ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 177 ความเดือดดาล
ถึงชั้นสามแล้วภายในลิฟต์ซูฉานยังคงยืนท่าบกำแพงกักหลินจือไปเอาไว้
โชคดีที่ตอนนี้ข้างนอกไม่มีใครไม่งั้นคงน่าอายสุดๆ
บรรยากาศแปลกประหลาดแฝงความรู้สึกใกล้ชิดเกินธรรมดาแต่หลินจือไปก็ไม่ได้ผลักเธอออก
การที่ทั้งสองหลบกล้องวงจรปิดนั้นถูกแล้วการกระซิบไม่ใช่ปัญหา
อย่างไรลิฟต์ก็ไม่ใช่ที่ที่ดีในการเจรจาความลับจะถูกจับภาพปากหรืออัดเสียงล้วนไม่ดีทั้งนั้น
แม้การสื่อสารแบบนี้จะดูประหลาดไปบ้างก็ตาม
“งั้นก็รับใบแสดงความภักดีก่อนแล้วกัน”
หลินจือไปก็ขยับหน้าไปกระซิบที่ข้างหูซูฉาน
ใบหูของซูฉานพลันแดงขึ้นฉับพลัน ตรงนั้นเป็นจุดอ่อนไหวของเธอ
เพราะลมหายใจของหลินจือไปทำให้เธอคันยุบยิบที่หูราวกับมีมดไต่อยู่ทั่วตัว
จากนั้นแม้แต่แก้มก็แดงเรื่อพยายามถอยออกโดยไม่แสดงสีหน้า
“ได้”
เธอก้าวออกจากลิฟต์ก่อนหันหลังให้หลินจือไป สูดหายใจเข้าออกลึกๆ
‘หลินจือไปก็แค่ไอ้หนูตัวกระจ้อย… ฉันนะเป็นพี่สาวสุดแกร่งนะ!’
ซูฉานกำลังสร้างขวัญกำลังใจให้ตัวเองแต่กลับพบว่าหลินจือไปมายืนข้างเธอตอนไหนไม่รู้พร้อมกับจ้องเธออยู่ด้วยสายตาล้อเลียนเจ้าเล่ห์
“เขินเหรอครับ?”
“ปฏิกิริยาทางร่างกายต่างหาก”
ซูฉานทำทีราวกับไม่ยี่หระ หลินจือไปทำหน้า ‘เชื่อก็ได้’ แต่ปากกลับบ่นงึมงำว่า
“แค่นี้ยังกล้าเลียนแบบท่าบกำแพงกักคนอื่น…”
ซูฉานทำเป็นไม่ได้ยิน
หลินจือไปคุ้นเคยกับที่นี่ดีและรู้ว่าพวกหลินกงอยู่ห้องไหนจึงตรงดิ่งไปทันที
แต่พอเดินมาถึงหน้าประตูหลินจือไปกลับหยุดชะงักเท้า
เมื่อครู่ซูฉานเพิ่งเสียหน้าในใจยังอึดอัดพอเห็นหลินจือไปหยุดเดินก็คิดว่าเขาไม่กล้าแล้ว
กำลังจะหัวเราะเยาะคำพูดมาถึงริมฝีปากกลับชะงักลง
เพราะตอนนี้สีหน้าหลินจือไปน่ากลัวมาก เส้นเลือดบนหน้าผากปูดนูน
สีหน้าอมครึมหนักหนากว่าตอนที่หลินจือไปถูกเธอแฉความลับนั้นหลายเท่า
ราวกับแผ่รังสีที่ชวนให้คนหวาดกลัว ชั่วอึดใจถัดมาซูฉานก็เข้าใจเหตุผลทันที
ในห้องมีคนหลายคนกำลังคุยกันเสียงดังมาก
“ฮ่าๆๆๆ อาสี่ของพวกเรานี่คิดอะไรก็ไม่รู้ถึงยอมเป็นเต่าหัวเขียวไปแต่งกับนักงิ้วเข้าให้”
“จริงสิๆ”
“ละครเรื่องนั้นที่อาสะใภ้สี่แสดงเมื่อก่อนนะฉากจูบนี่ไม่เลวเลย
ตอนนั้นหุ่นก็แซ่บใช้ได้ ผู้กำกับเรื่องนี้ยังเป็นหลินตงด้วยนะ”
“นั่นมันมุมกล้อง…”
“จะมุมกล้องหรือไม่ก็ช่าง ดาราสาววงการบันเทิงมีสักกี่คนที่สะอาด ขำเนี่ยเคยเล่นมาเป็นสิบ!”
