ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 233 เว็บวรรณกรรมบลูสตาร์ใกล้เปิดตัว
คฤหาสน์ซีเฉิง เลขาจินกำลังรายงานสถานการณ์การทำงานให้หลินเจามู่
“แบรนด์ที่หลินกงบ้านคุณชายใหญ่รับผิดชอบ ทั้งน้ำผลไม้อีเลอกัวจือ ชานมชุนเซียง และหมากฝรั่งเซวียนมาย ส่วนแบ่งทางการตลาดในช่วงนี้ล้วนลดลงในระดับที่ต่างกันไป ถูกคู่แข่งแย่งยอดขายไปไม่น้อย…”
หลินเจามู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในบรรดาหลานชายหลานสาวมากมาย เขามองว่าหลินกงน่าจะมีแววที่สุด เพราะหลินกงเป็นหลานชายคนโตของตระกูลตั้งแต่เกิดมาก็ได้รับความเอ็นดูจากหลินเจามู่
บางทีคงเพราะคนแก่มักผูกพันกับหลานชายคนแรกเป็นพิเศษละมั้ง แต่สองปีมานี้ผลงานของหลินกงกลับทำให้หลินเจามู่ผิดหวังขึ้นเรื่อยๆ ข้อสอบครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้น หลินกงก็เสียคะแนนไปมากแล้ว
หลินเจามู่รู้ดีว่าเรื่องนี้มีสาเหตุ แต่เขาเกลียดการแก้ตัวให้คนอื่นที่สุด
ถูกคู่แข่งเล่นงานแล้วยังไง ในโลกของธุรกิจมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสมอ การถูกคู่แข่งพุ่งเป้าไม่ใช่เรื่องแปลก ถูกจ้องโจมตีก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว?
ตัวเขาเองก็เคยโดนทั้งหนานเซินกับเทียนกวงรุมเล่นงานมาแล้ว แต่ก็ยังพาเสินฮว่าผงาดเป็นหนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ได้ ถ้าหลินกงไร้ความสามารถขนาดนั้นจริงๆ ก็คัดออกไปเท่านั้นเอง
หลินเจามู่สายตาเย็นชาเล็กน้อย จากนั้นเลขาจินกล่าวต่อ
“สถานการณ์ของหลินหูก็ไม่ได้ต่างจากหลินกงเท่าไหร่ครับ ส่วนแบ่งตลาดของเสินฮวาไลฟ์ยังคงต่ำมาก ช่วงก่อนเขายังเชิญดาราหลายคนมาช่วยสร้างกระแส แต่ผลกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า กระทั่งยอดขายก็ลดลงอย่างหนัก”
หลินเจามู่ไม่แสดงความเห็น สำหรับหลินหู หลินเจามู่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากอยู่แล้ว ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ถือว่าปกติ แม้เขาจะเคยแอบหวังลึกๆ ว่าอีกฝ่ายอาจสร้างเซอร์ไพรส์ให้เห็นบ้างก็ตาม
“หลินเป้ายังพอใช้ได้” เลขาจินเผยรอยยิ้ม “อุตสาหกรรมการ์ตูนอยู่ในมือหลินเป้า ผลประกอบการเติบโตดีขึ้น ส่วนแบ่งตลาดก็กำลังเพิ่มขึ้นด้วยครับ”
“หลินจือไป๋ละ?” หลินเจามู่เอ่ยปากถามเอง
เลขาจินตอบ “คุณชายน้อยช่วงนี้ทำได้ดีมากครับ เขาดึงตัวปู่เยโหวมาอยู่ที่สำนักพิมพ์เสินฮวา ทำให้รายได้สำนักพิมพ์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย”
“แต่เขาจัดการหลายอย่างมากเกินไป เปิดโครงการใหม่หลายโครงการติดๆ กัน ซึ่งหลายโครงการเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความเห็นดีเห็นชอบจากแวดวงเดียวกันมากนัก ภายในสำนักพิมพ์เองก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย…”
