ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 267 ปู่เยโหวจบเห่?
ไม่นานนัก หลินจือไป๋ ก็ได้สัมผัสกับแรงกดดันแบบเดียวกับที่จิมย้งเคยเผชิญมาก่อน
เฉพาะเหตุการณ์ที่เซียวเหล่งนึ่งถูกย่ำยีนั้นไม่ใช่ปิดอินเทอร์เน็ตแล้วเรื่องจะเงียบได้
ตลอดสองสามวันถัดมาไม่ใช่แค่ในโลกออนไลน์ที่รุมถล่มอย่างหนัก ผลกระทบในโลกความเป็นจริงก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ถึงขั้นมีผู้อ่านฉีก ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ที่ต่อคิวซื้อมาด้วยตนเองทิ้ง
ยิ่งไปกว่านั้นมีกระทั่งบางคนเผาหนังสือเพื่อประท้วงปู่เยโหวเลยทีเดียว!
ที่ร้านหนังสือมีผู้อ่านจำนวนมากออกมาประท้วง!
ต่างคนต่างถือ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ที่ยังอ่านไปได้ไม่เท่าไรแล้วเรียกร้องให้ร้านคืนเงิน
ที่เกินเลยที่สุดคือ มีผู้อ่านบางส่วนเริ่มนัดชุมนุมเดินขบวนเพื่อต่อต้านนิยายกำลังภายในเล่มใหม่ของปู่เยโหว
โชคดีว่าขนาดของการรวมตัวไม่ได้ใหญ่โตนักแต่… เมื่อเกิดการประณามถล่มด่าปู่เยโหวจากผู้อ่านนับไม่ถ้วน ยอดขายนิยาย ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ก็ได้รับผลกระทบหนักตามคาด
นี่นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีชื่อเสียงโด่งดังที่ปู่เยโหวต้องเผชิญวิกฤตภาพลักษณ์ที่น่าตกใจขนาดนี้
แต่กระแสคราวนี้ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นผู้อ่านจริงๆ ทั้งหมด
ใช่ มีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยเดือดดาลเมื่อเห็นเซียวเหล่งนึ่งถูกย่ำยี แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่แค่ตามกระแสออกมาโวยวาย
พวกชอบปั่นให้บ้านเมืองวุ่นวายเหล่านี้บางคนยังไม่เคยอ่านนิยายมาก่อนด้วยซ้ำ แค่เล่นตามกระแสล้วนๆ สนุกกับการด่ากราดสุดลิ่มทิ่มประตู เพราะประเด็นเซียวเหล่งนึ่งถูกล่วงละเมิดร้อนแรงถึงระดับปรากฏการณ์ไปแล้ว
ในรั้วมหาวิทยาลัย…
ในออฟฟิศ…
ไม่ว่านักศึกษาหรือพนักงานออฟฟิศ หัวข้อสนทนาในช่วงหลายวันนี้ล้วนวนเวียนอยู่กับการเหน็บแนมสับ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ของปู่เยโหวเสียเละ
หลายคนพากันประชดประชันว่า
“ยังไงตอนนี้ปู่เยโหวก็ไม่ได้หากินด้วยนิยายอยู่แล้วนี่นะ หัวใจสายอาชีพของเขาอยู่ที่ภาพยนตร์กับละครต่างหาก”
“คงได้เงินพอแล้วเลยไม่ต้องแคร์อะไร เขียนเอาสนุกไป”