“จุ๊ๆ เบาเสียงหน่อย”
“หึๆ จะบอกความลับที่พวกนายไม่รู้ จำหมาที่หลินจือไปเลี้ยงตอนเด็กได้ไหม?”
“ไม่ใช่ว่าหายไปเหรอ?”
“เหอะๆ ถูกฉันวางยาตายแล้วโยนลงถังขยะไปละ”
“โว้ว”
“นายโคตรเจ๋ง”
ซูฉานเริ่มทนฟังไม่ไหว มองสีหน้าที่น่ากลัวของหลินจือไปก็อดไม่ได้ที่จะดึงแขนเสื้อเขาเบาๆ
“เราบันทึกเสียงกันเถอะ” เธอรีบหยิบมือถือออกมา
แต่แล้วหลินจือไปกลับบิดลูกบิดเปิดประตูเข้าไป
เรื่องของตระกูลหลินก็ต้องแก้แบบตระกูลหลิน ไฟล์เสียงจะช่วยอะไรได้?
ซูฉานอ้าปากค้างแต่สุดท้ายก็กัดฟันตามเข้าไป
หลินจือไปกวาดสายตามองรอบๆ ในห้องนี้มีคนเยอะมาก
ลูกๆ บ้านลุงใหญ่: หลินกง หลินจิ้ง
ลูกๆ บ้านลุงรอง: หลินหู หลินเป้า หลินเพิ่ง
ลูกๆ บ้านลุงสาม: หลินมู หลินหลิว หลินเซ็น
นอกจากนี้ยังมีสายรองอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นญาติในตระกูลหลินอายุไล่เลี่ยกันนับเป็นรุ่นที่สาม
พวกนั้นเห็นหลินจือไปต่างก็ตกใจสะดุ้งเฮือก ภายในห้องเงียบงันไปสองสามวินาที
ในที่สุดหลินกงก็เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน
“เสี่ยวไปมาแล้วเหรอ ซูฉานทำไมเธอก็…”
คนอื่นๆ ไม่พูดอะไร
ไม่มีใครรู้ว่าหลินจือไปเพิ่งมาหรือมาถึงนานแล้ว ได้ยินเรื่องที่พวกเขาคุยกันหรือเปล่า
สีหน้าของทุกคนจึงแปลกประหลาดเล็กน้อย ซูฉานไม่พูดอะไร
หลินจือไปมองไปยังสมาชิกรุ่นสามสายรองของตระกูลคนหนึ่ง
อีกฝ่ายก็รู้ความรีบลุกขึ้นหลีกทางให้หลินจือไปนั่งบนโซฟาพลางเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนว่า
“นั่งสิ”
หลินจือไปไม่ได้นั่งเพียงจ้องมองเขาแล้วพูดว่า
“เมื่อกี้เสียงหัวเราะนายดังไปหน่อยนะ”
“จือไป…”
“ถึงฉันจะไม่สนว่าเป็นสายหลักสายรองแต่คุณควรรู้ว่าต่อหน้าฉันนายอยู่ระดับไหน
ตบหน้าตัวเองสิบที ฉันต้องได้ยินเสียง ไม่งั้นนายก็ลองเดาสิว่าผลจะเป็นยังไง?”
