ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 280-2 คำวิงวอนของป้า (2)
“คุนเผิงเหรอครับ?”
หลินจือไปทำเป็นเพิ่งรู้เรื่องนี้ พลางพูดลอยๆ ว่า “ให้พวกเขาส่งแผนงานวาไรตี้มาให้ผมดูก่อน ผมอ่านเสร็จแล้วจะตัดสินใจอีกทีครับ”
“ได้ เดี๋ยวฉันจะส่งให้เธอด้วยตัวเองเลย”
ท่าทีของหลินเวยเป็นมิตรมาก ทำให้หลินจือไปเดาไม่ออกว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้สุภาพขนาดนี้
ขณะที่หลินจือไปกำลังจะออกไป หลินเวยก็เรียกเขาไว้ “เสี่ยวไป๋ ป้ามีเรื่องอยากจะขอปรึกษาหน่อย”
“ป้าเชิญพูดมาได้เลยครับ” คนยิ้มให้ ใครจะทำร้ายกันเล่า หลินเวยพูดอย่างสุภาพ หลินจือไปก็ตอบอย่างสุภาพเช่นกัน
“คืออย่างนี้ ลุงเขยของเธอมีโรงพิมพ์อยู่หลายแห่งไม่ใช่เหรอ แต่ก่อนโรงพิมพ์พวกนั้นก็มักจะได้ร่วมงานกับสำนักพิมพ์เสินฮวาของเรา แต่พักนี้ฉันได้ยินมาว่าการพิมพ์และการจัดจำหน่ายหนังสือของสำนักพิมพ์เสินฮวาไม่ได้ใช้โรงพิมพ์ของเขาแล้ว ฉันเลยคิดว่าตอนนี้สำนักพิมพ์เสินฮวาอยู่ในความดูแลของเธอ เธออาจจะไม่พอใจลุงเขยอยู่ใช่หรือเปล่า บอกป้าได้เลยนะ! ป้าจะให้เขาไปแก้ไข…”
“โรงพิมพ์ต้าฮวาเหรอครับ?”
“ใช่ๆ อันนั้นแหละ!” หลินเวยมองหลินจือไปด้วยแววตาที่ทั้งคาดหวังและเอาอกเอาใจ
หลินจือไปพูด “แนวทางความร่วมมือกับโรงพิมพ์ต้าฮวา เป็นนโยบายที่อดีตรองประธานสำนักพิมพ์อย่างหลัวตาเป็นคนกำหนดไว้ ต่อมาหลัวตามีปัญหา โครงการที่เขาเป็นหัวหน้าก็เลยถูกผมสั่งยกเลิกไปด้วย ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับลุงเขยเลยครับ”
สิ่งที่หลินจือไปพูดเป็นความจริง พอหลัวตาหมดอำนาจ พวกพ้องก็หนีหายเหมือนน้ำร้อนลวก หมดชาก็เย็น ต้นไม้ล้มฝูงลิงกระจัดกระจาย โครงการที่เขาเป็นหัวหน้าหลินจือไปก็สั่งตัดไปตามความเหมาะสม ไม่คิดเลยว่าจะพลอยกระทบลุงเขยไปด้วย อย่างไรก็เป็นแค่เรื่องที่พูดขึ้นมาไม่กี่คำในที่ประชุม หลินจือไปไม่ได้ขุดลึกอะไรขนาดนั้น ลูกน้องข้างล่างน่าจะทำเกินไปเองเสียมากกว่า ไม่แน่อาจมีคนเดาใจตนแล้วจงใจทำให้ลุงเขยเสียหน้าก็เป็นได้ ไม่อย่างนั้นป้าคงไม่แสดงท่าทีแบบนี้
“ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอพูดจริงหรือเปล่า เราพูดกันตรงๆ เลยนะ… เสี่ยวไป๋ เรื่องระหว่างเธอกับ ‘ลุง’ ของเธอ ฉันไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย รวมทั้งลุงเขยของเธอก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เขาแค่ใช้ความสัมพันธ์ผ่านฉันไปติดต่อกับหลัวตา… ฉันสาบานได้ว่าฉันกับลุงเขยของเธอไม่เคยทำอะไรที่ทรยศต่อครอบครัวของพวกเธอเลย เธอจะกลับไปถามพ่อของเธอก็ได้”
เว้นไปครู่หนึ่ง หลินเวยกัดฟันก้มหน้าลง เอ่ยวิงวอนเสียงแผ่ว “เพราะงั้น ช่วยปล่อยลุงเขยของเธอเถอะนะ ได้ไหม? ป้าขอร้องเธอละ โปรดปรานีหลินจือไป”
ตอนนี้หลินเวยดูออกจากคำพูดอ้อมค้อมหรือท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ก็พอจะสัมผัสได้ถึงท่าทีของปู่ หลินเวยถึงกับสงสัยว่าในอนาคตหลินจือไปจะได้กลายเป็นหนึ่งในผู้กุมอำนาจในเสินฮวากรุ๊ปเลยทีเดียว! ในสถานการณ์แบบนี้หลินเวยไม่กล้าแสดงท่าทีอาวุโส ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าหลินจือไปยังกุมชะตากรรมธุรกิจของสามีเธอไว้ในมือด้วย พูดแบบนี้แล้วกัน ขอแค่หลินจือไปเอ่ยปากออกไป วงการสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหมดก็คงไม่มีใครกล้าร่วมงานกับโรงพิมพ์ต้าฮวาอีกเลย!
