ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 363 มังงะพิลึกพิลั่น!
หลินจือไป๋ในฐานะเจ้าของสำนักพิมพ์แห่งฉินโจว ประสิทธิภาพการออกคำสั่งด้วยตนเองสูงมากจริงๆ
ไม่จำเป็นต้องส่งต้นฉบับตามขั้นตอนปกติ เหล่าบรรณาธิการไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะปริปากเสนอความเห็น จัดตารางการประชาสัมพันธ์ระดับสูงสุดให้กับ ‘One Piece’ ทันที!
“ความสุขของการกวาดล้างทุกสรรพสิ่ง!”
ตอนนี้หลินจือไป๋มีความสุขที่ได้เป็นผู้ไร้เทียมทาน กวาดล้างแปดทิศในฉินโจว
เมื่อนึกถึงตอนตีพิมพ์นิยายสั้นเมื่อสามปีก่อน ที่ต้องหาวิธีสร้างตัวตนแฝง ทั้งยังต้องรอข่าวจากสำนักพิมพ์ว่าจะผ่านการพิจารณาหรือไม่ เทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดินจริงๆ
เพียงแต่เมื่อเห็นว่ากระแสการประชาสัมพันธ์ของ ‘One Piece’ ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนจะทุ่มเงินลงไปไม่น้อย แฟนคลับของปูเยโหวและชาวเน็ตฉินโจวก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
“เอ๊ะ?”
“เหมือนจะเล่นใหญ่ไปหน่อยนะ!”
“ทำไมถึงมีการประชาสัมพันธ์ ‘One Piece’ อยู่ทุกที่เลยล่ะ?”
“ปูเยโหวควรจะแค่ทำเล่นๆ นี่นา สำนักพิมพ์เสินฮวาต้องจริงจังขนาดนี้เลยเหรอ?”
“หรืออาจจะเพื่อประจบปูเยโหว?”
“เพราะยังไงปูเยโหวก็เป็นเสาหลักของสำนักพิมพ์เสินฮวานี่นา เสาหลักนึกอยากจะออกมังงะขึ้นมา สำนักพิมพ์เสินฮวาก็ได้แต่ต้องทุ่มเทประชาสัมพันธ์ให้เขา เพราะปูเยโหวสำคัญเกินไป”
“ฮ่าๆ ไปตี้ถูกบังคับให้ทำงานใช่ไหมเนี่ย?”
“จู่ๆ รอบนี้ก็ทำให้ฉันนึกถึงเมื่อปีที่แล้ว ที่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของฉินโจว รวบรวมดาราซูเปอร์สตาร์เหนือแถวหน้าแปดคนมาถ่ายหนัง ผลคือมหาเศรษฐีเป็นพระเอก ส่วนซูเปอร์สตาร์ทั้งแปดคนกลายเป็นตัวประกอบ และถูกมหาเศรษฐีใช้พลังเงินฟาดจนร่วงไปทีละคนในหนัง”
ชาวเน็ตต่างพากันล้อเลียน วงการมังงะ นักวาดการ์ตูนหลายคนก็สังเกตเห็นกระแสการประชาสัมพันธ์มังงะของปูเยโหวเช่นกัน หลายคนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมา
“ให้ตายเถอะ ถ้านักวาดการ์ตูนระดับท็อปในวงการเราออกผลงานใหม่ ก็คงได้รับการดูแลระดับนี้สินะ?”
“ปูเยโหวคนนี้สงสัยจะว่างมาก จู่ๆ ก็โดดมาวาดมังงะ นึกว่าอาชีพนักวาดการ์ตูนไม่มีกำแพงกั้นเลยหรือไง?”
“คนเขียนนิยายเขียนบทอย่างเขา จะไปเข้าใจเรื่องมังงะได้ยังไง?”
“มาวิ่งเล่นในวงการมังงะเพื่อดูดเงินแฟนคลับ?”
“ตอนนี้ก็คึกคักดีอยู่หรอก สุดท้ายก็คงพังไม่เป็นท่า”
“ถ้าปูเยโหวรับผิดชอบแค่บทเนื้อเรื่องแล้วหาคนมาวาด ฉันคงจะมองว่ามีโอกาสรุ่งอยู่บ้าง เพราะยังไงหมอนี่ถนัดด้านนี้ แต่คราวนี้วาดเองตรงๆ เลย?”