คนคนนั้นหันมองไปที่หลินกง หลินกงไม่สนใจ
เขาจึงหันมองคนอื่นๆ แต่ก็ไม่มีใครช่วยเขา จำใจรู้ว่าตนต้องเป็นแพะรับบาป
อย่างไรคำพูดที่ถูกได้ยินเมื่อครูก็ต้องมีคนรับผิดชอบ
เขาจึงฟาดหน้าตัวเองแรงๆ หลายทีติดต่อกันจนใบหน้าบวมขึ้น
“พอได้แล้ว”
หลินจิ้งที่อยู่ข้างหลินกงเอ่ยขึ้น หลินจือไปเหลือบมองหลินจิ้งลูกชายคนเล็กของบ้านลุงใหญ่
แล้วหันไปมองหลินหูลูกชายคนโตของบ้านลุงรอง ประโยคเมื่อครู่หลักๆ เป็นหลินจิ้งกับหลินหูที่พูด
รวมถึงพวกที่ผสมโรงเขาก็พอฟังออกว่าส่วนใหญ่เป็นใครบ้าง
“พวกนายดื่มเบียร์ไม่ชวนฉันเหรอ?”
โพล้ง! เขาคว่ำขวดเบียร์ขึ้นมาแล้วพุ่งออกไปฟาดเข้าที่ศีรษะของหลินหูทันที
เพล้ง! ขวดเบียร์แตกกระจายทุกคนกรีดร้องลั่น
หลินจิ้งถึงกับขาอ่อนแทบทรุด
หลินจือไปหยิบขวดเบียร์อีกขวดเหวี่ยงใส่หลินจิ้ง คราวนี้ขวดไม่แตกแต่ใบหน้าหลินจิ้งเปื้อนเลือด
ฟันซี่หนึ่งหลุดกระเด็นออกมา
“หลินจือไป!”
“นายบ้าไปแล้วเหรอ!”
ทั้งห้องอลหม่านกลายเป็นหม้อโจ๊ก หลินหูตาแดงก่ำทันทีโดนขวดฟาดจนมึนหัว
ลุกขึ้นหมายจะเอาเรื่องหลินจือไปให้ตายไปข้าง ส่วนหลินจิ้งถอยกรูดสั่นระริกไปทั้งตัวครึ่งหน้าบวมเป่ง
หลินจือไปไม่ลงมืออีกเขารู้ว่าแค่นี้ก็พอแล้วถ้าเกินกว่านี้จะจบเรื่องยาก
สถานการณ์ในห้องวุ่นวายโกลาหลมีคนพยายามจะเข้าไปทำร้ายหลินจือไป
ซูฉานดึงหลินจือไปจะพาวิ่งออกไปแต่ที่หน้าประตูกลับมีเสียงเอะอะดังขึ้น
ที่แท้เป็นพี่ชายกับพี่สาวที่ตามหาหลินจือไปจนมาถึงที่นี่ เลขาจินก็ตามพวกเขามาด้วย
“ใครกล้ายุ่งกับน้องฉัน!”
หลินเชิ่งเทียนยังไม่ทันรู้เรื่องราว ดวงตาก็แดงก่ำแล้วพุ่งเข้าไปคว้าขวดแตกเล็งใส่ทุกคน
ส่วนที่แตกของขวดแหลมคมราวใบมีด ชั่วพริบตาทุกคนหยุดนิ่ง
หลินซียืนขวางหน้าหลินจือไปดวงตาแดงกล่าวเสียงสะอื้น
“ฉันจำพวกแกไว้หมดแล้ว! จำไว้หมดแล้ว! ตอนนั้นพวกแกก็รังแกเขาแบบนี้!”
ยืนอยู่ตรงประตูเลขาจินตะโกนอย่างทิ้งมาด
“หลินกง!”
หลินกงแทบคุ้มคลั่ง
“คราวนี้ไม่ใช่พวกเรานะ! หลินจือไปต่างหากที่ลงมือก่อน น้องฉันโดนมันทำร้ายอยู่เนี่ย นายช่วยแยกแยะหน่อย!”
เขาพูดพลางจะพุ่งเข้าใส่หลินจือไป
หลินเชิ่งเทียนผลักเต็มแรงส่งเขากระเด็นกลับล้มลงบนโซฟา
หลินเป้าเห็นพี่ชายกำลังจะคว้าขวดสู้ก็รีบคว้าแขนห้ามไว้
“คุณปู่ยังอยู่ข้างบนนะ! พวกเราบอกคุณปู่สิ! หลินจือไปทำร้ายคน!”
