ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 269 ยอดขายพลิกกลับ พายุสงบฟ้าพร่องดินขาด
ความเคลื่อนไหวของปู่เยโหวเรียกความสนใจทั่วทั้งอินเทอร์เน็ตในทันที แต่คำอธิบายคำว่า ‘ฟ้าพร่องดินขาด’ หลายคนยังไม่เข้าใจในตอนแรก สี่คำนี้มีนัยอะไรเป็นพิเศษ? แต่ไม่นานก็มีคนหัวไวโยงเข้ากับแขนที่ขาดของเอี๊ยก้วยและเหตุการณ์ที่เซียวเหล่งนึ่งถูกล่วงละเมิดจนเสียตัว แล้วชี้ให้เห็นไว้ในช่องคอมเมนต์นั้น
‘อย่างนี้นี่เอง’
‘ฟ้าพร่องที่ว่าน่าจะหมายถึงเอี๊ยก้วยที่แขนขาด ส่วนดินขาดก็คือเซียวเหล่งนึ่งที่เสียตัว ที่แทปู่เยโหววางแผนไว้ตั้งแต่แรกแล้ว!’
‘?’
‘หมายถึงแบบนี้เอง!’
‘งั้นแปลว่าความจริงแล้วเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้ไร้อรรถรส อาจเป็นวิธีที่ปู่เยโหวใช้สื่อว่าเอี๊ยก้วยไม่ได้ศรัทธาจารีตเดิมๆ ถึงแม้รูปแบบการเล่าจะสุดโต่งไปหน่อยก็เถอะ’
‘ถึงจะเข้าใจแต่ใจก็ยังสงบไม่ลงอยู่ดี’
‘เมื่อเทียบกับมังกรหยก ภาคตำนานศึกเทพอินทรีมีโทนที่หนักหน่วงกว่ามากเลย ตอนที่เอี๊ยก้วยพูดว่า “กูกูเจ้าดูสิมือเดียวข้าก็กอดเจ้าได้” ฉันร้องไห้จนหยุดไม่ได้เลยจริงๆ’
‘อารมณ์ความรู้สึกที่หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดดีเกินไปแล้ว’
‘แม้กระทั่งฉากอินทรีขาวสองตัวของก๊วยเจ๋งที่พลีชีพตามกันไปก็เขียนได้กินใจจนน้ำตาคลอเลย’
เรื่องมาถึงจุดนี้ทุกคนจำใจยอมรับความจริงว่าเซียวเหล่งนึ่งถูกล่วงละเมิดและเอี๊ยก้วยได้เสียแขนไปแล้ว จึงเริ่มถกเถียงเกี่ยวกับเนื้อเรื่องกันมากขึ้นด้วยอารมณ์ที่นิ่งและมีเหตุผล
แพลตฟอร์มจี๋กวงมีคนหยิบเรื่องความเปลี่ยนแปลงด้านบุคลิกของอึ้งยงมาคุยกันอีก และสรุปว่าอึ้งยงไม่ได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด ‘ในมังกรหยกอึ้งยงโผล่มาในวัยสิบหกแสนซุกซนสดใส แต่ในตำนานศึกเทพอินทรีเธอคือภรรยาของก๊วยเจ๋ง เป็นแม่ เป็นประมุขพรรคกระยาจก แถมยังต้องร่วมดูแลเมืองเซียงหยางกับก๊วยเจ๋ง เรียกได้ว่าทำทั้งงานในบ้านและนอกบ้าน จะให้อึ้งยงที่เรารักทำตัวไม่เกรงใจใครไร้พันธะเหมือนเดิมต่อไปไม่ได้ป่ะ แบบนั้นจะไม่กลายเป็นไม่รับผิดชอบเหรอ ความเปลี่ยนแปลงนี้แหละที่ทำให้เธอกลายเป็นวีรสตรีตัวจริงที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับก๊วยเจ๋งได้!’
