ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 266 หนีไป! หนังสือเล่มนี้โหวราตรีมีดเป็นคนเขียน!
ไม่ใช่แค่ครอบครัวของ หลินจือไป๋ เท่านั้น เวลานี้ผู้อ่านทั่วทั้งฉินโจวนับไม่ถ้วนที่ซื้อ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ต่างก็กำลังอ่านกันอยู่ บนอินเทอร์เน็ตยังมีคนอ่านไปคุยไป อีกทั้งบรรยากาศช่วงแรกๆ ก็ชื่นมื่นเอามาก
‘ตัวเอกเป็นลูกชายของเอี๊ยคัง?’
‘เอี๊ยก้วย ชื่อนี้ฟังแล้วใช้ได้เลยนะ’
‘คิดไมถึงว่าเอี๊ยก้วยจะถูกอาวเอี้ยงฮงรับไปเลี้ยงเหมือนลูก’
‘ก๊วยเจ๋งกับอึ้งยงแต่งงานกันแล้ว!’
‘เส้นเวลาเชื่อมต่อจากเล่มก่อนแบบติดๆ เลย!’
‘ก๊วยเจ๋งกับอึ้งยงมีลูกแล้ว!’
‘ก่อนหน้านี้ฉันเกือบคิดว่าตาอูกับเสี่ยวอูจะเป็นตัวเอกซะอีก’
‘ต่อไปเอี๊ยก้วยจะคิดล้างแค้นก๊วยเจ๋งไหมนะ?’
จากมังกรหยกถึงตำนานศึกเทพอินทรี ทั้งพล็อตเรื่องและเส้นเวลาต่อเนื่องกันอย่างแนบแน่น พอเห็นตัวละครจากภาคก่อนโผล่มาหรือถูกเอ่ยถึงก็ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคุ้นเคยและเฝ้ารอ จนกระทั่งทุกคนอ่านถึงบทที่สาม…
ปฏิกิริยาก็เหมือนกับคนในบ้านของ หลินจือไป๋ ความระแวงและความไม่ชอบหน้าเอี๊ยก้วยของอึ้งยงไปสะกิดประสาท ผู้อ่านเริ่มมีเสียงไม่พอใจดังขึ้นว่า
‘ทำไมอึ้งยงเทพธิดาของฉันถึงกลายเป็นแบบนี้ล่ะ?’
‘คาแรกเตอร์พังไปหน่อยหรือเปล่า?’
‘เอี๊ยก้วยโดนก๊วยพูรังแก แต่อึ้งยงกลับเข้าข้างลูกไม่ฟังเหตุผล!’
‘ฉันว่าพออึ้งยงเป็นแม่แล้วเปลี่ยนไปแบบนี้ก็สมเหตุสมผลนะ…’
‘ถึงจะขัดใจผู้อ่านที่ชอบอึ้งยงอยู่บ้างก็เถอะ’
‘สรุปได้แค่ว่าการเปลี่ยนแปลงของอึ้งยงนี่โคตรปู่เยโหวเลย เขียนนิยายทีไรไม่เคยตามสูตรที่เคยเห็นๆ กันมา’
‘คนที่กล้าเขียนให้ปี้เหยาตาย จะเขียนอึ้งยงแบบนี้ก็ไม่เห็นแปลก’
‘ฉันไม่ได้รู้สึกแปลกใจแฮะ’
‘จริงๆ เดิมทีอึ้งยงก็เป็นคนเข้าข้างคนของตัวเองอยู่แล้ว แค่เล่มนี้ทุกคนเผลออินตามมุมมองของเอี๊ยก้วย ถ้าลองสวมมุมมองก๊วยเจ๋งก็คงไม่มีปัญหาอะไร’
ความเปลี่ยนแปลงของอึ้งยงแม้จะมีเสียงถกเถียงอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่ผู้อ่านจำนวนไม่น้อยยอมรับได้ หนึ่งคืออ่านนิยายของปู่เยโหวกันจนใจแข็งแล้ว สองคือมีผู้อ่านจำนวนมากออกมาช่วยอธิบาย จึงไม่เห็นว่าบุคลิกที่เปลี่ยนไปของอึ้งยงเป็นปัญหา กลับมองว่านี่แหละสมเหตุสมผลสำหรับเนื้อหา
หลังจากนี้ผู้อ่านยังตั้งความหวังเอาไว้สูงมาก เพราะเอี๊ยก้วยเปิดเรื่องมาก็มีอาวเอี้ยงฮงคุ้มกันอยู่ ตัวเอี๊ยก้วยเองไม่รู้ว่าพ่อบุญธรรมคือใคร แต่ผู้อ่านที่ซื้อเล่มนี้ส่วนใหญ่ล้วนอ่าน ‘มังกรหยก’ มาแล้ว รู้จากมุมมองพระเจ้าว่าอาวเอี้ยงฮงเก่งกาจแค่ใด พล็อตเรื่องที่แอบสะใจแบบนี้จึงโดนจุดผู้อ่านเต็มๆ
แต่แล้วพอผู้อ่านอ่านไปถึงบทที่เจ็ด ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เซียวเหล่งนึ่งถูกล่วงละเมิด ต่อให้เป็นคนที่ใจแข็งแค่ไหนก็ทนไม่ไหว!
