ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 153 เดิมพันเล็กพิชิตใหญ่
ชื่อเสียงของหลินจือไปแค่เอาไปใช้ทําเพลงสั่งทําก็ยังใช้ไม่หมด
ตอนนี้ได้เว็บไซต์วิดีโอมาอยู่ในมือ เขาจึงตัดสินใจลงมือแบบจัดหนัก
“เฟยหง ฉันจะสั่งทำละครห้าเรื่อง”
เสียงติ้งต่องดังขึ้น การสั่งผลิตเริ่มต้นแล้ว
“ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับบทละครเรื่อง ‘Unexpectedness’!”
“ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับบทละครเรื่อง ‘My Own Swordsman’!”
“ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับบทละครเรื่อง ‘Reset ลูปย้อนชะตา’!”
“ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับบทละครเรื่อง ‘ทิวาและราตรี Day and Night’!”
“ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับบทละครเรื่อง ‘The Bad Kids มุมที่ซ่อนอยู่’!”
หลินจือไปถึงกับปวดฟันจี๊ด ด้านหนึ่งเพราะคุณภาพของละครเหล่านี้ล้วนเป็นเลิศ
อีกด้านหนึ่งเพราะถูกหักค่าชื่อเสียงรอบนี้ไปมหาศาล
จากนั้นหลินจือไปเริ่มคิดวางแผนว่าจะจัดการละครทั้งห้าเรื่องนี้อย่างไร
เริ่มจาก ‘Unexpectedness’
ละครเรื่องนี้ในแต่ละตอนมีความยาวสั้นมาก
แต่เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาแค่สิบนาที
กลับรวมการเติบโตอันยากลําบากของคนตัวเล็กๆ ในหนังของโจวซิงฉือ
การเสียดสีสังคมอย่างขําขันประชดประชัน
บทพูดที่เต็มไปด้วยมุกกัดแสบและการหักมุมที่ชวนให้ประหลาดใจ
เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นกระสุนนัดแรกของคุนเผิงวิดีโอ
เพราะนี่คือผลงานระดับตำนานที่เคยโด่งดังทั่วอินเทอร์เน็ต
ใช้งบต่อตอนไม่ถึงหนึ่งแสนแต่ทํายอดคลิกซีซันเดียวทะลุพันล้านสร้างปรากฏการณ์
ถ้านํามาออกฉายในโลกนี้ไม่ขาดทั้งกระแสและประเด็นร้อนอย่างแน่นอน!
ต่อมาคือ ‘My Own Swordsman’
ในละครเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นโรงเตี้ยมถงฝูหรือเมืองซีเสีย
โดยแก่นแท้แล้วเป็นแนวตลกเสียดสีจอมยุทธ์
ขณะที่ภาพจําของยุทธภพสําหรับทุกคนคือการต่อสู้ล้างแค้นแต่เรื่องนี้กลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เล่าเรื่องชีวิตประจําวัน เรื่องจิปาถะหยุมหยิม การกินอยู่ใช้จ่าย
ทั้งยังสอดแทรกองค์ประกอบในอินเทอร์เน็ตเข้าไปอย่างเต็มที่ จึงถูกใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น!