“ก็คงแค่วาดเล่นๆ แหละ ขาใหญ่ก็เอาแต่ใจแบบนี้”
เหล่านักวาดการ์ตูนกำลังอิจฉา ชาวเน็ตกำลังรอดูเรื่องสนุก เหล่าแฟนคลับกำลังล้อเลียนอย่างขบขัน ไม่มีใครคิดว่าปูเยโหวจะสามารถวาดมังงะที่ยอดเยี่ยมอะไรออกมาได้จริงๆ!
แต่ไม่ว่าคนภายนอกจะมองอย่างไร กระแสการประชาสัมพันธ์ก็ไม่ได้ลดลงเลย
ขณะเดียวกัน ‘One Piece’ ก็เริ่มพิมพ์และกระจายสินค้าอย่างเป็นทางการแล้ว แม้ว่าร้านหนังสือการ์ตูนรายใหญ่จะไม่ได้กระตือรือร้นนัก แต่ก็ยังรับไปวางแผงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ยังไงปูเยโหวก็มีแฟนคลับนี่นะ! แฟนคลับของเขาไม่แน่ว่าอาจจะสั่งซื้อโดยที่ไม่อ่านเนื้อหาข้างในเลยด้วยซ้ำ ไม่สนว่าปูเยโหวจะเป็นนักวาดการ์ตูนมืออาชีพหรือไม่
หลินจือไป๋ไม่ได้ใส่ใจกับความคิดเห็นของคนภายนอก เพราะสิ่งที่คนภายนอกพูดก็ไม่ผิด
หลินจือไป๋วาดมังงะเพื่อความสนุกจริงๆ เขาไม่ได้ตั้งใจจะพัฒนาตัวเองในวงการมังงะอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นธุรกิจหลักของเขา เพียงแต่ ‘One Piece’ ในชาติก่อนมีอิทธิพลมหาศาลขนาดนั้น ในเมื่อสามารถวาดได้มาแล้ว ถ้าไม่วาดออกมาก็คงน่าเสียดายแย่
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หลินจือไป๋ต้องการปูทางสำหรับการพิชิตฉู่โจวในอนาคต ทุกทวีปบนบลูสตาร์หลินจือไป๋ล้วนสำรวจมาหมดแล้ว เขารู้ว่าทางฝั่งฉู่โจวนั้น อุตสาหกรรมแอนิเมชันและมังงะรุ่งเรืองเป็นพิเศษ
แม้ว่าหลินจือไป๋จะเริ่มบุกเบิกตลาดที่ฉีโจวก่อน แต่เขาก็ต้องไปที่ฉู่โจวไม่ช้าก็เร็ว การแฝงตัวในฐานะนักวาดการ์ตูนไปก่อน ก็ถือว่าเป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคตแล้วกัน
เหมือนว่าตอนนี้หลินเป่าจะรับผิดชอบบริษัทมังงะในเครือเสินฮวากรุ๊ปอยู่? สำนักพิมพ์เสินฮวาตีพิมพ์ ‘One Piece’ แถมยังสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดที่อาเป่ารับผิดชอบอยู่มาได้อีก ทำไมจะไม่ทำล่ะ?
เป็นเช่นนี้ ไม่กี่วันต่อมา ในที่สุดสำนักพิมพ์เสินฮวาก็ได้จัดเตรียมการตีพิมพ์รวมเล่มสามเล่มแรกของ ‘One Piece’ แล้ว รวมเล่มสามเล่ม เล่มละสิบตอน พอดีกับเนื้อหาถึงตอนที่สามสิบ!
หลินเป่าย่อมได้ยินข่าวที่นักเขียนและคนเขียนบทระดับท็อปอย่างปูเยโหวจะปล่อยผลงานมังงะ แต่หลินเป่าไม่ได้ใส่ใจนัก
“ถึงฉันจะนับว่าเป็นแฟนคลับของปูเยโหวคนหนึ่ง แต่นิยายกับมังงะนั้นมันคนละเรื่องกัน”
หลินเป่าคิดเช่นนั้น แต่ในวันที่ ‘One Piece’ วางแผงอย่างเป็นทางการ หลินเป่ากลับถูกแรงดึงดูดบางอย่างชักนำให้เดินเข้าไปในร้านหนังสือการ์ตูนจนได้
“นี่คือมังงะของปูเยโหวใช่ไหม?”
