ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 179 หลินหลิวถูกปลดจากตำแหน่ง
ระหว่างทางกลับบ้านหลินตงเป็นคนขับรถคนทั้งครอบครัวเงียบกริบ
งานฉลองอายุแปดสิบปีครั้งนี้ไม่ชื่นมื่นเท่าไหร่ ดูเหมือนจะล้มป่วยแม้ภายนอกยังแข็งแรง
แตถ้าไม่ใช่มีปัญหาสุขภาพด้วยนิสัยแข็งกร้าวของคุณปู่คงไม่รีบมาคิดเรื่องแบ่งสินทรัพย์ของเสินฮวากรุ๊ปให้ลูกหลานเร็วขนาดนี้
กระนั้นหมอประจำตัวของคุณปู่ก็ไม่ยอมเปิดเผยอาการออกสู่ภายนอก
ไม่มีใครรู้สภาพร่างกายของคุณปู่อย่างแท้จริงทุกคนทำได้แค่คาดเดา
พอพูดถึงการแบ่งมรดกงานเลี้ยงครอบครัวคืนนี้จึงจบลงอย่างราบเรียบ
แต่คลื่นใต้น้ำระหว่างรุ่นที่สองกับรุ่นที่สามกำลังคุโชนต่างคนต่างมีแผน
อย่าว่าแต่เป็นตระกูลมหาเศรษฐีเลย แม้แต่ครอบครัวธรรมดาหากผู้เฒ่ามีทรัพย์สินบ้าง
ลูกหลานก็ย่อมเกิดความขัดแย้งหรือถึงขั้นแตกหักกันเรื่องแบ่งสมบัติได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตระกูลหลินที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่ รอยร้าวระหว่างรุ่นที่สองกับรุ่นที่สามเดิมทีก็ลึกอยู่แล้ว
หลินจือไปมั่นใจว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าการแข่งขันระหว่างรุ่นสองกับรุ่นสามจะทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ
บางทีเทียนกวงก็อาจเป็นเช่นเดียวกันไม่อย่างนั้นซูฉานคงไม่มาปั่นป่วนไปกับเขาวันนี้
รวมถึงประธานน่าเซินอย่างหยิ่นเทียนโฉวก็คงสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่…
“พ่อคะ”
หลินซีอดพูดไม่ได้
“บางอย่างถ้าควรแย่งก็ต้องแย่ง หนูไม่ซีเรียสหรอกแต่พ่อก็ต้องคิดถึงลูกชายสองคนด้วยนะ”
หลินตงที่กำลังขับรถไม่พูดอะไร แม่เป็นฝ่ายตอบแทน
“พ่อของลูกรู้อยู่เต็มอก”
หลินตงไม่กระตือรือร้นจะแย่งสมบัติ ไม่อย่างนั้นเขาคงไปขอตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในเครือจากคุณปู่ตั้งนานแล้ว
แต่พูดกันตรงๆ ไม่มีใครรู้ว่าคุณปู่จะอยู่ได้อีกกี่ปี เวลานี้หลินตงต้องคำนึงถึงความรู้สึกของลูกชายทั้งสองคนแล้ว
หลินจือไปยิ้มพลางว่า
“พ่อทำสิ่งที่พ่ออยากทำก็พอครับ คุณปู่ยังบอกเลยว่าทุกคนต่างมีข้อสอบของตัวเอง”
“ผมเห็นด้วย”
หลินเชิ่งเทียนกล่าว
หลินซีกลอกตา
“แต่ก็ต้องระวังอย่าให้พวกนั้นแทะจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกละ”
หลินซีมั่นใจว่าอนาคตถ้าไม่มีคุณปู่กดไว้บรรดาลุงๆ ย่อมไม่ปล่อยให้บ้านตนได้อยู่อย่างสบายแน่
หลินซีมั่นใจในเรื่องนี้มาก ดูเหมือนเธอนึกอะไรขึ้นได้ หลินซีเสริม
“พรุ่งนี้ซ้อมงานเทศกาลตรุษจีน จางอวิ๋นซั่งยังจะแย่งโอกาสขึ้นร้องเดี่ยวของจางซีหยางอีก
หึ ฝีมือหลินหลิวทั้งนั้น การแก่งแย่งภายในเสินฮวากรุ๊ปไม่เคยหยุดเลย”
เมื่อกลับถึงบ้านหลินจือไปได้รับสายจากเจียงเฉิง
“เจ้านายผมเห็นคุณวันนี้ด้วยนะครับ”
งานเลี้ยงวันนี้คนเยอะเกินไปหลินจือไปเลยไม่ทันสังเกตเจียงเฉิง
หรือพูดอีกอย่างคือสมาธิของเขาถูกเรื่องวุ่นวายต่างๆ ดึงไปหมดแล้ว
“วันนี้ผมค่อนข้างยุ่งนะครับ”
หลินจือไปไม่ได้เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น
“การพัฒนาของคุนเผิงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าต้องเร่งให้เร็วขึ้นแล้ว”
เจียงเฉิงหัวเราะ “เราก็เร่งมาตลอดไม่ใช่เหรอครับ?”