ต่อไปคือ ‘Reset ลูปย้อนชะตา’
ละครเรื่องนี้มีการวางพล็อตเหนือความจริงแต่บทกลับแน่นโครงสร้างชัดเจนไม่ทําให้คนดูรู้สึกหลุดลอย
ชาติก่อนตอนที่ละครเรื่องนี้ออกฉายได้สร้างกระแสถกเถียงไปทั่วอินเทอร์เน็ต
กำเนิดมีมสุดฮิตอย่าง ‘บั๊กกัว’ และวลีเด็ดอีกหลายคำที่พูดกันอย่างสนุกสนาน
ตอนนั้นยังสร้างกระแสความร้อนแรงบนโลกออนไลน์อย่างมหาศาล เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ
ส่วนผู้ชมที่อายุมากหน่อยอาจจะรู้สึกเฉยๆ
จากนั้นคือ ‘ทิวาและราตรี Day and Night’
ละครเรื่องนี้ตอนที่ออกฉายครั้งแรกในชาติก่อนแทบไม่มีใครสนใจเลย
แต่ไม่นานก็โด่งดังไปทั่วอินเทอร์เน็ต และยังทําให้พานเยวมิงที่อาชีพดิ่งเหวกลับมาแจ้งเกิดเป็นนักแสดงแถวหน้าของวงการทีวีใครต่างก็รู้
สุดท้ายคือ ‘The Bad Kids มุมที่ซ่อนอยู่’
พูดถึงเรื่องนี้สิ่งที่ผู้ชมจดจําได้ชัดที่สุดก็ต้องเป็นประโยค “เธอว่าฉันยังมีโอกาสไหม” กับมุกปีนเขาที่คุ้นเคยกันดี
ตอนออกอากาศกระแสความนิยมแรงทะลุวงการ เป็นกระแสปรากฏการณ์บนโลกออนไลน์
พูดให้ชัดก็คือ… ละครทั้งห้าเรื่องนี้ในชาติก่อนล้วนเป็นผลงานระดับท็อปในช่วงที่ออกอากาศครองกระแสอย่างไร้คู่แข่ง
สิ่งที่หลินจือไปต้องคิดต่อไปก็คือจะจัดลำดับการถ่ายทำเรื่องไหนก่อนหลังดี
หรือจะถ่าย ‘Unexpectedness’ ก่อนดี?
ละครนี้ถ่ายทําง่ายที่สุดเพราะแต่ละตอนแทบไม่เชื่อมโยงกันเลย
ความต้องการด้านโปรดักชันก็ไม่สูง สามารถปล่อยออกอากาศไปได้สบายๆ
ชาติก่อนทําลวกๆ ยังรุ่งขนาดนั้น ชาตินี้แค่เลือกนักแสดงให้เหมาะจะกลัวว่าไม่มีกระแสไปทําไม?
‘My Own Swordsman’ ก็ถ่ายง่ายไม่แพ้กัน
สร้างฉากโรงเตี้ยมถงฝูขึ้นมาจากนั้นก็รวบรวมนักแสดงเหมาะๆ ก็เริ่มถ่ายได้แล้ว
อย่างไรก็เป็นซิตคอม จะบอกว่าเป็นยอดซิตคอมในดวงใจคนยุคเก้าศูนย์ก็ไม่เกินจริง
หลังจากละครเรื่องนี้ก็แทบไม่ปรากฏซิตคอมเรื่องไหนเจ๋งๆ อีกเลย
ส่วนที่เหลืออีกสามเรื่อง… ความยากในการถ่ายทําสูงกว่าสองเรื่องนั้นเล็กน้อย
หลินจือไปจึงตั้งใจจะค่อยๆ คิดว่าจะจัดการอย่างไร
บทเหล่านี้เขาไม่อยากร่วมมือกับสามยักษ์ใหญ่ คุนเผิงสามารถหาทีมได้เอง
ถ้าสามยักษ์ใหญ่เริ่มไม่พอใจขึ้นมา ก็ค่อยหาทางชดเชยในด้านอื่นแทน
หรือไม่ก็ค่อยๆ แสดงท่าทีเป็นศัตรูกันไปเลยก็ได้ ต่อไปเขียนบทก่อนแล้วกัน!
บทแรกที่จะเขียนต้องเป็น ‘Unexpectedness’ อย่างแน่นอน
เพราะเนื้อหาเรียบง่ายดังนั้นบทจึงเขียนง่ายมาก
หลินจือไปใช้เวลาเพียงวันเดียวก็เขียนเสร็จไปได้หลายตอน
ชาติที่แล้ว ‘My Own Swordsman’ ถือเป็นการเขียนไปถ่ายไป
เขียนสี่สิบตอนแรกก่อนแล้วเริ่มถ่ายทํา สี่สิบตอนหลังก็ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริงระหว่างถ่ายทําและสภาพของนักแสดง
เจ๋งสุดๆ ส่วน ‘Unexpectedness’ ก็นับว่าเป็นซิตคอมได้เหมือนกันแต่ตอนสั้นมากจึงเขียนบทเสร็จเร็ว
จะว่าไปความเร็วในการเขียนของเขาจัดว่าโหดทีเดียว เพราะคนอื่นๆ ต้องขบคิดนานนับวัน ส่วนเขาแค่คัดๆๆ เท่านั้นเอง
“นี่คือ?”
