ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 199 โจวหานจิ้นได้ที่สองอีกแล้ว
ในวันเดียวกับตอนจบของ ‘Conquer’ ออกอากาศ เดือนแรกของปีใหม่ก็จบลง ผลชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลของเดือนนี้ก็ประกาศออกมาแล้ว
‘ขอให้ร่ำรวย’ ของไปตี้คว้าอันดับหนึ่งไปในที่สุด ส่วนอันดับสองเป็นของ ‘คืนนี้’ ที่แต่งโดยเซี่ยฟางสือ พ่อเพลงแห่งเทียนกวง ร้องโดยราชาเพลงโจวหานจิ้น ผลลัพธ์นี้วงการเพลงฉินโจวยอมรับได้อย่างสงบ เพราะ ‘ขอให้ร่ำรวย’ โด่งดังตลอดทั้งเดือนแรกของปีใหม่ แพร่ไปทั่วซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ถ้าไม่ได้ที่หนึ่งสิแปลก
เมื่อเทียบกันแล้ว โจวหานจิ้นที่ได้ที่สองกลับรู้สึกคาใจไม่น้อย แฟนสาวหลี่เซียวดูผลชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลเดือนมกราคม พลันนับนิ้วก่อนจะพูดกับโจวหานว่า
“นี่นายแพ้ไปตี้เป็นครั้งที่สามแล้วนะ”
“แพ้รวดสามครั้งติดเลยนะเนี่ย” ผู้จัดการข้างๆ อดเสริมไม่ได้
โจวหานจิ้นหน้าแดง เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน รีบเถียงว่า
“เดือนสิงหาคมปีสองพันฉันชนะไปตี้ขาดลอยบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลนะ!” จากนั้นก็พูดประโยคที่เข้าใจยากอย่าง “เขาดวงดี” “ห้างช่วยดัน” “เราสูสีกันห้าสิบห้าสิบ” อะไรทำนองนี้
หลี่เซียวกับผู้จัดการของโจวหานจิ้นหัวเราะประสานเสียง บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้น เพราะผลลัพธ์นี้ทุกคนคาดไว้ตั้งแต่กลางเดือน จึงทำใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ต่อให้เรื่องนี้จะทำให้เหล่าราชาราชินีเพลงช็อกกันไม่น้อยก็ตาม ไม่ว่าจะเพราะตีตลาดได้ดีกว่าหรือห้างช่วยปั่นกระแสก็ตาม ในศึกสงครามเทพปีนี้ ไปตี้โค่นพ่อเพลงสามคน พร้อมทั้งราชาราชินีเพลงที่ร่วมงานกับพวกเขาด้วย นี่คือความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้
จึงไม่แปลกที่คนในวงการเรียกไปตี้ว่า ‘พ่อเพลงน้อย’
แต่พวกพ่อเพลงก็ไม่ได้เสียหน้าถึงขั้นนั้น อย่างไรตำแหน่งแชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลก็ไม่ใช่สิ่งที่พ่อเพลงระดับนั้นจะใส่ใจอีกแล้ว มีเพียงโจวหานจิ้นที่น้อยใจจนอยากร้องไห้ รู้สึกว่าไปตี้คือไม้เบื่อไม้เมาของตนอย่างไรอย่างนั้น เจอไปตี้เมื่อไหร่ตนต้องได้ที่สองทุกที! เหตุการณ์แบบนี้เกิดติดกันถึงสามครั้ง สามครั้งเต็มๆ เลยนะ! โจวหานจิ้นเริ่มสงสัยว่าไปตี้จงใจเล่นงานตนหรือเปล่า ราวกับมีบางอย่างกำหนดไว้
“จริงสินายดูชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลเดือนกุมภาพันธ์หรือยัง?” หลี่เซียวถาม
โจวหานจิ้นส่ายหน้า ไม่มีอารมณ์สนใจชาร์ตเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งความสำคัญสู้ศึกแห่งทวยเทพเดือนมกราคมไม่ได้เลย
