ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 178 การตัดสินใจ
ห้องคุณปู่สุภาษิตมักกล่าวว่าผ้าเน่าอย่าเอาไปตากหน้าเรือน
ในตอนนั้นหลินจือไปถูกพี่ลูกพี่ลูกน้องรังแกจนกลายเป็นเรื่องซุบซิบในวงสังคม
วันนี้ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง หลินเจามู่ไม่ต้องการให้เรื่องนี้หลุดออกไปเพราะจะกระทบต่อชื่อเสียงของตระกูลหลิน
โชคดีที่คนส่วนใหญ่ในเหตุการณ์ล้วนแต่อยู่ในสายตระกูลหลินกันเอง
ส่วนบอดี้การ์ดกับหมอก็เป็นคนที่ทำงานกินเงินเดือนจากคฤหาสน์ซีเฉิงอยู่แล้ว เรื่องจึงยังถูกปิดไว้ได้ชั่วคราว
อย่างน้อยก็ทำให้สถานการณ์ยังสงบเรียบร้อยไปได้อีกพักหนึ่ง ส่วนเรื่องหลังจากนี้ละ?
กระดาษไม่อาจห่อไฟ หลินเจามู่ไม่ได้สืบหาว่าหลินกงกับพวกพูดอะไรถึงทำให้หลินจือไปโกรธจนถึงขีดสุด
เรื่องนี้เหมือนจะถูกกลบผ่านไปเฉยๆ แบบนั้นเช่นเดียวกับที่เขาจัดการปัญหาในตอนนั้น
ขณะที่งานเลี้ยงวันเกิดกำลังจะเริ่มขึ้น ไม่มีใครสังเกตเลยว่าหลินหูกับหลินจิ้งตระกูลหลินรุ่นที่สามไม่ได้อยู่ในงานเลี้ยง
ทั้งสองคนมีอาการสมองกระทบกระเทือนเล็กน้อยไม่เหมาะจะมาร่วมงานแล้ว
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้นำรุ่นใหญ่ของสามบริษัทยักษ์ใหญ่เช่นเดียวกัน วันนี้ประธานหยิ่นเทียนโฉวแห่งน่าเซินก็มาร่วมงานด้วย
เขาเห็นหลินเจามู่ยังคงมีพลังเต็มเปี่ยม สามารถขึ้นกล่าวเปิดงานและกล่าวขอบคุณแขกเหรื่อได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ก่อนงานเลี้ยงจะเริ่มในใจของหยิ่นเทียนโฉวที่ปีนี้อายุเจ็ดสิบเจ็ดปีก็รู้สึกขุ่นขึ้นมาเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
“ร่างกายของเจ้าแก่นี่ยังแข็งแรงกว่าฉันอีกนะเนี่ย”
หยิ่นเทียนโฉวยังไม่รู้เลยว่าตนจะลากสังขารไปถึงงานฉลองอายุแปดสิบปีไหวหรือเปล่า
แต่ประธานซูติ้งปัวแห่งเทียนกวงนั้นอาการยิ่งแย่กว่านั้น ทุกวันนี้แทบจะเกษียณแล้วนอนโรงพยาบาลทุกวัน
เดิมทีวันนี้ก็ควรจะมางานด้วยแต่ร่างกายรับไม่ไหวแล้ว ว่ากันว่าตอนนี้ถึงกับต้องเข้าไอซียูเลยทีเดียว
สามบริษัทยักษ์ใหญ่ต่อสู้กันมาหลายปีขนาดนี้แม้เสินฮว่าจะนำห่างอยู่เสมอแต่ก็ไม่เคยโค่นน่าเซินกับเทียนกวงลงได้อย่างเด็ดขาด
สถานการณ์จึงชะงักงันและตึงเครียดมาตลอด บางทีเมื่อผู้นำรุ่นเก่าทยอยลาลับ
สมดุลของทั้งสามบริษัทใหญ่อาจจะถึงคราวเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้
ความจริงแล้วตอนนี้ไม่ใช่แค่หลินเจามู่ที่มองหาผู้สืบทอดจากบรรดาลูกหลาน
หัวเรือของน่าเซินและเทียนกวงก็กลุ้มใจในเรื่องเดียวกัน
“มือนายเป็นอะไรไป?”