เจียงเฉิงถึงกับชะงักเมื่อได้รับบท จากนั้นก็เดาเหตุผลเอาเองว่า
“เจ้านายเตรียมบทนี้ไว้นานแล้วเหรอครับ?”
“ใช่ครับ”
หลินจือไปไม่สนว่าเจียงเฉิงจะคิดอย่างไร
“ถ่ายทําละครเรื่องนี้ไม่ยาก พี่แค่หาทีมงานที่พอไว้ใจได้มาก็พอ
แต่เรื่องนักแสดงต้องเลือกให้ดีๆ หน่อย โดยเฉพาะบทหวังต้าหวั่ย
ถึงบทนี้จะเหมือนนิสัยชายแท้ขี้แพ้ที่แอบหื่น หลงตัวเอง และเพ้อฝัน
แต่เวลาเลือกนักแสดงพี่ห้ามหาคนตามมาตรฐานแบบนั้นตรงๆ เด็ดขาด
หน้าตาต้องไม่แย่เกินไป ดีที่สุดคือหน้านิ่งแล้วเวลาหน้านิ่งต้องมีความตลกเป็นธรรมชาติ…”
“บทนี้ข้อกำหนดสูงเกินไปไหมครับ?”
“เพราะงั้นสิ่งที่ยากสุดคือการหานักแสดง แค่หาคนที่ใช่ให้เจอ
เรื่องนี้จะถ่ายยังไงก็ได้ ตอนมีคนมาแคสต์บทพี่ส่งวิดีโอแคสต์บทมาให้ผมด้วยนะครับ ผมจะเลือกเองเลย”
“ได้ครับ”
เจียงเฉิงยิ้ม
“บทนี้ก็คือละครออริจินัลเรื่องแรกของคุนเผิงวิดีโอของพวกเราใช่ไหมครับ จะให้ร่วมมือกับสามยักษ์ใหญ่ไหมครับ?”
“ไม่ต้องครับ”
ที่หลินจือไปร่วมมือกับสามยักษ์ใหญ่ก็เพราะบางเรื่องเขายังไม่มีเงื่อนไขจะถ่ายทําเองได้
แต่เรื่องอย่าง ‘Unexpectedness’ ไม่จําเป็นต้องพึ่งสามยักษ์ใหญ่
คุนเผิงเองก็ต้องเริ่มบ่มเพาะทีมงานของตัวเอง
เพราะอย่างไรเจียงเฉิงก็กําลังเตรียมจัดตั้งบริษัทภาพยนตร์คุนเผิงอยู่
“งั้นผมเริ่มเลยนะครับ ต้นทุนควบคุมไว้แค่ไหนครับ?”
“เฉลี่ยตอนละประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่น อย่าให้คลาดเคลื่อนมากเกินไปก็พอครับ”
เรื่องนี้ในชาติก่อนต้นทุนต่อตอนไม่ถึงแสน
หลินจือไปคิดว่าสามารถเพิ่มงบได้เล็กน้อยแต่ก็ไม่ควรเพิ่มมากเกินไป
เพราะจุดเด่นของเรื่องนี้คือต้องมีกลิ่นอายแบบชาวบ้าน ถ้าหรูหราเกินไปจะเสียรสชาติได้
เมื่อส่งบท ‘Unexpectedness’ ให้เจียงเฉิงแล้ว
หลินจือไปลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มลงมือเขียนบท ‘My Own Swordsman’
บทของเรื่องนี้ค่อนข้างยาว ดังนั้นควรรีบเขียนไว้ล่วงหน้า
จะได้ไม่ต้องมาลนตอนที่ถึงเวลาถ่ายทํา
ละครพวกนี้ไม่มีเรื่องไหนใช้ต้นทุนเว่อร์เกินไปเลยสักเรื่อง
โดยเฉพาะ ‘My Own Swordsman’ เรียกได้ว่าทุนต่ำสร้างปรากฏการณ์ใหญ่!
หลินจือไปอยากช่วยให้เว็บไซต์วิดีโอของคุนเผิงฝ่าวงล้อมออกไปให้ได้
ต้องบีบต้นทุนการผลิตของผลงานเหล่านี้ให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อสําเร็จปาฏิหาริย์เดิมพันเล็กพิชิตใหญ่
ไม่อย่างนั้นคุนเผิงคงรับการสิ้นเปลืองสารพัดอย่างไม่ไหวแน่
โชคดีที่ในมือเขาไม่ขาดบทที่ “เดิมพันเล็กพิชิตใหญ่ สร้างปาฏิหาริย์”!
