ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 176 การแก้แค้นแบบเด็กๆ
วันที่สามสิบเดือนพฤศจิกายน
หลินเจามู่ประธานเสินฮวากรุ๊ปจัดงานฉลองอายุแปดสิบปีที่คฤหาสน์ซีเฉิงของเขา
วันนี้ภายในคฤหาสน์ซีเฉิงที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตามีผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย
บนสนามหญ้ากลางแจ้งขนาดมหึมามีโต๊ะยาวจัดอาหารบุฟเฟต์หลากชนิดอย่างประณีตเต็มแน่น
มีเชฟย่างสเต็กเนื้อและซี่โครงแกะกลิ่นหอมลอยอบอวลในอากาศ
พื้นด้านหน้าสนามหญ้าปูด้วยพรมหรูราคาแพง ของประดับสุดอลังการทำให้คฤหาสน์ดูราวกับพระราชวัง
ถนนยาวรอบคฤหาสน์มีรถหรูจอดเรียงรายเต็มไปหมด
แม้แต่คนดังระดับซูเปอร์สตาร์ของฉินโจวพอมาอยู่ที่นี่ก็ยังนับเป็นเพียงคนธรรมดา
ครอบครัวหลินจือไปขับรถมาถึงเมื่อจอดลงก็เดินผ่านน้ำพุขนาดยักษ์หน้าประตูคฤหาสน์และรูปปั้นสูงใหญ่
“คุณทวด”
หลินเชิ่งเทียนประนมมือแล้วก้มศีรษะต่อหน้ารูปปั้นของคุณทวด
คุณทวดคือผู้ก่อตั้งเสินฮวากรุ๊ป รูปปั้นของเขาตั้งเด่นตระหง่านกลางน้ำพุสร้างขึ้นตามคำสั่งคุณปู่ใหญ่เมื่อไม่กี่ปีก่อน
หลินจือไปมองเข้าไปด้านในคฤหาสน์
บรรดาคุณชายกำลังคุยเล่นกันอย่างออกรสสีหน้าล้วนเปี่ยมรอยยิ้ม
เหล่าสาวสังคมแต่งองค์ทรงเครื่องพากันจีบปากถ่ายรูปเสียงเจี๊ยวจ๊าวตามมุมต่างๆ
ยังมีการแสดงให้ชมทั้งร้องเพลงเล่นดนตรีมายากลแม้แต่โชว์คณะละครสัตว์…
จริงๆ แล้วเขาคุ้นเคยกับที่นี่ดี
อย่างเช่นกองหินจำลองที่กลุ่มสาวสังคมกำลังจ่อกล้องถ่ายรูปอยู่นั้น
สมัยเด็กหลินจือไปเคยพาหมาสุดที่รักไปอี้ไปอี่ตรงนั้นอยู่บ่อยๆ
“พ่อเจอเพื่อนเก่าหลายคนเลย”
หลินตงมาถึงที่นี่ดูจะเกร็งกว่าหลินจือไป คลายกระดุมคอหนึ่งเม็ดแล้วเดินไปคุยกับผองเพื่อนเก่า
“พวกลูกเดินเล่นตามสบายเดี๋ยวแม่ไปทักญาติสักหน่อยนะ?”
แม่พูดพลางเหลือบมองหลินจือไปท่าทางลูกชายคนเล็กดูไม่ได้ผิดปกติอะไร
“ไปเถอะครับ”
หลินจือไปยิ้มตอบกลบเงามืดในใจ เขาไม่ชอบที่นี่จริงๆ
แต่สักวันสถานที่นี้มันจะเป็นของเขา หลินจือไปมั่นใจมาก อาคารต่างๆ ในคฤหาสน์ตระกูลหลินสูงใหญ่โอ่อ่า
หลินจือไปบอกพี่ชายพี่สาวว่า
“ผมไปเดินเล่นแถวๆ นี้สักหน่อยนะ”
“ฉันไปด้วย”
หลินซีขยิบตาท่าทางดูเหมือนยังไม่ค่อยวางใจนัก
หลินเชิ่งเทียนไม่เอ่ยอะไรแต่ก็ชัดเจนว่าไม่อยากให้หลินจือไปเดินเตร่คนเดียว
หลินจือไปหลุดขำเบาๆ ไม่ได้ปฏิเสธ ทั้งสามเดินเล่นในคฤหาสน์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าสู่อาคารสีขาวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่วงนอก
“เลขาจิน?”