เลขาจินชื่นชอบหลินจือไป๋ แต่เวลานี้ก็ต้องพูดตามตรง นั่นคือเหตุผลที่เขาทดลองทำงานเคียงข้างหลินเจามู่มาได้นานขนาดนี้
หลินเจามู่กล่าวเสียงเรียบ “ผลักดันโครงการท่ามกลางแรงกดดัน ตอนที่ยังหนุ่มๆ ฉันก็ทำแบบนี้มาไม่น้อย ชนะเป็นราชาแพ้เป็นโจร ไม่ต้องไปแทรกแซง ผลลัพธ์ทั้งหมดเขาต้องรับผิดชอบเอง”
การทดสอบครั้งนี้เสรี ต่อให้การตัดสินใจของลูกหลานผิดพลาด หรือหลินเจามู่มองเห็นปัญหา ก็จะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งหรือเตือนอะไรทั้งสิ้น ถือเป็นกรรมการที่ยุติธรรม แค่ดูเงียบๆ ก็พอ
ส่วนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของหลินจือไป๋ หลินเจามู่ก็คาดเดาได้ถึงเจตนาของเขา น่าจะต้องการครอบครองหุ้นของสำนักพิมพ์เสินฮวาให้ได้มากที่สุดนั่นแหละ
เพราะถ้าไม่มีโปรเจกต์ใหม่ๆ เข้ามาช่วย การดำเนินงานปกติของสำนักพิมพ์ก็ยากที่จะเพิ่มผลกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญจริงๆ เด็กคนนี้ทะเยอทะยานเสียจริง
ปู่เยโหวเลือกเข้าร่วมกับสำนักพิมพ์เสินฮวาจริงๆ เรื่องนี้ยืนยันข้อสันนิษฐานของเขา ดูท่าคุนเผิงจะเลือกหลานชายคนเล็กของเขาเป็นตัวแทนที่สนับสนุนในระบบของเสินฮวา
เลขาจินยังคงรายงานต่อ “ครอบครัวของคุณชายสามทำผลงานได้ดีที่สุดครับ สถานการณ์ของหลินชิวตอนนี้คุณทราบอยู่แล้ว ลูกชายสองคนของเขา หลินมูกับหลินเซิน ไม่เพียงทำให้แผนกที่ตัวเองดูแลเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อิทธิพลในบริษัทยังมากขึ้นด้วย จะมีก็แต่หลินหลิวที่ผลงานยังไม่น่าพอใจ…”
“อืม” หลินเจามู่ยิ้มออกมาในที่สุด การรายงานของเลขาจินนั้นตรงไปตรงมามาก
ผลงานโดยรวมของบ้านสามถือว่าดีทีเดียว โดยเฉพาะคุณชายสามที่รู้จักเก็บตัวและรอโอกาส เพียงแต่บุคลิกค่อนข้างเงียบขรึมเล็กน้อยคล้ายแม่ที่ล่วงลับไปของเขา แต่นี่ไม่ใช่ข้อเสียใหญ่อะไร ในโลกทุนนิยม บางทีในอนาคตอาจพิจารณาให้พวกเขารับภาระเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
แน่นอนว่าหลินจือไป๋ไม่รู้เรื่องบทสนทนาในคฤหาสน์ซีเฉิง แต่ต่อให้รู้ก็คงไม่ใส่ใจ ตอนนี้เขากำลังเดินเกมได้อย่างสวยงาม ก่อนที่โปรเจกต์ใหม่จะพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ เขาสามารถกดเสียงคัดค้านจากภายในบริษัทไว้ได้อย่างสมบูรณ์
หลังจบการสอน นักเขียนทั้งสามร้อยคนพากันระเบิดไอเดียพลุ่งพล่าน ต่างก็เริ่มต้นเขียนนิยายเรื่องใหม่กันแล้ว โดยทั่วไปเมื่อเขียนสะสมได้ห้าหมื่นคำ ก็จะส่งต้นฉบับให้กับเหล่าบรรณาธิการ
หลินจือไป๋เปิดอ่านแล้ว นิยายส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับที่แตะเพียงผิวเผิน แต่ก็เริ่มมีกลิ่นอายของนิยายออนไลน์แล้ว นี่ถือเป็นเรื่องปกติ
หลินจือไป๋ไม่ได้ผิดหวังนัก ยิ่งไปกว่านั้นในบรรดานิยายพวกนี้ ก็มีบางเรื่องที่สามารถจับประเด็นสำคัญจากสิ่งที่เขาสอนและเขียนออกมาได้ตรงจุด มีความเป็นนิยายออนไลน์สูง อนาคตคงกลายเป็นนักเขียนแนวหน้าของเว็บไซต์ได้?