ที่เว็บบอร์ดสำนักศึกษา เริ่มมีโพสต์ผุดขึ้นมาว่า “เซียวเหล่งนึ่งถูกอีจี้เพ้งทำมิดีมิร้ายเอาแล้ว!!!!!!”
ดูจากเครื่องหมายอัศเจรีย์ที่ยาวติดกันเป็นพรืดแบบนั้นก็พอเดาได้ว่าเจ้าของโพสต์ช็อกหนัก สิ่งที่ต้องมา… ถึงเวลาก็จะมาอยู่ดี
ถัดมาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มีโพสต์ทำนองเดียวกันผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด!
‘เราคงไม่ได้ซื้อหนังสือเถื่อนมาใช่ไหม เซียวเหล่งนึ่งน่าจะเป็นนางเอกใช่ไหม งั้นแปลว่าเอี๊ยก้วยโดนอีจี้เพ้งสวมเขาแล้วเหรอ?’
‘ฉันมึนไปหมดแล้ว!’
‘แน่ใจนะว่าไม่ได้เข้าใจผิดตรงไหน?’
‘นี่มันพล็อตเรื่องอะไรเนี่ย ปู่เยโหวเล่นจริงเหรอ?’
‘พล็อตแบบนี้ของปู่เยโหว แน่ใจนะว่าไม่ได้ยัดขี้ใส่ปากคนอ่านอยู่อ่ะ!’
‘หนีไป!’
‘เล่มนี้โหวราตรีมีดเขียน!’
‘โพสต์ของพวกคุณทำให้ฉันตกใจเลย ยังไม่ได้อ่านเล่มใหม่ของปู่เยโหวเลยนะ เกิดอะไรขึ้น?’
‘ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่นางเอกถูกตัวร้ายขืนใจ แถมยังเกิดขึ้นตอนที่นางเอกเข้าใจผิดคิดว่าตัวร้ายคือพระเอกอีก ตอนนี้ฉันช็อกจนปิดใจไปแล้ว ทรมานกว่ากลืนแมลงวันเข้าไปอีก’
‘ขยะแขยงอย่างกับกลืนแมลงวันหัวเขียว!’
‘เชี่ย พวกเธอพูดจริงดิ ไม่ได้ปั่นใช่ไหม?’
‘มีโพสต์เยอะแยะขนาดนั้นจะปั่นหมดเลยได้เหรอ? ซื้อมาอ่านเองเดี๋ยวก็รู้ แต่อย่างน้อยสำหรับฉันไม่แนะนำให้อ่านเล่มนี้อีกแล้ว รวมทั้งตัวฉันเองก็จะไม่อ่านต่อเหมือนกัน’
‘ขอเงินคืนโว้ย!!’
‘ฉากแบบนี้มันมีสาระอะไรตรงไหนขอถามหน่อย!’
ตามบอร์ดย่อยต่างๆ ของเว็บบอร์ดสำนักศึกษา เต็มไปด้วยกระทู้ถล่มด่าฉากนี้ ทั้งฟอรัมแปรสภาพเป็นทะเลเดือดของความโกรธ!
ไฟในฟอรัมลุกลามไปถึงแพลตฟอร์มจี๋กวง ไม่นานหัวข้อบนเทรนด์ค้นหายอดฮิตอันดับหนึ่งก็ปรากฏคำว่า #เซียวเหล่งนึ่งถูกล่วงละเมิด
ชาวเน็ตจำนวนมากกดเข้าไปดู พอจับใจความได้คร่าวๆ ก็ถึงกับช็อก เปิดอ่านคอมเมนต์ทีละอันๆ ด้วยความเหลือเชื่อ อ่านก็ยิ่งช็อก!
‘ปู่เยโหวบ้าไปแล้วสินะ?’
‘เขากล้าเขียนพล็อต NTR ได้ไง นี่มันจงใจทำให้คนอ่านขยะแขยงชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?’
‘ต่อให้เป็นนักเขียนโนเนมบางคนก็ยังไม่กล้าเขียนพล็อตเรื่องแบบนี้เลย ปู่เยโหวเป็นนักเขียนระดับสูงที่มีความเข้าใจคนอ่านขนาดนี้ ทำไมถึงเล่นแบบนี้กับคนอ่านล่ะ?’
‘นี่สติหลุดไปแล้วเหรอ?’
‘เขาให้เซียวเหล่งนึ่งถูกฆ่าตายเสียยังพอยอมรับได้มากกว่า!’
‘ด่าไอ้เวรนี่ให้ตายไปเลย!’
‘อ๊ากกก ปู่เยโหวฉันจะฆ่าแก!’
‘ผ่านดรามาการตายของปี้เหยามาแล้ว นึกว่าปู่เยโหวจะไม่มีทางทำให้ฉันพังแล้วซะอีก ที่ไหนได้ยังมีหมัดหนักกว่านั้นอีก’
‘กว่าจะยอมเชื่อใจไอ้เวรนี่ได้สักครั้ง มันกลับทำให้ฉันผิดหวังยับเยินขนาดนี้!’
สุดท้ายช่องคอมเมนต์ในจี๋กวงของปู่เยโหวก็ถูกถล่มยับ ตรงนั้นล้วนเป็นแฟนพันธุ์แท้ทั้งนั้น แต่เห็นชัดว่าแม้แต่แฟนพันธุ์แท้ก็ทนพล็อตแบบนี้ไม่ไหว
‘โหวราตรีมีด!’
‘ออกมานี่เลยนะ ฉันสาบานว่าจะไม่ตีนายให้ตายหรอก!’
‘ต่อไปนี้จะไม่อ่านหนังสือของแกอีกแล้ว!’
‘จากแฟนคลับกลายเป็นแอนตี้ตั้งแต่นี้ไป!’
‘พล็อตแบบนี้นี่สมองแกโดนลาถีบมาใช่ไหม?’
‘เสียดายที่ฉันชอบนายขนาดนั้น แถมยังช่วยเชียร์นิยายของนายกับเพื่อนๆ มาตลอด!’
‘ต่อไปนี้ทั้งนิยายทั้งละครของนายฉันจะไม่ตามอีกแล้ว!’
‘นายมันสมควรตายจริงๆ!’
‘เอาเซียวเหล่งนึ่งผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องของฉันคืนมา!’
‘ทำไมบนโลกนี้ถึงมีนักเขียนที่หลอกต้มคนอ่านได้ขนาดนี้เนี่ย!’
คนในวงการจำนวนไม่น้อยก็สะดุ้งโหยง เพื่อนร่วมอาชีพต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง ในใจมีแต่คำว่าโอ้โห!
“ไอ้ปู่เยโหวนี้…”
“รอบนี้บ้าระห่ำเกินไปแล้วมั้ง!”
“สรุปมังกรหยกเป็นฝีมือโหวราตรีขาว ส่วนตำนานศึกเทพอินทรีเป็นของโหวราตรีมีด?”
“เมื่อก่อนฉันยังงงๆ กับคำว่าโหวราตรีมีดนะ แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ลุกขึ้นมาด่าทีนี่ไม่ไว้หน้าใครจริงๆ!”
“ฉันโคตรเลื่อมใสเขาเลย!”
“นายไม่ปกติแล้ว”
“ไม่ใช่นะ นายไม่คิดเหรอว่านักเขียนที่กล้าเขียนพล็อตเรื่องที่รู้ทั้งรู้ว่าคนอ่านจะเป็นบ้า แต่ก็ยังเขียนลงไป แม่งโคตรเท่เลย?”
