ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 149 ไปตี้เลื่อนสู่แถวสี่!
สามค่ายใหญ่มีปฏิกิริยา อีกทั้งยังรุนแรงไม่น้อย!
ทางฝั่งเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จางฉือ หัวหน้าแผนกเพลง ยื่นเรื่องขอประชุมผู้บริหารทันที
ระหว่างประชุมจางฉือโกรธจนคุมอารมณ์ไม่อยู่
“ผมขอเสนอให้ลงโทษคุนเผิง!”
จางฉือตบโต๊ะกล่าว
“หานเยว่ซวงมีโอกาสจะเป็นราชินีเพลงคนที่สามของเสินฮว่า ก่อนหน้านี้เธออยากเซ็นสัญญากับเราอยู่แล้ว”
“แต่จู่ๆ คุนเผิงก็โผล่มาตัดหน้าเอาคนที่เราต้องได้ตัวไป แบบนี้บริษัทเสียหายมากเกินไปแล้ว!”
“ก่อนหน้านี้ไม่นานมานี้เอง! ตัวแทนคุนเผิงอย่างเจียงเฉิงยังโพสต์ในวงเพื่อนฝูงว่า ฉูฉือจะเล็งเล่นงานเสินฮว่าของเรา”
“เฮอะๆ เมื่อไหร่ที่เสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ของเราเคยโดนใครข่มขู่แบบนี้มาก่อน?”
“จะปล่อยให้บริษัทนี้ทำตัวกร่างต่อไปไม่ได้แล้ว! ต้องลงดาบให้เข็ด! ไม่อย่างนั้นชื่อเสียงของเสินฮว่าเราคงพังไม่มีชิ้นดีแน่!”
แค้นใหม่แค้นเก่ารวมกัน เวลานี้จางฉือโมโหแล้วจริงๆ
“หัวหน้าแผนกจาง ดื่มน้ำสักหน่อย ใจเย็นก่อนครับ”
ตัวแทนผู้เข้าประชุมจากแผนกโปรดักชันคือ จ้าวเหลย ตอนนี้จ้าวเหลยเป็นมือขวาแผนกโปรดักชัน มีสิทธิ์มานั่งในที่ประชุมนี้
แต่เพราะผลประโยชน์ต่างกัน เขาจึงต้องพูดแทนคุนเผิงว่า:
“ผมมองว่าคำพูดของหัวหน้าแผนกอาจจะดูตื่นตูมเกินไปหน่อยนะครับ หานเยว่ซวงแค่มีศักยภาพที่จะเป็นราชินีเพลง แต่ใช่ว่าเป็นแล้วจริงๆ เสียหน่อย”
“อีกอย่าง คุนเผิงแย่งตัวหานเยว่ซวงไปก็จริง ทำให้แผนกเพลงเสียผลประโยชน์ไปบ้าง แต่โปรเจกต์ที่แผนกโปรดักชันของเราร่วมมือกับคุนเผิง สามารถชดเชยความเสียหายนี้ได้แน่นอนครับ”
“ไม่ต้องพูดถึงโปรเจกต์อื่น แค่ ‘The Knockout’ ก็สร้างรายได้ให้บริษัทตั้งเท่าไร ทุกคนน่าจะรู้อยู่เต็มอกจริงไหม?”
“ยิ่งไปกว่านั้น เจียงเฉิงรับปากผมแล้วว่าละครเรื่องถัดไปจะร่วมงานกับเสินฮว่า ถ้าเราตัดสัมพันธ์ตอนนี้ ความร่วมมือคงพังแน่”
“ผู้จัดการใหญ่ คุณก็คงไม่อยากเห็นเราเสียโอกาสร่วมงานโปรเจกต์ละครเรื่องถัดไปของคุนเผิงใช่ไหมครับ?”
ผู้จัดการใหญ่ของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คือ หลินชุน เขาเป็นลูกชายคนโตของประธานหลินเจ้ามู่ และเป็นลุงของหลินจือไป!
