ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 230 อู๋ฉือเข้าสู่แถวสาม!
มีแต่เรียกชื่อผิด ไม่มีเรียกฉายาผิด หลายวันถัดมาเพลงแต่งงานทั้งสามถูกค่ายเพลงใหญ่หลายแห่งทุ่มเงินซื้อไปในด้วยราคาสูงลิ่ว มีนักร้องระดับแถวหน้าหลายคนอัดเพลงปล่อยออกมา อู๋ฉือจึงมีฉายาปรมาจารย์งานวิวาห์ไปโดยสมบูรณ์…
ซูเฉิง หยางเฉิง และเมืองอื่นๆ อีกมากมาย หลายวันนี้ตามเมืองใหญ่ๆ ในฉินโจว ไม่ว่าคู่รักไหนจัดงานแต่งงาน ก็หนีไม่พ้นต้องเปิดเพลงของอู๋ฉือ อย่างน้อยหนึ่งในสามเพลงนี้ สุดท้ายก็มีแต่จะเลือกหนึ่งเพลง สองเพลง กระทั่งใช้ครบทั้งสามเพลงเลยก็มี
ฝั่งนี้เปิด “แด่พวกคุณ” ฝั่งนั้นเปิด “เราแต่งงานกันนะ” แล้วยังมีคู่บ่าวสาวที่ขึ้นเวทีร้อง “วันนี้เธอต้องแต่งงานกับฉัน” ด้วยกันอย่างซาบซึ้ง กระทั่งคนทั้งงานร้องคลอตาม เพราะทั้งสามเพลงนี้ไม่ได้ร้องยากเลย ทำนองกับเนื้อร้องก็จำง่าย แค่ไปงานแต่งไม่กี่ครั้งก็ร้องตามได้แล้ว!
บนโลกออนไลน์ แพลตฟอร์มจี๋กวง แฮชแท็ก ‘ปรมาจารย์งานวิวาห์อู๋ฉือ’ ทะยานขึ้นติดเทรนด์หลายรอบ คนส่วนใหญ่ไม่ได้บ่นจริงจังแต่เรียกว่าแซวกันขำๆ มากกว่า!
‘พวกนายไปงานแต่งมาบ้างไหม? พักนี้ฉันไปมาหลายงานเลย รู้สึกเหมือนทั่วโลกเปิดแต่เพลงของอู๋ฉือกันหมด!’
‘ฉันเป็นพิธีกรงานแต่ง อาทิตย์นี้จัดมาสามงานแล้ว บ่าวสาวทั้งสามคู่เลือกเพลงของอู๋ฉืออย่างไม่ลังเลเลย โดยเฉพาะ “วันนี้เธอต้องแต่งงานกับฉัน” นี่ฮิตสุด!’
‘“เราแต่งงานกันนะ” ก็มีคนเลือกเยอะเหมือนกัน’
‘ที่สำคัญคือพิธีกรงานแต่งแทบทุกคนตอนนี้เริ่มหัดร้องเพลง “แด่พวกคุณ” กันแล้ว ไว้ร้องให้คู่บ่าวสาวในงานโดยเฉพาะ’
‘ปรมาจารย์งานวิวาห์ไม่ได้เรียกกันเล่นๆ เลย!’
‘คู่รักแต่งงานใหม่ช่วงนี้ควรส่งขนมมงคลให้อู๋ฉือบ้างนะ!’
‘ตอนนี้คนในวงการจัดงานแต่งแทบจะร้องเพลงสามเพลงของอู๋ฉือกันได้หมดแล้ว!’
‘เมื่อวานฉันไปงานแต่งเพื่อน แต่ไม่ได้ยินเพลงสามเพลงที่พวกเธอพูดถึงเลย’
‘งั้นก็แปลกนะ’
‘จริงๆ ก็ไม่แปลกหรอก เพราะเพื่อนฉันเปิด “เพลงรักเล็กๆ” น่ะ’
‘ฮ่าๆๆๆ ขำจะตายอยู่แล้ว’
นั่นก็ยังเป็นเพลงของปรมาจารย์งานวิวาห์เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? สรุปคือตอนนี้ใครจะแต่งงานก็หนีเพลงของปรมาจารย์ท่านนี้ไม่พ้นเลยสินะ?