“รอบนี้ไม่แน่ว่าเขาแค่อยากปั่นกระแสก็ได้ สมัยก่อนตอนปู่เยโหวเขียนฉากปี้เหยาตาย คนอ่านก็ถล่มด่ากันสารพัด แต่สุดท้ายนิยายเล่มนั้นก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ครั้งนั้นคงทำให้เขาได้ลิ้มรสความสำเร็จเลยงัดมุกเดิมมาใช้สีอีก ถึงขั้นจัดหนักกว่าเดิม ผลคือคิดไม่ถึงว่าคราวนี้จะพังเละ”
“หรือก่อนหน้านี้คนอ่านอย่างพวกเราใจดีกับเขาเกินไป”
“อย่าลืมนะว่าตั้งแต่ปู่เยโหวเปิดตัวมาก็ถูกเรียกว่าเป็นนักเขียนสายสุดโต่งมาตลอด”
“ในฐานะนักเขียนสายสุดโต่ง การที่เขาทำแบบนี้ถึงจะเกินคาด แต่พอมองอีกมุมก็เข้าใจได้นะ”
“ที่จริงต้องบอกว่าเกินสามัญสำนึกแต่ไม่เกินความคาดหมาย”
“ตลาดจะสั่งสอนเขาเอง นิยายเขียนออกมาห่วยแตกแบบนี้ ต่อให้ทำเป็นละครก็ไม่มีใครดู”
“สองสามวันนี้ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ แทบไม่มีคนซื้อแล้ว กลับมีแต่คนขอเงินคืนจากร้านหนังสือซะมากกว่า”
ช่วงไม่กี่วันนี้การด่าปู่เยโหวดูจะกลายเป็นความถูกต้องทางสังคมไปแล้ว
ผลกระทบของเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนออกมาในยอดขายอย่างชัดเจน
หลินจือไป๋ ในฐานะประธานสำนักพิมพ์เสินฮว่ารู้ตัวเลขยอดขายนิยายที่เกี่ยวข้องดีกว่าใคร
“แค่คืนเดียวตลาดแผ่วลงฮวบเลยครับ”
“วันแรกหนังสือเล่มใหม่ของปู่เยโหวขายดีมากเท่าไหร่ วันต่อมาร้านหนังสือก็เงียบเหงามากเท่านั้น”
“ไม่มีร้านหนังสือสั่งออเดอร์เพิ่มเลยครับ”
“บางร้านถึงกับอยากคืนสินค้าให้เรา บอกว่าระบายสต็อกไม่ออก”
ทั้งหมดนี้เป็นฟีดแบ็กที่ลูกน้องรายงานขึ้นมาในที่ประชุมช่วงเช้า
ยังมีผู้บริหารบางคนแอบหยั่งเชิงว่า “หรือท่านประธานจะลองคุยกับปู่เยโหวให้เขาปรับแก้ดูหน่อย บางทีการปรับพล็อตเรื่องตอนนี้อาจจะพอกู้ตลาดได้นะครับ”
หลินจือไป๋ ส่ายหน้า ต่อให้นิยายเล่มนี้จะพังเพราะฉากของเซียวเหล่งนึ่งจริงๆ เขาก็ยอมรับ
ผู้บริหารระดับสูงของสำนักพิมพ์เสินฮว่าเห็นประธานไม่เห็นด้วยก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก บรรยากาศเย็นเยียบลงไปชั่วครู่
ตอนนี้ปู่เยโหวคือเสาหลักหมายเลขหนึ่งของสำนักพิมพ์เสินฮว่า ปู่เยโหวเกิดปัญหาย่อมส่งผลกระทบรุนแรงต่อสำนักพิมพ์เสินฮวาทั้งหมดอย่างแน่นอน
และในเวลานี้เองผู้บริหารระดับสูงที่ ‘หันจากมืดสู่สว่าง’ อย่างเริ่นเจียชุนเอ่ยขึ้นว่า
“บางทีเราไม่จำเป็นต้องมองแง่ร้ายขนาดนั้น ตลาดที่ซบเซาอยู่ตอนนี้ได้รับอิทธิพลจากกระแสบนโลกออนไลน์ แต่เรื่องแบบนี้มันแค่ชั่วคราวเท่านั้น ดูจากนิยายทั้งเล่มแล้วผมเห็นว่า ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ เป็นผลงานกำลังภายในที่ยอดเยี่ยมมากเล่มหนึ่งเลย ผู้อ่านคงไม่ถึงขั้นที่มองข้ามความยอดเยี่ยมของหนังสือทั้งเล่มไปเพียงเพราะความติดค้างใจเรื่องเซียวเหล่งนึ่ง อีกอย่าง…”