“น่าจะพอได้แล้ว” หลังจากหลินจือไป๋ตรวจต้นฉบับเสร็จ ก็แจ้งไปทางหนิงเหมิงให้เตรียมการเปิดตัวเว็บวรรณกรรมบลูสตาร์ โดยกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการคือวันที่เก้าเดือนพฤษภาคม!
“ผมจะเริ่มโปรโมตเดี๋ยวนี้ครับ!” ตอนนี้หนิงเหมิงมุ่งมั่นไฟแรง เขาก็ได้อ่านนิยายเหล่านั้นไปบ้างแล้ว พบว่าสไตล์แตกต่างจากนิยายที่ตีพิมพ์เป็นเล่มโดยสิ้นเชิง
นิยายตีพิมพ์มักให้ความสำคัญกับความลึกซึ้ง โครงสร้างของเรื่อง และความไพเราะของภาษาการเขียน แต่นิยายออนไลน์ที่เขาอ่านกลับให้ความรู้สึกว่าฝีมือเขียนมีดีมีแย่ปะปนกันไป บางคนภาษาเขียนห่วยจนปวดตา เป็นมือใหม่แบบชัดเจนสุดๆ แต่หนิงเหมิงกลับรู้สึกว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งสนุก!
อย่างต้นฉบับของนักเขียนคนหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า ‘ยอดฝีมือยุทธภพในเมืองหลวง’ ใช้ไอเดียคนโบราณข้ามเวลามาปัจจุบันของปู่เยโหว พระเอกเป็นยอดฝีมือโบราณมาอยู่ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง
ทำตัวเท่อวดเก่งจนไปขัดใจลูกเศรษฐี ลูกเศรษฐีเลยจ้างอันธพาลสิบกว่าคนมารุมทำร้าย หวังจะหักขาพระเอก สุดท้ายโดนพระเอกใช้วิชายอดฝีมือสาดหมัดไม่ยั้งจนแก๊งอันธพาลหมอบเรียบ!
ต่อมายังมีการโผล่มาขององค์กรนักฆ่าที่หมายจะลอบสังหารคุณหนูใหญ่ที่กำลังเรียนอยู่ พระเอกก็ออกโรงอีกครั้ง สาดหมัดรัวๆ จัดการนักฆ่าจนสิ้นซาก แถมยังรับมาเป็นลูกน้อง เพราะวิทยายุทธ์พระเอกแก่กล้าเกินไป อีกฝ่ายถึงกับกลัวจนฉี่ราด!
“นี่มันอะไรกันเนี่ย!” ตอนที่บรรณาธิการเริ่มอ่านต่างก็สบถออกมาว่าภาษาห่วยสุดๆ มีดีแค่ไอเดีย
แต่พออ่านไปเรื่อยๆ หลายคนกลับรู้สึกสนุกติดใจ สุดท้ายลงความเห็นว่า “ถึงนิยายเรื่องนี้จะมีภาษาง่ายๆ แถมตรรกะเนื้อเรื่องก็มีปัญหา ตัวละครอย่างลูกเศรษฐีก็โหลเหมือนๆ กันไปหมด แต่มองข้ามจุดพวกนี้ไป อ่านแล้วโคตรสะใจ เป็นความสะใจที่นิยายรูปเล่มไม่มีทางทำได้เลย!”