หยิ่นตงหน่วนก็มาวันนี้เช่นกันตอนนี้นั่งอยู่ข้างหลินจือไป พอเธอเห็นรอยขีดข่วนหลายแผลบนมือหลินจือไป
ที่ดูก็รู้ว่าเป็นแผลสดยังไม่ตกสะเก็ดก็ถามด้วยความเป็นห่วง
“โดนเศษแก้วบาด”
หลินจือไปพูดตามความจริงแต่ไม่ได้เล่าย้อนถึงต้นสายปลายเหตุ
หยิ่นตงหน่วนฮึดฮัดเบาๆ ตำหนิเขาที่ไม่ระวัง คิดจะดูแลแผลให้แต่หลินจือไปก็ส่ายหน้ากล่าวว่า
“จัดการเรียบร้อยแล้ว”
“อย่างน้อยก็ติดพลาสเตอร์หน่อยเถอะ”
“ไม่เป็นไรแผลแบบนี้พอถึงโรงพยาบาลก็เป็นสะเก็ดแล้ว”
หลินจือไปยังแหย่มุกแป้ก แต่พี่ชายกับพี่สาวที่อยู่ข้างๆ กลับมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดี
ทั้งสองไม่พอใจกับการกระทำของหลินจือไปในวันนี้ไม่ใช่เพราะเขาลงมือการต่อยตี้ย่อมมีเหตุผล
พวกเขาแค่โทษที่หลินจือไปทำตัวเสี่ยงเกินไป ถ้าพวกหลินกงกรูกันเข้ามาจะทำอย่างไร
หากจะต่อยตีก็ต้องพาพี่ชายพี่สาวไปด้วยสิ?
พี่สาวอาจสู้ไม่ไหวแต่พลังการต่อสู้ของพี่ชายนะไม่ธรรมดา
หลินเชิ่งเทียนเป็นพวกคลั่งการเล่นกล้ามถอดเสื้อเมื่อไหร่ก็โชว์กล้ามล่ำบึ้ก
เมื่อหลินเจามู่กล่าวจบงานเลี้ยงก็เริ่มต้น
หลินจือไปแกะกุ้งเตรียมใส่เข้าปากพลันรู้สึกถึงสายตาเคืองแค้นคู่นึง
ซูฉาน…
โต๊ะของซูฉานอยู่ไม่ไกลหล่อนถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งของรุ่นสามตระกูลหลิน
แถมแตกหักกับหลินกงไปแล้วตอนนี้จึงลำบากไม่น้อย
หลินจือไปกะพริบตาให้เธอ ซูฉานทำหน้างุนงงเล็กน้อย
หลินจือไปหมดอารมณ์ก่อนหน้านี้จะเสแสร้งไปทำไมแถมยังเชื่อว่าสายตาผู้หญิงคนนี้จะมองทะลุเขาได้จริงๆ
หลังงานเลี้ยงก็เข้าสู่ช่วงกิจกรรมเป็นเพียงการแสดงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
หลินจือไปหาโอกาสเลี่ยงออกมาซูฉานตามเขามาจนถึงสวนหลังคฤหาสน์
พอเห็นว่ารอบข้างไร้ผู้คนจึงเอ่ยว่า
“ตอนนี้ฉันขึ้นเรือคุณได้หรือยัง?”
หลินจือไปตกใจ “ขึ้นเตียงอะไร?”
“ขึ้นเรือ!”