หลินจือไปก้าวเข้าสู่โถงเห็นเลขาจินยืนอยู่หน้าลิฟต์ กำลังพูดอะไรสักอย่างกับวิทยุสื่อสารที่คอเสื้อ
“พวกคุณมาถึงแล้ว”
ได้ยินเสียงหลินจือไป เลขาจินเดินเข้ามาพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“คุณชายน้อยไปตัวสูงขึ้นเยอะเลยนะครับ”
“เลขาจินเองก็ไม่เปลี่ยนเลยนะครับ”
หลินจือไปพูด เลขาจินเป็นไม่กี่คนในตระกูลหลินที่เขาชอบ
แม้เลขาจินจะไม่ใช่แซ่หลินแต่ตลอดหลายปีที่ทำงานเคียงข้างคุณปู่อย่างขยันขันแข็ง
ดูแล้วคนแซ่หลินบางคนยังมีน้ำหนักสู้เขาไม่ได้เลย
เพราะแม้แต่หุ้นเสินฮว่ากรุ๊ปที่ปกติสงวนไว้ให้ลูกหลานสายตรง เลขาจินก็มีอยู่
เขาคือลูกน้องที่คุณปู่ไว้วางใจที่สุด
“เลขาจินพวกเราก็อยู่นี่นะ”
หลินซีเริ่มหงุดหงิด
“ทําไมคุณทักแต่เสี่ยวเฮยละ?”
“เสี่ยวซี เชิ่งเทียน…”
เลขาจินยิ้มกว้าง
“ตอนผมแวะไปที่เสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ก็ทักพวกคุณแล้วนี่ครับ
ที่ไม่ได้เจอก็คือคุณชายน้อยไป ผมไม่ได้เห็นเขาตั้งสี่ปีแล้ว”
“อย่างนั้นเหรอ”
หลินซีมองอย่างสงสัย นี่ถือเป็นปริศนาที่คนในตระกูลหลินยังตีไม่แตก
ทุกคนในตระกูลไม่เข้าใจแต่ก็สังเกตเห็นได้ชัด
เลขาจินปฏิบัติต่อหลินจือไปไม่เหมือนกับเหล่าหลานๆ รุ่นสามคนอื่นเลย
เวลาเรียกคนอื่นเลขาจินมักเรียกด้วยชื่อเล่นหรือชื่อเต็ม มีแต่ในโอกาสจริงจังเท่านั้นที่เขาจะเรียกคุณชายอะไรทำนองนั้น
แต่กับหลินจือไปกลับเรียกว่า ‘คุณชายน้อยไป’ ตลอด
ไม่ใช่ความห่างเหินแต่คล้ายเป็นความคุ้นเคยที่สนิทสนมเอ็นดูมากกว่า
หลินซีก็เคยถามหลินจือไปว่าทำไมแต่เขาไม่เคยบอกรวมถึงเลขาจินเองก็ไม่เคยพูดถึงเหตุผล
“พวกเราขึ้นไปได้ไหม?”
หลินจือไปมองดูบอดี้การ์ดสองคนที่ยืนเฝ้าหน้าลิฟต์ราวกับเทพพิทักษ์ประตู
“แน่นอนครับ”
เลขาจินส่งสัญญาณด้วยสายตาบอดี้การ์ดจึงกดลิฟต์ให้
เลขาจินก้าวเข้ามาใกล้หลินจือไปกระซิบว่า
“ประธานอยู่ชั้นหก รุ่นที่สองอยู่ชั้นห้า เจ้าของบริษัทกับนักลงทุนวงการอยู่ชั้นสี่
ชั้นสามเป็นพวกหลินกง แนะนำให้คุณไปชั้นสองมีอาหารเครื่องดื่มครบ ผมจะให้คน…”
“ผมเดินเองก็ได้ครับ มีบัตรไหม?”
