไปหวังว่าทั้งสองตัวตนจะสามารถแข่งขันกันได้อย่างสูสี ถ้าฝ่ายไหนดูอ่อนกว่าก็จะถ่วงน้ำหนักเพิ่มให้ฝ่ายนั้น นี่ไม่ใช่การต่อสู้กันเองอย่างไร้ความหมาย อนาคตหลินจือไปยังวางแผนจะใช้ฉูฉือต่อกรกับแผนกเพลงของเสินฮวากรุ๊ป เพื่อทำให้เสินฮวาพึ่งพาไปตี้มากขึ้นเรื่อยๆ!
เวลานี้ บนแพลตฟอร์มจี๋กวง ยอดผู้ติดตามของไปตี้ได้ทะลุหลักล้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว! ส่วนยอดผู้ติดตามของฉูฉืออยู่ที่ราวๆ แปดแสน ยังตามหลังไปตี้อยู่เล็กน้อย เพราะอย่างไรก็มีผลงานน้อยกว่า แต่ปรากฏว่ายอดแฟนคลับของปู่เยโหวก็ทะลุล้านไปแล้วเช่นกัน! หลักๆ มาจาก ‘The Knockout’ ละครเรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียงของปู่เยโหวโด่งดังไปไกลสุดๆ กระทั่งไม่ถูกจำกัดอยู่แค่วงการนิยายอีกต่อไป!
ครั้งหน้าออกเพลงก็ให้ฉูฉือแล้วกัน หลินจือไปอยากเพิ่มอิทธิพลให้ฉูฉือสักหน่อย
เวลานี้ เจียงเฉิงโทรมาบอกว่า บทละคร ‘Home Temptation’ ได้ส่งให้หยิ่นตงหน่วนแล้ว อย่างไรก็ได้ยื้อกันเป็นเชิงสัญลักษณ์มาช่วงหนึ่งแล้ว ส่วนแบ่งผลประโยชน์ยังเหมือนเดิม: คุนเผิงแค่ส่งบทละคร แต่ขอส่วนแบ่งสามสิบเปอร์เซ็นต์ ทางฝั่งน่าเซินไม่มีปัญหา
จากนั้นเจียงเฉิงก็พูดถึงวาไรตี้โชว์ ‘If You Are The One’
“รายการวาไรตี้เตรียมพร้อมแล้วครับ สามารถอัดเทปได้ทุกเมื่อ แต่ทางผู้สนับสนุนโฆษณาหลักค่อนข้างเรื่องมาก อยากจะยัดดาราคนหนึ่งเข้ามาในรายการ บอกว่าเป็นพรีเซนเตอร์คนต่อไปของพวกเขา ผมคิดว่ารายการเราเป็นรายการหาคู่ ยัดดาราเข้ามาเป็นแขกรับเชิญจะเหมาะสมเหรอครับ?”
“ไม่ได้ครับ” หลินจือไปไม่ยอมรับข้อเสนอนี้
รายการวาไรตี้ส่วนใหญ่มักจะต้องการดารา แต่สำหรับรายการ ‘If You Are The One’ แบบนี้ ห้ามมีดาราโผล่มาเด็ดขาด จุดขายของรายการคือตัวผู้เข้าแข่งขันชายและหญิง! ถ้ามีดาราโผล่มาเมื่อไหร่ก็จะลดทอนความน่าสนใจของผู้ชายในรายการ!
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าชายหนุ่มคนหนึ่งในรายการบ้านมีฐานะนิดหน่อย หน้าตาก็พอดูดี ผู้ชมก็อาจคิดว่าคนคนนี้คุณสมบัติดีมากแล้วใช่ไหมละ แล้วถ้าข้างๆ ดันมีดาราชายที่หล่อกว่า รวยกว่านั่งอยู่… จะเล่นกันยังไงล่ะ?
“งั้นผมจะไปคุยกับทางจี๋เฟิงโดยตรง ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็เปลี่ยนสปอนเซอร์ แค่น่าเสียดายสปอนเซอร์เจ้านี้ใหญ่มาก เป็นแบรนด์ช็อกโกแลตในเครือหลานฝู แถมราคาที่เขาเสนอมาก็สูงกว่าเจ้าอื่นๆ ด้วยครับ”
“หลานฝู?”
