ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 327-2 ศิลปินอักษรวิจิตรอันดับหนึ่งแห่งบลูสตาร์! (2)
ที่บ้านหลินจือไป๋ หลินซีหัวเราะจนตัวงอ “คุณปู่จ่ายไม่ไหวหรือเปล่าเนี่ย!”
หลินเชิ่งเทียนก็ขำ “ผลงานของศิลปินอักษรวิจิตรร่วมสมัยสถิติสูงสุดก็แค่หลักสิบล้านเองมั้ง เสี่ยวเฮยนี่เล่นปาไปหลายร้อยล้านเลยนะ!”
แม่คำนวณในใจแล้วกล่าว “ที่บ้านยังมีสมุดการบ้านของเสี่ยวเฮยเหลืออยู่ไหม?”
พ่อกล่าว “ให้แม่บ้านจัดการทิ้งไปแล้ว”
แม่ใจสลายทันที “นั่นมันความเสียหายตั้งกี่ร้อยล้านกันล่ะนั่น!”
พ่อหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ออก “คุณนึกว่าเสี่ยวเฮยเขียนส่งเดชอะไรก็มีค่าขนาดนี้ทั้งนั้นเหรอ อีกอย่างลายมือเมื่อก่อนของเขาก็ไก่เขี่ยจะตาย ไม่มีทางมีระดับอย่างวันนี้หรอก!”
ก็ไม่รู้ว่าลูกคนนี้เป็นยังไงกันแน่!
ตกลงเขายังมีเรื่องเซอร์ไพรส์ให้คนในครอบครัวอีกเท่าไหร่กันนะ!
หลินเจามูไม่ได้สู้ราคาอีก ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากแต่เป็นเพราะเศรษฐีพวกนั้นบ้ากันไปแล้ว!
ห้าร้อยล้านยังไม่จบอีก!
“ห้าร้อยสามสิบล้าน!”
“ห้าร้อยสี่สิบล้าน!”
“ห้าร้อยห้าสิบล้าน!”
แม้การเพิ่มราคาของทุกคนจะเริ่มยับยั้งชั่งใจแล้วแต่ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่อีกจริงๆ!
จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งดังขึ้นกะทันหัน
“หกร้อยล้าน”
คนที่เสนอราคาครั้งนี้คืออันดับหนึ่งแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ฉินโจว และเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของฉินโจวด้วย!
เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ฉินโจวท่านนี้ เมื่อคืนวานยังถูกหลินเจามูพาไปกินข้าวกับหลินจือไป๋อยู่เลย
“ทุกคนต่างก็รู้มิตรภาพของผมกับเหล่าหลิน หลานชายของเหล่าหลินก็คือหลานชายของผม หวังว่าทุกท่านจะไว้หน้าผมหน่อยดีไหมครับ?”
เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ถามด้วยรอยยิ้ม เศรษฐีฉินโจวลังเลอยู่ครู่หนึ่งไม่ได้เพิ่มราคาต่อ
หกร้อยล้าน เศรษฐีที่นั่งอยู่ที่นี่ต่างก็จ่ายไหว แต่การใช้เงินหกร้อยล้านซื้อผลงานพู่กันหนึ่งภาพมันเวอร์เกินไปแล้ว!
เวอร์จนทุกคนรู้สึกว่าถ้าเพิ่มราคาต่อไปอีกมันออกจะเกินไปหน่อยแล้ว!
แน่นอนว่าทุกคนก็อยากไว้หน้าเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ท่านนี้ด้วย อย่างไรอีกหลายครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความร่วมมือทางธุรกิจกันนี่นะ
ด้วยเหตุนี้เศรษฐีฉินโจวจึงไม่เพิ่มราคาต่อ
เศรษฐีจากทวีปอื่นๆ หลังจากลังเลเล็กน้อยก็ยอมตัดใจอย่างจนปัญญาเช่นกัน
“หกร้อยล้านครั้งที่หนึ่ง หกร้อยล้านครั้งที่สอง หกร้อยล้านครั้งที่สาม!”
เสียงของพิธีกรสั่นเครือไปหมด!