ขณะเดียวกันข่าวเรื่องที่คุนเผิงเข้าซื้อจี๋เฟิงวิดีโอยังคงเป็นกระแสต่อเนื่อง มีชาวเน็ตจํานวนไม่น้อยที่เฝ้าติดตามอยู่
จี๋เฟิงวิดีโอ?
‘ฉันจําเว็บนี้ได้เมื่อก่อนเคยสมัครสมาชิกอยู่ คอนเทนต์เก่าไม่มีปัญหาแต่คุณภาพละครกับหนังของจี๋เฟิงสู้สามเจ้าหลักไม่ได้เลย’
‘ละครออริจินัลของเว็บนี้ก็ธรรมดามาก’
‘วาไรตี้ออริจินัลก็ไม่น่าดูเท่าไหร่’
‘ถ้ามีสมาชิกของเสินฮว่าแล้วก็ไม่จําเป็นต้องสมัครสมาชิกของจี๋เฟิงเลย’
‘หลังจากคุนเผิงซื้อเว็บนี้ไปจะทําให้คุณภาพวิดีโอในเว็บดีขึ้นได้ไหมนะ?’
‘ถ้าดีขึ้นจริงๆ ฉันก็สนใจจะลองดูนะ’
‘คุนเผิงถนัดทําคอนเทนต์ น่าจะพอคาดหวังได้มั่ง?’
‘พูดได้แค่ว่าพวกนายยังเด็กเกินไปไม่รู้เล่ห์เหลี่ยมในวงการเว็บวิดีโอ คุนเผิงไม่มีทางทำขึ้นหรอก’
“อย่าคาดหวังให้มากเลย”
ในหมู่ชาวเน็ตทั่วไปก็ยังมีคนที่เข้าใจโครงสร้างตลาดของเว็บไซต์วิดีโออยู่
ไม่ว่าใครเข้ามาเล่นตลาดก็ถูกสามเจ้าใหญ่ผูกขาดไปหมดแล้ว
สามยักษ์ใหญ่มีคนมากมายกําลังจับตามอง ฝั่งเทียนกวงหลายคนถึงกับหัวเราะอย่างขบขัน
“พูดตามตรงนะ คุนเผิงนี่ทะเยอทะยานไม่เบา”
“จะลงสนามวงการเว็บไซต์วิดีโอ? เทียนกวงของพวกเรายังเล่นไม่ค่อยเป็นเลย โดนเสินฮว่ากดซะอยู่หมัด”
“เว็บวิดีโอจะดึงคนได้ก่อนอื่นต้องมีคอนเทนต์ คอนเทนต์ของคุนเผิงคืออะไร จะเอาผลงานที่ทําร่วมกับสามยักษ์ใหญ่ขึ้นเว็บเหรอ?”
“เอาขึ้นไม่ได้หรอกลิขสิทธิ์ไม่ได้อยู่กับคุนเผิง คอนเทนต์ที่ทํากับเราต่อไปจะมีเฉพาะบนเทียนกวงวิดีโอเท่านั้น”
“งั้นคุนเผิงยังจะเล่นอะไรอีกละ เว้นแต่จะเลี่ยงสามยักษ์ใหญ่ตั้งทีมถ่ายละครหรือทําวาไรตี้ขึ้นมาเอง”
“ทีมเจ๋งๆ ก็อยู่กับพวกเราสามยักษ์ใหญ่หมดแล้ว”
“พึ่งแค่ตัวเองจะถ่ายอะไรออกมาได้?”
ฝั่งน่าเซินสถานการณ์ก็คล้ายกัน
“วิธีเดียวที่ฉันนึกออกว่าคุนเผิงจะฝ่าวงล้อมได้คือผลิตละครกับวาไรตี้เอง แต่พวกเขาจะมีศักยภาพนั้นเหรอ?”
“คอนเทนต์ดีเป็นแค่ด้านหนึ่งเท่านั้น”
“แต่ถ้าไม่มีทีมงานทุกอย่างก็สูญเปล่า”
“คุนเผิงทําคอนเทนต์ไม่เลวก็จริงแต่เข้ามาเล่นในวงการเว็บไซต์วิดีโอนี่เท่ากับหาที่ตายเลยละ”
“จริงๆ ก็ดีเหมือนกันจะได้ให้คุนเผิงรู้ข้อดีข้อด้อยของตัวเอง ต่อไปจะได้ร่วมมือกับเราดีๆ”
“คิดจะแยกตัวจากสามยักษ์ใหญ่แล้วลุยเอง?”
“ความคิดไม่เลวแต่เสียดายที่เริ่มจากเว็บไซต์วิดีโอ มันไม่มีโอกาสอยู่แล้ว เว็บนี้จะกลายเป็นตัวถ่วงให้พวกเขาขาดทุนไปตลอด”
เสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ทุกคนต่างพากันหัวเราะ
“คุนเผิงนี่ติดนิสัยท้าทายสามเจ้าใหญ่เข้าแล้วหรือไง?”
“เค้กก้อนโตของวงการเว็บวิดีโอ พวกเขาคิดว่าจะกินได้งั้นเหรอ?”
“ตลาดเว็บวิดีโอครึ่งหนึ่งอยู่ในมือเสินฮว่าของเรา ขนาดรวมเทียนกวงกับน่าเซินเข้าด้วยกันยังสู้เราไม่ได้เลย”
“ถ้าคุนเผิงล้มลุกคลุกคลานสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”
“พอรู้ขีดจํากัดตัวเองเมื่อไหร่ เสินฮว่าของเราค่อยยื่นมือเข้าไปช่วย”
“ไม่แน่ในอนาคตเราอาจจะได้ซื้อกิจการคุนเผิงเข้ามาเลยก็ได้”
“ฮ่าๆ ตอนนี้คุนเผิงยังรุ่งเหมือนตะวันกลางฟ้า ต้องรอให้พวกเขาล้มก่อน เราถึงจะมีโอกาสซื้อได้”
สามยักษ์ใหญ่ต่างก็เดาได้ไม่ยากว่าคุนเผิงอยากผลิตละครเอง
อย่างไรบริษัทนี้ก็ทําคอนเทนต์เป็นหลักอยู่แล้ว
แต่สามยักษ์ใหญ่ไม่ได้กังวลแม้แต่น้อยเพราะในวงการนี้มันมีทางลัดทางอ้อมมากมายจริงๆ!
อย่าง ‘The Knockout’ นี่คือผลงานที่ฮิตที่สุดของคุนเผิง
ทีมถ่ายทําเป็นของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ลงทุนไปรวมกว่าเจ็ดสิบล้าน
เพราะเสินฮวามีทีมของตัวเอง นักแสดงของตัวเอง และทรัพยากรครบวงจร
ทําให้ควบคุมต้นทุนได้จนถึงระดับต่ำสุด
ถ้าคุนเผิงอยากตั้งทีมเองเพื่อถ่ายทําเรื่องนี้?
ถ้าไม่มีเงินเกินหนึ่งร้อยล้านก็อย่าหวังเลยแถมยังไม่ใช่แค่เรื่องเงินด้วย
แล้วคุนเผิงมีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่กัน? พอจะให้พวกเขาถ่าย ‘The Knockout’ ได้กี่เรื่องกันเชียว?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงต่อให้คุนเผิงถ่ายละครที่ฮิตใกล้เคียงกับ ‘The Knockout’ ได้สองสามเรื่อง
ก็ยังไม่พอจะกู้เว็บไซต์วิดีโอนั้นกลับขึ้นมาอยู่ดี
อย่างมากก็แค่ช่วยดึงดูดผู้ใช้งานเข้ามาได้ในช่วงสั้นๆ
เว้นแต่คุนเผิงจะสามารถผลิตละครที่ดังระดับ ‘The Knockout’ ออกมาได้ไม่ขาดสาย…
แล้วเงินพอเหรอ? มีนักแสดงเบอร์ใหญ่เหรอ?
ไม่มีทั้งเงินไม่มีทั้งคนแล้วจะทํายังไง?
ยิ่งไปกว่านั้นบทระดับ ‘The Knockout’ ไม่ได้หาง่ายเหมือนผักกาด
คิดว่าปู่เยโหวเป็นเทพหรือไงจะให้ลุยเดือดได้ขนาดนั้น!