หลินจือไปรู้จักแบรนด์นี้ดี นี่คือหนึ่งในบริษัทอาหารชั้นนำของฉินโจว และหลานฝูช็อกโกแลตก็เป็นแบรนด์ช็อกโกแลตที่รู้จักกันทุกครัวเรือน
“ใช่ครับ แบรนด์ใหญ่มาก” เจียงเฉิงกล่าว
“ตอนนี้พวกเขากำลังเปิดรับไอเดียโฆษณาใหม่ๆ อยากถ่ายโฆษณาใหม่ออกมาช่วงที่รายการเราออกอากาศ จะได้ให้ดาราที่พวกเขายัดเข้ามาโปรโมตแบรนด์ในรายการทุกวัน”
“พวกเขาจ่ายเท่าไหร่สำหรับการเป็นสปอนเซอร์หลักครับ?”
“สี่สิบล้านแบบเอ็กซ์คลูซีฟครับ”
ราคานี้ถือว่าดีทีเดียว ไม่แปลกที่เจียงเฉิงจะเสียดาย มีวิธีประนีประนอมไหมนะ? จู่ๆ หลินจือไปก็ฉุกคิด ถามเจียงเฉิงว่า
“พี่บอกว่าช็อกโกแลตหลานฝู่กำลังเปิดรับไอเดียโฆษณาเหรอครับ?”
“ใช่ครับ” เจียงเฉิงกล่าว “ช็อกโกแลตของพวกเขาออกสินค้าใหม่ อยากใช้โอกาสนี้โปรโมตให้ดังเปรี้ยงในครั้งเดียว”
หลินจือไปไม่ตอบ เขาเรียกระบบขึ้นมาในใจแล้วถามคำถามว่า “ฉันสามารถออกแบบโฆษณาสินค้าได้ไหม?”
เฟยหง: “ได้เลย”
หลินจือไปดีใจ ทำได้จริงๆ ด้วย! ระบบไม่ค่อยชอบบอกอะไรล่วงหน้าอยู่แล้ว เขารู้ดีแต่ก็คร้านจะบ่นอะไร หลินจือไปจึงพูดในใจขึ้นมาทันทีว่า
“จัดทำแผนโฆษณาช็อกโกแลตให้ฉันชุดนึง!”
ไม่กี่วินาทีต่อมา หลินจือไปก็ได้รับแผนโฆษณาหนึ่งฉบับ หลินจือไปอ่านแผนโฆษณาแล้วเผยรอยยิ้ม ก่อนจะพูดกับเจียงเฉิงที่อยู่ปลายสายว่า
“พี่บอกทางฝ่ายโฆษณาไปนะครับว่า รายการนี้ไม่อนุญาตให้ยัดดาราเข้ามา แต่การเป็นสปอนเซอร์รายการวาไรตี้ที่คุนเผิงเราผลิตจะมีสิทธิพิเศษให้หนึ่งอย่าง”
“สิทธิพิเศษอะไรเหรอครับ?”
“มอบแผนโฆษณาให้ฟรีครับ”
“มอบแผนโฆษณา… ฟรี?”
“พี่ก็น่าจะรู้ว่าผมถนัดวางแผนวาไรตี้ แล้วการวางแผนโฆษณาไม่ใช่การวางแผนเหรอครับ?”
“ก็สมเหตุสมผล…”
“ผมจะส่งแผนโฆษณาไปให้ พี่เอาไปให้พวกเขาพิจารณา ถ้าพวกเขาตกลงตามเงื่อนไขนี้ เราก็ร่วมงานกัน ถ้าไม่ตกลง ก็ให้จี๋เฟิงเปลี่ยนสปอนเซอร์หลักไปเลยครับ” หลินจือไปขัดจังหวะเจียงเฉิง
“เข้าใจแล้วครับ” เจียงเฉิงเพิ่งรู้ตัวก็พลันเอ่ยขึ้นว่า “แสดงว่าคุนเผิงของเรากำลังจะขยายกิจการสู่ธุรกิจโฆษณาแล้วใช่ไหมครับ?”
“นับว่าใช่แล้วกันครับ” หลินจือไปคิดว่านี่เป็นเส้นทางทำเงินที่พอจะทำได้เหมือนกัน
เจียงเฉิงเงียบไปนาน แล้วอดไม่ได้ที่จะถามคำถามที่หลายคนสงสัยมาตลอดว่า
“ตกลงคุนเผิงของเรานี่คือบริษัทอะไรกันแน่เหรอครับ?”
“ประโยคเดียว” หลินจือไปกล่าว
“งานที่สามค่ายใหญ่ทำได้ เราก็ทำได้ งานที่สามค่ายใหญ่ทำไม่ได้ เราก็ทำได้ พร้อมลุยทุกวงการ รับเงินได้จากทุกคน นี่แหละคือคุนเผิงครับ”