‘ชอบมุมมองนี้นะ’
‘นี่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อก้าวเข้าสู่วัยกลางคน’
‘อึ้งยงตั้งแง่กับเอี๊ยก้วย แต่ในมุมมองพระเจ้าเราก็รู้ว่าเอี๊ยก้วยเคยคิดฆ่าก๊วยเจ๋งเพื่อล้างแค้นให้บิดาจริงๆ ดังนั้นมองจากจุดนี้ความหวาดระแวงของอึ้งยงก็เข้าใจได้เลยนะ’
‘ยงเอ๋อร์ยอดเยี่ยมมาตลอดอยู่แล้ว’
‘ชีวิตคนยากจะสมบูรณ์แบบ ผู้หญิงคนไหนมาอยู่แทนที่อึ้งยงก็คงทำให้ดีไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว’
‘ที่อึ้งยงขัดขวางความรักของอาจารย์กับศิษย์นี่ยิ่งเข้าใจได้เลย สมัยโบราณถือเรื่องจารีตสำคัญยิ่ง ความรักระหว่างอาจารย์กับศิษย์ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดธรรมเนียม’
‘ทัศนะของเอี๊ยก้วยร่วมสมัยมาก’
‘การปะทะกันทางความคิดในหนังสือเล่มนี้เหมือนการชนกันระหว่างความคิดของคนยุคปัจจุบันกับอดีตมากเลย’
‘ปู่เยโหวทุ่มเทใส่ใจจริงๆ’
ขณะเดียวกันในฟอรัมสำนักศึกษาก็มีการถกเถียงเกี่ยวกับพล็อตของ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ อย่างคึกคักเช่นกัน
‘พอใจเย็นลงแล้วอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบค่อยโล่งใจที่ไม่ได้ปล่อยให้กระแสเซียวเหล่งนึ่งทำให้พลาดวรรณกรรมกำลังภายในระดับตำนานอีกเล่มไป ตัวละครหลากหลายในเรื่องนี้มีชีวิตชีวาทะลุออกมาจากหน้ากระดาษใต้ปลายปากกาของปู่เยโหวเลย!’
‘ที่ทำให้ฉันสะเทือนใจที่สุดคือลี้มกโช้ว’
‘ลี้มกโช้วเทพธิดาไหมแดง ผู้แปรรักเป็นชัง แรกเริ่มไม่ได้เป็นคนโหดเหี้ยม กลับกันเลยเธอกล้ารักกล้าเกลียด ยอมฝ่าฝืนคำสั่งอาจารย์เพื่อคนรัก เพียงแต่ท้ายที่สุดจิตใจกลับพลิกผัน ผู้ที่น่าชังย่อมมีด้านน่าสงสาร การตายของเธอชวนให้ฉันสะท้อนใจที่สุดแล้ว’
‘เส้นเรื่องที่บู๊ซัมทงหลงรักบุตรบุญธรรมก็ชวนให้คนอึ้งใจหายเหมือนกัน’
‘หนังสือเล่มนี้เขียนเรื่องความรักทุกอณู ความผูกพันของบู๊ซัมทงถึงขั้นแตะเส้นแบ่งทางศีลธรรม เทียบกับเรื่องตาอูกับเสี่ยวอูที่หลงรักก๊วยพูพร้อมกันยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอกจากนี้กงซุนจี้กับคิ้วโชยเชียะก็เป็นรูปแบบความรักที่บิดเบี้ยวเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?’
‘แล้วเฉิงอิง เล็กบ้อซวง กงซุนลวี่เอ้อ กับก๊วยเซียงล่ะ?’
‘จะสรุปด้วยถ้อยคำในนิยายก็ได้ เพียงพบเอี๊ยก้วยครั้งเดียว ชะตารักทั้งชีวิตก็พังทลาย’
‘เมื่อแรกพบกันที่ท่าฟงหลิง เพียงเห็นเอี๊ยก้วยครั้งเดียวก็พลิกชะตารักไปชั่วชีวิต ประโยคนี้คนที่ชวนให้สะท้อนใจที่สุดคงเป็นก๊วยเซียง’
‘ถ้าจะบอกว่าการที่ก๊วยพู้มารู้ตัวภายหลังว่ารักเอี๊ยก้วยคือฝีมือระดับเทพของปู่เยโหว งั้นการปรากฏตัวของก๊วยเซียงก็เป็นการจุดตามังกรให้ภาพสมบูรณ์ คนแรกคือรักแต่ยังไม่รู้ตัว คนหลังคือรู้ทั้งรู้แต่รักไม่ได้ คนหนึ่งน่าเวทนา อีกคนชวนให้ทอดถอนใจ ตำนานศึกเทพอินทรีเล่มนี้เป็นคัมภีร์ที่พรรณนาความรักได้ถึงขีดสุดจริงๆ’
ตอนนี้คนที่ทึ่งที่สุดเห็นจะเป็นบรรดาผู้อ่านที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อาจยอมรับพล็อตเรื่องสวมเขาของ ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ได้ พวกเขาต่างตะลึงตาค้าง
‘อะไรอ่ะ?’
‘แบบนี้ก็ยังแก้ต่างได้อีกเหรอ?’
‘เรื่องก๊วยพู้แก้ต่างได้ เรื่องเอี๊ยก้วยเสียแขนก็แก้ต่างได้ แต่เรื่องเซียวเหล่งนึ่งนะ ต่อให้พูดยังไงสุดท้ายก็เป็นพล็อตเรื่องสวมเขาอยู่ดี!’
‘โธ่เว้ย!’
‘คนพวกนี้หลอนกันไปใหญ่แล้ว!’
‘ปู่เยโหวนี่ก็ด้วย!’
‘ทำอะไรของเขา เขียนหนังสือเก่งแล้วเจ๋งนักเหรอ เขียนดีแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ?’
‘ถึงฉันจะยอมรับว่าบางคำอธิบายก็ฟังขึ้นอยู่ รวมถึงแนวคิดฟ้าพร่องดินขาดนี่ก็มีหลักการใช้ได้จริงๆ แต่ในเชิงความรู้สึกยังไงก็รับพล็อตเรื่องแบบนี้ไม่ได้จริงๆ สายรักบริสุทธิ์จะไม่มีวันยอม!’
‘จะพูดให้ตายยังไงมันก็คือการสวมเขา!’
แม้กระแสสังคมออนไลน์จะเริ่มเปลี่ยนทิศ แต่ก็ยังมีผู้อ่านบางส่วนยืนกรานจุดเดิม แต่เมื่อความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ตค่อยๆ นิ่งลง เนื้อเรื่องของหนังสือเล่มนี้ก็กลายเป็นข้อเท็จจริงที่แน่นอนแล้ว ผ่านไปอีกสองสามวันทุกคนก็พบว่าปู่เยโหว นักเขียนขายดีคนนั้น ฝ่ากระแสกลับมาทวงบัลลังก์แล้ว!
ฟึ่บๆ!
‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ที่เงียบเหงามาหลายวันกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง!
สำนักพิมพ์เสินฮวาถึงกับได้รับสายขอเพิ่มยอดสั่งซื้อจากร้านหนังสือขนาดใหญ่หลายแห่ง!
เสียงวิจารณ์กลับตาลปัตร! ยอดขายพลิกผันสิ้นเชิง!
แม้แต่คนในวงการเดียวกันก็ยังตกตะลึงปากอ้าตาค้างกับเหตุการณ์นี้!
“อะไรกัน!”
“ปู่เยโหว ดังระเบิดอีกแล้ว?”
“ขนาดนี้ก็ยังไม่พังอีก?”
“เทพเหนือคน!”
“ดูจากทั้งวงการนวนิยายฉินโจวของเรา นอกจากปู่เยโหวแล้วยังมีใครใส่พล็อตเรื่องสวมเขาที่ชวนให้คนอ่านสะอิดสะเอียน แล้วหนังสือยังขายดิบขายดีขนาดนี้อีก?”
“อย่าว่าแต่จินโจวเลย ทั้งบลูสตาร์ก็คงไม่มีใครทำได้แล้วมั้ง!”
“เข้าใจละ งั้นเล่มหน้าฉันจะ…”
“นายคิดว่านายเป็นปู่เยโหวหรือไง?”
“ถอยไปให้ห่างฉันเลย เวลาตายอย่าให้เลือดกระเด็นมาถูกฉันล่ะ”
เมื่อเห็นว่า ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ กลับมาขายดีอีกระลอก สื่อน้อยใหญ่ทุกสำนักในอินโจวก็พากันเปลี่ยนท่าทีไปคนละทิศ!
‘นวนิยายเล่มใหม่ของปู่เยโหวพลิกหลายตลบ!’
‘ตำนานศึกเทพอินทรี ยอดขายตกต่ำถึงก้นบึ้งก่อนดีดกลับ!’
‘ตำนานยอดขายของปู่เยโหวยังเดินหน้าต่อไป!’
‘ปู่เยโหวไม่ได้ล้มแล้ว ปู่เยโหวก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง!’
‘การกลับมาของโหวราตรีมีด!’
‘กระแสปากต่อปากของตำนานศึกเทพอินทรีพลิกกลับ!’
‘ผู้เชี่ยวชาญชี้: ตำนานศึกเทพอินทรีคือภาคต่อที่สมบูรณ์แบบของมังกรหยก!’
‘ผู้กล้าผู้ยิ่งใหญ่อุทิศตนเพื่อแผ่นดินและประชา ตำนานศึกเทพอินทรีส่งก๊วยเจ๋งขึ้นหิ้ง!’
‘เทียนกวงเอ็นเตอร์เทนเมนต์เริ่มเตรียมงานถ่ายทำละครตำนานศึกเทพอินทรีอย่างเป็นทางการ!’
ใช่แล้ว เทียนกวงประกาศข่าวเตรียมถ่ายทำละครโทรทัศน์เรื่อง ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ ในวันนี้ทั้งแผนกโทรทัศน์ของเทียนกวงตื่นเต้นกันใหญ่!
“ต้องยกให้หัวหน้าแผนกซูที่มองการณ์ไกลจริงๆ เคราะห์ดีที่เราไม่ได้หาเรื่องจัดข้อกับคุณเผิง…”
“หัวหน้าแผนกซูสุดยอด!”
“ดูท่าว่าพาร์ตของเซียวเหล่งนึ่งคงไม่ต้องแก้แล้ว”
“ฮ่าๆๆ ดูท่าคนอ่านรับแรงกระแทกกันเก่งมากเลย”
“ก็ต้องดูด้วยว่าใครเป็นคนเขียน”
“ถ้าไม่ใช่ปู่เยโหว ใครเขียนพล็อตแบบนี้ได้ซี้แหงแกไม่ต้องสงสัยเลย”
“ปู่เยโหว ยังเกือบพังไม่เป็นท่าเลยนะ”
“หมอนี่ตัวป่วนของแท้ ฉันอ่านตำนานศึกเทพอินทรีแล้วแทบเดือดตาย แต่ก็ช่างเถอะ คนอ่านรับได้ก็พอ”
“คนอ่านรับได้ ผู้ชมก็รับได้”
ต้องบอกว่าตอนนี้คนที่ชอกช้ำที่สุดยังเป็นครอบครัวของลุงรอง หลินเชี่ย หลินเชี่ย ถึงกับคุมอารมณ์ไม่อยู่ ทำไมคนอ่านพวกนี้ถึงได้ว่าง่ายกันขนาดนี้เนี่ย!
“แบบนี้ก็ยังให้อภัยได้อีก? เป็นฉันจะไม่มีวันยกโทษให้เลย!”
หลินหูพูดฮึดฮัดอย่างเจ็บใจ หลินเพิ่งกัดฟันพูดว่า “ครั้งนี้ถือว่าเขาโชคดีรอดเคราะห์ไปได้หนหนึ่ง!”
แม้แต่หลินเป้าก็ยังมีอารมณ์หลากหลาย เขารู้สึกว่าครั้งนี้ปู่เยโหวสบายเกินไป โดนด่าอยู่ครู่เดียวแล้วทุกอย่างก็กลับเข้าที่เหมือนเดิม คนที่ควรซื้อหนังสือก็แห่ไปซื้อหนังสือที่ร้านเหมือนเดิม นี่มันกำลังทำให้ปู่เยโหวเหลิงนะ!
ต่อไปถ้าหมอนี่คึกหนักกว่าเดิมจะทำยังไง? คนอ่านใจดีกับปู่เยโหวเกินไปแล้ว!