เริ่นเจียชุนเว้นไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“พวกคุณสนใจแค่เสียงด่าปู่เยโหวบนอินเทอร์เน็ต อาจจะไมทันสังเกตเห็นว่าพอมีผู้อ่านอ่านต่อไปจนถึงตอนหลังๆ ก็เริ่มมีคนออกมาชมหนังสือเล่มนี้แล้ว แม้จะยังไม่ถึงขั้นพลิกกระแส แต่ผมเชื่อว่าพอมีคนอ่านจบมากขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์นี้ต้องดีขึ้นแน่”
“ท่านรองประธานฯ มองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว”
บรรดาผู้บริหารระดับสูงยิ้มเจื่อน
ตอนนี้เริ่นเจียชุนถูก หลินจือไป๋ ดันขึ้นเป็นรองประธานสำนักพิมพ์
เริ่นเจียชุนยิ้มกล่าว “ไม่ใช่ว่าผมโลกสวย แต่ตอนนี้เริ่มมีผู้อ่านบางส่วนเปลี่ยนท่าทีต่อหนังสือเล่มนี้แล้วจริงๆ ถ้าพวกคุณไม่เชื่อก็ลองเข้าไปดูเองสิ”
“ดูแล้ว ผมดูอยู่ทุกวัน” ผู้บริหารระดับกลางคนหนึ่งบ่นว่า
“ท่าทีที่คุณบอกว่าเปลี่ยนนั่นผมยังไม่เห็นเลย เห็นแต่ฉากที่เอี้ยก้วยถูกตัดแขนก็โดนด่าไปอีกรอบ แค่เพราะแรงสะเทือนจากเหตุการณ์เซียวเหล่งนึ่งถูกย่ำยีมันใหญ่โตเกินไป เลยทำให้กระแสเรื่องที่เอี้ยก้วยแขนขาดไม่ปะทุแรงนัก”
“อย่างน้อยก็พิสูจน์ว่าคนจำนวนไม่น้อยยังไม่ทิ้งหนังสือ” เริ่นเจียชุนโต้กลับประโยคหนึ่งว่า “ไม่อย่างนั้นผู้อ่านพวกนี้จะรู้ได้ยังไงว่าต่อมาเอี้ยก้วยถูกก้วยพูฟันแขนขาด?”
สำนักพิมพ์เสินฮว่าเองก็ยังหนักใจ วงการสำนักพิมพ์เจ้าอื่นๆ ย่อมมองออกเช่นกันว่า ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ กำลังเผชิญภาวะยากลำบากในตลาดเวลานี้
ในที่ประชุมของสำนักพิมพ์เทียนกวงมีคนเอ่ยขึ้นว่า
“’ตำนานศึกเทพอินทรี’ จบเห่แล้ว ถึงขั้นที่ฉันรู้สึกว่าปู่เยโหวก็กำลังจะจบเห่ด้วยเหมือนกัน ผู้อ่านจำนวนมากประกาศเลยว่าต่อไปนี้จะไม่ อ่านนิยายหรือดูละครของปู่เยโหวอีก”
“นักเขียนระดับหัวกะทิขนาดนี้จะร่วงจากหิ้งง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ?”
“วันนี้ฉันไปเดินดูร้านหนังสือมา คนที่ซื้อ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ มีน้อยมาก หลายคนโดนกระแสวิจารณ์ในเน็ตทำเอาไม่กล้าควักเงินออกมาเลย”
“สำหรับสำนักพิมพ์เราถือว่าเป็นข่าวดี แต่สำหรับบริษัทแม่คงปวดหัวไม่น้อย”
“ยังไงบริษัทแม่ของเราก็ยังหวังพึ่งละครดัดแปลงจากนิยายเล่มนี้อยู่”
“ยังจะถ่ายทำอีกเหรอ? ฉันว่าไม่จำเป็นแล้วนะ”
“คนอ่านรู้สึกแย่กับนิยายขนาดนี้ ยังจะดูละครอีกหรือ?”