หลินเป้าดึงตัวไว้ไม่อยู่แต่บอดี้การ์ดร่างยักษ์สองสามคนก็โผล่มาจากประตูคุมตัวทุกคนไว้
หมออีกสองสามคนที่เลขาจินเรียกตัวรีบวิ่งขึ้นมาแต่พอเห็นสภาพในห้องก็ไม่กล้าขยับ
เลขาจินมองหลินจือไปแวบหนึ่งแล้วกวาดตามองคนอื่นๆ สูดลมหายใจลึกกล่าวว่า
“ทุกคนแยกกันไปอยู่คนละห้อง”
“คุณหมายความว่าไง?”
หลินหลิวจ้องเลขาจินพูดอย่างเย็นชาว่า
“ก็บอกแล้วว่าหลินจือไปลงมือก่อนทุกคนที่นี่เป็นพยานได้!” เธอปากระเป๋าในมือใส่หลินจือไป ซูฉานอยู่ใกล้ๆ เลยรับไว้ได้ทันแม้กระเป๋านี่จะไร้พิษสงก็เถอะ
“ฉันก็เป็นพยานได้!”
ซูฉานหันไปมองเลขาจิน
“พวกเขาเป็นฝ่ายยั่วยุก่อน คำพูดพวกเขาหยาบคายมาก ฉันไม่อยากพูดซ้ำ ถ้าเป็นฉันก็คงลงมือเหมือนกัน”
“ซูฉาน!”
แววตาหลินกงราวกับจะกินคน
“เธอควรจะรู้จักที่ของตัวเองให้ชัดเจนไว้จะดีกว่า! ปู่ของเธอ…”
จู่ๆ หลินจือไปกลับโอบเอวซูฉานแน่นกระซิบข้างหูเธอเบาๆ ว่า
“จำที่คุณสัญญากับผมไว้ด้วยละ”
หลินกงเบิกตากว้างทุกคนต่างชะงักไป หลินจือไปกับซูฉานเป็นอะไรกัน?
ทำไมท่าทางของพวกเขาถึงสนิทสนมใกล้ชิดกันขนาดนี้?
เรื่องใหญ่ขนาดนี้แล้วสองคนยังมากระซิบกระซาบกันได้อีกเหรอ?
ซูฉานกัดฟันแน่นเอ่ยออกไปว่า
“หลินกงนายเลิกตามตื๊อฉันได้แล้ว ฉันมีคนที่ชอบแล้ว”
บรรยากาศเงียบกริบทันที ฉากเลือดสาดพลันเปลี่ยนเป็นละครน้ำเน่า
หลินกงมองหลินจือไปกับซูฉานอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ทุกคนต่างตกตะลึงมองหลินจือไปโอบซูฉานไว้ในอ้อมแขน
“นั่นพี่สะใภ้นายนะ!”
หลินเป้ามองมือที่หลินจือไปกอดซูฉานแล้วร้องโวยวาย
“นายทำให้พี่กงถูกสวมเขา! พี่กงโดนสวมเขาแล้ว! ฮ่าๆ พี่โดนสวมเขาแล้วนะ!”
เห็นทุกคนยังไร้ปฏิกิริยาหลินเป้าเหมือนร้อนใจยิ่งตะโกนดัง
“หลินจือไปแย่งพี่สะใภ้สวมเขาให้พี่กง ไอหมอนี่มันเดรัจฉานจริงๆ!”
“นายสติไม่ดีหรือไง!”
หลินหลิวแทบอยากฉีกปากหลินเป้า ทุกคนก็ใช่ว่าไม่มีตาไม่มีหูแล้วมีแต่นายที่มองเห็นและได้ยินอยู่คนเดียวซะที่ไหน!
จำเป็นต้องให้คนทั้งโลกรู้ว่าหลินกงถูกหลินจือไปสวมเขาด้วยเหรอ?
หลินจือไปหัวเราะลั่น ซูฉานพูดไม่ผิดวิธีนี้เด็กน้อยแต่ได้ผล
เพราะหลินกงกำลังโมโหถึงขีดสุดแล้วแต่ความรู้สึกผิดของคุณปู่คงใช้ได้แค่ระดับนี้ที่พอหอมปากหอมคอแล้วแม้ตนจะยังสนุกไม่สุดก็ตาม
“ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
หลินเชิ่งเทียนหันกลับมามองน้องชายที่ดูเหมือนได้รับบาดเจ็บที่มือจึงกวาดสายตาทั่วห้อง
“ใครลงมือทำร้ายนาย?”
“ผมทำเอง” น่าจะตอนขวดเหล้าแตกเมื่อครู่หลินจือไปถูกเศษแก้วบาด
“ไม่รู้สึกไม่สบายตรงไหนใช่ไหม?”
หลินซีก็ถามน้ำตาไหลแล้วเธอไม่สนว่าหลินจือไปกับซูฉานเป็นอะไรกัน
แค่กลัวว่าเหตุการณ์ในอดีตจะเกิดซ้ำและเกิดที่คฤหาสน์ซีเฉิงอีกเหมือนเดิม
เป็นการสู้หนึ่งคนกับคนทั้งกลุ่มอีกเหมือนเดิม
หลินจือไปกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ผมไม่เป็นไรไม่ต้องห่วง”
เลขาจินไม่กล้าแสดงออกชัดเจนแต่จ้องมองหลินจือไปไม่วางตา
พอเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไรก็ตะโกนขึ้นอีกครั้ง
“ทุกคนแยกกันไปอยู่คนละห้อง”
จำเป็นต้องแยกคนพวกนี้ไว้ก่อนเพื่อกันไม่ให้พวกเขาเตี๊ยมคำให้การ
แม้เลขาจินจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่รู้ว่าหลินจือไปอดทนเป็นจึงไม่น่าลงมือโดยไร้เหตุผล
ต้องเป็นเพราะคนพวกนี้พูดอะไรบางอย่างที่ไปกระตุ้นหลินจือไป
“ห้ามใครขยับทั้งนั้น!”
หลินกงรู้สึกสมองอื้ออึงราวกับถูกขวดฟาดเช่นกันตอนที่ลุกขึ้นร่างกายก็ยังโงนเงน
“หลินจือไป… หลินจือไป…”
นี่คือความอัปยศที่สุดในชีวิตของเขา ใบหน้าแดงคล้ำจนเกือบม่วง
“ฉันจะฆ่าแก… ฉันสาบานเลยว่าจะฆ่าแกให้ได้!”
“คุณชายกงกรุณาระวังคำพูด!”
เลขาจินหันมองบอดี้การ์ดข้างกาย
“แจ้งท่านประธาน”
เรื่องนี้ปิดไม่อยู่ได้แต่ให้ประธานมาจัดการแล้วครู่ต่อมาหลินเจามูมาถึง
ชายชราท่าทางน่าเกรงขามผู้นี้หลังจากเห็นสภาพห้องเละเทะแล้วสีหน้ากลับไร้อารมณ์สงบนิ่งดังเหวลึก
“ใครอธิบายได้บ้างว่านี่เกิดอะไรขึ้น?”
“หลินจือไปลงมือทำร้ายคน!”
หลินเป้าตะโกน
“เขายังสวมเขาให้พี่กงด้วย! คุณปู่ดูสิเขายังโอบพี่สะใภ้อยู่เลย!”
“ฉันไม่ใช่พี่สะใภ้ของนาย!”
ซูฉานแทบคลั่ง เธอเล่นใหญ่เกินไปแล้วทำไมถึงพาตัวเองเข้ามาพัวพันเรื่องชุลมุนในตระกูลหลินได้!
“ฉันรู้แต่เธออยากเป็นน้องสะใภ้ฉัน!”
หลินเป้าฟ้อง
“คุณปู่ก็เห็นแล้วไม่เกี่ยวกับพวกเราเลย หลินจือไปบ้าไปแล้วทำร้ายคนไม่พอยังสวมเขาให้พี่กงอีก!”
“เท่าที่ผมทราบ…”
เลขาจินกล่าวเสียงหนัก
“พวกเขาเป็นฝ่ายพูดถ้อยคำไม่สมควรก่อน คุณชายไปเลยทนไม่ไหวต้องลงมือ ส่วนพูดว่าอะไรเราไล่สอบทีละคนก็จะรู้ครับ”
“ดูว่าบาดเจ็บหนักไหมต้องไปโรงพยาบาลหรือเปล่า”
หลินเจามูยังคงสงบนิ่งสั่งหมอที่ตามมาดูอาการหลินกงกับหลินหูก่อน
ทันทีที่เขาปรากฏตัวทุกคนก็นิ่งเงียบไม่เอะอะ
หลินหูดูไม่เป็นอะไรมากแต่ยังจ้องหลินจือไปอย่างโกรธเกรี้ยว
หลินจิ้งดูเหมือนตกใจตัวสั่นระวิกทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังพูดจาอวดดีว่า ‘เขาอย่างนั้นอย่างนี้’
“คุณปู่”
หลินกงพูดเสียงดังว่า
“ก็แคเด็กๆ พูดไม่คิดไม่กี่คำเอง หลินจือไปเขา…”
“พอแล้วเรื่องวันนี้ห้ามหลุดออกไป”
หลินเจามูหันมามองหลินจือไปด้วยแววตาล้ำลึก จากนั้นก็มองไปที่หลินหู
“ไม่เป็นไรนะ?”
“ไม่เป็นไรครับ…” หลินหูอยู่ต่อหน้าปู่ราวกับเสือป่วย จากนั้นหลินเจามู่ก็หันไปมองหลินจิ้ง “แล้วนายละ?”
หลินจิ้งกล่าวปากสั่น
“ผมทรมานมาก… ผมเวียนหัว… คุณปู่ผมจะตายไหม…”
หมอส่ายหน้าให้หลินเจามู่
“บาดเจ็บเล็กน้อยโดนตีที่ใบหน้า”
“นายไม่ได้ตีสมองซีกซ้ายใช่ไหม?”
หลินเจามู่หันกลับมามองหลินจือไป สายตาปู่หลานที่ไม่พบกันหลายปีประสานกันอย่างรุนแรง
หลินจือไปไม่พูดอะไรแต่เข้าใจความหมายของคุณปู่
ทันทีที่คำว่า ‘สมองซีกซ้าย’ ดังออกจากปากคุณปู่อากาศภายในห้องก็พลันเย็นลงหลายองศา
สายตาของหลินกงที่ดุดันราวกับจะกินคนกลับจำต้องก้มหน้าลงอย่างเสียไม่ได้
สมองซีกซ้ายเหอะๆ… นี่คือวิธีจัดการของคุณปู่สินะ?
ในตอนนั้นหลินจือไปถูกทำร้ายที่สมองซีกซ้าย ส่วนพี่ชายลูกพี่ลูกน้องที่ลงมือ คุณปู่เพียงแค่ลงโทษทางกายไม่แรงนัก
แต่วันนี้หลินจือไปเป็นฝ่ายลงมือกับพี่ลูกพี่ลูกน้องก่อน
แต่คุณปู่กลับรื้ออดีตขึ้นมาชี้กรอบตัดสินเรื่องนี้ไว้แล้ว
“พวกนายถือว่าหายกันแล้ว”
หลินเจามู่เอ่ยประโยคนี้พลางยิ้มออกมาแล้วหันหลังเดินจากไป
เพียงแต่แผ่นหลังกลับดูสั่นไหวเล็กน้อย
เขาเหนื่อยแล้ว
ไม่… ไม่หายกันหรอก!
หลินกงร่างกายสั่นเทา หลินจือไปหันมองแผ่นหลังคุณปู่ด้วยแววตาสงบนิ่ง
จริงๆ เขาคาดเดาผลลัพธ์นี้ไว้ตั้งแต่ตอนที่ลงมือแล้ว หลินจือไปใช้ความรู้สึกผิดของคุณปู่ที่มีต่อเขา
บางทีคุณปู่ก็อาจจะมองเกมของเขาออกแล้วแต่…
ใช่ยังไม่หายกันหรอก