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครเพิ่มราคาอีก ค้อนเล็กๆ ก็เคาะลงมาอย่างแรง!
“หกร้อยล้าน ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ ปิดการประมูลครับ!”
หลินเจามูมองดูเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ แววตาผิดไปจากเดิมเล็กน้อย
เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ยิ้มกล่าว “ผมไม่ทำให้ภาพนี้เสียของหรอกน่า กลับไปจะเอาไปแขวนไว้ในห้องหนังสือดูมันทุกวันเลย อีกอย่างเรื่องที่ผมคุยกับคุณเมื่อวานว่ายังไง เก็บไปพิจารณาหรือยัง หลานสาวผมหน้าตาสะสวยมากนะขอบบอก!”
“จุด!”
“นี่คุณคิดจะดองเป็นญาติกันเหรอ?”
“เหล่าหลินอย่าไปฟังเขา ผมก็มีหลานสาวเหมือนกัน!”
“หลานสาวคุณเพิ่งจะอายุสิบสองเองนะ!”
“สิบสองแล้วทำไม? หลานชายท่านประธานหลินก็อายุไม่เท่าไหร่เหมือนกันนี่นา! พอดีเลยให้พวกเขาบ่มเพาะความรู้สึกกันไปก่อนสักสองสามปี พออายุถึงเกณฑ์ก็แต่งงานได้เลย!”
“งั้นคุณก็ส่งไปที่เวยโจวเลยสิ ที่นั่นสิบห้าก็แต่งงานได้แล้ว ทำสัญญาใจสามปี”
“ฮ่าๆ…”
ฟังการหยอกล้อของคนกลุ่มนี้ จับสังเกตแววตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาของพวกเขาได้ ในที่สุดหลินเจามูก็เผยรอยยิ้มออกมา
หันกลับไปมองบนเวที หลินจือไป๋กำลังกล่าวขอบคุณ แววตาของหลินเจามูค่อยๆ อ่อนโยนลงทีละน้อย
ถ้าวันนี้สถานการณ์ของตนไม่ได้น่ากระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เจ้าเด็กคนนี้ก็น่าจะยังคิดจะซ่อนคมต่อไปสินะ?
เมื่อครู่นี้ตนเสียหน้าไปบ้าง แต่พอหลานชายตัวดีคนนี้ลงมือเพียงครั้งเดียวก็…
สามารถกู้หน้าคืนมาให้เขาได้เป็นพันเท่า!
การปิดประมูลด้วยราคาสูงเสียดฟ้าถึงหกร้อยล้านในเวลานี้ ได้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลกแล้ว!
ในเวลาเดียวกัน!
โลกออนไลน์ของทุกทวีปต่างระเบิด!
ผู้ชมของทุกทวีปต่างก็บ้าคลั่งกันไปแล้ว!
‘คุณพระช่วย!’
‘หกร้อยล้านเชียวนะ!’
‘ผ่านศึกในครั้งนี้ไป ไปตี้ได้นั่งบัลลังก์ศิลปินอักษรวิจิตร อันดับหนึ่งแห่งบลูสตาร์อย่างมั่นคงถาวรแน่’
‘ผลงานของศิลปินยุคปัจจุบันอย่างมากก็ขายได้แค่ยี่สิบกว่าล้าน แต่เขาเพิ่มราคาขึ้นไปกี่เท่าตัวในรวดเดียวกันเนี่ย!’
‘นี่มันเทียบชั้นกับเหล่าปรมาจารย์อักษรวิจิตรระดับท็อปในสมัยโบราณได้เลยนะ!’
‘ปราชญ์อักษรวิจิตรระดับท็อปโบราณเหล่านั้น ผลงานชิ้นเอกก็ประมูลได้หลายร้อยล้านเหมือนกัน แต่นั่นมันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หรือกระทั่งงานที่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นของหายากที่ไม่มีผลิตอีกแล้ว แถมยังมีมูลค่าความเป็นวัตถุโบราณอีก!’