“โคตรเท่สะท้าน!”
“ยังไงซะชาตินี้พวกเราก็คงเขียนงานแบบนี้ไม่ได้แล้ว ชาตินี้ก็คงไม่มีวันได้ยินเสียงด่าสนั่นขนาดนี้จากคนอ่านแน่”
“ปู่เยโหวนี้ถึงขั้นเปิดไฟหาขี้ในส้วมเองเลยนะ!”
นี่เป็นเสียงสะท้อนของเพื่อนร่วมอาชีพ!
ที่บ้าน หลินเชี่ย
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ปู่เยโหวนี้มันอยากตายชัดๆ กล้าเขียนให้นางเอกถูกข่มขืน คงกลัวว่านิยายตัวเองจะขายดีเกินไปสินะ?”
หลินหูหัวเราะสะใจด้วยความตื่นเต้น
ยิ่งปู่เยโหวโดนด่าเละ เขาก็ยิ่งมีความสุข เพราะละคร ‘มังกรหยก’ ของปู่เยโหวทำให้ครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบหนัก แม้ความจริงจะเป็นเพราะ หลินเชี่ย ก่อเรื่องเองก็เถอะ แต่ทั้งบ้านของพวกเขาไม่มีใครคิดโทษตัวเองหรอก
“กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนอง”
หลินเพิ่งยิ้มตาหยี ละครที่ดัดแปลงจากนิยายเล่มนี้จะให้เทียนกวงเป็นผู้ผลิต ยิ่งคนด่าในอินเทอร์เน็ตหนักเท่าไรเธอก็ยิ่งสะใจเท่านั้น อย่างไรเสียก็ไม่ใช่บ้านตัวเองที่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ
“ไหนๆ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ โดนด่าเละขนาดนี้ ยอดขายต่อจากนี้คงพังแน่ เดาว่าต่อให้หลังจากนี้จะทำเป็นละครทีวีก็อย่าหวังว่าปาฏิหาริย์เรตติ้งของมังกรหยกจะเกิดขึ้นซ้ำเลย กระทั่งภาคที่สามของไตรภาคมังกรหยกก็น่าจะโดนหางเลขไปด้วย!”
หลินเชี่ย หน้าระรื่น!
หากไม่ใช่เพราะสถานีโทรทัศน์สั่งพับมังกรหยกเสียก่อน ไม่แน่ว่าละครที่ดัดแปลงจาก ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ อาจถูกคุณเผิงมอบให้เสินฮว่าผลิตแล้วก็ได้ ถ้าเสินฮว่าเป็นผู้ผลิตก็ย่อมต้องออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เสินฮว่า!
หลินเชี่ย เจ็บใจไม่หายที่ปล่อยโอกาสทองหลุดมือไป แต่ตอนนี้ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ เกิดปัญหาเสียแล้ว!
เช่นนั้นภาคสองกับภาคสามของไตรภาคมังกรหยกก็จะไม่ล้ำค่าแบบนั้นอีกแล้ว ต่อให้เสียไปแล้วยังไงล่ะ?