“ผมต้องการเร็วกว่านี้”
“เข้าใจแล้วครับ” เจียงเฉิงเดาว่าบ้านตระกูลหลินคงเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นในวันนี้ จึงทำให้เจ้านายรู้สึกเร่งร้อนขึ้นมา
“จับตามองรุ่นที่สามของเสินฮวากรุ๊ปให้ดี”
หลินจือไปกำชับ หากมีโอกาสเขาจะกดพวกหลินกงไว้ให้อยู่หมัด
ส่วนรุ่นที่สองของเสินฮว่าตอนนี้หลินจือไปยังไม่อาจขยับเขยื้อนอิทธิพลของเขายังไม่ถึงขั้นนั้น
ครอบครัวลุงใหญ่เสแสร้งมาก ครอบครัวลุงรองดูดุดันที่สุด ครอบครัวลุงสามเจ้าเล่ห์เกินไป
หลินจือไปรู้สึกว่าเป้าหมายที่เล่นงานได้ง่ายที่สุดน่าจะเป็นครอบครัวลุงรอง
ลุงรองหลินเชี่ยอารมณ์ร้อนดังไฟ ส่วนลูกชายสองคนหลินหูกับหลินเป้าก็ใช่การไม่ค่อยได้
ส่วนลูกสาวของหลินเซี่ยหลินเพิ่งแต่งงานไปแล้วแถมดูเหมือนจะได้สามีเก่งใช้ได้ทีเดียว?
หลินจือไปครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเครือญาติฝ่ายภรรยาของลุงๆ แต่ละบ้านดูจะไม่ธรรมดาเลย?
วันถัดมาเดือนธันวาคมมาถึงแล้ว
ฝ่ายรายการตรุษจีนมีทีมงานสองคณะมาถึง
จางอวิ๋นซั่งพร้อมทีมผู้จัดการและผู้ช่วยของเขา
จางซีหยางพร้อมทีมผู้จัดการและผู้ช่วยของเขา
ทั้งจำนวนคนและออร่าความยิ่งใหญ่จางอวิ๋นซั่งได้เปรียบชัดเจน
ในฐานะราชาเพลงเขาไปไหนก็มีคนตามติดเกือบสิบชีวิต ฝั่งจางซีหยางมีแค่ผู้จัดการกับผู้ช่วยหนึ่งคนเท่านั้น
คณะผู้กำกับรายการตรุษจีนมีสิบเอ็ดคน ผู้กำกับหลักไม่เสียเวลาเกริ่นให้มากความเอ่ยขึ้นตรงๆ ว่า
“มาดูผลซ้อมกันใครจะเริ่มก่อน?”