‘แต่ไปตี้เป็นศิลปินอักษรวิจิตรยุคปัจจุบันนะ! เขายังหนุ่มขนาดนี้ งานอักษรวิจิตรยังไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อะไรเลยด้วยซ้ำ!’
‘วันนี้ที่ไปตี้ระเบิดโทสะเพื่อฉินโจวเหรอ?’
‘ไม่หรอก ฉันรู้สึกว่าหลักๆ แล้วไปตี้ทำเพื่อคุณปู่หลินเจามูของเขามากกว่า!’
‘จูเกอชิวเหลียงเหยียบย่ำหลิวอั้น ทำให้สถานการณ์ของหลินเจามูพลอยกระอักกระอ่วนไปด้วย ไปตี้ในฐานะหลานชายคนเล็กที่ผู้เฒ่ารักที่สุด จึงบันดาลโทสะขึ้นไปตบหน้ากลางเวที’
‘ผลคือการตบหน้าคราวนี้ดังสนั่นเกินไป’
‘คาดว่าผู้เฒ่าหลินเองก็คงคิดไม่ถึงว่า ขนาดควักเงินห้าร้อยล้านแล้ว ยังซื้อผลงานของหลานชายแท้ๆ ตัวเองไม่ได้เลย!’
บ้านหลินจือไป๋ หลินเชิ่งเทียนตาลุกวาวเป็นสีเขียว “แค่สองสามร้อยตัวอักษรก็หกร้อยล้านแล้ว!?”
หลินซีกล่าวอย่างมาดร้าย “รอเสี่ยวเฮยกลับมา จะจับขังลืมแล้วบังคับให้เขียนหนังสือไม่หยุดเลย!”
พ่อหัวเราะ “ลูกนี่ใจดำอำมหิตยิ่งกว่าคุณปู่ที่เป็นนายทุนหน้าเลือดอีกนะเนี่ย”
แม่กลับรู้สึกปวดใจ “เจ้าเด็กเสี่ยวเฮยคนนี้ทำไมไม่บอกกันก่อนนะว่าลายมือเขามีค่าขนาดนี้ ที่บ้านเราไม่มีงานเขียนอื่นของเขาเก็บไว้บ้างเลยเหรอ?”
“หนูมีวิธี” หลินซีกล่าว “แม่ก็ซื้อบ้านให้เขาสักหลังสิคะ โฉนดใส่ชื่อเขาแล้วให้เขาเซ็นชื่อรับ ลายเซ็นนั้นต้องแพงกว่าราคาบ้านแน่”
บ้านลุงใหญ่ หลินชุนตะลึงตาค้าง “หกร้อยล้าน!”
ขมับของหลินกงเต้นตุบๆ อย่างบ้าคลั่ง “ไอ้เด็กเวรนี่ทำไมถึงเก่งขนาดนี้วะ!”
ดวงตาของหลินจิงแดงก่ำจนน่ากลัว “มันมีดีอะไรกัน ตัวอักษรพวกนั้น ตัวอักษรพวกนั้นมันวิเศษตรงไหน!”
บ้านลุงรอง หลินเซี่ยหัวใจมอดไหม้กลายเป็นเถ่าถ่าน “ไอ้สัตว์เดรัจฉานนั่น ตอนนี้เอาใจคุณปู่ได้แล้ว!”
หลินหูตัวสั่นเทิ้ม “คราวนี้คุณปู่จะยกเสินฮวากรุ๊ปให้มันจริงๆ แล้วเหรอ?”
หลินเป่าถาม “ถ้ามันเขียนตัวหนังสืออีกหน่อย จะซื้อสำนักพิมพ์เสินฮวาได้ด้วยตัวเองเลยไหม?”
หลินเฟิงจิกเล็บลงในเนื้อ ที่เจ็บคือกาย แต่ที่เจ็บยิ่งกว่ากายคือใจ
บ้านลุงสาม หลินชิวถอนหายใจ “โอกาสที่เหลือให้พวกเรามีไม่มากแล้ว”
หลินมูกัดฟัน “ตอนนี้คุณปู่ต้องมองมันเป็นแก้วตาดวงใจแน่ๆ!”
หลินหลิวพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว หลินเซินคิดอย่างเหม่อลอยว่า ถ้าตนเป็นปู่ก็คงพิจารณามอบบริษัทให้ลูกหลานของคนคนนี้เหมือนกันใช่ไหม
บ้านลุงๆ ของหลินจือไป๋ในเวลานี้ต่างก็รู้สึกสิ้นหวังเล็กน้อย
ทุกคนต่างรู้ดีว่า การแสดงออกของหลินจือไป๋ในรอบนี้ ได้คะแนนบวกจากคุณปู่ไปมากแค่ไหน!
และก่อนงานประมูลการกุศลจะเริ่ม คุณปู่ก็ได้เปิดเผยเจตนาที่ต้องการให้หลินจือไป๋รับช่วงต่อสู่ภายนอกแล้ว บวกกับครั้งนี้อีก เกรงว่าตาชั่งในใจของคุณปู่คงใกล้จะเคาะเต็มทีแล้ว
ที่งาน หลินจือไป๋กล่าวขอบคุณเสร็จก็ลงจากเวที
หลังลงจากเวทีหันกลับมาก็พบว่าอาการของโจวไทดูผิดปกติเล็กน้อย
หมอนี่ตอนลงจากเวทีเดินแกว่งแขนขาข้างเดียวกันไปหมด หลินจือไป๋ถามด้วยความเป็นห่วงประโยคหนึ่ง “คุณเป็นอะไรไป?”
“รวยเละ!”
โจวไทดูเหมือนคนบ้า “รวยเละ รวยเละ ฉันจะรวยเละแล้ว!”
‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ ของไปตี้มีมูลค่าหกร้อยล้าน และในมือของเขาก็ยังมีต้นฉบับผลงานพู่กันของไปตี้อีกสองฉบับ
ฉบับหนึ่งคือบทกวี ‘เหมยหลายกิ่งที่มุมกำแพง’ บทนั้น อีกฉบับหนึ่งคือผลงานอักษรศิลป์ที่เหมือนกับ ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ โคลงกลอนที่ชื่อว่า ‘ปัวชวนจื๋อ สรรเสริญดอกเหมย’ บทนั้น!
ถ้าเขายอมเอาออกมาขาย จะมีมูลค่าเท่าไหร่กัน? โจวไทแค่คิดก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง
ในแง่หนึ่ง ครึ่งชีวิตที่เหลือของเขากินอยู่สบายหายห่วงแล้ว!
แม้โจวไทไม่ได้คิดจะขาย แล้วเก็บผลงานพู่กันสองภาพนี้ไว้เป็นสมบัติประจำตระกูล วันหน้ามูลค่าก็ต้องเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน!
“อาจารย์ไปตี้ครับ! ขอลายเซ็นหน่อยได้ไหมครับ!?”
พอกลับลงมาจากเวที โจวหานจินก็ขยับเข้ามาหา ใบหน้าเต็มไปด้วยความประจบประแจง ทิ้งศักดิ์ศรีราชาเพลงไปหมดสิ้น
แฟนสาวหลี่ถึงกับอยากแกล้งทำเป็นเชียวที่อยู่ข้างๆ ไม่รู้จักเขาเลยทีเดียว
ฉินเลี่ยนมองหลินจือไป๋ตาละห้อย “อาจารย์ไปตี้คะ วันหน้าถ้าคุณได้เป็นประธานกรรมการเสินฮวากรุ๊ปแล้ว ขึ้นเงินเดือนให้ฉันได้ไหมคะ?”
หลินจือไป๋: “…”
สัญญาของราชินีเพลงอย่างคุณมันก็ดีพอแล้วนะ
จางซีหยางยกนิ้วโป้งให้หลินจือไป๋
เฉินหลิงและหลิ่วอั้นมองไปที่หลินจือไป๋แล้วทันใดนั้นก็โค้งตัวคำนับอย่างสุดซึ้ง!