บางทีอาจมีตลาดที่ไม่เล็กเลยก็ได้! แม้แต่บรรณาธิการมืออาชีพที่เพิ่งเริ่มจับนิยายออนไลน์ ก็ยังมองออกจุดด้อยของนิยายเรื่องนี้ชัดเจน แต่จุดเด่นก็ชัดเจนไม่แพ้กัน!
ความจริงแล้ว หลินจือไป๋อ่านนิยายเรื่องนี้ก็ถึงกับต้องกลั้นจมูกอ่าน พระเอกแค่แผ่รังสีอำนาจออกมา มือสังหารก็รีบคุกเข่ายอมสยบ ยินดีเป็นลูกน้องตลอดไปอะไรทำนองนั้น มันกลิ่นแรงเกินไปแล้ว
แต่ท้ายที่สุดหลินจือไป๋ก็อนุมัติต้นฉบับเรื่องนี้อยู่ดี แต่นั่นไม่ใช่ข้อผิดพลาดอะไร ในยุคเริ่มต้นของนิยายออนไลน์ ผลงานแบบนี้ก็เพียงพอจะดึงดูดสายตาของผู้อ่านแล้ว
ส่วนการยกระดับคุณภาพของผลงานนั้นต้องรอให้วงการนิยายออนไลน์พัฒนาไปถึงจุดหนึ่งก่อน ถึงจะมีนักเขียนที่มุ่งมั่นในเรื่องคุณภาพอย่างจริงจัง อย่างในชาติก่อนก็มีนักเขียนที่เขียนนิยายคุณภาพสูงมากชื่อ เฟิงหัวซี่จูโหว ช่วงแรกเขาก็เคยเขียนนิยายแนวฮาเร็มแบบเรื่องอย่าง ‘คุณชายสุดเพอร์เฟ็กต์’ ที่ฮิตถล่มทลาย
แม้ว่านิยายแบบนี้พอเอามาอ่านหลังจากวงการพัฒนาไปสักสิบปีแล้ว นักอ่านรุ่นเก่าส่วนใหญ่จะทนอ่านไม่ไหวเลยก็ตาม ยังมีนิยายอีกเรื่องกลิ่นก็แรงใช่ย่อยชื่อว่า ‘ลูกเขยราชามังกร’
ไอเดียเรื่องลูกเขยนั่น หลินจือไป๋เคยพูดถึงระหว่างสอน นักเขียนคนนี้จับไปใช้ได้เข้าท่าเลย ตัวเอกเป็นลูกเขยไร้ค่า โดนเหยียบย่ำสารพัดในตระกูลใหญ่ โดนมองต่ำสุดๆ ต่ำแบบไม่มีใครจินตนาการได้ อ่านแล้วอึดอัดยิ่งนัก
จนกระทั่งวันหนึ่งมีบุรุษลึกลับปรากฏตัวขึ้น “ครบกำหนดสามปีแล้ว! เชิญราชามังกรกลับสู่บัลลังก์!”
