ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 256 หลินเจามู่: เด็กคนนี้ช่างเหมือนฉัน!
สามวันต่อมา สำนักพิมพ์เสินฮวามีการประชุมอีกครั้ง หลินจือไป๋นั่งที่เก้าอี้ประธานไม่พูดอะไร มีแต่ผู้บริหารระดับกลางและสูงลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก
“ผมขอร้องเรียนรองประธานหลัวตั้นครับ!”
“หลัวตั้นใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว!”
“หลัวตั้นรังแกลูกน้อง!”
“หลัวตั้นเคยติดสินบนในออฟฟิศครับ!”
“ผมขอเสนอให้ปลดหลัวตั้นจากตำแหน่งรองประธาน!”
“หลักฐานเรื่องพรรคพวกของหลัวตั้นในบริษัท ผมรวบรวมไว้หมดแล้ว ท่านประธานโปรดพิจารณา!”
จริงเท็จแค่ไหนยังไม่รู้ ต่อให้มีใครพูดว่า ‘หลัวตั้นมีความผิด วันนี้เขาก้าวเท้าซ้ายเข้าบริษัท’ หลินจือไป๋ก็ไม่แปลกใจเลย เมื่อต้นไม้ใหญ่ล้มฝูงวานรก็แตกกระเจิง เมื่อกำแพงเอนผู้คนก็ผลักหนี ความสำเร็จของโปรเจกต์หนังสือเสียงบลูสตาร์ทำให้บารมีของประธานหลินจือไป๋ในบริษัททะยานขึ้นถึงขีดสุด!
บรรดาผู้บริหารระดับกลางและสูงทั่วบริษัทต่างยินดีตัดสัมพันธ์กับหลัวตั้นเพื่อหลินจือไป๋ พากันยัดเยียดข้อกล่าวหาให้อีกฝ่าย เพราะทุกคนได้เห็นกับตาถึงความเด็ดขาดของประธานหนุ่มผู้นี้จากสองโปรเจกต์นั้นอย่างชัดเจนแล้ว ขณะเดียวกันทุกคนก็รู้กันดีว่าประธานกับรองประธานไม่ลงรอยกันมาตลอด จึงรีบฉวยโอกาสนี้แสดงความภักดี
หลัวตั้นในฐานะรองประธาน นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกลูกน้องรุมกล่าวโทษหนักถึงขนาดนี้ แต่เขากลับพูดไม่ออกเลยสักคำ มีเพียงใบหน้าซีดเผือดราวกับคนเพิ่งสูญเสียบุพการี
“คุณมีอะไรอยากอธิบายไหม?” หลินจือไป๋กดมือลงเล็กน้อย ห้องประชุมพลันเงียบสงัด จากนั้นสายตาของเขาก็มองไปยังรองประธานหลัวตั้น
หลัวตั้นเป็นคนของลุงใหญ่ แต่เวลานี้ลุงใหญ่ก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้แล้ว ต่อให้แส้ยาวก็หวดมาไม่ถึง หลัวตั้นลุกขึ้นโค้งคำนับ พูดอย่างขมขื่นว่า “ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวครับ ขอเพียงท่านประธานโปรดให้ผมได้ออกไปอย่างมีเกียรติก็พอครับ นี่คือจดหมายลาออกของผม…”
หลัวตั้นกำลังขอความเมตตา ถ้าเป็นแค่การลาออกเขายังพอเอาตัวรอดในวงการนี้ได้ เช่น ไปนั่งตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางตามสำนักพิมพ์เล็กๆ แต่ถ้าถูกหลินจือไป๋ไล่ออก… ต่อไปเขาคงไปต่อในวงการนี้อย่างยากลำบาก อาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนสายงาน
“ตกลงครับ” หลินจือไป๋เอ่ยเรียบๆ ว่า “ข้อตกลงไม่แข่งขันทางธุรกิจสี่ปี ผมอนุมัติให้คุณลาออก”
“ขอบคุณครับ” คำขอบคุณของหลัวตั้นในวินาทีนี้ฟังดูจริงใจ อย่างน้อยหลินจือไป๋ก็ไม่ได้ไล่บี้จนหมดสิ้นหนทาง ยังไว้หน้าเขาอยู่บ้าง อีกสี่ปีข้างหน้าเขายังพอหากินในวงการนี้ได้
“งั้นก็เอาเป็นตามนี้ครับ” หลินจือไป๋พยักหน้า “รองประธานหลัวตั้นลาออกผมเห็นชอบ พวกคุณคิดเห็นยังไง?”