ถ้าไม่รูดบัตรลิฟต์นี้ไม่สามารถเข้าออกแต่ละชั้นได้ตามอิสระ
“อย่าวิ่งเพ่นพ่านละครับ”
เลขาจินลังเลเล็กน้อยก่อนยื่นบัตรใบหนึ่งให้หลินจือไป
หลินจือไปยิ้มรับถือบัตรพาพี่ชายพี่สาวขึ้นไปชั้นสอง
หลินเชิ่งเทียนครุ่นคิด
“เสี่ยวเฮย เลขาจินดูจะดีกับนายเกินไปหรือเปล่า?”
“อาจเพราะผมหล่อที่สุดละมั้ง”
หลินจือไปยิ้มกว้างเดินตรงสู่ชั้นสอง
“ว้าว”
อาหารเครื่องดื่มชั้นสองดูดีกว่าข้างนอกแถมมีเครื่องเล่นสารพัด
มีคนเห็นพวกหลินจือไปแล้วกระซิบกันเบาๆ
“หลานชายหลานสาวประธานหลิน?”
“หลินซี หลินเชิ่งเทียน”
“คนที่ไม่คุ้นตานั้นคงหลินจือไป”
“หือ?”
“เขานี่เอง…”
“ชูว”
“ในคฤหาสน์ซีเฉิงอย่าพูดเรื่องนี้เลย”
“ยังหนุ่มมากนะอีกอย่างสุขภาพเขาก็ดูดีกว่าที่ร่ำลือกัน ดูแข็งแรงดีน่าจะยังเป็นนักเรียนอยู่ละมั้ง”
บางคนรู้จักหลินซีและหลินเชิ่งเทียน ทั้งคู่ตั้งใจจะตามหลินจือไปแต่ก็ถูกเพื่อนๆ ดึงไปคุยเสียก่อน
พอหลุดจากพี่ชายพี่สาวหลินจือไปก็ไม่ไปไหนไกลหยิบขนมกินเล่นอย่างสบายๆ
“หลินจือไป!”
จู่ๆ มีเสียงดังขึ้นข้างๆ หลินจือไปหันไปดูเห็นสาวสังคมวัยรุ่นแต่งกายระยิบระยับอยู่หลายคน
“หืม…”
“อะไรเนี่ย เพื่อนสมัยมอต้นจำไม่ได้แล้วเหรอ!”
สาวๆ ไม่พอใจ ดาวเด่นประจำโรงเรียนสมัยมอต้นดันจำเพื่อนร่วมรุ่นอย่างพวกเธอไม่ได้แล้ว
“ฮะ… จางเถียน จ้าวเยวซิว…”
หลินจือไปนึกครู่หนึ่งก็เรียกชื่อพวกเธอออกมาทีละคน
สาวๆ ดีใจยกใหญ่ปิดปากหัวเราะ
“ความจำดีจริงๆ เลยนะ”
“คงเพราะตอนมอต้นพวกเธอโดดเด่นเกินไป”
หลินจือไปยิ้มบาง สาวๆ ถึงกับหน้าแดง
“สมัยนั้นใครจะสู้นายได้ละ”
“สาวๆ”
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ
“ฉันคุยกับเขาหน่อยได้ไหม?”
“พี่ซูฉาน!”
“หือ”
“พี่ซูฉาน!”
สาวๆ รู้สถานการณ์ดีพอเห็นว่าเป็นซูฉานก็ยิ้มทักทายเล็กน้อยแล้วถอยไป หลินจือไปว่า
“คุณทำลายโอกาสหวานของผมนะ”
ซูฉานเบ้ปาก
“แต่สายตาคุณไม่ได้พูดแบบนั้น สายตาคุณบอกว่าเด็กหญิงพวกนี้ช่วยอย่ารบกวนตอนฉันกินได้ไหม”
“เหรอครับ”
“ไม่ใช่เหรอ?”