“ฉันดูโฆษณาก่อนหน้านี้มา ชื่อเรื่อง ‘One Piece’ นี่แหละ”
“ไม่รู้ว่าจะสนุกหรือเปล่า”
“ฮ่าๆ นี่เธอยังหวังจริงๆ เหรอ?”
“ก็ไม่ได้ถึงกับหวังหรอก แค่อยากรู้น่ะ ขอดีหน่อยแล้วกัน”
“งั้นเธอก็อ่านไปเหอะ ฉันนะไม่สนใจหรอก”
“ฉันก็อยากอ่านมังงะของปูเยโหวเหมือนกัน”
เหล่าคอการ์ตูนตัวจริงไม่ได้สนใจ ‘One Piece’ เลยแม้แต่น้อย ทว่าบรรดาแฟนคลับของปูเยโหวกลับเปิดอ่านมังงะเรื่องนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ผลปรากฏเพียงกวาดตาดูได้ไม่กี่แวบ แฟนคลับของปูเยโหวสองสามคนก็หลุดขำพรวดออกมาทันที
“นี่มันวาดบ้าอะไรเนี่ย!”
“ทำไมรูปลักษณ์ตัวละครถึงได้ประหลาดขนาดนี้?”
“มั่วซั่วเกินไปแล้ว!”
“ตาเฒ่าจอมแสบ กลับไปเขียนนิยายหรือเขียนบทแบบเดิมจะดีกว่านะ มังงะอะไรนี่ไม่เหมาะกับเขาเลย”
“นี่มันมังงะตลกเหรอ?”
“ทำไมฉันรู้สึกว่ามันเป็นมังงะแนวต่อสู้ล่ะ?”
“เนื้อเรื่องนะไม่มีปัญหาหรอก แต่ลายเส้นมันหลุดโลกเกินไปแล้ว!”
“แต่ไหนแต่ไรมาปูเยโหวก็ถนัดเขียนเนื้อเรื่องอยู่แล้ว ดังนั้นพล็อตนะไม่มีปัญหาแน่ แต่ฝีมือการวาดนี่ต้องปรับปรุงนะ!”
ต้องบอกเลยว่าในชาติก่อน ช่วงแรกที่ ‘One Piece’ ยังไม่ดังเปรี้ยงปร้าง มีส่วนเกี่ยวข้องกับลายเส้นจริงๆ แต่หลินจือไป๋ยังคงใช้ลายเส้นแบบเดิมของ เออิจิโร โอดะ เพราะสไตล์การวาดแบบนี้เข้ากันได้ดีกับเนื้อเรื่องที่สุด
ดูท่าว่าจะไปไม่รอดจริงๆ สินะ หลินเป่าสังเกตอยู่ครู่หนึ่งพลันเผยรอยยิ้ม ก่อนจะหยิบ ‘One Piece’ ที่วางอยู่ข้างมือขึ้นมาเปิดดู
เนื้อหาของมังงะเรื่องนี้ก็ได้ปรากฏแก่สายตา มนุษย์ยาง? ผลปีศาจ? ยุคสมัยแห่งมหาโจรสลัด?
“การตั้งค่านี้ ดูมีกลิ่นอายของมังงะโซเน็นสายหลักที่เร่าร้อนทีเดียวแฮะ”
เพียงแต่ลายเส้นนี้มันแปลกประหลาดจริงๆ มิน่าล่ะแฟนคลับของปูเยโหวพวกนั้นถึงดูไปขำไป หลินเป่าเองก็ดูไปขำไปเช่นกัน
“ถ้ามังงะเรื่องนี้ดังได้ ฉันจะไลฟ์สดกินขี้ให้ดูเลย!”