แต่ขณะนี้หลินชุนเองก็ลังเล ด้านหนึ่งก็โกรธที่คุนเผิงแย่งตัวหานเยว่ซวงทำให้เสินฮว่าเสียหน้า
แต่อีกด้านหนึ่งเขาก็รู้ดีว่า ความเสียหายที่คุนเผิงก่อให้กับเสินฮว่านั้น ยังเทียบไม่ได้กับผลประโยชน์มหาศาลที่คุนเผิงนำมาให้…
ระหว่างที่ลังเล จู่ๆ หัวหน้าแผนกโทรทัศน์ก็เอ่ยว่า
“ผมรู้ว่าแผนกเพลงอาจจะอึดอัด แต่แผนกโทรทัศน์ของเราเหมือนกับแผนกโปรดักชัน จำเป็นต้องร่วมมือกับคุนเผิงต่อไป”
“เห็นด้วยครับ” หัวหน้าแผนกวาไรตี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“I Am a Singer ซีซันสอง เป็นงานที่เสินฮว่าเรารับหน้าที่ดำเนินงาน”
“ถ้าเราตัดขาดกับคุนเผิง ความร่วมมือซีซันสองอาจจะล่มได้ แถมวาไรตี้ใหม่ๆ ของคุนเผิงในอนาคตก็คงไม่มาทำกับเราอีก ความเสียหายนี้ใหญ่กว่าหานเยว่ซวงแค่คนเดียวมากนะครับ”
หัวหน้าแผนกอื่นๆ ล้วนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
ความต้องการผลประโยชน์ภายในของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ไม่เป็นเอกภาพ
ดังนั้นผู้จัดการใหญ่คงไม่ลงโทษคุนเผิง แผนกเพลงเสียประโยชน์เพราะคุนเผิงจริงแน่นอน จางฉือมีเหตุผลเต็มเปี่ยมที่จะไม่พอใจคุนเผิง!
แต่แผนกโทรทัศน์ล่ะ? แผนกวาไรตี้ล่ะ? แผนกโปรดักชันล่ะ?
สามแผนกนี้ไม่อยากให้เรื่องเล็กๆ ของแผนกเพลงทำให้บริษัทต้องแตกหักกับคุนเผิง สามต่อหนึ่งเลยนะ
น้ำหนักของแผนกเพลงเบาไปหน่อย ส่วนหัวหน้าแผนกอื่นๆ?
ผลประโยชน์ภายในบริษัทสลับซับซ้อน แน่นอนว่ามีบางคนที่สนับสนุนแผนกเพลง
แต่ส่วนใหญ่มักจะยืนข้างแผนกโทรทัศน์ วาไรตี้ และโปรดักชันมากกว่า จางฉือก็รู้จุดนี้จึงร้อนใจขึ้นมา
“คุนเผิงไม่ใช่แค่แย่งตัวหานเยว่ซวงไปเฉยๆ นะทุกคน! พวกเขากำลังบุกเข้าสู่วงการเพลงเต็มตัว ล่วงล้ำเข้ามายังฐานผลประโยชน์หลักของเรา!”
“แค่เสินฮว่าสู้กับน่าเซินและเทียนกวงก็เหนื่อยพอแล้ว ถ้าคุนเผิงเข้ามาอีกสถานการณ์จะวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม!”
“เหล่าจาง” หัวหน้าแผนกคนหนึ่งถอนใจพลางกล่าว
“แผนกเพลงของเสินฮว่าเราใหญ่โตขนาดนี้ คุนเผิงมิวสิคมีอยู่แค่สองคน นายจะกลัวอะไรนักหนา!”
“งั้นเอาอย่างนี้” หลินชุนเองก็เห็นว่าการฉีกหน้าคุนเผิงเป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสีย
“ให้คนไปเตือนคุนเผิงว่าอย่ายื่นมือยาวเกินไป แต่ไม่จำเป็นต้องฉีกหน้าพวกเขาเพราะเรื่องนี้”
“แล้วก็ลองดูท่าทีของน่าเซินกับเทียนกวงด้วย”
ถ้าเทียนกวงกับน่าเซินจะลงโทษคุนเผิง… หลินชุนก็ไม่ขัดข้องที่จะลงมือ
สิ่งที่หลินชุนกลัวที่สุดคือ หลังจากลงโทษคุนเผิงแล้ว คุนเผิงจะกลายเป็นกำลังหนุนให้น่าเซินกับเทียนกวงต่อกรกับเสินฮว่า!