ซูฉานถึงกับอกกระเพื่อมด้วยความโมโห ทรัพย์สินส่วนบนของเธอนั้นช่างเอิบอิ่ม
“ออกเสียงตามฉัน ชวน(เรือ)”
หลินจือไปไม่ได้ตั้งใจพูดทะลึ่งเมื่อครู่ฟังไม่ชัดจริงๆ แต่ซูฉานก็ต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลจริงๆ
เขาควรให้รางวัลเธอสักหน่อย คิดดังนั้นหลินจือไปจึงกล่าวว่า
“ผมจะไปบอกตัวแทนเจียงให้”
ซูฉานจ้องเขา
“เบื้องหลังเจียงเฉิงก็คงเป็นเจ้าของคุนเผิงสินะ?”
“ผมไม่รู้” หลินจือไปยักไหล่ “ผมไม่เคยพบเจ้าของคุนเผิงที่ผ่านมาเจียงเฉิงติดต่อผมตลอด”
“งั้นเหรอ” ซูฉานเชื่อครึ่งสงสัยครึ่ง
“เอาเถอะสบายใจได้ผมจะให้ตัวแทนเจียงคุยกับคุณให้ดีๆ”
ตัวตนของหลินจือไปก็เหมือนกับหัวหอมพันชั้น ชั้นแรกคือภาพลักษณ์นักศึกษา
ชั้นที่สองคือไปตี้ ชั้นที่สามคือฉูฉือ ชั้นที่สี่คือปู่เยโหว ชั้นที่ห้าคือจวินหลิน
ส่วนชั้นที่หกก็คือการเป็นเจ้าของคุนเผิง
คนส่วนใหญ่เห็นเพียงชั้นแรกเท่านั้น คนในวงการบางส่วนถึงจะมองเห็นชั้นที่สอง
ซูฉานที่เก่งกาจเดาเปิดไปจนถึงชั้นที่สามแล้ว ตามบทสรุปในหัวของซูฉาน
หลินจือไปคือผู้โชคดีที่คุนเผิงเลือก เจ้าของที่อยู่เบื้องหลังคุนเผิงต้องการหนุนเขาให้ขึ้นสู่อำนาจในเสินฮวา
คุนเผิงก็จะได้ผลประโยชน์ไปด้วย เป็นสายตรรกะที่สมบูรณ์จริงๆ
สิ่งที่ซูฉานต้องการก็แค่ให้คุนเผิงหนุนเธอเป็นคนที่สอง ช่วยให้เธอขึ้นสู่อำนาจในเทียนกวงเท่านั้น
หากซูฉานครองเทียนกวงได้จริงก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนมากพอให้คุนเผิง นั่นคือคุณค่าของเธอ
“เพื่อคุณฉันถึงขั้นตัดขาดกับรุ่นสามของเสินฮวานะ”
ซูฉานทำหน้าน่าสงสาร พวกหลินกงเป็นกลุ่มผลประโยชน์เดียวกัน
วันนี้เธอทำให้หลินกงเสียหน้าความเป็นไปได้ที่ทั้งสองตระกูลจะเกี่ยวดองกันถูกตัดขาดสนิทแล้ว
“คุณทำเพื่อคุนเผิงต่างหาก”
หลินจือไปพูดแทงใจไม่ไว้หน้า
ซูฉานได้ยินแล้วถึงกับกัดกรามแน่น
“ในสายตาคุณฉันเป็นแค่ผู้หญิงเจ้าเล่ห์เจ้าคำนวณสินะ”
“ก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก”
แววตาของหลินจือไปอ่อนลงเล็กน้อย ไม่ว่ายังไงวันนี้เธอก็ได้ใจเขาไปจริงๆ
อีกด้านหนึ่งหลินกงกินข้าวได้ไม่กี่คำก็ลุกออกจากงานเลี้ยง
เหลารุ่นๆ ที่สามของเสินฮว่าคนอื่นๆ เห็นดังนั้นเลยรีบตามไป
“พี่กง!”
“พี่วางใจเถอะ!”
“หลินจือไปไม่ได้จบดีแน่พวกเราหนุนพี่”
“แล้วก็หลินเชิ่งเทียนกับหลินซีด้วย”
“เราจะไม่ปล่อยให้ครอบครัวเขาสบายหรอก!”
“หลินจือไปทำเกินไปจริงๆ!”
กลุ่มนี้พากันแสดงความภักดีต่อหลินกงสารพัด หลินกงรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย
ไม่ใช่ทุกคนจะโง่ไอคิวอีคิวต่ำเหมือนหลินเป้า
หืม? หลินเป้าละ?
หลินกงมองไปรอบๆ ไม่เห็นอีกฝ่าย กระทั่งได้ยินเสียงหลินเป้าดังมาจากข้างหลังคล้ายจะอวดผลงานว่า
“พี่กงผมเพิ่งเห็นซูฉานตามหลินจือไปไปทางสวนหลังบ้าน พวกเขาต้องไปจู๋จี๋กันแน่ๆ
ไอ้ชั่วหลินจือไปนั่นสวมเขาให้พี่แล้ว คำที่ว่ากินอะไรไม่อร่อยเท่าเกี๊ยว เล่นอะไรไม่สนุกเท่าพี่สะใภ้พูดไว้ไม่ผิดเลย…”
ผัวะ! หมัดของหลินกงพุ่งออกไปกระแทกหน้าหลินเป้าอย่างจัง หลินเป้าตั้งตัวไม่ทันถูกหมัดเดียวชวนเซถอยหลังไปสองก้าว
จากนั้นก็มองหลินกงด้วยความเหลือเชื่อ
“นายต่อยฉันเหรอ?”
“หลินกงนายทำเกินไปแล้ว!”
หลินเพิ่งน้องสาวของหลินเป้าเห็นพี่ชายถูกต่อยก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
“แกโดนหลินจือไปสวมเขาแล้วมาลงที่ฉันรึไง!?”
หลินเป้าก็เดือดเช่นกันเขาไม่กลัวหลินกงเหมือนพวกสายรอง
ยังไงก็เป็นหลานแท้ๆ ของคุณปู่เหมือนกันใครจะกลัวใครละ?
“ยังจะพูดอีก!”
หลินกงดวงตาแดงก่ำอยากจะเข้าไปซัดอีกแต่ถูกหลินมูที่อยู่ข้างๆ ดึงไว้
“พี่กงใจเย็นหน่อยพวกเราห้ามตีกันเองนะ” หลินกงสูดหายใจลึกหนึ่งเฮือก
ส่วนหลินเป้าก็สบถด่าก่อนเดินหนีไป รุ่นที่สามของตระกูลหลินวุ่นวายเละเทะ
ส่วนงานเลี้ยงวันเกิดครบรอบแปดสิบปีของหลินเจามู่จบลงอย่างสงบเงียบต่อหน้าแขกผู้มาเยือน
แขกทยอยกลับไปเหลือเพียงสายตรงตระกูลหลินที่อยู่ต่อเพราะยังมีมื้อเย็นสำหรับครอบครัวหกโมงเย็นในโถงชั้นสาม
โต๊ะยาวขนาดใหญ่ของตระกูลหลินถูกนั่งเต็มทุกที่ หลินชุน หลินเชี่ย หลินชิว หลินตง นั่งใกล้คุณปู่
ส่วนรุ่นที่สามนำโดยหลินกงก็นั่งล้อมโต๊ะ ในหมู่พวกเขา…
หลินหูพันผ้าพันแผลรอบศีรษะ ใบหน้าของหลินจิ้งก็พันผ้าแน่นหนา
แม้แต่ใบหน้าของหลินเป้ายันแปะแผ่นปิดแผลลายการ์ตูนสองแผ่น
บรรยากาศในห้องโถงอึดอัดหนักหนาไม่เหมือนงานรวมญาติแต่คล้ายศัตรูมาประจันหน้ากันมากกว่า
บรรดาคนรับใช้เริ่มยกอาหารขึ้นโต๊ะพออาหารเสิร์ฟครบก็ทยอยถอยออกไป
ลุงรองหลินเซี่ยลุกพรวดชี้นิ้วไปที่หลินจือไป
“ไอ้เด็กเวรแกลงมือหนักดีนะทำให้ลูกชายสองคนของฉันมีสภาพเป็นแบบนี้!”
หลินเป้าตะโกน “ผมโดนหลินกงต่อย!”
ลุงรองชะงักอ้าปากค้างไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรไปชั่วครู่ หลินตงเอ่ยอย่างเย็นชา
“เทียบกับบาดแผลที่ลูกผมโดนตอนนั้นพี่รองคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ตำหนิเขาไหม?”
หลินหูตะโกน
“อาสี่ผมบอกแล้วตอนนั้นผมร่วมด้วยรุ่นสามตระกูลหลินทุกคนต่างก็ร่วม แต่คนสุดท้ายที่ผลักหลินจือไปไม่ใช่ผม!”
“แล้วใครผลักละ?”
หลินตงลุกขึ้นชี้หลินกง “แก หรือนาย หรือพวกนาย?”
นิ้วของเขาชี้กวาดรุ่นสามทั้งหมดไม่มีใครยอมรับแต่ปีนั้นมีคนฉวยโอกาสผลักหลินจือไปอย่างแรงจริงๆ
จนศีรษะของเขาได้รับบาดเจ็บ
“พี่รอง น้องสี่!”
ลุงสามหลินชิวกล่าว
“ทั้งคู่นั่งลงเถอะคืนนี้เป็นงานเลี้ยงครบแปดสิบปีของพ่อเรานะ”
ลุงรองกล่าวอย่างเย็นชา “ก็ลูกแกไม่โดนต่อยนี่!”
ลุงใหญ่หลินชุนเอ่ยขึ้น
“ลูกฉันก็โดนต่อยฉันว่าอะไรไหม? ท้ายสุดก็แค่เด็กตีกันนายเป็นผู้ใหญ่ยังจะหาคนต่อยอีกเหรอ?”
หลินชุนเป็นพี่ใหญ่รุ่นสองคำพูดจึงมีน้ำหนัก พอเขาเอ่ยปากลุงรองก็ยอมกลับลงไปนั่ง
จากนั้นหลินตงก็นั่งลงเงียบๆ เช่นกันอย่างไรหลินจือไปก็ไม่ได้เสียเปรียบไม่อย่างนั้นคืนนี้หลินตงคงคว่ำโต๊ะไปแล้ว
“พูดจบแล้วใช่ไหม?”
หลินเจามู่เอ่ยขึ้น
“ถ้าพูดจบแล้วเรื่องนี้ก็จบแค่นี้ กินข้าวเถอะ รีบกินตอนที่ยังร้อน พอฉันตายไปพวกแกก็คงไม่ได้มานั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกันแบบวันนี้อีกแล้ว”
“พ่อ…”
สีหน้าลูกชายหลายคนเปลี่ยนไปแม้แต่หลินตงยังอดทัก
นี่ไม่เหมือนคำที่หลินเจามู่จะพูดเลยสักนิดแต่ทันใดนั้นคำพูดต่อไปของหลินเจามูก็ทำให้ทุกคนสะท้านใจ
“พฤติกรรมของพวกแกจะเป็นตัวตัดสินว่าพวกแกจะสืบทอดทรัพย์สินเสินฮวากรุ๊ปได้มากแค่ไหน
อยากต่อยกันก็เชิญฉันจะเป็นกรรมการที่ยุติธรรม อีกอย่างตั้งแต่ปีหน้ากลุ่มบริษัทจะปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
บางธุรกิจจะแยกออกไปแต่ละคนจะได้ข้อสอบของตัวเอง”
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคุณปู่จะเริ่มแบ่งมรดกเสินฮว่ากรุ๊ปอย่างเป็นทางการแล้ว