“ไม่นึกเลยว่าภาคสองของไตรภาคมังกรหยกของปู่เยโหวจะพังเพราะฉากฉากเดียว”
“พังยับจริงๆ”
สำนักพิมพ์นาเซิน
“วันนี้ผมติดต่อคุยกับผู้จัดการร้านหนังสือหลายเจ้า พวกเขาบอกว่า ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ค้างสต็อกแล้ว!”
“ร้านหนังสือไม่น้อยมีสต็อกอยู่ในมือ พวกเขาสั่งออเดอร์กันไปเยอะมาก คิดว่านิยายเล่มนี้ต้องระเบิดตลาดแน่ๆ”
“เดิมทีก็ระเบิดได้อยู่หรอกถ้าไม่มีฉากของเซียวเหล่งนึ่งนะนะ”
“พวกคุณว่ายังพอมีทางกู้ได้ไหม?”
“หมดหวังแล้วละ”
“ปู่เยโหวเองก็หมดหวังเหมือนกัน”
“ต่อไปอิทธิพลของปู่เยโหวต้องลดลงแน่ ไม่แน่เขาอาจจะเปลี่ยนนามปากกาไปเริ่มต้นใหม่ก็ได้”
“เฮอะๆ จะเปลี่ยนนามปากกาแล้วคิดจะทำให้มีอิทธิพลเท่าตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะ นามปากกาปู่เยโหวนี่มีมูลค่าสูงมาก นักเขียนทั่วไปเขียนพล็อตเรื่องแบบนี้จะปลุกให้ผู้อ่านลุกมาชุมนุมประท้วงกันในโลกความเป็นจริงได้เหรอ?”
คนในวงการต่างเห็นพ้องกันว่าปู่เยโหวจบเห่แล้ว ต่อให้ตัวนักเขียนยังพอแก้ตัวได้ แต่อย่างน้อย ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ก็หมดหนทางกู้คืนแล้ว และความล้มเหลวของนิยายเล่มนี้ก็จะกระทบไปถึงนิยายกำลังภายในเล่มที่สามในแผนไตรภาคมังกรหยกของปู่เยโหวด้วย เพราะทั้งสามภาคย่อมส่งแรงสะเทือนกันเป็นลูกโซ่
แม้แต่สื่อก็เริ่มรายงานข่าวว่ายอดขาย ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ซบเซา ดูจากแรงกระเพื่อมของข่าวเหมือนว่าเล่มนี้กำลังจะกลายเป็นผลงานที่ล้มเหลวที่สุดของปู่เยโหวไปแล้ว
ครอบครัวหลินเซี่ยยิ่งได้ใจ หลินเพิ่งเอ่ยว่า “นิยายเล่มนี้ขายไม่ออกแล้ว!”
หลินหูกล่าว “รอบนี้บ้านเราเฮสองเด้งเลย อย่างแรก ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ล้มเหลวก็ย่อมกระทบละคร อย่างที่สองเล่มนี้สำนักพิมพ์เสินฮว่าเป็นคนออก พอ หลินจือไป๋ เป็นประธานสำนักพิมพ์เขาคงปวดหัวแย่สิ?”
หลินเซี่ยพูดว่า “ปล่อยให้เจ้าหนูนั้นร้อนใจตายไปเลยยิ่งดี!”
มีเพียงหลินเป้าที่ไม่ปริปาก เขากำลังอ่านนิยาย ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ไม่วางทิ้งเพราะฉากของเซียวเหล่งนึ่ง อ่านไปอ่านมา…
แววตาของหลินเป้าก็ค่อยๆ ฉายแววซับซ้อน
นิยายเล่มนี้ยิ่งอ่านก็ยิ่งเข้มข้นจริงๆ!
เมื่อคืนอ่านจนดึกดื่นแทบวางไม่ลงเลย!
ถ้าไม่มีฉากที่เซียวเหล่งนึ่งถูกย่ำยีได้ก็คงดีมาก!
ต่อให้เอี้ยก้วยถูกตัดแขนหลินเป้าก็ยังพอรับได้ อย่างไรเสียด้านเซียวเหล่งนึ่งก็ยังผ่านมาได้แล้ว!