ขณะเดียวกันภายในบ้าน เวลานี้หลินจือไป๋รู้สึกว่าตัวเองยิ่งนับวันยิ่งเข้าถึงชาวบ้านขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้มีฉายา ‘ปรมาจารย์เต้นกลางลาน’ ก็แล้วไป ไหงตอนนี้กลายเป็น ‘ปรมาจารย์งานวิวาห์’ ไปแบบงงๆ?
แต่แบบนี้ก็ดี ยิ่งเข้าถึงผู้คนได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลายเป็นขวัญใจมหาชนได้มากเท่านั้น คะแนนนิยมพุ่งกระฉูด! แม้แต่เจียงเฉิงที่โทรหาหลินจือไป๋ก็ยังเริ่มเล่นมุกใส่
“ปรมาจารย์งานวิวาห์ โปรดรับการคำนับจากข้าน้อยด้วย!”
“เก็บสักหนึ่งร้อยยังพอได้” หลินจือไป๋บ่นกลับ
จากนั้นเจียงเฉิงจึงพูดเข้าเรื่อง “การลงทุนกับบริษัทเกม MG ของเราดำเนินการเรียบร้อยแล้วครับ พวกเขายังรับชื่อเกมที่เราเสนอไปด้วยครับ เกมนี้ชื่อว่า “เกียรติยศวีรบุรุษ” เพราะ MG มีเกมหนึ่งชื่อ “เกียรติยศศึกโต้กลับ” อยู่ก่อนแล้ว ชื่อเกมใหม่ที่ใช้รูปแบบเกียรติยศต่อท้ายก็เข้ากับรสนิยมของบริษัทนี้อย่างมาก ยิ่งพอรู้ว่าไอเดียนี้มาจากจวินหลิน นักวางแผนของคุนเผิง บริษัทก็ยิ่งเห็นดีเห็นงาม”
“อืม” หลินจือไป๋ยิ้ม เขามองว่า “เกียรติยศวีรบุรุษ” เกมนี้มีแววจะฮิตติดกระแส ถ้าเกมนี้ไปถึงระดับเดียวกับ ‘League of Legends’ ในโลกก่อนได้ละก็ ต่อไปคุนเผิงก็จะมี ‘เครื่องพิมพ์เงิน’ เพิ่มขึ้นอีกเครื่อง!
จริงๆ ตอนนี้หลี่อวี่ไลฟ์ก็เป็นเครื่องพิมพ์เงินขนาดย่อมอยู่แล้ว แพลตฟอร์มนี้ครองบัลลังก์เจ้าใหญ่แห่งตลาดไลฟ์สตรีมได้อย่างมั่นคง! เพราะหลี่อวี่ไลฟ์เดินนำหน้าคู่แข่งทั้งหมดอีกครั้ง ด้วยรูปแบบการไลฟ์สุดแปลกใหม่สารพัดที่โผล่มาพร้อมกัน ผู้คนจำนวนมากที่ไม่เคยชอบดูไลฟ์ ยังเจอคอนเทนต์ที่ตัวเองสนใจได้ ส่วนแพลตฟอร์มอื่นๆ ต่อให้อยากตามกระแส ก็ยังต้องใช้เวลา ไม่เหมือนหลินจือไป๋ที่เตรียมการไว้ล่วงหน้านานแล้ว
อาจเป็นเพราะสามเพลงแต่งงานของอู๋ฉือกำลังฮิตถล่มทลาย เมื่อเดือนพฤษภาคมมาถึง ในวันนี้การจัดอันดับคนดังของฉินโจวก็ได้รับการอัปเดตใหม่!
อู๋ฉือเข้าสู่แถวสามอย่างเป็นทางการ!
หลินจือไป๋เองก็เพิ่งรู้เรื่องนี้จากข่าว
‘อู๋ฉือทะลวงเข้าสู่แถวสาม!’
‘อู๋ฉือไล่บี้ไป๋ตี้ทุกฝีก้าว!’
‘ต่อจากไป๋ตี้ อู๋ฉือก็ก้าวสู่แถวสามแล้วเช่นกัน!’
‘ศึกดาวคู่แฝดแห่งวงการเพลงยังคงดุเดือด!’