ขณะเดียวกันที่บ้านของ หลินเชี่ย หลินเป้าตาแดงก่ำ โมโหจนกินข้าวไม่ลง ปากก็ด่าไม่หยุด เพราะหลินเป้าเป็นแฟนคลับของปู่เยโหว
ละครทุกเรื่องนิยายทุกเล่มของอีกฝ่าย หลินเป้าดูมาหมดแล้ว แน่นอนว่า ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ เขาเองก็ไม่พลาด ยิ่งหนีไม่พ้นฉากที่เซียวเหล่งนึ่งถูกย่ำยี จึงทำให้สภาพจิตใจของเขาพังทลายอยู่ในตอนนี้
มองดูคนในบ้านที่ตื่นเต้นกันสุดเหวี่ยง หลินเป้าก็เพิ่งตระหนักเป็นครั้งแรกว่า ความทุกข์สุขของผู้คนไมอาจเชื่อมถึงกันได้จริงๆ ต่อให้เป็นครอบครัวเดียวกันก็ใช่ว่าจะเข้าใจกัน
ความจริงฉากของเซียวเหล่งนึ่งตอนนั้น หลินจือไป๋ ได้ปรับแก้มาแล้วเล็กน้อย พยายามให้ผ่านเรื่องราวอย่างรวดเร็ว เพียงให้ผู้อ่านรู้ว่ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพื่อจะลดแรงปะทะของตัวอักษรต่อผู้อ่านให้มากที่สุด แต่ก็ยังไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่าเมื่อผู้อ่านอ่านมาถึงตรงนี้ก็พังทลายลงในทันที
หลินจือไป๋ ลองเข้าไปดูในอินเทอร์เน็ต หลังจากเห็นว่าทั้งผู้ใช้แพลตฟอร์มจี๋กวงและเว็บบอร์ดสำนักศึกษาต่างรุมถล่มด่าเป็นพายุ เขาก็ตัดสินใจนิ่งเงียบแกล้งตายทันที
ตอนเขียนเหตุการณ์การตายของปี้เหยาครั้งก่อน หลินจือไป๋ ก็รับมือแบบเดียวกันนี้ กาลเวลาจะค่อยๆ ลบเลือนทุกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อ หลินจือไป๋ ตัดขาดตัวเองออกจากโลกออนไลน์ชั่วคราว
น่าเสียดายที่ หลินจือไป๋ พอจะหลบเสียงด่าของชาวเน็ตได้ แต่กลับหลบเสียงถล่มของคนในบ้านไม่พ้น
ถึงเวลาอาหารเย็น หลินเซิ่งเทียนกินได้ไม่กี่คำก็หมดอารมณ์ บ่นอย่างขุ่นเคืองว่า “ปู่เยโหวนี้มันจริงๆ เลย ทำไมต้องเขียนให้เซียวเหล่งนึ่งถูกล่วงละเมิดด้วย ฝีมืออย่างเขาไม่น่าจะต้องพึ่งความขัดแย้งแบบนี้มาขับเคลื่อนพล็อตเรื่องนี่นา?”
“โรคติสท์อาจจะกำเริบก็ได้”
ในฐานะผู้อ่านหญิง ปฏิกิริยาของหลินซีดีกว่าเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้มากนัก “ยอดขายนิยายเล่มนี้คงพังไม่เป็นท่าแล้ว”
“สมน้ำหน้า!”
แม้แต่พ่อก็ยังหลุดพูดแรงประโยคหนึ่ง “นี่แหละผลลัพธ์ของการทำให้คนอ่านขยะแขยง!”
“ไอ้สารเลวปู่เยโหว”
แม่ก็สมทบตามไปหนึ่งประโยค เธอก็อ่านนิยายเหมือนกัน
หลินจือไป๋ นั่งกินข้าวเงียบๆ ไม่พูดจา แต่ในใจก็ครุ่นคิดว่าสมัยก่อนตอนที่กิมย้งเขียนเหตุการณ์นี้ในตำนานศึกเทพอินทรี ก็เคยถูกผู้อ่านออกมาคัดค้านเช่นกัน แต่เขาก็ต้านแรงกดดันไว้ และท้ายที่สุดนิยายเรื่องนี้ก็กลายเป็นตำนานคลาสสิกกำลังภายในที่อยู่ในใจผู้คนนับไม่ถ้วน…
ตอนนั้นกิมย้งยังลงตอนต่อไปเรื่อยๆ หลินจือไป๋ ปล่อยฉบับเต็มทีเดียว ดังนั้นจริงๆ แล้วแรงกดดันที่เขาเจอน้อยกว่าที่กิมย้งเคยเจอมามากเลยด้วยซ้ำ
ส่วนเรื่องกระทบยอดขาย… เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
ระยะสั้นย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน แต่ในระยะยาว หลินจือไป๋ เห็นว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หากยืมคำของกิมย้งมาอธิบาย: เมื่อยุคสมัยเดินหน้าไป ขอบเขตของชาติอาจเลือนหาย แต่ความผูกพันระหว่างผู้คนคือสิ่งที่เป็นนิรันดร เป็นบ่อเกิดในการสร้างสรรค์ที่ไม่มีวันเหือดแห้งของผู้ทำงานศิลปะ เป็นหัวใจของงานวรรณศิลป์ไปชั่วกาล…