“ผมก่อนครับ”
จางอวิ๋นซั่งถลึงตาใส่จางซีหยางทีหนึ่งแล้วขึ้นเวทีเตรียมตัว
ครู่ต่อมาเสียงเพลงดังขึ้น จางอวิ๋นซั่งร้องเพลงรักหนึ่งเพลง
ทีมผู้กำกับมองหน้ากันก่อนพยักหน้าฝีมือราชาเพลงไม่ต้องสงสัยเลย
หัวหน้าฝ่ายรายการร้องเต้นกล่าวว่า
“เพลงไม่มีปัญหา การร้องก็ไม่มีปัญหาแต่ท่าเต้นต้องเปลี่ยน มันร่าเริงเกินไปเพลงรักไม่เหมาะกับท่าเต้นร่าเริงขนาดนี้”
“ไม่เป็นไร” รองผู้กำกับยิ้มแล้วว่า “ยังเหลืออีกเดือนเปลี่ยนท่าเต้นทันแน่นอน”
ผู้กำกับหลักเหลือบมองรองผู้กำกับรู้ว่าอีกฝ่ายหนุนจางอวิ๋นซั่งจึงกล่าวว่า
“จางซีหยางลองดูบ้างสิ”
เป็นดังนั้นจางซีหยางขึ้นเวทีท่อนอินโทรดนตรีสดใสรื่นเริงดังขึ้นตามด้วยเสียงร้องของเขา
หือ? รองผู้กำกับสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
“จางซีหยางไม่ได้บอกว่าจะร้อง ‘ดอกไม้ไฟ’ เหรอ?”
นี่มันไม่ใช่ ‘ดอกไม้ไฟ’ เลย!
หัวหน้าฝ่ายรายการร้องเต้นประหลาดใจ “นี่เพลงใหม่เหรอ!?”
เพลงนี้… น่าสนใจทีเดียว…
หัวหน้าฝ่ายรายการร้องเต้นดวงตายิ่งทอแสงสุกใส ส่วนผู้กำกับคนอื่นๆ ก็ถูกเสียงร้องนั้นดึงดูดสายตา
ค่อยๆ ฉายแววตื่นตะลึงไปตามกันแม้แต่ผู้กำกับหลักยังอดเงี่ยหูฟังไม่ได้
ด้านข้างจางอวิ๋นซั่งร้องจบเดิมทีมันอกมั่นใจเต็มที่พอฟังจางซีหยางร้องสีหน้ากลับเผยความหงุดหงิดรำคาญใจเล็กน้อย
แต่ยิ่งฟังไปเรื่อยๆ สีหน้าจางอวิ๋นซั่งก็เริ่มย่ำแย่ลง นี่คือเพลงใหม่ เพลงใหม่คุณภาพสูงมาก!
ไม่กี่นาทีต่อมาการแสดงจบลง สิบเอ็ดคนในทีมผู้กำกับสีหน้าแตกต่างกันไปไม่มีใครเอื้อนเอ่ย
ผู้จัดการของจางซีหยางรีบเดินเข้ามา
“ผู้กำกับทุกท่านคิดว่ายังไงบ้างครับ?”
หัวหน้าฝ่ายรายการร้องเต้นถามอย่างร้อนรนอดไม่ไหว
“เพลงใหม่นี่ใครแต่ง? พ่อเพลงของเสินฮว่าลงมือเองเลยเหรอ?”
“ไม่ใช่ครับ” ผู้จัดการยิ้มบาง “ผู้ประพันธ์ทั้งเนื้อร้องและทำนองคืออาจารย์ไปตี้ครับ”
ไปตี้?
สิบเอ็ดคนในทีมผู้กำกับบางคนเคยได้ยินบางคนก็ไม่คุ้นชื่อ
หัวหน้าฝ่ายรายการร้องเต้นดูเหมือนจะรู้จักไปตี้
“ที่แท้เป็นไปตี้ไม่แปลกเลย นอกจากพ่อเพลงแล้วก็มีแต่ไปตี้ที่สามารถเขียนเพลงแบบนี้ได้ เพลงนี้ฉันคิดว่า…”
“คืออย่างนี้” รองผู้กำกับขัดขึ้น
“ผมว่าตัวเพลงไม่มีปัญหาแต่พวกเราก็มีเพลงบรรยากาศสดใสรื่นเริงอยู่แล้ว
รายการที่เน้นบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนก็มีไม่น้อย ถ้าเพิ่มมากไปกว่านี้ก็อาจจะล้นได้
อีกอย่างเพลงใหม่ที่ไม่ได้มาจากพ่อเพลงเราก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง”
“ผมเห็นด้วย”
คนข้างรองผู้กำกับกล่าวขึ้น หัวหน้าฝ่ายรายการร้องเต้นไม่พอใจ
“งานตรุษจีนยังต้องกลัวบรรยากาศรื่นเริงเกินไปอีกเหรอ?