แต่พอคิดกลับกัน หลินเป้าก็ได้แต่ปลง อย่างไรพออ่าน ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ จบทั้งเล่ม เขาเองยังต้องยอมรับว่าถ้าตัดจุดชวนค้างคาใจบางช่วงออกไป หนังสือทั้งเล่มก็สนุกมากและถึงขั้นคลาสสิกเลยทีเดียว
ที่บ้านของ หลินจือไป๋ พ่อถอนหายใจแล้วพูดว่า “ฟ้าพร่องดินขาดเล่นเอาอยู่เลย ถือว่าปู่เยโหวคนนี้ไม่ธรรมดา พาเขาผ่านดรามาไปได้จริงๆ”
“หลักๆ เพราะจุดพีกของเรื่องมันเยอะมากจริงๆ”
หลินเซิ่งเทียนพูดอย่างเสียดายว่า “แม้แต่ก๊วยเซียงที่มีบทไม่กี่ฉาก ผมยังชอบมากจนรู้สึกผูกพันกับตัวละครนี้อย่างลึกซึ้งเลย มีช่วงหนึ่งผมคิดว่าถ้าเซียวเหล่งนึ่งตาย เอี๊ยก้วยได้ลงเอยกับก๊วยเซียงก็คงไม่นับว่าเป็นตอนจบที่เลวร้าย”
“ตัวละครก๊วยเซียงนี่น่าเอ็นดูจริงๆ” แม่เสริมตามว่า “เธอไม่ใช่ที่คนเขาเรียกว่ามารบูรพาน้อยเหรอ แม้ว่าก๊วยเซียงไม่ได้แค่รับสติปัญญาจากตาและแม่มาเท่านั้น แต่ยังสืบทอดจิตวิญญาณบางอย่างของก๊วยเจ๋งมาด้วย เรียกได้ว่าเป็นภาพแทนที่ลงตัวอย่างงดงาม เด็กสาวแบบนี้ใครเห็นก็ต้องชอบทั้งนั้น”
หลินชีพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้หนูยิ่งอยากรู้ว่าภาคที่สามของไตรภาคมังกรหยกจะเล่าเรื่องอะไรแล้ว เส้นเวลาจะต่อจาก ‘ตำนานศึกเทพอินทรี’ หรือเปล่า?”
“ต่อกันอยู่แต่ไม่มากนัก” หลินจือไป๋ อดสปอยล์ไม่ได้
ทุกคนหันขวับไปมอง หลินจือไป๋ “นายรู้ได้ยังไง?”
หลินจือไป๋ ยิ้มกล่าว “ผมเป็นประธานสำนักพิมพ์เสินฮว่า ได้พูดคุยกับปู่เยโหวอยู่บ้าง คงถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลพอควรนะ”
“งั้นนายเล่าภาคสามมาหน่อย!”
ทุกคนไม่สงสัยเลย ต่างจ้องมอง หลินจือไป๋ ด้วยความคาดหวัง หลินจือไป๋ ยิ้มแล้วกล่าวว่า “กระบี่เหล็กดำของเอี๊ยก้วย ต่อมาถูกก๊วยเจ๋งกับอึ้งยงหลอมใหม่เป็นหนึ่งดาบหนึ่งกระบี่”
“หนึ่งดาบหนึ่งกระบี่?”
“กระบี่อิงฟ้า ดาบฆ่ามังกร”
“โห!”
“ชื่อฟังดูทรงพลังมาก!”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
“จากนั้นทั่วยุทธภพก็ลุกเป็นไฟ แย่งชิงดาบฆ่ามังกร เลือดนองไปทั่วทั้งแผ่นดิน พระเอกภาคสามก็เผยตัวขึ้นจากความวุ่นวายนั้น”
“แล้วชื่อเรื่องล่ะ?”
“ภาคสามชื่อ ‘ดาบมังกรหยก’ แต่คงยังไม่ปล่อยในเร็วๆ นี้”
หลินจือไป๋ สปอยล์ไว้เพียงเท่านี้ แต่ครอบครัวก็จินตนาการไปไกลแล้ว หลินจือไป๋ แอบผ่อนลมหายใจ ในที่สุดเรื่องนี้ก็เหมือนพายุสงบลงได้เสียที