หลินจือไปยักไหล่ ซูฉานยิ้ม
“สายตาที่มองฉันไม่เหมือนตอนมองสาวๆ พวกนั้นเลยนะ”
“ผมเคยได้ยินการอ่านปากแต่ไม่เคยได้ยินการอ่านตา”
หลินจือไปรู้ว่าเธอคงมาลองเชิง
“ไอศกรีมที่นี่อร่อยนะครับ แบรนด์พรีเมียมของเสินฮว่ากรุ๊ปลองไหม?”
“เย็นเกินไป”
ซูฉานพูดมีนัย
หลินจือไปเลิกคิ้วพูดแทงกลับว่า
“วันนี้งานคุณปู่ คุณจะมาคุยเรื่องงานแต่งกับคุณปู่ผมไหม?”
ซูฉานตอบ
“คุณปู่ฉันป่วยหนักมาไม่ไหว”
หลินจือไปชะงักรู้สึกเกรงใจที่จะพูดต่อแต่ซูฉานกลับเป็นฝ่ายพูดต่อเสียเอง
“เพราะงั้นตอนนี้เทียนกวงเอ็นเตอร์เทนเมนต์เลยค่อนข้างวุ่นวาย
พอฉันเป็นจัดการใหญ่ก็จริงแต่คุมพวกผู้ใหญ่เก่าแก่ไม่ค่อยอยู่”
“บอกเรื่องพวกนี้กับผมทำไมครับ?”
“ฉันคิดว่าสถานการณ์เราคล้ายกัน สนใจร่วมมือกันไหม?”
ซูฉานกะพริบตา หญิงสาวคนนี้สวยยิ่งกว่าดารานักแสดงหลินจือไปต้องยอมรับแต่เขาก็ยังเลือกแกล้งโง่
“ผมก็แค่นักศึกษารอผมเข้าทำงานในเสินฮว่าก่อนค่อยคุยเรื่องร่วมมือกันเถอะครับ”
“คุณเป็นแค่นักศึกษาเท่านั้นจริงเหรอ?”
ซูฉานว่า
“บางคนภายนอกเป็นนักศึกษาปีสองแต่ลับหลังกลับเป็นไปตี้”
หลินจือไปพูดเรียบๆ
“แต่ไปตี้ก็ให้ความช่วยเหลือแบบที่คุณต้องการไม่ได้ บางทีคุณแต่งกับหลินกงอาจจะคุมเทียนกวงได้นะครับ”
“ฉันไม่ชอบเขา”
ซูฉานกล่าว
“ฉันเรียนจิตวิทยาเรียนอ่านสีหน้า คุณก็น่าจะรู้ฉันช่างสังเกตและชาญฉลาด
เพราะงั้นฉันเลยไม่ชอบเขา จะเรียกว่ารังเกียจก็ได้”
“งั้นเหรอครับ?”
หลินจือไปพูดอย่างใจเย็น
“ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นไปบอกเขาสิว่าคุณไม่ปลื้มเขา เทียบกับขยะอย่างเขาคุณชอบไปตี้มากกว่า”
ซูฉานกลอกตามองบน
“คุณเป็นเด็กหรือไง? ใช้วิธีเด็กน้อยแบบนี้เอาคืนเขา?”
หลินจือไปไม่แยแส
“ผมพอใจครับ”
จู่ๆ ซูฉานก็ยิ้ม
“งั้นก็ดีฉันจะไปบอก”
หลินจือไปกำลังจะยัดองุ่นเข้าปากพอได้ยินแบบนั้นก็ ซูฉานกล่าวว่า
“คุณปอดแหกแล้วสิ”
หลินจือไปสะบัดบัตรลิฟต์ในมือ
“ขึ้นไปกับผมสิ”
ขณะกล่าวหลินจือไปก็เดินตรงไปที่ลิฟต์ ซูฉานมองแผ่นหลังของหลินจือไป
“คุณต่างหากที่ปอดแหก”
หลินจือไปหันกลับมาเอียงคอส่งคำพูดคืน
ซูฉานจ้องมองหลินจือไปเหมือนจะอ่านสีหน้าแต่กลยุทธ์นี้ไม่ได้ผลทุกครั้ง หลินจือไปยิ้มระรื่นหน้าตาปล่อยวางสบายๆ
“ไปกัน”
ซูฉานเลิกคิ้วเดินตามหลินจือไป หลินจือไปใจเต้นในใจคิดว่าผู้หญิงคนนี้เพี้ยนหรือเปล่า ซูฉานถาม
“จะไปไหม?”
หลินจือไปกระตุกมุมปากก้าวเข้าลิฟต์ทันที เลขาจินบอกพวกหลินกงอยู่ชั้นสาม
“ตอนนี้ยังทันถ้าจะเปลี่ยนใจ”
หลินจือไปพูดขึ้น เขาคิดว่าตัวเองก็ฉลาดพอตัว ซูฉานเองก็ไม่ใช่คนโง่
แต่ทั้งสองกลับมาคุยกันอย่างจริงจังว่าจะไปทำเรื่องที่โคตรจะเด็กน้อย
“ถึงจะเด็กน้อยไปหน่อย”
ซูฉานยืนหน้าประตูลิฟต์มองหลินจือไปในลิฟต์พูดเบาๆ
“แต่คุณก็แค่อยากล้มแผนแต่งงานฉันกับหลินกงไม่ใช่เหรอ?
วิธีเด็กไม่เด็กไม่สำคัญทำให้สำเร็จได้ก็คือวิธีที่ดี ถือซะว่าเป็นของกำนัลสร้างความไว้ใจ”
“ของกำนัลสร้างความไว้ใจ?”
หลินจือไปทำหน้าฉงน
ซูฉานพยักหน้าก้าวเข้ามาหาหลินจือไปในลิฟต์ที่กว้างขวาง
เธอกลับดันเขาไปจนมุมก่อนยกมือทำท่าตรึงผนังตามสูตรละครไอดอล
“คุนเผิง”
ใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันมาก ซูฉานไม่ได้ออกเสียงแต่หลินจือไปมั่นใจว่ารูปปากของเธอคือคำว่า “คุนเผิง” ไม่ผิดแน่
ส่วนท่าตรึงผนังนี้… จริงๆ ก็แค่หลบกล้องวงจรปิดในลิฟต์
หลินจือไปสีหน้ายิ้มกริ่ม
“คุณรู้แล้วเหรอครับ?”
ซูฉานโน้มชิดข้างหูหลินจือไป ลมหายใจหอมกรุ่นกระซิบ
“ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด ยิ่งไปตี้กับฉูฉือดูเหมือนกันเท่าไหร่
ก็ยิ่งไม่มีใครสงสัยว่าทั้งสองคือคนคนเดียวกัน คุณฉลาดจริงๆ สมกับเป็นผู้โชคดีที่คุนเผิงเลือก
ฉันต้องการคุณมากกว่าหลินกงเสียอีก”
สีหน้าหลินจือไปย่ำแย่ถึงขีดสุด ร่างกายของซูฉานยังแนบชิดกับหลินจือไป
แต่หางตาเธอก็เก็บสีหน้าเขาไว้ได้ทั้งหมด
“ดูท่าฉันจะเดาถูกแล้ว พวกคุณจะให้ฉันเล่นด้วยคนได้ไหม?”
“ผมจะพิจารณาดู”
สีหน้าหลินจือไปดูอึดอัดเล็กน้อยแม้ว่าในใจจะมีร่างเล็กกำลังเท้าสะเอวหัวเราะลั่น
ผู้หญิงคนนี้น่าสนใจ ถ้าเอาโซ่ล่ามเธอไว้ให้แน่นในกำมือของเขาได้ละก็…
บางทีอาจจะเป็นประโยชน์กับฉันก็ได้