เพลงนี้มันเหมือนแต่งมาเพื่อรายการตรุษจีนโดยเฉพาะอยู่แล้ว
ส่วนไปตี้จะใช้พ่อเพลงหรือไม่ไม่น่าจะเป็นประเด็นที่เราต้องสนใจหรอก
สุดท้ายแล้วก็ต้องดูที่คุณภาพของเพลงไม่ใช่เหรอ!”
“ไม่ได้หมายความว่ากลัวบรรยากาศรื่นเริงเกินไป”
ผู้รับผิดชอบอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “เพลงประเภทนี้ในเวทีรายการตรุษจีนมันซ้ำกันมากเกินไปแล้ว!”
“คำว่าซ้ำกันใช้ได้ดีเลย”
คนข้างๆ กล่าว
“แต่ถึงจะซ้ำกันจริงนายก็ต้องยอมรับว่าในบรรดาเพลงประเภทเดียวกันของรายการตรุษจีนปีนี้
เพลงนี้ดีที่สุดแล้ว ฉันรู้สึกว่าเพลงนี้ถึงขนาดเอาไปเปรียบเทียบกับเพลง ‘ทุกสิ่งสมหวัง’ ของหลินเฟิ่งเหมียนเมื่อปีก่อนได้เลย”
“เนื้อร้องชี้นำไม่ค่อยดีมั้ง?”
“ออกจะอวดรวยหน่อยๆ”
“เฮ้ย พูดคำมงคลไม่กี่คำก็เรียกว่าอวดรวยเหรอ?”
“ในเนื้อเพลงมีคำว่าคฤหาสน์หรูนะ!”
“ประชาชนอยากอยู่คฤหาสน์แล้วไง? เขาขยันทำงานไม่ผิดกฎหมายซะหน่อย!”
กลุ่มนี้โต้เถียงกันดังลั่น ผู้กำกับหลักสูดลมหายใจลึก
เขารู้ว่าพวกเขาไม่ได้เถียงเรื่องเพลงแต่เพราะต่างฝ่ายต่างมีคนหนุนหลังไม่เหมือนกัน
“โหวต!”
เขาตัดสินใจใช้วิธีดั้งเดิมที่สุด
“ใครสนับสนุนจางอวิ๋นซั่งยกมือ” ห้าคน
“แล้วใครสนับสนุนจางซีหยาง?”
ก็ยังห้าคน เหลือเพียงผู้กำกับหลักคนเดียวที่ยังไม่ออกเสียง
ผู้กำกับหลักถึงกับเสียใจไม่คิดว่าผลโหวตจะเสมอกันทำให้ตนต้องเป็นคนร้ายเสียเอง จางอวิ๋นซั่ง? หรือจางซีหยาง?
ไม่… นี่ไม่ใช่ปัญหาระหว่างสองคนนั้นแต่มันคือการเลือกระหว่างหลินหลิวหรือหลินซีต่างหาก
ผู้กำกับหลักถอนหายใจ
“ผมขอลงคะแนนให้จางซีหยาง”
หากพูดถึงอำนาจและอิทธิพลหลินหลิวย่อมเหนือกว่าแต่ด้านคุณภาพเพลงและผลการซ้อม
เพลงที่ไปตี้เขียนให้จางซีหยางดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ภายในตระกูลหลินกำลังห้ำหั่นภายนอกก็มีศึกขับเคี่ยว บางตำแหน่งก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ขัดใจใคร
สำหรับเพลงนี้ผู้กำกับหลักยิ่งไม่อาจทำตัวเป็นกลางหรือทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้เลย
คืนนั้นคฤหาสน์ซีเฉิง เลขาจินรายงานหลินเจามู่ในห้องหนังสือ
“หลินหลิวแพ้ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ปลดเธอซะ”
หลินเจามู่เอ่ยเรียบๆ “เละเทะไปหมด”
เลขาจินถาม “แล้วจะจัดเธอไว้ตำแหน่งไหนครับ?”
