ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 163 ลงทุนเว็บไซต์สตรีมมิง
เมื่อเห็นประกาศอย่างเป็นทางการของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คำถามเดียวกันก็ผุดขึ้นในใจคนในวงการมากมาย
ไปตี้? หลินอีอี? เพลงอนิเมะ? ดูเหมือนสไตล์จะไม่ค่อยเข้ากันเท่าไร
“เล่าเป็นข่าวเม้าท์นะอาจไม่จริงก็ได้ ฉันได้ยินมาว่าเพลงใหม่ของหลินอีอีเดิมทีจะให้เวยเซียนเฉียงแต่ง”
“แต่สุดท้ายเห็นว่าเพลงที่ไปตี้แต่งดีกว่าเลยใช้ของไปตี้”
“ฟังปุ๊บก็รู้ละข่าวปลอม!”
“ถ้าข่าวนี้จริงก็แปลว่าไปตี้ล้มเวยเซียนเฉียงได้เลยนะ”
“เพื่อนฉันเป็นหัวหน้าเล็กๆ ในเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เขายืนยันว่าข่าวนี้จริงนะ”
“โห ไปตี้สุดยอดขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“จะว่าล้มก็ไม่เชิง เวยเซียนเฉียงแค่ลองเล่นเพลงอนิเมะขำๆ เท่านั้น”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นพ่อเพลงอยู่ดี คาดว่าเพลงของไปตี้คงเจ๋งจริงๆ แหละ”
“ไปตี้เข้าใจเพลงอนิเมะด้วยเหรอ?”
“สไตล์เพลงของไปตี้หลากหลายมาก บางทีเขาอาจเข้าใจโลกสองมิติจริงๆ”
“อย่าลืมว่าแต่ก่อนทุกคนก็ไม่คิดเหมือนกันว่าไปตี้จะเขียนเพลงร็อกได้!”
“อีกอย่างฉันได้ยินว่าไปตี้ยังหนุ่มอยู่ ทุกคนก็รู้ว่าแฟนเพลงอนิเมะส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นทั้งนั้น”
“ทำเอาฉันยิ่งอยากรู้เลยนะเนี่ย”
ก่อนหน้านี้คนในวงการต่างคิดว่าไปตี้ถนัดแค่เพลงช้า นุ่มนวลเท่านั้น
ปรากฏว่าในรอบชิง ‘I Am a Singer’ ไปตี้กลับแต่งเพลงร็อกคุณภาพเยี่ยมให้จางซีหยาง
ดังนั้นตอนนี้ไม่มีใครกล้ายืนยันแล้วว่าไปตี้จะเขียนเพลงอนิเมะไม่ได้
เดือนพฤศจิกายนยังมาไม่ถึง คนในวงการและแฟนคลับของหลินอีอียังไม่ได้คำตอบ
ส่วนหลินจือไปหลังจากมอบเพลง ‘เพลงควงต้นหอม’ ให้เสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย
เขาหันไปเสนอไอเดียกับเจียงเฉิงว่าจะเปิดหมวดไลฟ์สตรีมในเว็บไซต์วิดีโอ
“ไลฟ์สตรีมเหรอครับ?” เจียงเฉิงเผลอถามว่า “เจ้านายก็ได้ยินกระแสมาแล้วเหรอครับ?”
หลินจือไปชะงัก “กระแสอะไรครับ?”