‘อู๋ฉือกลายเป็น “ปรมาจารย์งานวิวาห์” ผู้คนรู้จักกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ!’
‘แฟนคลับอู๋ฉือบนแพลตฟอร์มจี๋กวงทะลุยี่สิบล้าน!’
สิ่งที่ไป๋ตี้มี อู๋ฉือก็มี นายเข้าแถวสาม ฉันก็เข้าแถวสาม แฟนคลับนายทะลุยี่สิบล้าน ฉันก็ทะลุเช่นกัน ไม่แปลกที่แฟนคลับสองฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร
แม้แต่พิธีกรรายการ ‘บันเทิงไร้วงการ’ ตอนล่าสุด ก็ยังหยิบยกศึก ‘ดาวคู่แฝดแห่งวงการเพลง’ มาพูดขำๆ
พิธีกรหญิง: “อู๋ฉือไล่ตามรอยเท้าไป๋ตี้มาตลอดเลยนะคะ”
พิธีกรชาย: “ผมว่าไม่นับว่าไล่ตามนะครับ เพราะไป๋ตี้เดบิวต์ก่อนอู๋ฉือ ดังนั้นเลยนำหน้าอยู่นิดหนึ่ง”
พิธีกรหญิง: “งั้นคุณคิดว่าอู๋ฉือเก่งกว่าเหรอคะ?”
พิธีกรชาย: “สองคนนี้ถือว่ากินกันไม่ลงนะ แต่ผมเองก็เอนเอียงไปทางอู๋ฉือมากกว่า ไป๋ตี้ยาวหนุ่มก็จริง เมื่อเทียบอายุกับความสำเร็จแล้วเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเลยก็ว่าได้ แต่คุณเคยดูไลฟ์ของอู๋ฉือไหม ถึงเขาจะไม่เปิดเผยใบหน้า แต่ฟังจากเสียงเขาก็ดูหนุ่มมากเลยนะครับ”
“ก็จริงนะคะ” แขกรับเชิญของรายการวันนี้กล่าวว่า “ผมดูไลฟ์ของอู๋ฉือมาตลอด ทั้งจากสไตล์การพูดไปจนถึงผลงานของเขา ผมคิดว่าเขาน่าจะอายุไม่มาก ส่วนเสียงอาจผ่านซอฟต์แวร์ปรับแต่งมาบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ยังดูเด็กอยู่มากเลยครับ”
“ไม่รู้เลยว่าอู๋ฉืออายุเท่าไหร่”
“น่าจะโตกว่าไป๋ตี้ละมั้ง”
“แต่ก็คงไม่ได้มากนักหรอก”
“ยิ่งไปกว่านั้น การแต่งเพลงของอู๋ฉือนี่เร็วมากจริงๆ!”
ตัวตนของไป๋ตี้เปิดเผยแล้ว ส่วนตัวตนของอู๋ฉือยังเป็นปริศนาอยู่ แต่สไตล์การไลฟ์ของคนคนนี้เต็มไปด้วยความเป็นวัยรุ่นชัดเจน ฟังจากเสียงร้องก็รู้ได้เลยว่าอายุยังน้อยแน่นอน
“ทุกคนเรียกไป๋ตี้ว่าพ่อเพลงน้อยแล้ว ทำไมอู๋ฉือจะไม่ใช่พ่อเพลงน้อยด้วยอีกคนละ?”
ทั้งสองคนต่างขึ้นไปสู่แถวสามแล้ว ดูท่าว่าการก้าวสู่แถวสองในอนาคตเป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น เพราะทั้งคู่ยังไม่ถึงขีดจำกัดของพรสวรรค์เลย ไม่แน่ว่าในอนาคตดาวคู่แฝดแห่งวงการเพลงคู่นี้อาจกลายเป็นพ่อเพลงก็เป็นได้?