หลินเจามู่กล่าว
“ในเมื่อทุกคนมีข้อสอบของตน ฉันคงไม่ริบสิทธิ์สอบเธอตรงๆ
แต่… ให้เธอไปฝึกงานในตำแหน่งระดับล่างของสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทสักปีหนึ่งก่อนค่อยว่ากัน
ส่วนจะไปตำแหน่งไหนในระดับล่างก็ให้เธอเลือกเองเถอะ”
เลขาจิน “เข้าใจแล้วครับ”
อีกด้านหนึ่งหลินหลิวถลึงตาใส่จางอวิ๋นซั่ง
“นายเป็นถึงราชาเพลงยังสู้ศิลปินแถวหน้าไม่ได้?”
“เขาร้องเพลงใหม่ไปตี้เป็นคนเขียนนะ!”
“ไปตี้…”
หลินหลิวสูดลมหายใจลึก
“ฉันจะใช้พลังทั้งหมดของทีมเพลงที่สามจัดการเขาซะ…”
ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หลินหลิวกดรับสาย เสียงเลขาจินดังมาจากปลายสายว่า
“คุณหลิวท่านประธานมีคำสั่ง พรุ่งนี้คุณจะถูกย้ายไปสำนักงานใหญ่ ตำแหน่งระดับล่างเลือกได้ตามสะดวกครับ”
หลินหลิวชะงัก ใบหน้าซีดเผือดในพริบตา
อำนาจของเธอมาจากครอบครัวส่วนหนึ่งและจากอิทธิพลของทีมเพลงที่สามของเสินฮว่าอีกส่วน
หากสูญเสียตำแหน่งหัวหน้าทีมเพลงที่สาม อิทธิพลของเธอจะหดหายมหาศาล!
“ฉันจะพบคุณปู่!”
“ท่านประธานจะไม่พบคุณ ท่านบอกว่าอีกหนึ่งปีจะมีการจัดการใหม่
ดังนั้นหนึ่งปีนี้คุณก็สงบเสงี่ยมหน่อยนะครับ”
พูดจบเลขาจินก็ตัดสาย
หลินหลิววางโทรศัพท์อย่างคนไร้วิญญาณ จางอวิ๋นซั่งขยับเข้ามา
“หลิวเออร์เธอเป็นอะไรไป?”
“อวิ๋นซั่ง…”
หลินหลิวมองจางอวิ๋นซั่งด้วยใบหน้าซีดเผือด
“นายจะยังหนุนฉันใช่ไหมหลังจากฉันออกจากทีมเพลงที่สามแล้ว”
“เธอจะออกเหรอ?”
“ฉันถูกย้ายไปสำนักงานใหญ่แต่นายวางใจได้คุณปู่ฉันไม่ใจดำขนาดนั้น!
เมื่อวานเขารับปากแล้วว่าคนตระกูลหลินทุกคนจะได้ข้อสอบกันคนละชุด
ข้อสอบยังไม่แจกเลย ฉันยังมีสิทธิ์สอบอีกหนึ่งปี ฉันจะกลับมา…”
“ได้เลยฉันจะรอเธอนะ!”
จางอวิ๋นซั่งพูดจบหลินหลิวซาบซึ้งจนน้ำตาไหลกอดเขาแน่น
สีหน้าของจางอวิ๋นซั่งอมครึมเล็กน้อยฝืนกลั้นความรังเกียจไว้… ถึงเวลาที่ตนต้องหาบ้านใหม่แล้ว