นี่เป็นคำพูดที่สามีของหลินเวยบอกเธอเมื่อคืน ทั้งวงการสื่อสิ่งพิมพ์ฉินโจว ตอนนี้สำนักพิมพ์เสินฮวาใหญ่ที่สุดแล้ว หลานชายของเธอคนนั้นฝีมือสูงล้ำถึงขนาดสำนักพิมพ์นาเซินกับสำนักพิมพ์เทียนกวงยังไม่กล้าแม้แต่จะต่อกรกับเขาเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้โรงพิมพ์ทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การดูแลของฉันตอนนี้ต่างก็ต้องดูสีหน้าของเขาในการเลี้ยง ‘ปากท้อง’
กระทั่งตอนท้ายสามียังแอบบ่นเธอเบาๆ ว่าทำไมตนที่เป็นป้าถึงได้รักษาความสัมพันธ์กับครอบครัวหลานชายได้เย็นชาขนาดนี้? จนถึงขั้นที่หลินจือไปต่อสู้ห้ำหั่นกับบรรดาลุงๆ สุดท้ายครอบครัวเธอกลับกลายเป็นเหยื่อของศึกครั้งนี้เสียเอง ด้วยเหตุนี้หลินเวยจำต้องก้มหัวยอมสละศักดิ์ศรี ละทิ้งความหยิ่งทะนงของผู้ใหญ่ลง เธอเป็นลูกสาว เรื่องสืบทอดเสินฮวากรุ๊ปอะไรนั่น ตั้งแต่รุ่นพ่อก็ไม่เคยมีความหวังอยู่แล้ว จะไปเทียบกับหลานชายคนนี้ที่มีค่ามหาศาลได้ยังไง
“ปล่อยลุงเขยไปเหรอ?” มองหลินเวยที่ก้มหัวให้ตน หลินจือไปกลับไม่ได้รู้สึกสะใจ
ถ้าเป็นสามพี่ชายของหลินเวย หรือก็คือลุงทั้งสามของหลินจือไปที่ยอมก้มหัวให้แบบนี้ หลินจือไปอาจจะรู้สึกดีอยู่บ้าง และถึงแม้ลุงทั้งสามจะยอมก้มหัว หลินจือไปก็ไม่ระมือ ส่วนหลินเวยกับลุงเขย
หลินจือไปพูด “ผมจะตรวจสอบคุณสมบัติของโรงพิมพ์ต้าฮวา ถ้าไม่มีปัญหา สำนักพิมพ์เสินฮวาก็จะร่วมงานต่อไปครับ”
“ขอบใจนะเสี่ยวไป๋ ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าเธอไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น!”
หลินเวยทั้งแปลกใจทั้งดีใจ ด้วยคำพูดนี้ของหลินจือไป ต่อไปสำนักพิมพ์เสินฮวาก็จะไม่ปิดกั้นโรงพิมพ์ต้าฮวาอีกแล้ว!
“แต่ผมมี ‘เงื่อนไข’ ครับ” หลินจือไปเอ่ยเสียงเรียบ “ถ้าโรงพิมพ์ต้าฮวาอยากได้ออร์เดอร์จากสำนักพิมพ์เสินฮวามากกว่านี้ พี่สาวผมต้องได้ขยับเขยื้อนอะไรหน่อย”
หัวใจของหลินเวยกระตุกวูบ เข้าใจทันทีว่าหลินจือไปหมายถึงอะไร
“เธอรอดูแล้วกัน” หลินเวยกัดฟันพูด “ตำแหน่งรองผู้จัดการแผนกเพลงยังว่างอยู่พอดีครับ”
หลินจือไปยิ้มบางๆ พลางว่า “ป้าเป็นคนฉลาด รู้วากระแสลมพัดไปทางไหน”
ในความหมายหนึ่ง ในตระกูลมั่งคั่งไม่มีคำว่าสายสัมพันธ์ ก่อนหน้านั้นที่ลุงเขยอยากเข้ามาในเสินฮวากรุ๊ป ก็ถูกบรรดาลุงๆ ขัดขวางไว้อย่างแน่นหนาเพราะกลัวอำนาจจะถูกแบ่งไป! นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างป้ากับบรรดาลุงๆ ไม่ค่อยดีนัก ถ้าป้าทำผลงานได้ดี หลินจือไปก็ไม่ติดที่จะยื่นมือช่วยเหลืออีกฝ่ายสักหน่อย
ส่วนโรงพิมพ์ต้าฮวา ถ้าบอกว่าความเป็นความตายขึ้นอยู่กับหลินจือไปเลยก็อาจจะเกินไปหน่อย แต่เขาก็กุมอำนาจยิ่งใหญ่ที่ชี้เป็นชี้ตายอยู่จริงๆ ตอนนี้หลินจือไปคือราชาแห่งตลาดหนังสือ
หลินจือไปเพิ่งออกจากห้องทำงานได้ไม่นาน พี่สาวก็วิ่งเข้ามา “ป้าเรียกนายไปทำไมเหรอ?”
หลินจือไปก็เล่าเรื่องราวให้พี่สาวฟังคร่าวๆ หลินซีมองน้องชายด้วยสีหน้าตกตะลึง “ตอนนี้นายมีอำนาจในตลาดหนังสือมากขนาดนี้แล้วเหรอ?”
“ก็พอได้” หลินจือไปยิ้มกล่าว “ถ้าผมจะเล่นงานลุงเขยจริงๆ โรงพิมพ์ต้าฮวาก็เหลือแค่สองทางเลือก ไม่ไปพึ่งสำนักพิมพ์เทียนกวงก็ไปร่วมงานกับนาเซิน แต่สองเจ้านั้นไม่มีทางช่วยลุงเขยหรอก”
ดังนั้นหลินจือไปคือที่พึ่งเดียวของโรงพิมพ์ต้าฮวา
แน่นอนว่าถ้าลุงเขยยอมลดตัวไปทำงานกับสำนักพิมพ์เล็กๆ โรงพิมพ์ก็ยังพอไปต่อได้ เพียงแต่อย่าหวังว่าจะใหญ่โตได้เหมือนกับตอนนี้ เพราะปริมาณงานพิมพ์น้อยเกินไป ไม่เหมือนกับสำนักพิมพ์เสินฮวาที่ตอนนี้ครองอันดับหนึ่งของทั้งฉินโจว ปีหนึ่งพิมพ์หนังสือหลายพันล้านเล่ม มูลค่าคำสั่งซื้อนั้นสำหรับโรงพิมพ์แล้วมหาศาลเกินประเมิน!
“นายนี่ไปได้ไกลจริงๆ” หลินซียิ้มกล่าว “แต่หลังจากป้าคนนี้ได้ขึ้นเป็นผู้จัดการแผนกเพลงแล้ว ก็ปฏิบัติกับฉันดีใช้ได้เลยนะ”
“อืม”
เหมือนป้าคนนี้จะไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่อง คิดอยู่ครู่หนึ่งหลินจือไปก็พูดว่า “ผมช่วยหาตำแหน่งรองผู้จัดการแผนกเพลงมาให้พี่แล้ว จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของพี่แล้วล่ะ”
“กรี๊ด!” หลินซีดีใจสุดๆ “ฉันมีหวังจะได้เป็นรองผู้จัดการแผนกเพลงจริงๆ เหรอ?”
หลินจือไปพยักหน้า พลันนึกขึ้นได้ว่าการสอบจำลองครั้งแรกที่ปู่กำหนดใกล้ต้องส่งข้อสอบแล้ว ตนที่ส่งข้อสอบก่อนเวลา แถมยังได้เต็มร้อย ไม่รู้ว่าปีหน้าจะได้อะไรบ้าง ปู่คงไม่ได้ยกสำนักพิมพ์เสินฮวาให้ตนแล้วจบแค่นั้นหรอกนะ?