จะให้เห็นยังไงเล่า? บรรดาผู้บริหารระดับกลางและสูงแทบอยากพร้อมใจกันตะโกนว่า “ท่านประธานชาญฉลาดยิ่ง!”
ที่จริงหลินจือไป๋จะยัดข้อหาให้หลัวตั้นหายไปจากวงการนี้เลยก็ได้แต่ไม่จำเป็น เพราะหนึ่ง ต่อไปเขาไม่อาจเป็นภัยได้ สอง ยังต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนในบริษัทที่มีต่อหลัวตั้นด้วย แม้จะขัดแย้งกับหลินจือไป๋แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้เล่นสกปรกกับสองโปรเจกต์นั้น เพียงแต่อาศัยโอกาสกดดัน บางทีนี่ก็คงเป็นทางถอยที่หลัวตั้นเผื่อไว้ให้ตัวเองก็ได้
เมื่อหลัวตั้นลาออกเขาก็หมดสิทธิ์นั่งในห้องประชุมต่อ เขากล่าวขออภัยสั้นๆ แล้วเดินคอตกออกจากห้องไป ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยสะท้อนใจอยู่ลึกๆ เมื่อมองใบหน้าอันเยาว์วัยที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานอีกครั้ง ใจของหลายคนก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เพราะทุกคนรู้ดีว่านับจากวันนี้เป็นต้นไป สำนักพิมพ์เสินฮวาจะถูกหลินจือไป๋กุมอำนาจโดยสมบูรณ์ เขาไม่เพียงเป็นราชาคนใหม่ของสำนักพิมพ์เสินฮวา แต่ยังเป็นราชาคนใหม่ของวงการนิยายทั้งหมดด้วย!
แม้แต่สำนักพิมพ์นาเซินและเทียนกวงก็ถูกความสำเร็จของสองโปรเจกต์นั้นของหลินจือไป๋บุกจนต้องถอยร่นไปเป็นระยะๆ! ก่อนหน้านี้สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั้งสามของฉินโจวแทบไม่ทิ้งห่างกัน เป็นหลินจือไป๋ที่เปลี่ยนสมการ ทำให้สำนักพิมพ์เสินฮวากลายเป็น ‘เจ้าเดียว’ แห่งตลาดนิยาย และตอนนี้เขาคือคนที่กำหนดกติกา ราชาองค์ใหม่ขึ้นครอง!
ตกดึกหลินจือไป๋กลับถึงคฤหาสน์ตงหู หลินซีถึงกับตาค้าง น้องชายคนนี้พอกุมบังเหียนสำนักพิมพ์เสินฮวาก็ราวกับเสือคืนป่าลึก มังกรกลับทะเล ทะยานจนหยุดไม่อยู่!
“นายนี่โหดเกินไปแล้วมั้งเนี่ย!” ความสำเร็จติดกันของเว็บวรรณกรรมบลูสตาร์กับหนังสือเสียงบลูสตาร์ ทำให้หลินจือไป๋กลายเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่รุ่นสองและรุ่นสามของตระกูลหลิน!
หลินตงก็มองลูกชายด้วยความตะลึง เขาแอบเห็นเงาของหลินเจามู่ผู้เป็นบิดาในตัวลูกชายหลินจือไป๋คนนี้อยู่ลางๆ จะเรียกว่าอะไรดี การถ่ายทอดข้ามรุ่นเหรอ? แม่กลับยังอารมณ์ดีเช่นเคย เอ่ยประโยคเดิมว่า “ลูกชายแม่ฉลาดมาตั้งแต่เด็ก”
หลินเซิ่งเทียนมองหลินจือไป๋แล้วเผยรอยยิ้ม บางทีในวันหน้าน้องชายคงได้สืบทอดดูแลธุรกิจของเสินฮวาในมือปู่มากขึ้นไม่น้อย ส่วนตัวเขาคงไม่หวังแล้ว แต่พอเห็นน้องชายทำผลงานยอดเยี่ยมขนาดนี้ ในฐานะพี่ชายก็มีแต่ดีใจ!
“ต่อไปนายคือเสาหลักเบอร์หนึ่งของบ้านเราแล้วนะ” หลินซีกล่าวจริงจังว่า “ตั้งใจทำให้ดีละ ปู่น่าจะกำลังจับตาดูนายอยู่แน่ๆ”
หลินซีไม่ได้พูดผิด สายตาของปู่จับจ้องหลินจือไป๋อยู่จริงๆ กระทั่งตอนนี้ ความสนใจของหลินเจามู่ที่มีต่อหลินจือไป๋ก็มากกว่าคนอื่นๆ ในรุ่นสองและรุ่นสามของเสินฮวาทั้งหมดแล้ว! นี่เป็นวันที่สามหลังจากหนังสือเสียงบลูสตาร์เปิดระบบ ยอดดาวน์โหลดของแอปนี้ขึ้นไปถึงหนึ่งร้อยสามสิบล้านครั้งแล้ว จำนวนผู้ใช้ก็ทะลุหนึ่งร้อยล้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต่างยินดีควักกระเป๋าสตางค์จ่ายเงินเพื่อฟังหนังสือ!
ความสำเร็จในธุรกิจแบบนี้ต่อให้เป็นมหาเศรษฐีนักธุรกิจอย่างหลินเจามู่ก็ยังต้องยอมรับอย่างจริงจัง!
“ท่านประธานครับ” เลขาจินถือรายงานการเงินของสำนักพิมพ์เสินฮวาฉบับหนึ่ง ตรวจดูอยู่พักใหญ่แล้วจู่ๆ ก็เอ่ยว่า “ถ้าสำนักพิมพ์เสินฮวาเป็นข้อสอบที่คุณมอบให้คุณชายไป๋ตี้งั้นในแง่หนึ่ง ตอนนี้เขาก็ส่งกระดาษคำตอบได้ล่วงหน้าแล้วครับ…”
“จำลองตัวเลขมาแล้วเหรอ?” แววตาของหลินเจามู่ฉายความคาดหวังวูบหนึ่ง
เลขาจินพยักหน้า “พอสำนักพิมพ์เสินฮวาอยู่ในมือคุณชายไป๋ตี้ ผลประกอบการก็เริ่มพุ่งทะยาน หากไม่พลิกล็อก กำไรทั้งปีน่าจะราวห้าเท่าครึ่งของปีก่อนครับ”
นั่นหมายความว่าหลินจือไป๋จะได้รับหุ้นก้อนใหญ่ของสำนักพิมพ์เสินฮวา!
“ยังขาดอยู่นิดเดียว” หลินเจามู่กล่าว “เงื่อนไขข้อสอบคือกำไรทั้งปีต้องถึงหกเท่าของปีก่อน เขาถึงจะได้สำนักพิมพ์เสินฮวา จุดนี้คงเติมให้เต็มได้ในไม่ช้า”
เลขาจินยิ้มกล่าว “เช้านี้ได้รับข่าวว่าคุณชายไป๋ตี้เปิดแนวทางใหม่ ชวนคนดังบางส่วนมาเขียนหนังสือ ผลงานของคนดังเหล่านี้คาดว่าอีกไม่นานก็จะตีพิมพ์วางจำหน่ายครับ ถึงตอนนั้นแฟนคลับนับไม่ถ้วนคงพร้อมอุดหนุน แทบจะคาดหวังได้เลยครับ”
“ชวนดารามาเขียนหนังสือเหรอ” แม้แต่หลินเจามู่พอได้ยินแนวคิดนี้ก็ยังอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจู่ๆ มุมปากก็กระตุก “สไตล์ทำงานของเขาเหมือนใครกันนะ?”
“แน่นอนว่าเหมือนคุณครับ” เลขาจินพูดอย่างจริงจังว่า “ถึงจะยังไม่ชำนาญอย่างคุณ แต่ปีนี้เขาเพิ่งขึ้นปีสอง อายุยังน้อยก็ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้…”
เลขาจินชะงัก หลินเจามู่ช่วยพูดต่อแทนเขา “อายุยังน้อยก็ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ ตอนที่ฉันเรียนอยู่ปีสองก็ยังไปไม่ถึงระดับนี้เลย”
เลขาจินรนรานรีบกล่าวว่า “ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นครับ”
หลินเจามู่หัวเราะลั่น “จะลนลานอะไร เขาจะเก่งแค่ไหนก็ยังเป็นหลานของฉัน หลานฉันยิ่งเก่ง ฉันในฐานะปู่ก็ยิ่งดีใจ!” เว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง หลินเจามู่ก็เอ่ยว่า “ในเมื่อเขามีฝีมือขนาดนี้ ก็ให้สำนักพิมพ์เสินฮวากับเขาจะเป็นอะไรไป ยิ่งไปกว่านั้น ปีหน้าฉันจะเพิ่มภาระให้เขาอีกสักหน่อยด้วย จะได้เห็นกันไปว่าขีดจำกัดของเจ้าหนูนี่อยู่ตรงไหน!”
เลขาจินยิ้มบางๆ เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้ จู่ๆ เลขาจินก็เอ่ยขึ้นมาอีกว่า “หลัวตั้นลาออกแล้วครับ”
“หือ?” หลินเจามู่ยิ้มกล่าว “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เขาก็เป็นราชาของสำนักพิมพ์เสินฮวาแล้วสิ เด็กคนนี้ช่างถอดแบบจากฉันจริงๆ”
บ้านลุงใหญ่ หลินชุนสีหน้าเคร่งเครียด ขว้างถ้วยชาที่รักที่สุดจนแตกกระจาย หลินกงก็สีหน้าไม่ต่างกัน กล่าวเสียงสั่นเล็กน้อย “หลัวตั้นถูกเขี่ยพ้นกระดานไปแล้ว ผลประกอบการของสำนักพิมพ์เสินฮวาพุ่งกระฉูด นี่หมายความว่าต่อไปกิจการนี่อาจจะถูกหลินจือไป๋รับช่วงต่อไปคนเดียว?”
“พวกเราประเมินลูกหมาป่าตัวนี้ต่ำไปจริงๆ!” หลินจิ้งหน้าซีด รู้สึกหัวเริ่มปวดตุบๆ อีกครั้ง บ้านเราสูญเสียการควบคุมสำนักพิมพ์เสินฮวาไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว!
ใช่แล้ว ก่อนที่หลินจือไป๋จะเข้ามาคุมสำนักพิมพ์เสินฮวา หลัวตั้นเป็นคนที่บ้านหลินชุนใช้คุมอำนาจในสำนักพิมพ์เสินฮวามาตลอด บ้านเจ้าสี่นี่ไปได้ไกลจริงๆ ทางฝั่งแผนกโทรทัศน์งานของหลินตงกำลังรุ่งโรจน์ ฝั่งวาไรตี้ ‘Sisters Who Make Waves’ ที่หลินเซิ่งเทียนทำร่วมกับคุนเผิงตอนนี้ก็ดังไปทั่วแล้ว เป็นวาไรตี้ระดับปรากฏการณ์รายการที่สองในฉินโจวต่อจาก ‘I Am a Singer’ ที่หลินเซิ่งเทียนมีส่วนสร้าง!
ว่ากันว่า… ตอนนี้ทวีปอื่นๆ พากันมาติดต่อซื้อลิขสิทธิ์รูปแบบรายการแล้ว ในจำนวนนี้ ลิขสิทธิ์รูปแบบรายการของ ‘I Am a Singer’ ขายในทวีปอื่นได้แปดสิบล้าน! ส่วนลิขสิทธิ์รูปแบบรายการของ ‘Sisters Who Make Waves’ ก็กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าตัวเลขก็คงไม่น้อยเหมือนกัน! ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ศิลปินภายใต้การดูแลของหลินซี ผลงานก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เธอแทบจะขึ้นแท่นผู้จัดการศิลปินอันดับหนึ่งของวงการเพลงฉินโจวแล้ว!
ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดนี้ทำให้บ้านหลินชุนรู้สึกไม่สบายใจ!
บ้านลุงรอง หลินเป้าหัวเราะจนแทบปิดปากไม่ลง “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ คราวนี้หลัวตั้นก็โดนเด้งเหมือนกัน!”
คนที่บ้านลุงรองวางไว้ในสำนักพิมพ์เสินฮวาคือ เปยลี่ ที่สุดท้ายยังไม่ทันอยู่จนครบยก ก็ถูกหลินจือไป๋เตะออกไปพ้นบริษัทเสียแล้ว เรื่องนี้หลินเป้าก็เซ็งอยู่ไม่น้อย เพราะอย่างไรเปยลี่ก็เป็นคนของตน แต่พอเห็นหลัวตั้นซึ่งเป็นคนของลุงใหญ่ถูกเด้งตามไป หลินเป้าก็พอจะทำใจรับได้ เรื่องซวยไม่ได้มีแต่บ้านเราสักหน่อย! พอเห็นว่ามีคนซ้ำเหมือนบ้านเราฉันก็เบาใจ
“แกยังจะหัวเราะออกอีก!” หลินเชี่ยเห็นลูกชายที่สติปัญญาไม่สูงคนนี้แล้วก็พานให้เดือดดาลแทบระเบิด ตอนนั้นหลินเชี่ยไม่ชอบใจที่เบยลี่โดนไล่ออกก็จริง แต่หลัวตั้นยังอยู่ อย่างน้อยก็มีคนคานอำนาจหลินจือไป๋ไว้ ทำให้เขายังคุมสำนักพิมพ์ไม่ได้เต็มมือ แต่ตอนนี้หลัวตั้นถูกเด้งอีกคน ต่อไปสำนักพิมพ์เสินฮวาก็จะกลายเป็นของหวงส่วนตัวของหลินจือไป๋ใครก็แตะต้องไม่ได้!
นั่นมันกิจการที่มีมูลค่ามากกว่าหมื่นล้านอีกนะ! มีทั้งต้นเงินต้นทองอย่างเว็บวรรณกรรมบลูสตาร์ และบ่อเงินบ่อทองอย่างหนังสือเสียงบลูสตาร์ ตอนนี้มูลค่าสำนักพิมพ์เสินฮวาเกินหมื่นล้านไปไกลแล้ว!
“ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ฉันก็รู้แล้วว่ามันเป็นตัวซวย!” ยิ่งหลินจือไป๋ประสบความสำเร็จ หลินหูก็ยิ่งอึดอัด หมอนี่ถูกทุกคนชมว่า ‘ยอดเยี่ยม’ มาตั้งแต่เด็กๆ ในใจเขาอิจฉาจนแทบคลั่งมานานแล้ว หลินจือไป๋บ้านอาสี่ฉลาดเก่งอยู่คนเดียว? แล้วพี่น้องหูเป้าบ้านเราเป็นตัวแทนของคำว่าโง่?
บ้านลุงสาม หลินชิวหรี่ตา “บ้านเจ้าสี่กลายเป็นขั้วอำนาจขึ้นมาจริงๆ แล้วสินะ”
“หลินจือไป๋ไปตายซะ!” สายตาของหลินหลิวเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
หลินมูเหลือบมองน้องสาวคนรองก่อนพูดนิ่งๆ ว่า “ตอนนี้เธอก็แค่เดือดดาลแบบคนไรฝีมือ”
ส่วนหลินเซินยิ้มตาหยีกล่าวว่า “จริงๆ ก็ดีเหมือนกัน เรากับบ้านอาสี่ไม่ได้มีเรื่องปะทะกันมากมาย มีแค่เริ่นเจียชุนจะทรยศก็ให้ทรยศไป ให้บ้านลุงใหญ่กับลุงรองไปสู้กับบ้านนั้นแล้วกัน”
“ไม่มีใครเอาตัวรอดได้เพียงลำพัง” หลินชิวถอนหายใจ “แต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องเปิดศึก ไว้เดี๋ยวพ่อไปนั่งจิบชากับอาสี่สักหน่อย สมัยก่อนก็มีเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่บ้าง”
“พ่อ!” ดวงตาของหลินหลิวแดงก่ำ
หลินมูได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าตาไม่สู้ดี หลินชิวมองลูกชายคนโตผู้สุขุม “ตอนนั้นคงไม่ใช่แกที่ผลักเขาหรอกนะ?”
“ไม่ใช่ผม” หลินมูปฏิเสธทันที สีหน้ายังคงเรียบเฉยเป็นปกติ
หลินชิวจ้องมองหลินมูอย่างลึกซึ้งปราดหนึ่ง “งั้นก็ถือว่าไม่ใช่แล้วกัน”
ในเสินฮวากรุ๊ปตอนนี้ บ้านเจ้าสี่นับว่าอยู่ในระดับเจ้าแคว้นแล้ว ภายในกลุ่มเริ่มมีคนเอียงเข้าหา ไม่ควรเปิดศึก อย่างน้อยช่วงนี้ก็ยังไม่ควรปะทะ
[1] หนี่ว์วา (Nüwa): เทพธิดาผู้สร้างมนุษย์ตามความเชื่อของจีน