คิดได้ดังนั้นหลินเป่าก็อ่านต่อ ไม่ใช่เพราะพล็อตเรื่องดึงดูดเขา แต่เพราะเขาอยากดูเรื่องตลก แต่พอยิ่งอ่านไปเรื่อยๆ สีหน้าของหลินเป่าก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
“ไม่ถูก! มังงะเรื่องนี้ทำไมยิ่งอ่านยิ่งได้กลิ่นอายของสายหลักขึ้นมาล่ะ!?”
ความคาดหวังต่อพล็อตเรื่องค่อยๆ พุ่งสูงขึ้น ตามการปรากฏตัวของตัวละครนักล่าโจรสลัดโซโล!
“ถ้ามังงะเรื่องนี้ดังได้ ฉันจะตีลังกาสระผม” หลินเป่าเปลี่ยนคำสาบาน การไลฟ์สดกินขี้อะไรนั่นเหมือนจะไร้อารยธรรมไปสักหน่อย
และในคืนวันที่ ‘One Piece’ วางแผง บนโลกอินเทอร์เน็ตคอมเมนต์มหาศาลก็ปรากฏขึ้น!
“ฮ่าๆๆ นี่เหรอมังงะของปูเยโหว ฉันถ่ายรูปมาให้ทุกคนดูด้วย ลองสัมผัสลายเส้นนี่ดูสิ”
“พรืด! นี่มันวาดบ้าอะไรเนี่ย!”
“นี่คือตัวเอก ลูฟี่ มนุษย์ยาง ฉันไม่เคยเห็นตัวเอกแบบนี้มาก่อนเลย จะบอกว่าเป็นมังงะสายหลักสุดเร่าร้อนก็เถอะ แต่ตอนสู้กันไม่มีความสวยงามเลยสักนิดเดียว ดูสิแขนนั้นยืดไปยาวขนาดไหน!”
“แม่งโคตรจะโอเวอร์!”
“นี่มันหลุดโลกเกินไปแล้ว!”
“ความชอบก็คือความชอบจริงๆ สินะ!”
“ท่านโหวเราอย่าเอาความชอบส่วนตัวไปท้าทายหม้อข้าวของนักวาดการ์ตูนมืออาชีพเลยจะดีกว่า!”
“พูดตามตรงนะ ความจริงฉันประหลาดใจมาก อย่างน้อยปูเยโหวก็มีพื้นฐานการวาดจริงๆ ดูการจัดวางช่องพวกนี้สิ เข้าท่าอยู่นะว่าไหม แต่อลายเส้นนี่มันแปลกเกินไปจริงๆ จนอินกับเรื่องราวไม่ได้เลย!”
ถึงยังไงนี่ก็เป็นมังงะของปูเยโหว แถมช่วงแรกยังมีการประชาสัมพันธ์ใหญ่โตขนาดนั้น ดังนั้นพอมังงะออกวางแผง ระดับการพูดถึงบนโลกออนไลน์จึงสูงมาก เพียงแต่คำวิจารณ์ดูไม่ได้เลยจริงๆ
ไม่มีใครยอมรับลายเส้นแบบนี้ ถึงขั้นมีชาวเน็ตนับไม่ถ้วนเข้าไปคอมเมนต์ใต้บัญชีของปูเยโหวว่า “ท่านโหว เชื่อฟังหน่อยนะ!”
“พวกเรามีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน อย่าวาดมังงะเลย!”
“ไปเขียนนิยายเถอะ!”
“เอาบทละครมาอีกเรื่อง!”
“มังงะไม่เหมาะกับท่านหรอก!”
“ฉันกลั้นใจอ่านไปตั้งหลายตอนก็ยังยอมรับไม่ลงจริงๆ”
“เออ มีแค่ฉันเหรอที่รู้สึกว่ามันไม่เลว?”
“มีแค่นายนั่นแหละ!”
“ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อย ‘One Piece’ ก็พิสูจน์ได้ว่าท่านโหววาดรูปเป็นจริงๆ แค่รสนิยมการออกแบบตัวละครมังงะยังต้องปรับปรุงอีกหน่อย!”
ที่บ้าน หลินจือไป๋ย่อมได้เห็นคำวิจารณ์เหล่านั้นแล้ว แต่เขาไม่ได้ใส่ใจ ในชาติก่อนตอนที่ ‘One Piece’ ออกมาใหม่ๆ ก็มีคนจำนวนมากบอกว่ายอมรับลายเส้นของมังงะเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกัน กระทั่งหลังจากที่มังงะเรื่องนี้โด่งดังเป็นพลุแตกแล้ว ก็ยังมีคนมากมายที่ยังยืนยันว่าดูไม่ลงจริงๆ
รวมถึงตัวหลินจือไป๋เองในชาติก่อน ตอนที่เริ่มดู ‘One Piece’ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าลายเส้นแบบนี้มันดังได้ยังไง กระทั่งเขาได้ลองเปิดใจดูเพิ่มอีกสองสามตอน พอเริ่มชินกับลายเส้นแบบนั้น ถึงขั้นรู้สึกว่าลูพี่น่ารักมากเสียด้วยซ้ำ
อีกอย่าง ตัวละครที่ลายเส้นปกติก็มีตั้งเยอะอย่างผมแดงหรือโซโล สรุปคือพออ่านไปได้สักพัก หลินจือไป๋ก็ไม่รู้สึกว่าลายเส้นของ ‘One Piece’ มีปัญหาอะไรอีกแล้ว มันคือสไตล์เฉพาะตัวของโอดะ!
ด้วยเหตุนี้ หลินจือไป๋จึงเลือกที่จะเมินเฉยต่อการล้อเลียน และวาดเนื้อหาตอนต่อไปของ ‘One Piece’ ต่อ
เมื่อเห็นว่าปูเยโหวไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ ชาวเน็ตก็พากันขบขัน
“จะว่าไปก็น่าตลกดีนะ นี่คงจะเป็นครั้งแรกเลยมั้งที่ปูเยโหวได้สัมผัสกับความรู้สึกเจ๊ง?”
“นั่นนะสิ!”
“ตอนที่ปูเยโหวเขียนนิยายสั้นเรื่องแรกอย่าง ‘เก้าอี้มนุษย์’ กระแสตอบรับก็ถล่มทลายเลย!”
“ต่อมาตอนที่เขาเขียนบทละคร ก็สร้างปาฏิหาริย์เรตติ้งอย่างเรื่อง ‘The Knockout’ ได้ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์แง่ลบ!”
“เรียกได้ว่าไม่กี่ปีมานี้ ตั้งแต่ปูเยโหวเข้าวงการมา ทุกอย่างก็ราบรื่นไปหมด!”
“นิยายและบทละครที่เขาปล่อยออกมา กลายเป็นผลงานยอดฮิตไปหมด ไม่เคยสัมผัสกับคำว่าเจ๊งเลยสักครั้ง!”
“ต่อให้จะเขียนให้ปี่เหยาตาย หรือเขียนให้เซียวเหล่งนึ่งเสียตัว ก็ไม่กระทบยอดขายผลงานของเขาเลย!”
“เจ๊งก็ดี! โทษฐานไม่ทำมาหากินในสายงานตัวเอง!”
ผู้คนนับไม่ถ้วนพากันล้อเลียน แน่นอนว่าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร และไม่มีใครหยิบเรื่องที่ว่าปูเยโหวหมดมุกอะไรนั้นมาพูดถึงด้วย เพราะทุกคนต่างคิดว่าปูเยโหวแค่ทำเล่นๆ เท่านั้น
เขาแค่วาดสนุกๆ ความล้มเหลวของ ‘One Piece’ จึงไม่ได้กระทบถึงตำแหน่งของ ‘ท่านโหว’ ในใจของแฟนคลับหรือแม้แต่คนทั่วไปเลย
แต่แล้วสามวันต่อมา เมื่อบางคนเกิดความสงสัย อยากซื้อ ‘One Piece’ มาดูว่าลายเส้นมันจะหลุดโลกขนาดไหน ผลปรากฏว่าเมื่อวิ่งไปตามร้านขายหนังสือการ์ตูนแถวบ้านหลายแห่ง กลับพบว่าของหมด…
ในที่สุดก็มีคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ! ไหนว่า ‘One Piece’ เจ๊งไงล่ะ? ทำไมวิ่งมาตั้งหลายร้านแล้วยังหาซื้อไม่ได้อีกเนี่ย!?