ท้ายที่สุด หลินชุนก็ต้องยอมรับว่า วาไรตี้ที่คุนเผิงวางแผน และบทละครที่เขียนล้วนมีค่ามาก
“ผู้จัดการใหญ่ครับ…” จางฉืออยากจะพูดออกมาเหลือเกินว่า ‘ผู้จัดการใหญ่เหลวไหลสิ้นดี’
แต่เขาก็ไม่กล้า คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนเป็นพวกเขี้ยวลากดินทั้งนั้น
ทุกคนก็คงดูออกกันหมดว่าคุนเผิงจ้องจะขยายอำนาจ แต่ก็ไม่มีใครอยากลงมือเล่นงานคุนเผิง!
ทำไมล่ะ? ก็เพราะผลประโยชน์ไม่ตรงกัน คนพวกนี้ไม่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเอาซะเลย!
รอให้คุนเผิงเติบโตจริงๆ เมื่อไหร่ พวกแกจะเสียใจ! จางฉือกัดฟันแน่นด้วยความเดือดดาล การประชุมจบลงเช่นนี้
หลังการประชุม จ้าวเหลยหาที่เงียบๆ โทรหาเจียงเฉิง
“พี่เฉิง รอบนี้พี่ไปยั่วแผนกเพลงเขาแล้ว เมื่อกี้หัวหน้าแผนกเพลงยื่นเรื่องขอจัดประชุมผู้บริหารด้วยตัวเองเลย”
“โชคดีที่ผมช่วยกันเขาไว้ทัน ทีหลังอย่าเสี่ยงขนาดนี้เลยนะครับ…”
ก่อนที่คุนเผิงจะปรากฏตัว ความจริงหานเยว่ซวงเทใจให้เสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์มากที่สุด
ซึ่งน่าเซินกับเทียนกวงต่างก็รู้ข้อนี้ดี จึงไม่ได้มีปฏิกิริยารุนแรงนัก
แต่ก็ยังเรียกประชุมผู้บริหาร เพราะคุนเผิงได้ส่งสัญญาณว่าจะเริ่มรุกเข้าวงการเพลงแล้ว!
ทางฝั่งน่าเซิน:
“ทุกครั้งที่ฉูฉือคว้าอันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล ก็เหมือนเขาดึงกระเบื้องหลังคาสามค่ายใหญ่ของเรา”
“แต่ที่ผ่านมาเพราะเขามีแค่คนเดียว ไม่สามารถกลายเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงได้ เลยไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่”
“แต่ตอนนี้ดูเหมือนคุนเผิงจะเริ่มขยายอิทธิพลแล้ว แบบนี้เราควรรีบดับไฟตั้งแต่ต้นลมหรือเปล่า?”
“ผมมองว่าไม่จำเป็น”
“คุนเผิงมิวสิคมีแค่ฉูฉือกับหานเยว่ซวงสองคน พวกเขาอยากจะโตขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว”
“ยิ่งไปกว่านั้น เดิมทีหานเยว่ซวงอยากไปเสินฮว่า งั้นให้เธอไปคุนเผิง ฉันว่าก็ยังดีกว่าไปเสินฮว่านะ”
“อีกอย่าง… จำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคุนเผิงไว้”
“ทุกท่านคงทราบแล้วว่า เราได้บทละครจากปู่เยโหวมาเรื่องหนึ่ง และบริษัทก็เริ่มถ่ายทำแล้ว”
“พวกเราคาดหวังกับความร่วมมือนี้ไม่น้อย”
ในเวลาเดียวกัน เทียนกวงเอ็นเตอร์เทนเมนต์:
เมื่อเริ่มประชุม ซูฉาน ในฐานะหัวหน้าแผนกโทรทัศน์ก็ชี้ชัดทันทีว่า:
“ความขัดแย้งเรื่องนี้หลักๆ เป็นคุนเผิงกับเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ พวกเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรเกินเหตุ”
“แต่คุนเผิงกำลังจะบุกวงการเพลงนะ!”
“งั้นก็ปล่อยให้พวกเขาลุยเข้ามาเถอะ เทียนกวงน่ะเป็นจ่าฝูงแห่งวงการเพลงฉินโจวมาตลอด”
“น่าเซินกับเสินฮว่าต่างก็ถูกเรากดไว้ คุนเผิงแค่บริษัทเดียวจะนับเป็นอะไร พวกเขายังห่างชั้นอีกเยอะ”
“อีกอย่าง หานเยว่ซวงไปคุนเผิงยังดีกว่าไปเสินฮว่า”
“ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ละครใหม่ของเทียนกวงก็เป็นผลงานของคุนเผิง”
“ฉันแค่กังวลว่าถ้าตอนนี้ไม่รีบกดคุนเผิงไว้ ต่อไปถ้าพวกเขาเติบโตขึ้นมาจริงๆ จะกดไม่ลงแล้วนะ”
“คุณกังวลเกินเหตุแล้ว ต่อให้คุนเผิงขยายตัวขึ้นอีกหลายเท่า ก็ไม่มีทางสร้างคลื่นใหญ่ได้หรอก”
“แต่ฉันกลับหวังให้เสินฮว่ากล้าพอที่จะลงมือจัดการคุนเผิง นั่นแหละเป็นผลดีต่อพวกเรา!”
ผลสรุปของที่ประชุมคือเฝ้าดูสถานการณ์ต่อไป
หลังจากประชุมจบ ซูฉานมองนิ่ง แววตาลุ่มลึก แล้วจู่ๆ ก็โทรหาเจียงเฉิง พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งยิ้มกึ่งเย้า
“คุนเผิงได้ปลุกความระแวงของสามค่ายใหญ่แล้วนะคะ”
“ขอบคุณที่เตือนนะครับ” เจียงเฉิงยิ้มราวกับคาดเดาไว้แล้ว
ซูฉานเอ่ยเบาๆ ว่า:
“คุนเผิงมือซ้ายถือแครอท มือขวาถือไม้ใหญ่ กลยุทธ์นี้ใช้ลวงใจคนได้ในระยะหนึ่งจริงค่ะ”
“แต่ความลวงแบบนี้คงอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่ หากวันไหนคุณเจียงเจอปัญหาหนัก ลองคุยกับฉันได้นะ”
“ไม่มีปัญหาครับ”
คุนเผิงใช้กลยุทธ์เปิดเผย เจียงเฉิงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุนเผิงจะขยายตัวและแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งอาจไปแตะผลประโยชน์ของสามค่ายใหญ่ได้
แต่เพราะตอนนี้คุนเผิงยังมีความร่วมมือหลายด้านกับทั้งสามค่าย ผลประโยชน์พัวพันกันซับซ้อน
จึงไม่มีค่ายไหนอยากลงมือจัดการพวกเขาในตอนนี้
ถ้าไปลงโทษคุนเผิงซะตอนนี้ แล้วอนาคตละครกับวาไรตี้โชว์จะยังร่วมงานกันได้อีกหรือ?
แต่อย่างไรเสีย ตอนนี้คุนเผิงก็ยังไม่ใช่ภัยคุกคามที่แท้จริงต่อสามค่ายใหญ่
ถ้าวัดหน้าพวกเขามีทำให้สามค่ายรู้สึกถูกคุกคามจริงๆ เมื่อนั้นก็คงต้องเผชิญการลงดาบที่แท้จริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
อีกด้านหนึ่ง จากรายงานละเอียดของเจียงเฉิง หลินจือไปได้รับรู้สถานการณ์ทั้งหมดแล้ว
เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นี่เป็นการลองเชิงที่นับว่าประสบความสำเร็จนะครับ”
ใช่แล้ว หลินจือไปตัดหน้าคว้าหานเยว่ซวงก็เพื่อทดสอบท่าทีของสามค่ายใหญ่
ตอนนี้ดูเหมือนว่าการทดสอบครั้งนี้จะประสบความสำเร็จทีเดียว ผลประโยชน์ภายในของสามค่ายใหญ่ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน
“ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้นครับ” เจียงเฉิงกังวลเล็กน้อย
“แต่มีหลายคนในสามค่ายใหญ่ส่งคำเตือนมาถึงผมแล้ว”
การตัดหน้าสามค่ายใหญ่ครั้งนี้ ในที่สุดก็ไปแตะเส้นประสาทของใครหลายคนเข้าอย่างจัง
หากหลินจือไปยังเล่นแบบนี้อีกสักสองสามครั้ง คุนเผิงก็คงต้องเตรียมใจรับมือกับการฉีกหน้ากันในอนาคต
“เพราะงั้นก่อนถึงตอนนั้น เราต้องสร้างคนของเราให้มากขึ้น”
หลินจือไปต้องการเล่นเกมค่อยๆ ต้มกบในน้ำอุ่น ถ้าออกแรงแรงเกินไปจะเกิดปัญหา
แม้ว่าอนาคตเขาจะต้องแย่งส่วนแบ่งเค้กจากสามค่ายใหญ่ก็ตาม
และเมื่อถึงเวลานั้น หากไม่อยากแตกหักกับสามค่ายใหญ่โดยสิ้นเชิง ก็มีแค่ทางเดียวคือ แทรกซึมเข้าไปในสามค่ายใหญ่!
ตัวอย่างเช่น จ้าวเหลยของเสินฮว่า ตอนนี้เขาเหมือนสายลับที่คุนเผิงวางไว้ในเสินฮว่า มีแววจะเป็นหนอนบ่อนไส้ได้สูงมาก
มีคนในเสินฮว่าจะเล่นงานคุนเผิง? จ้าวเหลยจะเป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วย!
แต่จ้าวเหลยคนเดียวไม่พอ หลินจือไปต้องการคนแบบจ้าวเหลยมากกว่านี้!
อีกอย่าง จ้าวเหลยทำผลงานได้ดีมากจริงๆ ในรอบนี้ หลินจือไปก็ควรให้ของหวานเขาสักหน่อย ไม่อย่างนั้นเขาจะยอมทำตัวเป็นหนอนบ่อนไส้ไปทำไม?
ส่วนในสายตาคนนอก บริษัทบันเทิงใหญ่ต่างๆ ก็รอปฏิกิริยาของสามค่ายใหญ่อยู่เช่นกัน
แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนประหลาดใจก็คือ สามค่ายใหญ่กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรที่เป็นรูปธรรมเลย
ราวกับว่าพวกเขายอมรับได้ที่คุนเผิงแย่งตัวหานเยว่ซวงไปเฉยๆ อย่างนั้นแหละ!
“ไม่มีการลงโทษอะไรเลยเหรอ?”
“ดูท่าสามค่ายใหญ่คงไม่อยากแตกหักกับคุนเผิงสินะ”
“ยังไงก็ยังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันนี่นา”
“สามค่ายใหญ่กับคุนเผิงต่างก็มีความร่วมมือกันอยู่”
“เว้นแต่สามค่ายใหญ่จะไม่อยากร่วมมือกับคุนเผิงต่อไป”
“ถ้าเป็นบริษัทเล็กบริษัทอื่นตัดหน้าแย่งหานเยว่ซวงมา ป่านนี้คงโดนสามค่ายใหญ่เล่นงานไปแล้วละ”
“ไม่ได้มาก็ต้องทำลาย นี่แหละวิธีประจำของสามค่ายใหญ่”
“ยังไงก็เป็นคุนเผิง”
“ทั้งวงการหาไม่เจอแล้วบริษัทไหนที่พิเศษอย่างคุนเผิง ด้านหนึ่งขัดแข้งขัดขาสามค่ายใหญ่ อีกด้านหนึ่งก็มอบผลประโยชน์ให้พวกเขามากขึ้น”
หลังจากการลองเชิงที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ หลินจือไปก็รู้ดีว่าต่อจากนี้คุนเผิงควรลดความโดดเด่นลงซักหน่อย
ถือเป็นการผ่อนคลายเส้นประสาทของสามค่ายใหญ่
ส่วนเงื่อนไขที่หานเยว่ซวงเซ็นสัญญากับคุนเผิง หลินจือไปจะปฏิบัติตามทั้งหมด
อย่างเช่นการแต่งเพลงให้หานเยว่ซวงสามเพลงต่อปี ต่อให้ไม่เขียนในสัญญา หลินจือไปก็จะให้อยู่แล้ว
ไม่งั้นจะเซ็นสัญญากับเธอทำไมล่ะ? ก็เพื่อให้เธอโด่งดังสร้างรายได้ให้บริษัทไง
และในบรรดาสามเพลงที่จะให้หานเยว่ซวง ต้องรับประกันว่าอย่างน้อยหนึ่งเพลงจะคว้าแชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลได้
เงื่อนไขนี้สำหรับหลินจือไปก็ไม่นับว่าหนักหนา ในสัญญาเขียนชัดเจนเพลงที่จะคว้าแชมป์นี้สามารถเป็นเพลงที่ฉูฉือร้องคู่กับอีกฝ่ายได้ ซึ่งเปิดช่องให้ยืดหยุ่นพอสมควร
แน่นอนว่าหลินจือไปก็ไม่ได้เจตนาคิดจะกลั่นแกล้งหานเยว่ซวงอยู่แล้ว
ปีนี้หลินจือไปแต่งเพลงให้หานเยว่ซวงไปแล้วสองเพลง และเมื่อเธอเซ็นสัญญากับคุนเผิง เพลงทั้งสองก็ถือว่าเริ่มนับเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา
นั่นคือ ก่อนกันยายนปีหน้า หลินจือไปแค่ต้องส่งเพลงที่สามารถคว้าแชมป์บนชาร์ตอีกหนึ่งเพลงให้หานเยว่ซวงก็พอ เพราะตอนนั้นสัญญาจะครบหนึ่งปีพอดี
ว่าไปแล้ว ในชาติก่อนนักร้องมักจะออกอัลบั้มปีละหนึ่งชุด แต่ละอัลบั้มมีประมาณสิบสองเพลง
แต่ในโลกนี้ นักร้องส่วนใหญ่จะปล่อยแต่ซิงเกิล ไม่ได้เล่นใหญ่แบบอัลบั้ม
ทำให้จำนวนเพลงที่ปล่อยในแต่ละปีน้อยลง แต่ละบริษัทสามารถทุ่มทรัพยากรโปรโมตได้เต็มที่
ทั้งนี้ก็เกี่ยวกับการที่โลกนี้มีกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้มงวดมากเป็นพิเศษด้วย
ขอแค่มีเพลงหนึ่งเพลงดังเปรี้ยงขึ้นมา ยอดดาวน์โหลดอย่างเดียวก็สร้างรายได้เกินหลักล้านแล้ว
นี่ยังไม่ใช่รายได้หลักเสียด้วย รายได้ก้อนใหญ่จริงๆ มาจากการนำเพลงไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งสามารถทำเงินได้อีกมากมายมหาศาล
ทางฝั่งเสินฮว่า ไปตี้เป็นแค่นักแต่งเพลงจึงไม่ได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ก้อนนี้
แต่ที่คุนเผิง หลินจือไปควรกินเค้กก้อนนี้ได้ตรงๆ รายได้จากดาวน์โหลดมันแค่ไม่กี่หยวนเองนะ?
แต่อูฉือมีจุดตายสำคัญคือ ไม่สามารถโชว์หน้าออกสื่อได้
ดังนั้นฉูฉือจึงรับงานพรีเซนเตอร์ไม่ได้ และจัดอีเวนต์แสดงสดไม่ได้ด้วย
การเข้ามาของหานเยว่ซวงเติมช่องว่างนี้ของคุนเผิงได้พอดี
ถ้ากำไรส่วนนี้งอกงามพอ ในอนาคตหลินจือไปจะพิจารณาเซ็นสัญญานักร้องเข้ามาในคุนเผิงมากขึ้น
ส่วนนักแต่งเพลงไม่จำเป็น คลังเพลงจากโลกเก่ายังอยู่ในมือของหลินจือไปแล้ว เขาจะรับนักแต่งเพลงคนอื่นเข้ามาแค่ทำงานจิปาถะอย่างนั้นเหรอ?
ผ่านไปอีกสองสามวัน เจียงเฉิงนำข่าวดีมาบอกหลินจือไปว่า ละครเรื่อง ‘Conquer’ ได้ปิดกล้องเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้ทางเทียนกวงกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนหลังการถ่ายทำ
นี่คือละครเรื่องที่สองของคุนเผิง ต่อจาก ‘The Knockout’
หลินจือไปคาดหวังกับเรื่องนี้พอสมควร เรตติ้งและกระแสน่าจะเทียบชั้น ‘The Knockout’ ได้ไม่ยาก
ส่วนจะออกอากาศเมื่อไร ต้องดูความคืบหน้าในขั้นตอนหลังถ่ายทำของเทียนกวง รวมถึงแผนการจัดคิวออกอากาศต่อไป
และในวันเดียวกันนี้เอง ตารางประเมินศิลปินทั่วประเทศได้อัปเดตอันดับใหม่อีกครั้ง
ในนั้นไปตี้ก้าวเข้าสู่กลุ่มดาราแถวสี่อย่างเป็นทางการ! สร้างความสนใจจากผู้คนไม่น้อย
ไปตี้ขึ้นสู่แถวสี่!
‘เขาใช้เวลาเพียงหนึ่งปี จากการเป็นโนเนมสู่ดาราแถวสี่!’
‘ความเร็วในการไต่ระดับของไปตี้พุ่งพรวดจริงๆ!’
‘ไปตี้เข้าสู่แถวสี่ก่อนฉูฉือ!’
‘แถวสี่จะรั้งไปตี้ได้นานแค่ไหน?’
ใต้บัญชีจี๋กวงของไปตี้ก็มีคำแสดงความยินดีมากมาย
‘เข้าแถวสี่แล้ว!’
‘เร็วสุดๆ เลย!’
‘ยินดีด้วยครับอาจารย์ไปตี้!’
ไปตี้เดบิวต์ปลายเดือนสิงหาคมปีก่อน จวบจนตอนนี้ผ่านไปแค่ปีเดียว ก็พุ่งขึ้นไปเป็นคนดังแถวสี่ซะแล้ว!
‘ฉูฉือยังอยู่แถวห้าอยู่เลยนะ’
‘อาจารย์ไปตี้ของเรานำไปอีกก้าวแล้ว!’
‘ฉูฉือเดบิวต์ช้ากว่าไปตี้อยู่ไม่กี่เดือน ถ้าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเขาทะลุเข้าแถวสี่ได้เหมือนกัน ก็ถือว่าไล่ทันเลยนะ’
‘คู่แข่งคนนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ’
‘การที่ฉูฉือจะไต่จากแถวห้าไปแถวสี่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ไม่ง่ายเลยนะ’
‘นักแต่งเพลงคนไหนที่สามารถทะลุขึ้นสู่ระดับเหนือแถวหนึ่งได้ ก็จะกลายเป็นพ่อเพลงทันที’
‘รอวันที่ไปตี้จะเป็นพ่อเพลงไม่ไหวแล้ว!’
‘ถึงฉันจะชอบอาจารย์ไปตี้มากก็เถอะ แต่จะให้ไปถึงระดับพ่อเพลงอะไรนั่น มันยังอีกไกลมากนะ’
‘ยิ่งระดับสูงขึ้น การเลื่อนขั้นก็ยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ’
‘แค่จากห้าขึ้นสี่ กับสี่ขึ้นสาม ยังคนละเรื่องเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับเหนือแถวหนึ่งอะไรนั่นเลย’
หลินจือไปอ่านคอมเมนต์คร่าวๆ แล้วมองดู ฉูฉือกับปู่เยโหวสองตัวตนนี้ยังคงค้างอยู่ที่แถวห้า
แต่ไปตี้เป็นตัวตนที่เข้าสู่แถวห้าเร็วที่สุด การจะขึ้นไปแถวสี่ก่อนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่างไรก็ปล่อยผลงานบ่อยที่สุด
“รอ ‘Conquer’ ออกอากาศ ปู่เยโหวก็คงใกล้เข้าแถวสี่แล้ว”
“ส่วนทางด้านฉูฉือ ไม่ต้องทำอะไร แค่แต่งเพลงให้หานเยว่ซวงสองเพลง พอเธอปล่อยเพลงเมื่อไหร่ กระแสก็จะย้อนกลับมาหาฉูฉือเอง”
คิดมาถึงตรงนี้ หลินจือไปก็ติดต่อเจียงเฉิง ถามความเคลื่อนไหวของทางหลินหลิว
เจียงเฉิงกล่าวว่า “มีปัญหานิดหน่อยครับ หลินหลิวรู้ว่าเจ้านายเล็งจะเล่นงานเธอ”
“เพราะงั้นต่อให้ตอนนี้มีคนในสังกัดเธอจะปล่อยเพลง ก็ไม่กล้าโปรโมตล่วงหน้าครับ”
“เหรอครับ?” หลินจือไปกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ต่อให้เธอจะปกปิดซุกซ่อนยังไง วันที่หนึ่งก็ต้องปล่อยเพลงอยู่ดี อย่างมากพวกเราแค่รอดูใครลงสนามไปก็พอ”
คำเดียว! เสร็จฉันแน่!
ขอแค่นักร้องภายใต้หลินหลิวพยายามพุ่งเข้าชาร์ต หลินจือไปก็จะรีบปล่อยเพลงลงสนามในวันแรกของเดือนทันที
“เข้าใจแล้วครับ” เจียงเฉิงกล่าว
“แต่เป้าหมายต่อไปของเจ้านาย ดูเหมือนจะไม่ใช่หลินหลิวนะครับ…”
“หมายความว่ายังไงครับ?”
“ทางหลินกงกำลังจะถ่ายโฆษณาครับ” เจียงเฉิงพูดอย่างตื่นเต้นราวกับรอจังหวะมานาน “พวกเรา…”