‘ถ้าไม่มีไปตี้ ฉันก็คงได้เป็นราชาเพลงในศึกทวยเทพไปแล้ว’ เรื่องนี้ติดค้างในใจโจวหานจิ้นหนักกว่าสองครั้งก่อนหน้านี้ที่แพ้ไปตี้เสียอีก
ผู้จัดการของโจวหานจิ้นยิ้มเจื่อน “อันดับหนึ่งของชาร์ตเดือนกุมภาพันธ์ตอนนี้คือเพลง ‘ฟังเสียงทะเล’ ขับร้องโดยหานเยว่ซวง ทั้งเนื้อร้องและทำนองแต่งโดยฉู่ฉือ”
ช่วงนี้ฉู่ฉือกับไปตี้ดังเกินไปแล้ว! สมญาดาวคู่แห่งวงการเพลงยิ่งฝังลึกในใจผู้คน
หลี่เซียวถอนหายใจ “ทุกวันนี้พอได้ยินชื่อไปตี้กับฉู่ฉือ ทีมนักแต่งเพลงในบริษัทเราก็ขยาดกันหมด”
ฉู่ฉือไม่ด้อยไปกว่าไปตี้เลยจริงๆ หลี่เซียวเองก็เคยแพ้ฉู่ฉือในชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลมาก่อนจึงจำเขาได้แม่น ราชินีเพลงคนนี้ยังแอบดูไลฟ์ของอีกฝ่ายด้วย ถึงขั้นกลายเป็นแฟนคลับฉู่ฉือไปแล้ว แน่นอนว่าโจวหานจิ้นไม่รู้เรื่องนี้เลย ในฐานะราชินีเพลง หลี่เซียวไม่มีทางบอกใครๆ ว่าตนเป็นแฟนคลับฉู่ฉือแน่
บ้านเมฆวารี หลินจือไปกำลังฟังเพลง
“เขียนจดหมายบอกฉันที วันนี้ทะเลเป็นสีอะไร ทุกค่ำคืนทะเลที่อยู่เคียงเธอรู้สึกอย่างไร สีเทาคือไม่อยากเอ่ย สีฟ้าคือความเศร้าตรม แล้วเธอผู้พเนจร หัวใจรักอิสระจะหยุดลงที่ใด เขียนจดหมายบอกฉันที คืนนี้เธออยากฝันถึงอะไร ในฝันหรือนอกฝัน ฉันคือคนที่เธอเลือกไม่ได้หรือเปล่า ฉันกลุ้มใจกระสับกระส่ายทั้งคืน หลับตาไม่ลง ทำไมทั้งที่เธอมีใจกลับไม่ยอมเข้าใกล้…”
เพลง “ฟังเสียงทะเล’ ต้นฉบับร้องโดยอาเมย หลินจือไปมอบให้หานเยว่ซวงเป็นผู้ขับร้อง สไตล์ของหานเยว่ซวงแตกต่างจากอาเมยอยู่บ้าง แต่การร้องเพลงนี้ของเธอก็มีเสน่ห์เฉพาะตัวไม่แพ้ต้นฉบับ ช่วงเวลาปล่อยเพลงนี้ก็เลือกได้ดี พอศึกทวยเทพจบ การแข่งขันชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลเดือนกุมภาพันธ์ยังไม่ดุเดือด ก็รีบปล่อยเพลงออกมาคว้าอันดับหนึ่งเดือนกุมภาพันธ์ทันที ตอนนี้ดูเหมือนว่ากลยุทธ์นี้จะได้ผล
แล้วหลินจือไป ยังมอบเพลง ‘Bubble’ ให้หานเยว่ซวงอีกเพลง แต่หานเยว่ซวงบอกว่าเธอชอบเพลงนั้นมากกว่า จึงอยากเก็บไว้ปล่อยทีหลัง ทำไมไม่ปล่อยพร้อมกัน? เพราะหานเยว่ซวงต้องการให้รายได้ของตัวเองสูงที่สุด เธอจึงรอให้กระแสของเพลงนี้ซาลงก่อนแล้วค่อยปล่อย ‘Bubble’ ออกมา เธอจะได้กอบโกยกระแสฮิตรอบใหม่ แสดงให้เห็นว่าคิดคำนวณอย่างรอบคอบ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีเพลงดีๆ อยู่เต็มตะกร้าเหมือนหลินจือไป
พูดตามตรงตอนนี้หลินจือไปไม่ได้ใส่ใจกับชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลสักเท่าไหร่แล้ว แต่รางวัลที่ควรได้ก็ยังต้องเอามา เพราะตำแหน่งพ่อเพลงหลินจือไปก็ยังจำเป็นต้องไขว่คว้า ขณะนั้นเองหลินซีโทรเข้ามา
“ผลโหวตออกแล้ว คุณลุงได้เป็นหัวหน้าทีมเพลงที่สามของเสินฮวา แผนการของเราสำเร็จไปหนึ่งในสามส่วนแล้วนะ”
“หนึ่งในสามส่วน?” หลินจือไปเลิกคิ้วเล็กน้อย คำพูดนี้น่าสนใจทีเดียว
หลินซือธิบาย “ถึงลุงได้เป็นหัวหน้าทีมเพลงที่สามก็จริง แต่พ่อเพลงเวยเซียนเซียงของทีมสามย้ายสัญญาไปอยู่ทีมหก ราชาเพลงจางอวิ่นซั่งก็ย้ายไปทีมเจ็ด หัวหน้าทีมหกคือคนของลุงใหญ่ หัวหน้าทีมเจ็ดคือคนของลุงรอง”
หลินจือไปเข้าใจทันที กล่าวคือแม้ลุงเวินเลี่ยงจะได้นั่งตำแหน่งหัวหน้าทีมเพลงที่สามแล้ว แต่รายได้หลักของแผนกกลับถูกลุงใหญ่กับลุงรองแบ่งไปหมด พูดอีกอย่างคือการปรับเปลี่ยนบุคลากรครั้งนี้ทั้งสามฝ่ายต่างก็ได้ผลประโยชน์ ลุงใหญ่ได้พ่อเพลงเวยเซียนเซียง ลุงรองได้ราชาเพลงจางอวิ่นซั่ง ส่วนลุงก็สมหวังกับตำแหน่งหัวหน้าทีมเพลงที่สาม
“ไม่ใช่แค่เวยเซียนเซียงกับจางอวิ่นซั่งนะ ศิลปินตัวท็อปของทีมสามหลายคนก็โดนลุงใหญ่ลุงรองดึงตัวไปแล้ว ทีมสามที่ลุงได้ไม่ถึงกับร้างแต่ศักยภาพโดยรวมก็ตกลงมาก เหมือนแม่ทัพนายกองไร้ทหาร ต่อไปอันดับผลงานคงรั้งท้ายแน่ๆ” หลินซีได้แต่ปลง ผลลัพธ์นี้ไม่แย่แต่ก็ไม่ถือว่าดี หลินจือไปหรี่ตาเล็กน้อย ลุงใหญ่กับลุงรองลงมือได้ร้ายกาจ ถึงกับเล่นไม้ตายแบบถอนรากถอนโคน
“ผลลัพธ์นี้พอรับได้” หลินจือไปยิ้ม “อย่างน้อยก็พิสูจน์แล้วว่าเราพอจะสู้กับลุงใหญ่ลุงรองได้บ้างแล้ว”
“ก็จริง” หลินซีก็ยิ้มออกมาเช่นกัน เมื่อก่อนเรื่องแบ่งเค้กแบบนี้ครอบครัวตนไม่มีทางได้เข้าร่วมด้วยซ้ำ ถึงจะเป็นแม่ทัพไร้ทหารก็ยังเป็นแม่ทัพอยู่ดี หลินซีจะช่วยลุงฟื้นฟูทีมเพลงที่สามเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฝั่งหลินจือไปที่อนาคตจะช่วยหนุนลุงอย่างเต็มที่แน่นอน
“ฟังเสียงร้องไห้ของทะเล เศร้ากับใครที่ถูกทำร้ายหัวใจ แต่กลับยังไม่ตื่น แน่นอนไม่ใช่ฉัน อย่างน้อยฉันยังเยือกเย็น แต่น้ำตา… กระทั่งน้ำตาก็ยังไม่เชื่อฟัง ฟังเสียงร้องไห้ของทะเล ทะเลผืนนี้ช่างอ่อนไหว ร้องไห้จนฟ้าสว่าง เขียนจดหมายถึงฉันนับเป็นสัญญาสุดท้าย บอกฉันทีตอนจากฉันไปรู้สึกอย่างไร…”
ช่องข่าวในห้องส่งรายการ ‘บันเทิงไร้วงการ’
เพลง “ฟังเสียงทะเล’ แชมป์ชาร์ตเพลงประจำเดือนนี้เปิดคลอเป็นแบ็คกราวด์ พิธีกรชายฟังจบแล้วกล่าวว่า
“นี่คือเพลง ‘ฟังเสียงทะเล’ ที่ฉู่ฉือแต่งให้หานเยว่ซวง ร้องได้ไพเราะมากๆ เลยครับ ผมเปิดฟังตั้งแต่ขับรถมาทำงานตอนเช้าแล้ว ดูท่าว่าแชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลเดือนนี้คงจะตกเป็นของฉู่ฉือกับหานเยว่ซวงแล้วนะครับ”
ข้างๆ พิธีกรหญิงพูดเสริม
“ในโลกออนไลน์มีคนถามกันตลอดว่า ตกลง 3C ของคุนเผิงใครคือตัวจริงกันแน่ บางคนบอกว่าเป็นจวินหลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาและวาไรตี้ บางคนบอกว่าเป็นฉู่ฉือที่เก่งทั้งแต่งเองร้องเอง บางคนก็ว่าเป็นปู่เยโหวที่ถนัดด้านนิยายและบทละคร เพื่อคำตอบอย่างเป็นทางการ วันนี้เราจึงเชิญเจียงเฉิง ตัวแทนจากคุนเผิงอินเวสต์เมนต์มาพูดคุยค่ะ!”
เสียงปรบมือดังขึ้นในสตูดิโอ เจียงเฉิงไปออกรายการทอล์กโชว์ข่าว ‘บันเทิงไร้วงการ’ จริงๆ ครั้งแรกที่ขึ้นจอเขาให้ความสำคัญมาก จัดชุดสีสันฉูดฉาดเต็มยศให้ตนเอง ดูแล้วขึ้นกล้องไม่น้อย
“บอกคำตอบให้พวกเราได้ไหมครับ?” พิธีกรชายจ้องเจียงเฉิงอย่างสนใจ เขาเป็นดาวรุ่งแห่งวงการบันเทิงจนแม้แต่สามค่ายยักษ์ใหญ่ก็ยังอยากดึงตัวไปร่วมงาน
“ถ้าอย่างนั้นผมขอถามพวกคุณก่อน” เจียงเฉิงคิดครู่หนึ่งแล้วว่า “คุณกล้าวิจารณ์หัวหน้าตัวเองในรายการไหมครับ?”
พิธีกรชายส่ายหน้า “ในรายการไม่กล้า แต่ลับหลังเรากล้ามากเลยครับ”
ผู้ชมทางบ้านหัวเราะครืน ความสนุกของรายการนี้อยู่ที่พิธีกรพูดตรงและเป็นกันเองนี่แหละ
“เดี๋ยวก่อนนะคะ!” พิธีกรหญิงจับประเด็นสำคัญได้ “งั้นคุณเจียงหมายความว่าสามท่านนั้นเป็นหัวหน้าคุณเหรอคะ?”
“ผมเป็นตัวแทนของคุนเผิงอินเวสต์เมนต์” เจียงเฉิงยิ้ม “ส่วนปู่เยโหว ฉู่ฉือ และจวินหลิน ต่างก็ถือหุ้นในคุนเผิงอินเวสต์เมนต์เหมือนกัน ดังนั้นจะบอกว่าทั้งสามเป็นหัวหน้าผมก็ไม่ผิดหรอกครับ”
โอ้โห! ข่าวนี้เด็ดดวง! ไม่แปลกที่ฉู่ฉือ ปู่เยโหว และจวินหลิน จะทุ่มเทให้กับคุนเผิงมาตลอด ทั้งที่ไปอยู่สามค่ายใหญ่คงได้ข้อเสนอที่ดีกว่า ถ้าถือหุ้นอยู่ก็สมเหตุสมผลแล้ว
พิธีกรชายทำหน้าอยากรู้ “พอจะบอกได้ไหมครับว่าทั้งสามคนถือหุ้นคุนเผิงอยู่คนละเท่าไหร่?”
“เรื่องนี้เป็นความลับครับ” เจียงเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้มต่อว่า “เจ้านายไม่ให้บอกครับ”
พิธีกรหญิงครุ่นคิด “งั้นแสดงว่าเจ้าของคุนเผิงยังมีอีกคนเหรอคะ?”
เจียงเฉิงยักไหล่ “ตามที่คิดนั่นแหละครับ ผมเป็นผู้จัดการมืออาชีพ ถึงจะมีหุ้นคุนเผิงอยู่บ้างแต่สัดส่วนเล็กน้อยครับ”
ในความเป็นจริง หุ้นของคุนเผิงหลินจือไปถือผ่านกองทุนส่วนตัวไปแล้วเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ เจียงเฉิงถืออยู่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ เป็นส่วนที่หลินจือไปตั้งใจให้โดยเฉพาะ เพื่อให้เจียงเฉิงได้มีส่วนแบ่งกำไรของบริษัท คนในวงการที่กำลังดูรายการนี้อยู่ถึงกับใจสั่น แม้จะเคยเดากันมาก่อนแต่พอได้ยินเจียงเฉิงพูดจากปากเองก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ ฉู่ฉือ ปู่เยโหว และจวินหลิน ต่างก็ถือหุ้นคุนเผิง! ถ้าเจียงเฉิงไม่ใช่เจ้าของ แล้วเจ้าของตัวจริงคือใคร?
พิธีกรพยายามซักแต่ชัดเจนว่าเจียงเฉิงไม่ยอมเผย
“ส่วนใหญ่การตัดสินใจในบริษัทเป็นผม เจ้านายผมค่อนข้างสโลว์ไลฟ์ ไม่ชอบเป็นจุดสนใจเท่าไหร่ครับ”
“งั้นพูดถึงเรื่องซุบซิบ 3C ของคุนเผิงแล้วกันครับ พวกเขาสนิทกันมากไหม?”
“ใช่ครับ สนิทกันมาก”
“เล่ารายละเอียดหน่อยค่ะ?”
“พวกเขาสามคนอยู่บ้านเดียวกันครับ”
“หา!”
“งั้นอาจารย์จวินหลินก็เป็นผู้ชายเหรอคะ?”
“ใช่ครับ เฮๆๆ! พวกคุณอย่าทำหน้าประหลาดแบบนั้นสิครับ พวกเขาเป็นแค่เพื่อนกัน…”
“นิสัยพวกเขาเป็นยังไงครับ?”
“ฉู่ฉือค่อนข้างแตะต้องยาก พวกคุณก็คงรู้นะ”
“ผมรู้ครับ ผมเคยดูฉู่ฉือไลฟ์สด มีคนสงสัยเลยโดเนตเป็นล้านให้เขาแต่งเพลงสด สุดท้ายโดนฉู่ฉือตอกกลับหน้าแตก หัวหน้าทีมเพลงเสินฮว่าหลินหลิวทำให้เขาไม่พอใจ ตอนนี้ว่ากันว่าโดนปลดแล้ว…”
“แล้วปู่เยโหวล่ะคะ?”
“ปู่เยโหวออกจะหม่นๆ หน่อย หม่นๆ”
“ส่วนจวินหลินก็คงสไตล์สโลว์ไลฟ์ละมั้งครับ เขาถึงขั้นปฏิเสธการเข้าร่วมจัดอันดับดาราเลย เขาไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้”
เจียงเฉิงแต่งเติมเรื่องราวเต็มที่ และเพราะตอนนี้เต็มไปด้วยข่าววงในและซุบซิบ 3C ของคุนเผิง เรตติ้งรายการจึงพุ่งสูงลิ่ว ถึงขั้นแซง ‘If You Are The One’ ที่คุนเผิงผลิตเอง กลายเป็นรายการยอดนิยมอันดับสองของฉินโจวทันที และในวันเดียวกัน ตารางจัดอันดับดาราก็อัปเดต!
ฉู่ฉือก้าวสู่ระดับดาราแถวสี่อย่างเป็นทางการแล้ว!
แน่นอนว่านี่ไม่เกี่ยวกับข่าวลือของเจียงเฉิง แต่เป็นเพราะเพลง “ฟังเสียงทะเล’ ที่ฉู่ฉือแต่งให้หานเยว่ซวงครองอันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล เรื่องนี้แฟนคลับฉู่ฉือย่อมตื่นเต้นเป็นธรรมดา แต่แฟนคลับของไปตี้กลับเริ่มกดดัน เพราะก่อนหน้านี้ไปตี้อยู่แถวสี่ ส่วนฉู่ฉืออยู่แค่แถวห้า ไปตี้เลยรู้สึกได้เปรียบกว่านิดหน่อย แต่ตอนนี้ความได้เปรียบนั้นไม่มีอยู่อีกแล้ว สองดาวคู่แห่งวงการเพลงคู่นี้ราวกับพันธนาการควอนตัม ยิ่งแยกแพ้ชนะออกจากกันได้ยากขึ้นทุกที