เขาพึมพำกับตัวเองว่า “เอาจริงๆ ถ้ารับฉากของเซียวเหล่งนึ่งได้ นิยายเล่มนี้ก็ขึ้นหิ้งเหมือนมังกรหยกได้เลยละ…”
“ขึ้นหิ้งบ้านนายสิ?” หลินเพิ่งที่นั่งข้างๆ ได้ยินก็ยิ้มเยาะ
“นึกไม่ถึงว่านายยังเป็นแฟนคลับปู่เยโหวอยู่อีก มีแต่แฟนคลับที่หลงหัวปักหัวปำแบบนายแหละที่ยังคอยแบกอยู่เงียบๆ”
แผนกโทรทัศน์ของเทียนกวงเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซูฉานฟังเสียงลูกน้องถกเถียงกันวุ่นจนเริ่มปวดหัว
“ตอนนี้กระแสตลาดประเมิน ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ต่ำมาก เราจะยังดัดแปลงนิยายเล่มนี้เป็นละครโทรทัศน์อยู่ไหมคะ?”
“ตอนแรกคิดว่าทำภาคสองเป็นละครแล้วก็คงจะดังเหมือนกัน”
“สรุปไม่รู้ปู่เยโหวคิดอะไร ยืนยันจะทำให้คนอ่านขยะแขยงให้ได้”
“งานนี้ลำบากแล้วละ”
“ทำให้พวกเราตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถ่ายก็ไม่ใช่ ไม่ถ่ายก็ไม่ใช่”
“ผมว่าเดินหน้าถ่ายได้ไม่มีปัญหา แต่ต้องตัดฉากที่เซียวเหล่งนึ่งถูกย่ำยีออกไป ยังไงตอนนี้คนอ่านก็ค้างคาใจกับเรื่องนี้ ถ้าเราแก้ไขฉากนี้ไม่แน่คนดูอาจจะชมว่าพวกเราทำได้ดีเลยก็ได้นะครับ!”
“ปู่เยโหวจะเห็นด้วยเหรอ?”
“คุยกับคุนเผิงสิครับ ถ้าไม่แก้ฉากนี้ละครของเราก็คงโดนผู้ชมถล่มยับอยู่ดี?”
“เงียบ!” ซูฉานฟาดโต๊ะดังปัง กล่าวเสียงเย็นว่า
“ฉันเซ็นสัญญากับคุนเผิงไปแล้ว เรื่องนี้เราต้องถ่าย ไม่ใช่แค่ถ่ายแต่ยังต้องเคารพต้นฉบับ ถ่ายทำตามพล็อตเรื่องอย่างซื่อตรง รวมถึงฉากของเซียวเหล่งนึ่งด้วย จัดนักแสดงระดับดีที่สุดให้ฉัน!”
“หัวหน้าซู…”
“ฉันไม่ได้มาขอความเห็นพวกคุณ!”
ซูฉานเลือกเชื่อมั่นในปู่เยโหวอีกครั้ง ผลงานของเขาไม่เคยทำให้เธอผิดหวัง
เธอเห็นว่ายิ่งเวลาแบบนี้ยิ่งต้องยืนหยัดในความไว้วางใจนี้!
เพราะสถานีโทรทัศน์เสินฮว่าไม่เชื่อใจปู่เยโหว ถึงได้เปิดช่องให้พวกเธอคว้า ‘มังกรหยก’ ไปแบบส้มหล่น!
ตึกใหญ่ชื่อปู่เยโหวกำลังจะถล่ม?
ในเมื่อเป็นตึกใหญ่จะล่มง่ายๆ ได้ยังไง?
แล้วในฐานะภาคสองของไตรภาคมังกรหยก ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ จะจบเห่จริงหรือ?
ดูท่าสถานการณ์จะไม่ง่ายดายอย่างที่เห็น
เข้าสู่วันที่สี่หลัง ‘คดีเซียวเหล่งนึ่ง’ ปะทุ เริ่มมีผู้อ่านทยอยอ่าน ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ จบทั้งเล่มแล้ว สถานการณ์เริ่มเห็นทางพลิกผัน…