เทปนี้ของรายการเรียกได้ว่าสนุกมากจริงๆ พิธีกรชายออกตัวชัดว่าเชียร์อู๋ฉือมากกว่า ส่วนพิธีกรหญิงก็เป็นแฟนคลับของไป๋ตี้ ดังนั้นคำพูดของทั้งคู่จึงเอนเอียงชัดเจน จนถึงขั้นดูเหมือนแย้งกันเล็กๆ ทำให้คนดูดูไปก็หัวเราะไป ดูสิการตอบโต้กันไปมาของสองพิธีกร เหมือนกับความสัมพันธ์ของแฟนคลับของไป๋ตี้กับอู๋ฉือไม่มีผิด ต่างฝ่ายต่างควบคุมตัวเองแต่ก็ไม่ยอมรับกันและกันง่ายๆ!
และที่ไม่ต้องสงสัยเลยคือ เมื่ออู๋ฉือก้าวสู่แถวสาม ความได้เปรียบทางจิตใจของแฟนคลับไป๋ตี้ก็หายไปอีกครั้ง ถือว่าเสมอกันแบบห้าสิบต่อห้าสิบอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน ในช่วงสองสามวันนี้โปรเจกต์ของสำนักพิมพ์เสินฮวาก็ยังคงอยู่ในช่วงพัฒนาอย่างร้อนแรงต่อเนื่อง ซอฟต์แวร์ฟังหนังสือก็พัฒนามาได้ครึ่งทางแล้ว และเมื่อพัฒนาเสร็จ หลินจือไป๋จะปล่อย “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน” นิยายเล่มใหม่ของปู่เยโหวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเหมาะกับรูปแบบหนังสือเสียงมาก
หลังจากอู๋ฉือจบไลฟ์ หลินจือไป๋ก็ลงมือเขียนนิยายเรื่องนี้ต่อเนื่องมาตลอด ในวันที่หนึ่งเดือนพฤษภาคม หลินจือไป๋พิมพ์แป้นคีย์บอร์ดเสียงดังต่อกแต็ก จากนั้นก็เหยียดแขนบิดขี้เกียจอ้าปากหาว ก่อนจะเขียน “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน” เสร็จสมบูรณ์ในที่สุด หนังสือเล่มนี้มีความยาวเกือบสี่ล้านตัวอักษร ถือเป็นนิยายยาวขนานแท้
ในต้นฉบับมีรูโหว่บางจุดยังไม่ถูกอุด แต่ระบบขึ้นชื่อว่าละเอียดรอบคอบรัดกุม ช่องโหว่เหล่านั้นได้ถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์และสมเหตุสมผลแล้ว
อีกด้านหนึ่ง เว็บไซต์ออนไลน์ของสำนักพิมพ์เสินฮวาก็ใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว ก่อนหน้านี้หลินจือไป๋ตั้งชื่อเว็บนี้ว่า ‘เว็บวรรณกรรมฉินโจว’ จู่ๆ ช่วงหลังเขาก็รู้สึกว่าขอบเขตแคบไปหน่อย จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็น ‘เว็บวรรณกรรมบลูสตาร์’ ฟังดูยิ่งใหญ่อลังการขึ้นเยอะเลยใช่ไหม?
ระหว่างที่โครงการนี้ดำเนินไป หลินจือไป๋ลงมาคุมงานด้วยตัวเองหลายครั้ง เช่นการแบ่งประเภทของนิยายบนเว็บไซต์เป็นแนวเมือง, แฟนตาซี, เทพเซียน, ประวัติศาสตร์, แฟนตาซีตะวันตก, ไซไฟ, สืบสวนสอบสวน ฯลฯ โดยรวมคล้ายกับเว็บวรรณกรรมจีเตียนในชาติก่อน แต่ละหมวดหมู่มีบรรณาธิการรับผิดชอบหลายคน โดยมีหัวหน้าบรรณาธิการคอยดูแลรวมอีกที
หลังจากปรับปรุงมาระยะหนึ่ง เว็บไซต์ก็สร้างเสร็จสมบูรณ์โดยพื้นฐานแล้ว จากนั้นหลินจือไป๋ได้ปล่อยข่าวการก่อตั้งเว็บวรรณกรรมบลูสตาร์ออกไปล่วงหน้าแล้ว
สำหรับนักเขียนที่มีชื่อเสียงในวงการอยู่แล้ว เว็บไซต์แบบนี้ย่อมไม่สำคัญอะไร พวกเขามีสำนักพิมพ์คู่สัญญาที่มั่นคง ไม่ต้องกังวลเรื่องช่องทางการเผยแพร่ผลงานเลย แต่สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ที่ส่งต้นฉบับไปหาสำนักพิมพ์แต่โดนปฏิเสธซ้ำๆ แล้ว เว็บนี้กลับกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ดึงดูดใจไม่น้อยเลย ฟึ่บๆๆ!