เรื่องแบบนี้ไม่ต้องพูดถึงยุคต้นของนิยายเว็บ ต่อให้ผ่านไปอีกสิบปีก็ยังมีคนชอบ ผู้อ่านหน้าใหม่ย่อมมีเวียนมาเรื่อยไม่รู้จบ
สิ่งที่ทำให้หลินจือไป๋พอใจที่สุดคือนิยายที่เหล่าหลางเขียน ชื่อเรื่องว่า ‘ย้อนอดีตไปเป็นอ๋อง’ ถึงจะสะใจแต่ก็ไม่ขาวโพลน สมกับเป็นนักเขียนนิยายประวัติศาสตร์มืออาชีพ ข้อมูลในเรื่องแน่นมาก เปิดตัวเมื่อไหร่ อาจทะยานติดสิบอันดับแรกหรือแม้แต่ห้าอันดับแรกในเรื่องยอดขายเลยก็ได้
หลินจือไป๋ถึงกับรู้สึกว่า ในหนังสือเรื่องนี้มีกลิ่นอายคล้ายนิยาย ‘ย้อนอดีตไปเป็นอ๋องราชวงศ์หมิง’ ลางๆ
ส่วนตัวหลินจือไป๋? หลินจือไป๋ตัดสินใจแล้วว่า ให้ปู่เยโหวเขียนนิยายออนไลน์เรื่องแรก และอาจเป็นเรื่องเดียวคือ ‘กระบี่เทพสังหาร’ เพราะเรื่องนี้มีกลิ่นอายเทพเซียนโบราณชัดเจน ภาษาไม่ตื้นจนเกินไป แถมยังมีกลิ่นอายของนิยายยุทธภพเข้มข้นด้วย
ตอนนี้บลูสตาร์ยังคงอยู่ในยุคของนิยายยุทธภพ แม้แนวนี้จะเริ่มแผ่วลงบ้างแล้วก็ตาม แต่อย่างไรยุคของยุทธภพก็ยังไม่จบลงโดยสมบูรณ์ หลินจือไป๋จึงอยากใช้ ‘กระบี่เทพสังหาร’ เป็นสะพานเชื่อมยุคเก่าสู่ยุคใหม่ ให้ผู้อ่านได้ค่อยๆ ปรับตัว
แน่นอนว่าเนื้อหาเรื่องการบำเพ็ญเซียนในนิยายเรื่องนี้ยังไม่ละเอียดพอ ต้องเพิ่มข้อมูลเชิงลึกเข้าไปอีกหน่อย เป้าหมายของหลินจือไป๋คือการสร้างแม่แบบ
เขาจึงสรุปและรวบรวมข้อมูล แล้วเติมเนื้อหาเกี่ยวกับการบำเพ็ญเซียนเข้าไปมากมาย ทั้งเซียนมนุษย์ เซียนพื้นพิภพ เซียนผี เซียนสวรรค์ ฯลฯ รวมทั้งลำดับขั้นของการการบำเพ็ญเซียน ทุกอย่างที่ควรมีล้วนอยู่ในเรื่องนี้หมดแล้ว ต่อไปนิยายแนวเทพเซียนบำเพ็ญเซียนทุกเรื่องคงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะอ้างอิงจากงานต้นแบบนี้!
“ไม่ใช่แค่นิยายเท่านั้นที่จะต้องเป็นต้นแบบ” หลินจือไป๋ยังอยากสร้างมาตรฐานเรื่องความถี่ในการอัปเดตให้เหล่านักเขียนออนไลน์ด้วย
เขาตั้งใจจะอัปเดตนิยายเรื่องนี้วันละห้าหมื่นคำ ให้เหล่านักเขียนนิยายออนไลน์ในโลกนี้รู้จักคำว่าแข่งขันจนเลือดตาแทบกระเด็นสักหน่อย!
เพราะผลงานนิยายออนไลน์ไม่ได้วัดกันที่คุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังดูที่ความเร็วในการอัปเดตของนักเขียนด้วย ถ้านิยายออนไลน์อัปเดตไวพอ ปริมาณเยอะจนอ่านจุใจ ต่อให้คุณภาพด้อยกว่าคู่แข่งในแนวเดียวกันนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร แน่นอนว่าต้องไม่แย่เกินไปไม่อย่างนั้นคงเกิดปัญหาแน่
หลังจากเป็นเช่นนี้ ในคืนนั้นเองข่าวเรื่อง ‘เว็บวรรณกรรมบลูสตาร์’ กำลังจะเปิดตัวก็เริ่มแพร่กระจายบนโลกออนไลน์ แน่นอนว่าในข่าวเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ ก็มีการโปรโมตด้วยว่า ‘ปู่เยโหวจะเปิดตัวนิยายออนไลน์เรื่องใหม่ในเว็บวรรณกรรมบลูสตาร์’
ฮือฮา! ทันทีที่ข่าวประชาสัมพันธ์ถูกปล่อยออกมา ไม่เพียงแต่คนในวงการที่หันมาสนใจ แม้แต่ผู้อ่านนับไม่ถ้วนก็ต่างถูกดึงดูดด้วยชื่อ ‘ปู่เยโหว’!