“ไม่นึกเลยว่าตอนนี้อาชีพการงานของพี่จะขึ้นอยู่กับนายคนเดียวแล้ว” หลินซีกอดไหล่น้องชาย “งั้นอาจารย์ไปตี้จะปล่อยเพลงใหม่เมื่อไหร่ ก็อย่าลืมคิดถึงพี่สาวนะจ๊ะ”
“คราวหน้าไม่ลืมแน่” หลินจือไปคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “มีเรื่องหนึ่งอยากให้พี่ช่วยหน่อย ผมอาจจะไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีวาไรตี้ใหม่ของคุนเผิง”
“วาไรตี้ใหม่ของคุนเผิงถึงกับเชิญให้นายไปเป็นผู้อำนวยการเลยเหรอ?”
“วาไรตี้ที่พวกเขาทำกันเอง ไม่ได้มีทีมงานมือเก่าอย่างสามค่ายใหญ่ เลยต้องหาคนจากหลายทางน่ะ”
“นายตอบรับแล้วเหรอ?”
“ใกล้แล้วล่ะ ผมอยากจะพาจางซีหยางไปด้วย วาไรตี้รายการนี้ผมมองว่าน่าจะไปได้สวย”
“ได้สิ นายไปพูดกับจางซีหยางเองเถอะ สำหรับเขาแล้ว คำพูดของนายนะมีน้ำหนักกว่าพี่เยอะเลย”
“ผมแค่บอกพี่ไว้ก่อนเท่านั้นเอง” จากนั้นหลินจือไปก็พูดอีกว่า “รายการนี้ต้องการโค้ชสี่คน ตอนนี้มีจางซีหยางคนนึงแล้ว ยังขาดอีกสามคน ตอนนี้พี่ดูแลนักร้องในแผนกเพลงอยู่น่าจะรวมถึงราชาเพลงราชินีเพลงด้วยใช่ไหม พี่ช่วยผมถามดูหน่อยว่ามีใครอยากมาบ้าง ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร ผมจะให้ทางคุนเผิงติดต่อราชาเพลงราชินีเพลงของเทียนกวงไป”
เขาเกือบหลุดปาก แต่หลินซีไม่ได้เห็นว่าอะไรผิดปกติ เพียงแต่ตกใจเล็กน้อย “ต้องเป็นราชาเพลงราชินีเพลงเท่านั้นเหรอ?”
“ใช่ครับ”
“คุนเผิงทำวาไรตี้เองครั้งแรก ถึงกับจะหาโค้ชสี่คนที่เป็นราชาราชินีเพลงเลย กล้ากว่าพวกเราเสินฮวาอีกนะ งั้นพี่จะลองถามดูแล้วกัน แต่พวกราชาราชินีเพลงมีฐานะสูงส่งในวงการ เป็นรองจากพ่อเพลงเท่านั้นเอง ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเหมือนจางซีหยางที่นายแค่พูดประโยคเดียวก็ยินดีจะไปกับนายหรอกนะ”
หลินจือไปพยักหน้า วาไรตี้ของคุนเผิงสำหรับดาราส่วนใหญ่แล้วถือว่ามีแรงดึงดูดทีเดียว แต่สำหรับราชาราชินีเพลงซึ่งอยู่เหนือแถวหน้าก็แค่งั้นๆ ไม่พิเศษอะไร พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบออกรายการวาไรตี้อยู่แล้ว เว้นเสียแต่ว่ารายการนี้จะต้องกลายเป็นรายการยอดฮิตเท่านั้น!
แต่ใครจะไปคาดเดาได้ล่วงหน้าว่ารายการไหนจะดังเป็นพลุแตก?
“ไปกินข้าวกลางวันด้วยกันเถอะ”
หลินซีลากหลินจือไปไปที่โรงอาหารของผู้บริหารบริษัท ระหว่างทางก็โทรศัพท์ไปสองสามสาย มาถึงโรงอาหาร หลินซีวางสายสุดท้ายแล้วพูดกับหลินจือไปด้วยรอยยิ้มว่า “พอได้ยินว่าเป็นวาไรตี้ของคุนเผิง แถมยังมีอาจารย์ไปตี้ไปเป็นผู้อำนวยการดนตรีอีก ดูเหมือนราชินีเพลงของบริษัทเราสองคนจะสนใจอยู่เหมือนกันนะ”
“จริงเหรอครับ?” หลินจือไปจำได้ว่าเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์มีราชินีเพลงอยู่ทั้งหมดสองคน