“นี่พวกคุณ…”
หลินจือไป๋รู้สึกเขินอายอยู่บ้าง วันนี้เขาเก๊กหล่อเกินไปจริงๆ ถึงขนาดเอา ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ ออกมาเลย
สุดยอดผลงานอักษรวิจิตรระดับท็อปจากชาติก่อน ขายได้หกร้อยล้านไม่ถือว่าเกินไปเลยจริงๆ! แสดงให้เห็นว่ามหาเศรษฐีพวกนี้ก็ยังตาถึงทีเดียว!
ความจริงถ้าจะพูดถึงมูลค่าแล้ว ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ มีค่ามากกว่าหกร้อยล้านเยอะ!
หากในชาติก่อนมีการประมูลต้นฉบับจริง หลินจือไป๋ไม่กล้าจินตนาการเลยว่าจะขายได้ราคาเท่าไหร่!
แต่ ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ ในชาติก่อนมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ระดับที่จารึกชื่อไว้ในพงศาวดาร
อย่างไรเสียหลินจือไป๋ก็ยังเป็นแค่ศิลปินยุคปัจจุบัน ต่อให้เขาสร้างสรรค์ ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ ออกมาได้ หกร้อยล้านก็ถือเป็นราคาที่ถึงขีดจำกัดมากแล้ว
น่าเสียดายที่เงินหกร้อยล้านนี้หลินจือไป๋ไม่ได้มา งานประมูลการกุศลเงินต้องบริจาคออกไปหมด
นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่วันนี้หลินจือไป๋เล่นใหญ่ขนาดนี้ ถึงตัวเองจะเป็นนักก๊อปแต่วิสัยทัศน์ก็ต้องกว้างไกลหน่อย การกุศลที่ควรทำก็ต้องทำ ช่วยเหลือคนให้มากหน่อย
“คุณคู่ควรได้การคำนับนี้ครับ” เฉินหลิงกล่าว
“วันนี้วงการอักษรวิจิตรฉินโจวทั้งวงการสมควรต้องขอบคุณคุณครับ”
หลิ่วอั้นก็กล่าวอย่างตื่นเต้นด้วยว่า “ถ้าอาจารย์ไปตี้ไม่ลงมือ วันนี้ผมคงไม่มีที่ยืนแล้วจริงๆ ไม่ทราบจริงๆ ว่าคุณฝึกฝนอักษรวิจิตรนี้มาได้ยังไงครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “ผมมีอาจารย์ดีครับ”
“คุณมีอาจารย์ด้วยเหรอครับ?”
“มีสิครับ เขาชื่อหวังซีจือ เทพเจ้าแห่งอักษรวิจิตรตัวจริง”
หวังซีจือ… โลกนี้ไม่มีคนคนนี้ หลินจือไป๋ก็ทำได้แค่พูดแบบนี้เพื่อปลอบใจตัวเอง
แล้วในเวลานี้ยอดเงินบริจาคที่ฉินโจวระดมได้ในงานประมูลการกุศลครั้งนี้ ได้กลายเป็นอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่นเรียบร้อยแล้ว
หลินจือไป๋เพียงคนเดียวก็เทียบได้กับยอดบริจาคของทวีปหนึ่งรวมกัน อานุภาพเรียกได้ว่าดั่งนิวเคลียร์พุ่งลงกลางทรวง
บนเวที พิธีกรเริ่มกล่าวสรุปปิดงาน
“ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่เสียสละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ไปตี้ ที่ช่วยระดมเงินกุศลให้งานประมูลของเราได้ถึงหกร้อยล้าน!”
“เพราะผลงาน อารัมภบทศาลากล้วยไม้ ของอาจารย์ไปตี้ ทำให้ยอดเงินบริจาครวมของงานประมูลการกุศลในครั้งนี้ ทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลของงานประมูลการกุศลยี่สิบครั้งที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้วครับ!”
แปะๆๆๆ! เสียงปรบมือดังกึกก้องดุจเกลียวคลื่น!
วันนี้ทั่วโลกได้ร่วมเป็นสักขีพยานการถือกำเนิดของอักษรศิลป์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้เป็นสักขีพยานการถือกำเนิดของศิลปินอักษรวิจิตรอันดับหนึ่งแห่งบลูสตาร์อีกด้วย!