“เจ้านายเคยได้ยินชื่อเว็บไซต์วิดีโอหลื่อวี่ไหมครับ”
“มันเป็นเว็บแรกในฉินโจวที่บุกเบิกระบบคอมเมนต์ลอยเมื่อสามปีก่อน หลังจากระบบนี้ออกมาก็ฮิตสุดๆ โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น”
“ทำให้เว็บไซต์วิดีโอหลื่อวี่เคยครองส่วนแบ่งตลาดเกือบยี่สิบเปอร์เซ็นต์”
“แต่ต่อมาพอเว็บไซต์วิดีโอของสามยักษ์ใหญ่ลอกเลียนแบบระบบนี้ เว็บไซต์วิดีโอหลื่อวี่ก็ค่อยๆ ฮิตน้อยลง”
เจียงเฉิงอธิบายจากนั้นเขาก็เอ่ยเข้าประเด็นสำคัญ
“เจ้าของเว็บไซต์วิดีโอหลื่อวี่ ชื่อหลี่อวี่ ตอนนี้เขาอยากปรับแนวเปลี่ยนเว็บไซต์วิดีโอหลื่อวี่ให้กลายเป็นเว็บไลฟ์สตรีม”
“สองสามวันนี้เขากำลังวิ่งหานักลงทุน แต่คนในวงการไม่คิดว่าโครงการนี้จะไปได้เลยไม่ค่อยมีคนสนใจ”
“เพราะงั้นตอนที่เจ้านายพูดถึงไลฟ์สตรีม ผมก็นึกว่าคุณได้ยินไอเดียทำเว็บไลฟ์สตรีมของหลื่อวี่มาเหมือนกันน่ะครับ…”
หลินจือไปเพิ่งเคยได้ยินชื่อคนคนนี้เป็นครั้งแรก แต่เว็บไซต์วิดีโอหลื่อวี่เขารู้จักอยู่แล้ว
เพราะเป็นเจ้าแรกบนบลูสตาร์ที่คิดค้นระบบคอมเมนต์ลอยขึ้นมา ทำแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมงั้นเหรอ?
หลินจือไปปิ๊งไอเดีย ความทรงจำเลือนรางบางส่วนจากชาติก่อนผุดขึ้นในสมอง
ในปี 2016 ของชาติก่อน โตวอวี่ได้รับทุนจากเครือ Tencent กับ Sequoia Capital และบริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆ
พอเปิดให้บริการก็ฮิตถล่มทลาย ที่สำคัญปีนั้นจู่ๆ ก็มีแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมโผล่ขึ้นมาหลายร้อยเจ้า
จนสื่อเรียกปีนั้นว่า ‘ปีแห่งยุคไลฟ์สตรีม’
ส่วนบลูสตาร์ไลฟ์สตรีมยังไม่บูม หลี่อวี่คนนี้ฉลาดจริงๆ
คิดระบบคอมเมนต์ลอยเป็นคนแรก แล้วยังคิดค้นทำแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมก่อนใคร
จมูกไวในด้านธุรกิจขนาดนี้ จะดึงเขามาเข้าคุนเผิงได้ไหมนะ?
คงยากอยู่สักหน่อย คนที่สร้างธุรกิจเองแถมเคยทำผลงานโดดเด่นประสบความสำเร็จนํากระแสคอมเมนต์ลอยในวงการอินเทอร์เน็ตแบบนี้
ย่อมไม่ยอมอยู่ใต้ใครแน่ แต่ก็ไม่เป็นไร ในเมื่อเป็นคนมีไอเดีย
หลินจือไปก็ลงทุนถือหุ้นในแพลตฟอร์มสตรีมของเขาได้
เพราะตอนนี้คุนเผิงก็ยังไม่มีแรงไปทำเว็บไซต์ไลฟ์สตรีมอยู่ดี
จะสร้างช่องไลฟ์สตรีมในเว็บไซต์วิดีโอคุนเผิงเลยไหม?
วิธีนี้เป็นไปได้แต่คิดจะทำกลับไม่ง่าย ลงทุนตรงกับหลี่อวี่อาจง่ายและตรงจุดกว่า
คิดมาถึงตรงนี้หลินจือไปกล่าวว่า “พี่ไปพบกับหลี่อวี่คนนั้นแล้วลองคุยเรื่องการลงทุนหน่อยนะครับ ผมสนใจโครงการนี้ของเขามากๆ”
“เจ้านาย!” เจียงเฉิงถึงกับอยากร้องไห้ “ในที่สุดคุณก็นึกได้สักทีว่าคุนเผิงอินเวสต์เมนต์แท้จริงคือบริษัทลงทุน!”
หลินจือไป “…”
เจียงเฉิงคิดครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “อนาคตของโปรเจกต์สตรีมนี้ผมก็ไม่กล้าการันตี แต่ในเมื่อเจ้านายสนใจเราก็ลองลงทุนดูครับ”
“ยังไงคนในวงการส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจอยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าบางอย่างในเรื่องนี้อาจเป็นแค่กลยุทธ์พรางตาก็ได้ครับ”
“ในเมื่อโปรเจกต์นี้แพร่ออกไปแล้วแสดงว่าต้องมีคนสนใจอยู่บ้าง นั่นก็หมายความว่าเราอาจจะมีคู่แข่งก็ได้”
“ไม่เป็นไรครับ พี่ลองหยั่งเชิงดูก่อน” หลินจือไปยังไม่รู้ว่าแพลตฟอร์มสตรีมของหลื่อวี่จะเน้นด้านไหน
“ได้ครับ” เจียงเฉิงลงมือทันที
คืนนั้นเขาไปพบกับหลี่อวี่ ขณะที่หลินจือไปจะเข้านอน โทรศัพท์จากเจียงเฉิงก็ดังอีกครั้ง
“แพลตฟอร์มของหลี่อวี่เน้นสองด้านครับ หนึ่งคือสตรีมเกมกับสตรีมโชว์ความสามารถ”
“เขาค่อนข้างเอาใจผมเลย แต่หมอนี่ทะเยอทะยานไม่เบา ต้นทุนสูงถึงพันล้าน”
“เขาใส่เองหกร้อยล้าน ที่เหลืออีกสี่ร้อยล้านหวังให้มีคนมาร่วมลงทุนครับ”
“ในบัญชีเรามีเงินเท่าไหร่ครับ?”
“ประมาณสามร้อยสามสิบล้านครับ แต่โครงการนี้หลี่อวี่มีนักลงทุนแล้วหนึ่งราย”
“ใครครับ?”
“คนรู้จักเก่าของเราครับ ซูฉาน”
หลินจือไปแปลกใจเล็กน้อย ไม่นึกว่านอกจากตนแล้วซูฉานก็สนใจโครงการนี้ด้วยเหมือนกัน
“เธอลงทุนเท่าไหร่ครับ?”
“เธอลงหนึ่งร้อยล้านครับ”
“งั้นเราลงสักสามร้อยล้าน” หลินจือไปหรี่ตา “รายละเอียดให้พี่จัดการเลยครับ”
เจียงเฉิงสะดุ้ง “จะเอาเงินทั้งหมดที่เรามีทุ่มลงไปเลยเหรอครับ? เจ้านายมั่นใจในโปรเจกต์นี้ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“เชื่อในโปรเจกต์ก็ส่วนหนึ่ง” หลินจือไปอธิบาย
“อีกส่วนคือผมจะสตรีมบนแพลตฟอร์มนี้ในนามอูฉือครับ”
“แต่ว่า…”
“ผมรู้ว่าอูฉือเปิดหน้าไม่ได้ เพราะงั้นพี่ต้องคุยกับหลี่อวี่ เราจะทำคาแรกเตอร์คล้ายไอดอลเสมือน”
“เจ้านายจะทำไอดอลเสมือนแบบหลินอีอีเหรอครับ?”
หลินจือไปยิ้ม “แค่ยืมโมเดลมานิดหน่อย จริงๆ คืออูฉือสวมสกิน”
“สวมสกินเสมือนมาดูดเงิน?” เจียงเฉิงเผลอหลุดปาก
“ดูดเงินอะไรกัน” หลินจือไปไม่พอใจ “นี่คือการตอบแทนแฟนคลับต่างหาก!”
ปัญหาใหญ่ที่สุดของตัวตนอูฉือคือไม่สามารถเปิดเผยตัวตนหลินจือไป
ทั้งที่อูฉือก็มีมูลค่าทางการค้าที่สูงมาก แต่ข้อจำกัดนี้ทำให้หลินจือไปดึงมูลค่ามาใช้ไม่ได้
งานอีเวนต์เอย พรีเซนเตอร์เอย เทศกาลดนตรีเอย อูฉือทำไม่ได้สักอย่าง
นักร้องทั่วไปตระเวนโชว์ตัวโกยเงินได้ไม่น้อย
แต่ถ้าสวมสกินไลฟ์ ผิวหนังของอูฉือก็จะมีมูลค่าแล้ว แถมยังมีคุณสมบัติคล้ายไอดอลเสมือน
ส่วนการไลฟ์แบบไม่เปิดหน้าจะดังได้ไหม?
ในชาติก่อนอย่างเสี่ยวจื้อ เสี่ยวถวนถวน ก็ไม่เปิดหน้าแต่ยังดังได้
ใบหน้าไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งสำคัญคือเนื้อหาโดนใจผู้ชมหรือเปล่า เจียงเฉิงไม่โง่ไม่นานก็เข้าใจประเด็นนี้
“แล้วเนื้อหาการไลฟ์ล่ะครับ?”
“ร้องเพลงเป็นหลักแล้วกัน” หลินจือไปคิดว่าตัวเองก็เป็นสตรีมเมอร์หน้าตาดีได้
แต่ในเมื่อเปิดหน้าไม่ได้ก็ต้องพึ่งความสามารถแทน
“ดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”
“ผมมีข้อสงสัย ซูฉานลงทุนในนามเทียนกวงเอ็นเตอร์เทนเมนต์เหรอครับ?”
“ไม่ครับ ลงทุนในนามส่วนตัวของเธอ”
“ถึงว่าละ” ถ้าเทียนกวงมองว่าโปรเจกต์นี้ดีคงไม่ลงทุนแค่หนึ่งร้อยล้านหรอก
แต่นึกไม่ถึงว่าซูฉานจะควักเงินส่วนตัวออกมาได้ตั้งหนึ่งร้อยล้าน รวยไม่เบาเลย
รุ่นเดียวกันแท้ๆ พี่ชายพี่สาวของหลินจือไปรวมกันยังเอาเงินร้อยล้านออกมาไม่ได้เลย
แต่ที่หลินจือไปนับถือยิ่งกว่าทุนก็คือสายตาของซูฉาน
ตนมีความทรงจำจากชาติก่อนช่วย อีกฝ่ายไม่มี แทบจะตัดสินใจจากสัญชาตญาณทางธุรกิจและวิจารณญาณส่วนตัวล้วนๆ
หลังจากวางสายหลินจือไปครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ไลฟ์สตรีมในชาติก่อนเพิ่งบูมขึ้นมาในปี 2016 แต่โลกนี้คือบลูสตาร์ เพิ่งจะปี 2001 ก็มีไลฟ์สตรีมแล้ว”
“เพราะระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของบลูสตาร์สูงกว่าโลกมาก”
นอกจากไลฟ์สตรีมแล้ว… ยังมีโอกาสทางธุรกิจอะไรบ้างที่โลกประสบความสำเร็จแล้วแต่บลูสตาร์ยังไม่มี?
หลินจือไปพยายามรําลึกข้อมูลจากชาติที่แล้วเพิ่มเติม แต่น่าเสียดายความทรงจำที่ฟื้นคืนมาส่วนใหญ่พร่าเลือน มีประโยชน์ไม่มากนัก
บางทีอาจต้องรอให้ธุรกิจอย่างไลฟ์สตรีมหรือโอกาสทำนองเดียวกันปรากฏขึ้นมาก่อน ถึงจะกระตุ้นความทรงจำบางอย่างได้
ว่าไปแล้วต่อให้ตอนนี้มีธุรกิจใหม่โผล่มาหลินจือไปก็ไม่มีทุนไปร่วมอยู่ดี
สู้พัฒนาพื้นฐานธุรกิจของคุนเผิงให้มั่นคงก่อนดีกว่า
เทียบกับโอกาสทางธุรกิจที่โผล่มาโดยบังเอิญ การพัฒนาฐานหลักของคุนเผิงให้มั่นคงก็สามารถกลายเป็นเครื่องพิมพ์เงินของหลินจือไปได้เหมือนกัน
ถ้าเป้าหมายคือสามค่ายใหญ่ ไม่มีเงินจะไปทำอะไรได้?
คิดมาถึงตรงนี้ หลินจือไปจึงลงมือเขียนบท ‘มังกรหยก’ ต่อ
ละคร ‘มังกรหยก’ เรื่องนี้ในชาติก่อนมีหลายเวอร์ชัน
เวอร์ชันที่หลินจือไปกำลังเขียนคือฉบับสุดยอดที่ระบบสังเคราะห์ข้อดีของละครหลายเวอร์ชันจากชาติที่แล้วออกมา
“ดีตรงที่ตอนชาติก่อนที่ฉันตายไปนั้น ละครเทพเซียนกำลังเฟื่องฟู ตลาดละครแนวจอมยุทธ์อ่อนแรงเต็มที”
“แต่ตลาดละครจอมยุทธ์ในบลูสตาร์ยังคงใหญ่มาก บทละครมังกรหยก คงเรียกว่าเป็นการโจมตีข้ามมิติสำหรับละครจอมยุทธ์ของโลกนี้เลยก็ว่าได้”
หือ? โจมตีข้ามมิติคืออะไร? คงเป็นเศษความทรงจำจากชาติที่แล้วอีกสินะ?
เหมือนจะมาจากนิยายไซไฟสุดเทพเรื่องหนึ่ง? บางครั้งหลินจือไปจะมีเศษความทรงจำแปลกๆ โผล่มาแต่ก็ไม่ใส่ใจมากนัก
นั่งพิมพ์ต่อไปหลายวันต่อมา เจียงเฉิงบอกหลินจือไปว่าเงินลงทุนเข้าครบแล้ว
แพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมของหลี่อวี่ชื่อว่า หลี่อวี่ไลฟ์ โครงสร้างผู้ถือหุ้นของหลี่อวี่ไลฟ์เรียบง่าย เจ้าของคือหลี่อวี่ถือหุ้นห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์
ซูฉานถือสิบเปอร์เซ็นต์ คุนเผิงถือสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์
ตามปกติคุนเผิงน่าจะได้แค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของคุนเผิง
รวมทั้งเงื่อนไขที่อูฉือจะมาสตรีมบนเว็บไซต์นี้ เจียงเฉิงจึงเจรจาเพิ่มได้อีกห้าเปอร์เซ็นต์
“เว็บไซต์น่าจะเปิดตัวเดือนหน้าครับ จากนั้นจะค่อยๆ ปรับตามฟีดแบ็กผู้ใช้”
“รายได้หลักที่ตั้งไว้น่าจะเป็นส่วนแบ่งของขวัญไลฟ์สตรีมกับโฆษณา…”
เจียงเฉิงส่งเอกสารชุดหนึ่งมาให้หลินจือไป
หลินจือไปอ่านคร่าวๆ แล้วภาพจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว เขาครุ่นคิดและตัดสินใจร่างแผนการ
“ลูกชิ้นปลา…”
“หูฉลาม…”
“จรวด…”
“เครื่องบิน…”
“บริการเสริมสมาชิก…”
“จ่ายเงินดูคลาสสตรีมสอนสด…”
“ทำบัตรให้สตรีมเมอร์ มีระดับแฟนคลับ จัดอันดับ…”
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโมเดลที่แพลตฟอร์มสตรีมในชาติก่อนพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ
สามารถช่วยให้หลี่อวี่ไลฟ์ไม่ต้องลองผิดลองถูกให้เสียเวลา
ต่อไปหลินจือไปในฐานะหนึ่งในเจ้าของเว็บไซต์ย่อมต้องวางกลยุทธ์อย่างตั้งใจ
เขียนเสร็จก็ส่งให้เจียงเฉิง หลินจือไปย้ำว่า
“แผนทั้งหมดนี้เป็นของคุนเผิง เป็นผลงานของทีมวางแผนจากคุนเผิงแล้วกัน”
“พี่เอาไปทำสัญญาเพิ่มเติมกับหลี่อวี่ หาทางให้หลี่อวี่ยอมโอนหุ้นมาเพิ่มอีกหน่อย”
หลินจือไปไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเจ้านายใหญ่ของหลี่อวี่ไลฟ์ แต่หุ้นก็ต้องพยายามถือให้มากที่สุด
เจ้านายอย่างหลี่อวี่คงไม่ยอมปล่อยให้มากนักหรอก แต่ทางเจียงเฉิงจะต่อรองได้เท่าไหร่ก็ลองดูแล้วกัน