หลายคนเริ่มส่งต้นฉบับเข้ามาอย่างล้นหลาม!
ในชาติก่อนที่ประเทศจีน ก่อนที่เว็บวรรณกรรมจีเตียนจะเกิดขึ้น หลายคนมักเขียนนิยายลงเว็บบอร์ดเทียนหยาและเทียปา โดยส่วนใหญ่เขียนไปด้วยใจรักล้วนๆ จนกระทั่งเว็บไซต์จีเตียนปรากฏขึ้น นักเขียนออนไลน์ถึงจะสามารถสร้างรายได้จากระบบ VIP ที่ต้องเสียเงิน แม้ตอนนั้นคนในวงการจะไม่ค่อยมั่นใจในระบบ VIP เพราะคิดว่านิยายออนไลน์เก็บเงินจะไม่มีคนอ่านก็ตาม…
อันที่จริงฉินโจวก็ไม่ต่างกัน มีนักเขียนออนไลน์จำนวนหนึ่งที่เขียนด้วยใจรัก ผลงานของพวกเขายังไม่ถึงเกณฑ์ตีพิมพ์เล่ม จึงเผยแพร่ฟรีบนโลกออนไลน์ ดังนั้นการถือกำเนิดของเว็บวรรณกรรมบลูสตาร์จึงดึงดูดคนกลุ่มนี้ได้แน่นอน
“แล้วหัวหน้าบรรณาธิการเป็นใคร?”
หัวหน้าโปรเจกต์เป็นคนของหลินจือไป๋ที่คัดเลือกมาจากในสำนักพิมพ์ ส่วนรายชื่อบรรณาธิการหมวดกับหัวหน้าบรรณาธิการเว็บนั้นได้รับการอนุมัติจากประธานบริษัทแล้ว แต่ตำแหน่งหัวหน้าบรรณาธิการใหญ่ยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งตำแหน่งนี้สำคัญมากทีเดียว
“ปู่เยโหวแล้วกัน”
หลินจือไป๋คิดอยู่สักพักก็ตัดสินใจให้ ‘ปู่เยโหว’ มารับหน้าที่หัวหน้าบรรณาธิการชั่วคราว เหตุผลหลักก็เพราะนักเขียนออนไลน์ในโลกนี้ยังไม่มีใครเข้าใจอะไรเท่าไหร่ เขาจึงต้องลงมือชี้ทางให้ด้วยตัวเอง!
“ปู่เยโหว?” หัวหน้าโปรเจกต์เว็บวรรณกรรมบลูสตาร์ถึงกับงุนงง “ถึงปู่เยโหวจะเขียนนิยายเก่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นบรรณาธิการที่ดีนี่ครับ อีกอย่างเขาจะยอมรับตำแหน่งนี้เหรอครับ?”
“เขารับแน่ครับ ส่วนจะทำได้ดีไหมเรื่องนี้คุณไม่ต้องห่วง อีกอย่างมันก็แค่ตำแหน่งชั่วคราว”
หลินจือไป๋ไม่อยากอธิบายอีกฝ่ายให้ยืดยาว เขารู้ว่าผู้บริหารหลายคนในบริษัทไม่ค่อยเชื่อมั่นในเว็บวรรณกรรมบลูสตาร์ แม้แต่ทีมงานหลายคนที่รับผิดชอบเว็บไซต์นี้เองก็ยังไม่แน่ใจในอนาคตของมัน ใจคอจึงตุ้มๆ ต่อมๆ ไม่มีทางเลือกได้แต่ใช้ผลงานจริงพิสูจน์ให้คนพวกนี้เข้าใจเอง
ดังนั้นชื่อ ‘ปู่เยโหว’ จึงถูกใส่ลงในช่องหัวหน้าบรรณาธิการของเว็บไซต์ทันที แต่ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ก็กลับทำเอาวงการสำนักพิมพ์ถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน!