ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 339 จางซีหยาง... หม้อดำใบนี้ทั้งใหญ่ทั้งกลม!
เทพดาราร้อยลักษณ์ขึ้นเวทีแล้ว! เสียงเชียร์ในฮอลล์ดังกระหึ่ม!
“ไม่รู้ว่ารอบนี้ราชาเพลงโจวจะร้องเพลงอะไร?”
“ยังจะร้องเพลงของตัวเองอีกไหมนะ?”
“จะว่าไปราชาเพลงโจวนี่ไม่เล่นตามกฎเลยจริงๆ นะ นักร้องคนอื่นพยายามปิดบังเสียงตัวเองสารพัด แต่เขากลับไม่ปิดบังเลยสักนิด!”
“ยังไม่ฟันธงว่าเขาคือราชาเพลงโจวไม่ใช่เหรอ?”
“วางใจเถอะ เป็นเขาชัวร์!”
สุนัขทิเบตเลิกแกล้งสวมรอยไปแล้ว เห็นชัดว่าเขาก็นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอตัวจริง ฮ่าๆ สุนัขทิเบตเองก็นึกไม่ถึงว่าตัวเองแกล้งเป็นโจวหานจิ้นแล้วดันมาเจอตัวจริงเข้าให้ เจ้าชายกบคนนั้นยิ่งแล้วใหญ่ เลียนแบบได้เหมือนโคตรเลย!
“ถ้าไม่ใช่เพราะราชาเพลงโจวตัวจริงมาเอง ฉันเกือบคิดว่าเจ้าชายกบคือราชาเพลงโจวตัวจริงแล้วนะ!”
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แววตาของหลินจือไป๋สงบนิ่ง การแสดงเมื่อครู่มีส่วนผสมของการกลั่นแกล้งอยู่ไม่น้อย เพลงที่หลินจือไป๋กำลังจะร้องต่อจากนี้ต่างหาก ที่เป็นการแสดงบนเวทีต่อสาธารณะครั้งแรกในชีวิตในความหมายที่แท้จริง!
การแสดงสดบนเวทีครั้งแรกในชีวิตในความหมายที่แท้จริงนี้ จะร้องเพลงอะไรดีละ? ความจริงเรื่องนี้เขาคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ได้คำตอบ คำตอบนี้เกี่ยวข้องกับจุดประสงค์ที่เขาเข้าร่วมรายการ King of Mask Singer
นี่คือเกมสารภาพความจริง หลินจือไป๋จะใช้ตัวตน ‘ฉู่ฉือ’ เปิดหน้ากากบนเวทีนี้ จากนี้ไปตัวตนทางด้านดนตรีทั้งสองจะรวมเป็นหนึ่งเดียว ในแง่หนึ่งก็คือ หลินจือไป๋ต้องการเริ่มจากการเปิดเผยตัวตนของฉู่ฉือ ค่อยๆ สารภาพตัวตนที่แท้จริงของตัวเองต่อโลกภายนอก
และสาเหตุที่ตัดสินใจแบบนี้ ความจริงแล้วก็เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างฉู่ฉือกับไปตี้ด้วย อย่างไรไปตี้ก็เป็นตัวตนหลักของหลินจือไป๋ ดังนั้นจึงได้รับโอกาสในการเผยแพร่ชื่อเสียงมากกว่า เริ่มจากสร้างชื่อจนโด่งดังในการแข่งกลอนคู่จนกลายเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวเน็ตในฉายา ‘ราชันแห่งกลอนคู่’ จากนั้นก็เข้าร่วมการประชุมกวีนิพนธ์ และถูกทั้งโลกออนไลน์ยกย่องให้เป็น ‘อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจว’
ช่วงก่อนหน้านี้ในงานกาลาการกุศลระดับโลก เขายังใช้อักษรบรรทัดแห่งใต้หล้าอย่าง ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ จนได้รับการยกย่องอย่างเป็นทางการ ให้เป็นปรมาจารย์อักษรวิจิตรอันดับหนึ่งแห่งบลูสตาร์อย่างเป็นทางการ กระทั่งยังมีรัศมีของ ‘พระราชนัดดาองค์รัชทายาทแห่งเสินฮวากรุ๊ป’ อีกด้วย! เกียรติยศเหล่านี้ล้วนเป็นของไปตี้
ส่วนฉู่ฉือที่ถูกขนานนามเคียงคู่ไปตี้ว่าเป็น ‘ดาวคู่แห่งวงการเพลง’ กลับไม่มีช่วงเวลาแห่งเกียรติยศมากมายแบบนี้เลย!
แต่แฟนคลับของฉู่ฉือกับไปตี้กลับขับเคี่ยวกันมาตลอด เมื่อก่อนหลินจือไป๋คอยประคองสมดุลคุมคะแนนไว้ทั้งสองฝั่งถึงได้สูสีกัน แต่ตอนนี้ตาชั่งของหลินจือไป๋เริ่มเอียงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ตามภาพลักษณ์และสถานะของไปตี้ที่สูงส่งขึ้นเรื่อยๆ ฉู่ฉือก็เริ่มจะก้าวตามไม่ทันอีกแล้ว!
ช่วงนี้หลินจือไป๋เฝ้าสังเกตกระแสสังคมออนไลน์ รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าแฟนคลับของฉู่ฉือเงียบลงไปไม่น้อย เทียบกันแล้วแฟนคลับของไปตี้กลับคึกคักดีใจกันยกใหญ่ ถึงแม้แฟนคลับของไปตี้จะไม่ได้ย้ำเรื่อง ‘ตอนนี้ฉู่ฉือเทียบชั้นไปตี้ไม่ได้แล้ว’ อะไรนั่นอีก แต่สิ่งนี้กลับยิ่งทำให้แฟนคลับของฉู่ฉือรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกว่าเดิม
ช่วยไม่ได้ ไม่ใช่ฉู่ฉือไม่เก่ง แต่ไปตี้โดดเด่นเกินไปต่างหาก แต่สำหรับหลินจือไป๋ ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับฉู่ฉือหรือแฟนคลับไปตี้ ความจริงแล้วก็คือแฟนคลับของเขาเองทั้งนั้น เขาไม่อยากลำเอียงรักพี่เสียดายน้องอีกต่อไป ดังนั้นการรวมตัวตนฉู่ฉือกับไปตี้เข้าด้วยกันจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ฟู่ว~ หลังจากปรับลมหายใจ ทักทายวงดนตรีเรียบร้อยแล้ว หลินจือไป๋ที่ยืนอยู่กลางเวทีก็ค่อยๆ หลับตาลง เขาอยากใช้บทเพลงแต่ละเพลงบนเวทีนี้ ขับขานตัวตนที่แท้จริงยิ่งขึ้นของตัวเองออกมา ไฟดับลง บรรยากาศในฮอลล์เงียบสงบ
เพียงเสียงเครื่องดนตรีที่คล้ายกับโอคารินา (Ocarina) แต่ก็ให้ความรู้สึกคล้าย ‘ซวิน’ [1] ดังขึ้น จากนั้นเสียงกีตาร์ก็สอดประสานเข้ามา การเรียบเรียงดนตรีค่อยๆ ซับซ้อนและเร่าร้อนขึ้น แสงไฟสาดส่องไหลเลื่อนไปอย่างช้าๆ กล้องจับภาพไปที่เขา ภายใต้การจับจ้องของทุกคน หลินจือไป๋พลันลืมตาขึ้น ในจังหวะหนึ่งของดนตรีโหมโรง เขาก็ค่อยๆ ยกไมโครโฟนขึ้นอย่างนุ่มนวล และเริ่มร้องเพลงใหม่เพลงแรกของตนเองบนเวที King of Mask Singer อย่างเป็นทางการ
“อยากขับขานให้เธอได้ฟัง วัยเยาว์ที่งดงามดังบุบผา”
“ให้ดอกไม้นั้นเบ่งบานเต็มที่เถิดหนา แต่งแต้มวันเวลาของเธอ”
“กิ่งก้านของฉัน ใครไหนจะแทนที่เธอได้?”
“เมื่อเยาววัย จงรักกันสุดหัวใจเถิด! โอ ที่รักยิ่งของฉัน!”
“หนทางยาวไกล ขอให้เราเคียงคู่กันไปเถิด!”
ผู้ชมอึ้ง ทีมกรรมการนักทายก็อึ้ง! เจ้าชายกบกับสุนัขทิเบตยิ่งเบิกตากว้างด้วยความตกใจ! เทพดาราร้อยลักษณ์กลับส่งเสียง ‘จางซีหยาง’ ออกมา!
ไหนบอกว่าเทพดาราร้อยลักษณ์คือโจวหานจิ้นไง ทำไมเป็นแบบนี้! แต่หลินจือไป๋ไม่สนใจปฏิกิริยาคนรอบข้างแล้ว เขาอินไปกับบทเพลง นี่คือเพลงแรกที่แท้จริงที่เขาเตรียมมาอย่างตั้งใจ ‘อยากขับขานให้เธอได้ฟัง’!
ต้นฉบับเพลง ‘อยากขับขานให้เธอได้ฟัง’ หากจะพูดอย่างเคร่งครัดน่าจะนับเป็นสไตล์โฟล์ค (Folksong) ขณะเดียวกันก็แฝงกลิ่นอายของเพลงรักอยู่หน่อยๆ แต่เวอร์ชันที่หลินจือไป๋ถ่ายทอดออกมาในเวลานี้ กลับไม่ใช่รสชาติของเพลงรักสไตล์โฟล์ค แต่เขากำลังถ่ายทอดความรู้สึกภายในใจของตนเอง!
ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับของไปตี้! หรือแฟนคลับของฉู่ฉือ! ยังไงซะไม่ว่าไปตี้หรือฉู่ฉือก็คือหลินจือไป๋ ดังนั้นการแข่งขันหลังจากนี้ ฉันจะค่อยๆ ถอดหน้ากากชั้นนี้ของตัวเองออกทีละนิด ฉันจะขับขานให้เธอได้ฟัง!
“มอบรอยยิ้มไรเดียงสาของเธอให้ฉันเถิด!”
“เราควรมีช่วงเวลาที่เปี่ยมสุข สดชื่น รื่นรมย์!”
ดนตรีดำเนินต่อไป เสียงเพลงก็ยังคงดำเนินต่อไป ความรู้สึกซาบซึ้งใจค่อยๆ ซึมซาบไปทั่วทั้งเวที คำว่า ‘เธอ’ ที่ออกมาจากปากของหลินจือไป๋ในตอนนี้ ไม่ได้หมายถึงเด็กสาวคนใดคนหนึ่งแบบที่ต้นฉบับสื่อความหมาย แต่ ‘เธอ’ ในเวอร์ชันของหลินจือไป๋ หมายถึงแฟนคลับทุกคนของไปตี้และฉู่ฉือ เพื่อนทุกคนที่รู้จักเขา และครอบครัว ทุกคนที่ห่วงใยเขา
ด้านล่างเวที ผู้ชมค่อยๆ ลืมไปแล้วว่านี่คือเสียงของใคร ทุกคนถูกดึงดูดด้วยตัวบทเพลง ผลงานเพลงนี้คุณภาพยอดเยี่ยมจนคำถามใหม่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของทุกคน นี่คือเพลงอะไรนะ? ทำไมไม่เคยได้ยินมาก่อน? หรือว่าจะเป็นเพลงใหม่?
ผู้ชมค่อยๆ ดำดิ่งลงสู่บรรยากาศของเพลงนี้ แม้แต่แขกรับเชิญดาราในทีมกรรมการนักทายในนาทีนี้ ต่างก็พากันซาบซึ้งใจ ไม่ว่าเพลงจะถูกถ่ายทอดออกมาในเวอร์ชันไหน อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างย่อมสื่อถึงกันได้เสมอ
“ฉันจะขับขานให้เธอได้ฟัง ให้ฉันใช้ความรู้สึกที่ร้อนแรงนี้ทำให้เธอประทับใจได้ไหม?”
“วันเวลาคือใบหน้าแดงเรื่อด้วยความขวยเขิน ที่คู่ควรหวนระลึกถนอม”
“ใครไหนจะแทนที่เธอได้?”
“เมื่อเยาววัย จงรักกันสุดหัวใจเถิด! โอ ที่รักยิ่งของฉัน!”
“หนทางยาวไกล ขอให้เราเคียงคู่กันไปเถิด…”
บรรยากาศในฮอลล์ถูกเติมเต็มจนเปี่ยมล้น ความรู้สึกผูกพันและมิตรภาพอันแน่นแฟ้นแผ่ซ่านไปทั่วเหนือเวที ลอยเข้าไปในหัวใจของทุกคน ผู้ชมต่างดื่มด่ำกันอย่างเต็มที่!
“เพลงนี้เพราะจังนะ!”
“ฟังแล้วซึ้งกินใจมาก!”
“นี่มันเสียงจางซีหยางนี่นา!”
“ฉันเป็นแฟนคลับจางซีหยางมาสิบปี ฟังปุ๊บก็รู้เลยว่านี่เสียงเหล่าจาง ไม่มีทางผิดแน่!”
“สรุปว่าเทพดาราร้อยลักษณ์ไม่ใช่โจวหานจิ้นเหรอ? ในเสียงเพลงเมื่อกี้ของเขา ทำไมถึงเหมือนโจวหานจิ้นได้ขนาดนั้นละ!”
“นี่อาจจะเป็นความสามารถในการเลียนแบบของจางซีหยางก็ได้มั้ง เขากับโจวหานจิ้นความสัมพันธ์ดีจะตาย ดังนั้นเพลงก่อนหน้านี้ใช้เสียงราชาเพลงโจวเพื่อแกล้งราชาเพลงโจว ก็ปกติ ล้อเล่นกันขำๆ แต่นึกไม่ถึงว่าพวกเราทุกคนจะโดนเหล่าจางหลอกเข้าเต็มเปาเลย!”
“ฮ่าๆๆ นึกไม่ถึงว่าจางซีหยางจะแกล้งคนเป็นกับเขาด้วย!”
“คงเป็นอย่างที่เขาวา ใกล้ชาดติดสีแดง ใกล้หมึกติดดำ นั่นแหละมั้ง พอจบรายการ The Voice ราชาเพลงโจวก็ปลดปล่อยตัวตนสุดๆ จางซีหยางได้รับอิทธิพลมาก็ปกติ เพื่อนรักกันถึงจะแกงกันได้ลงคอไง”
ท่ามกลางความเคลิบเคลิ้มของผู้ชม! ดนตรีได้จบลงในที่สุด! เสียงปรบมือในฮอลล์ดังสนั่นหวั่นไหว! เทพดาราร้อยลักษณ์โค้งคำนับให้ผู้ชมด้านล่าง ทางฝั่งแขกรับเชิญแต่ละคนหัวเราะกันท้องแข็ง หานปัวตะโกนด้วยความตื่นเต้น “คุณคืออาจารย์จางซีหยางแน่นอนเลย!”
เถียนเหวยถึงกับลุกขึ้นยืน “อาจารย์จางซีหยาง เมื่อกี้อาจารย์หลอกพวกเราซะเบลอเลยนะครับ!”
อิงเหวยยิ่งพูดทีเล่นทีจริงว่า “อาจารย์จางซีหยาง อาจารย์หลอกลวงความรู้สึกของพวกเรา คนอื่นก็ว่าไปอย่าง แต่ทำไมแม้แต่อาจารย์หลี่เซียวก็ยังหลอกไปด้วยละครับ?”
“นั่นสิครับ!” แขกรับเชิญต่างพากันโห่แซว
หลี่เซียวเองก็ทำตัวไม่ถูก หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เทพดาราร้อยลักษณ์คนนี้ต้องเป็นจางซีหยางไม่หนีไปไหนแน่! เพราะเพลงก่อนหน้านี้ เทพดาราร้อยลักษณ์ได้แสดงทักษะการร้องระดับราชาเพลงออกมา ในวงการเพลงฉินโจว คนที่มีฝีมือระดับราชาเพลงมีไม่มาก แถมยังกล้าเลียนแบบโจวหานจิ้นหน้าตาเฉย พอเอาข้อมูลพวกนี้มาวิเคราะห์รวมกัน นอกจากจางซีหยางแล้วจะยังมีใครทำได้อีก? เพราะอย่างไรตั้งแต่เข้าร่วมรายการ The Voice ด้วยกัน หมอนี่กับเหล่าโจวก็กลายเป็นคู่หูคู่กามไปแล้ว จะแกงเพื่อนรักก็สมเหตุสมผลเข้ากับตรรกะอยู่ ถึงหลี่เซียวจะยังคิดไม่ออกว่าทำไมจางซีหยางถึงเลียนแบบเสียงโจวหานจิ้นได้เหมือนขนาดนั้นก็เถอะ
“หลอกฉันนะไม่เป็นไรหรอก” หลี่เซียวมองเทพดาราร้อยลักษณ์ด้วยรอยยิ้มขำพลางว่า “แต่ถ้าเหล่าโจวมาคิดบัญชีกับคุณทีหลัง ฉันไม่ยุ่งด้วยนะ คุณทำตัวเองทั้งนั้น!”
“ไม่ถามคำถามแล้วเหรอครับ?” พิธีกรที่อยู่ข้างๆ ยิ้มกล่าว “พวกคุณมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
“ฉันมั่นใจ แน่ใจ และฟันธงว่าเขาคืออาจารย์จางซีหยางค่ะ!” หลี่เซียวทำเสียงฮึดฮัด “แต่คำถามก็ยังต้องถามอยู่ดี ขอถามอาจารย์เทพดาราร้อยลักษณ์ว่า ความสัมพันธ์กับโจวหานจิ้นเป็นยังไงบ้างคะ?”
“ก็โอเคครับ” หลินจือไป๋ภายใต้หน้ากากเทพดาราร้อยลักษณ์ตอบตามความจริง
พอได้ยินคำนี้ เหล่าแขกรับเชิญทีมกรรมการนักทายก็ฮือฮากันใหญ่ “คราวนี้หลักฐานมัดตัวแล้ว เท่ากับเขายอมรับเองแล้วนะ!”
“ผมยอมรับอะไรครับ?” เทพดาราร้อยลักษณ์ผายมือ “พวกคุณจะทายยังไงก็ได้ แต่ยังไงผมก็ไม่ใช่โจวหานจิ้น และก็ไม่ใช่จางซีหยางด้วย”
“โหว~” รอบนี้ถึงกับมีเสียงโห่กันทั้งงาน แน่นอนว่าเป็นแบบขำๆ สาเหตุหลักคือทุกคนปักใจเชื่อกันแล้วว่า เทพดาราร้อยลักษณ์คนนี้ต้องเป็นจางซีหยางแน่ๆ!
“ฟังเสียงร้องของมวลชนดูสิคะ!” หลี่เซียวพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงใจว่า “คำพูดแบบนี้หลอกพวกพี่สาวได้ แต่อย่าหลอกจนตัวเองเชื่อไปด้วยก็พอ พี่สาวถูกคุณหลอกนะไม่เป็นไรหรอก หัวเราะกลบเกลื่อนเดี๋ยวก็ผ่านไป แต่หวังว่าตอนเหล่าโจวไปตามหาคุณ คุณจะยังปากแข็งได้แบบนี้นะ”
ผู้คนในงานระเบิดเสียงหัวเราะ แต่หลังจากหัวเราะกันจบ หลี่เซียวก็ยังถามคำถามที่สำคัญมากอีกคำถาม “เพลงนี้สุดยอดมาก เป็นเพลงใหม่ของคุณเหรอ บอกหน่อยสิคะว่าอาจารย์ท่านไหนแต่งให้ คงไม่ใช่ ‘อาจารย์ไปตี้ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม’ ท่านหนึ่งหรอกใช่ไหมคะ?”
ในงานระเบิดเสียงหัวเราะอีกครั้ง ทุกคนต่างรู้ความสัมพันธ์ของจางซีหยางกับไปตี้ดี เพลงนี้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ไปตี้เป็นคนแต่งก็ปกติ! แต่เทพดาราร้อยลักษณ์กลับกะพริบตาปริบๆ แล้วตอบว่า “เพลงนี้คำร้องโดยเทพดาราร้อยลักษณ์ ทำนองโดยเทพดาราร้อยลักษณ์ และร้องโดยเทพดาราร้อยลักษณ์ครับ”
“เหรอคะ?” ทุกคนประหลาดใจเล็กน้อย ชั่วขณะหนึ่งถึงกับไม่รู้ว่าคำพูดนี้จริงหรือเท็จ หรือว่าเพลงนี้จางซีหยางจะเป็นคนแต่งเอง?
หลังเวที
เจ้าชายกบมองหน้าจอทีวีด้วยความตกตะลึง ใบหน้าของราชาเพลงโจวภายใต้หน้ากากกระตุกรัวๆ!
จางซีหยาง? เจ้านี่เป็นจางซีหยางงั้นเหรอ? ทีมกรรมการนักทายวิเคราะห์ไว้ไม่ผิด ต้องเป็นหมอนี่แน่ไม่มีพลาด! ร้ายนักนะเหล่าจาง เห็นหน้าตาซื่อๆ นึกไม่ถึงว่าจะเรียนรู้วิธีแกล้งคนกับเขาด้วย ปิดหน้าหน่อยก็กล้าแกงกันขนาดนี้เลยนะ!
ฉันหลงเชื่อนายเข้าเต็มเปาเลย! เมื่อก่อนทำไมไม่ยักษ์รู้ว่านายเลียนแบบเสียงฉันได้ด้วย อย่าว่าแต่หลี่เซียวของฉันเลย ต่อให้พ่อแม่บังเกิดเกล้าของฉันมาได้ยินเสียงนาย ยังอาจจะนึกว่าเทพดาราร้อยลักษณ์เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของพวกเขาเลยมั้ง!
คอยดูเถอะ! พี่น้องแท้ๆ ยังต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน รอบนี้ฉันจดบัญชีแค้นไว้แล้ว เดี๋ยวจะเขี่ยนายตกรอบให้รู้ซะบ้างว่าอะไรคือ ‘ศักดิ์ศรีราชาเพลงหยามไม่ได้’!
น่าโมโหชะมัด! เกือบโดนเทพดาราร้อยลักษณ์ฉกเมียไปแล้ว ยังดีที่หลี่เซียวของฉันไหวพริบดี ไม่เผลอตะโกนเรียกสามีจ๋าอะไรแบบนั้น!
ห้องพักสุนัขทิเบต
ทันทีที่เสียงของเทพดาราร้อยลักษณ์ดังขึ้น ร่างกายของสุนัขทิเบตก็สะดุ้งโหยงทันที! และพอฟังจนจบเพลง จู่ๆ สุนัขทิเบตก็รู้สึกเหมือนมีหม้อดำใบใหญ่หล่นลงจากฟ้ามาใส่หัวจนแทบสลบเหมือด!
อะไรเนี่ย! เขาคือจางซีหยาง? เขาจะเป็นจางซีหยางได้ยังไง ถ้าเขาเป็นจางซีหยางแล้วฉันเป็นใครวะเนี่ย! ไอ้หมอนี่มันเป็นบ้าอะไรกันแน่ ทำไมถึงมาแกล้งฉันขนาดนี้! หรือนี่จะเป็นกรรมตามสนอง ฉันยังไม่ทันได้แกล้งโจวหานจิ้นเลยนะ ไหงนายมาแกล้งฉันซะแล้ว?
ซวยแล้ว! ไอคิวระดับเหล่าโจวจะแยกแยะจริงเท็จออกเหรอ? เกรงว่ารอบนี้เหล่าโจวคงเอาบัญชีแค้นเรื่องเทพดาราร้อยลักษณ์มาลงที่หัวเขาแน่ๆ หม้อดำใบนี้ทั้งใหญ่ทั้งกลมจริงๆ!
สุนัขทิเบตแทบกระอักเลือด! รายการบ้านี้มีแต่พวกเพี้ยนๆ! ผีปีศาจเต็มไปหมดเลย!
[1] ซวิน (Xun) คือเครื่องเป่าดินเผาที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของจีน