ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 397 เยือนเขาลี่ซาน! (1)
ตอนที่ 397 เยือนเขาลี่ซาน! (1)
วันต่อมา
รถของเลขาอู๋เสวียนขับมาจอดที่หน้าวิลล่าเพื่อรับหลินจือไป๋ไปทำงาน
วันนี้หลินจือไป๋สวมชุดสูท อย่างไรเสียก็นับเป็นการเข้าบริษัทครั้งแรก ย่อมต้องแต่งตัวให้ดูเป็นทางการสักหน่อย
แปดโมงเช้า
หน้าประตูบริษัทร่วมทุนเสินฮว่าคุนเผิง
เหล่าผู้บริหารระดับสูงหลายคนนำโดยรองผู้จัดการหวังเยว่ กำลังยืนรอการมาถึงของหลินจือไป๋
ปึง
ประตูรถเปิดออก
หลินจือไป๋ก้าวออกมา หวังเยว่รีบปรี่เข้าไปต้อนรับทันทีพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ยินดีต้อนรับตัวแทนหลิน”
พวกผู้บริหารที่อยู่ด้านหลังต่างก็ยิ้มแย้มหน้าบาน เอ่ยคำต้อนรับโดยพร้อมเพรียง
“พาผมเดินดูหน่อย”
หลินจือไป๋พยักหน้าจากนั้นก็เอ่ยขึ้น
อู๋เสวียนรับหน้าที่นำทาง หลินจือไป๋เดินนำอยู่ด้านหน้า โดยมีเหล่าผู้บริหารระดับสูงเดินตามหลังมาเป็นพรวน
พนักงานในบริษัทหลายคนเมื่อพบเห็นพวกเขาต่างก็รีบวางมือจากงานที่ทำ แล้วน้อมตัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ จนกระทั่งคนกลุ่มนี้เดินลับตาไปแล้วถึงกล้าขยับเข้ามาจับกลุ่มซุบซิบกัน
“ว้าว!”
“นั่นน่ะเหรอตัวแทนบริษัทเรา?”
“ดูหนุ่มจังเลย!”
“แถมยังหล่อสุดๆ ด้วย!”
“ฉันเคยดูไลฟ์งานเลี้ยงการกุศลนะ วิชาเขียนพู่กันของเขาโคตรเทพเลย!”
“ได้ยินมาว่าตัวแทนของเราไม่ได้เก่งแค่เขียนพู่กันนะ ยังเชี่ยวชาญด้านดนตรีมากด้วย!”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ ตัวแทนของเรายังเป็นอันดับหนึ่งเรื่องกวีนิพนธ์ในหมู่คนรุ่นใหม่ของฉินโจวด้วย!”
“จริงเหรอเนี่ย?”
“ทำไมยิ่งพูดยิ่งดูเว่อร์ขึ้นเรื่อยๆ?”
ตำนานเกี่ยวกับหลินจือไป๋แพร่สะพัดไปทั่วบริษัทนานแล้ว แต่ข้อมูลบางอย่างดูเว่อร์เกินจริงจนทุกคนยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง สิ่งเดียวที่ยืนยันได้แน่นอนก็คือตัวแทนคนนี้เป็นปรมาจารย์นักเขียนพู่กันระดับท็อปของบลูสตาร์จริงๆ เพราะวิดีโอไลฟ์งานเลี้ยงการกุศลนั่นหาดูได้ทั่วไปในเน็ตของทุกทวีป!
นี่ก็แค่บริษัทบันเทิงขนาดกลางเท่านั้น
หลังจากหลินจือไป๋เดินดูจนทั่ว พอเข้าใจสถานการณ์แล้ว เขาก็เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงเพื่อทำความรู้จักกับหัวหน้าแผนกต่างๆ
เมื่อประชุมเสร็จ
หลินจือไป๋ก็กลับเข้าห้องทำงานของตัวเอง อู๋เสวียนก็เดินตามเข้ามาด้วย “ตัวแทนคะ เรื่องยื่นคำร้องขอจัดอันดับดาราของคุณส่งไปเรียบร้อยแล้วค่ะ คาดว่าเที่ยงวันนี้ก็น่าจะรู้ผล”
“อืม”
หลินจือไป๋เองก็อยากรู้เหมือนกันว่า อันดับดาราเริ่มต้นของเขาในฉีโจวจะเป็นเท่าไหร่ “จริงสิ มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากให้คุณไปจัดการหน่อย”
“เชิญสั่งมาได้เลยค่ะ”
หลินจือไป๋เอ่ยขึ้น “บริษัทเราไม่มีธุรกิจรับทำเพลงตามสั่งใช่ไหม?”
“ไม่มีค่ะ”
อู๋เสวียนกล่าว “เพราะบริษัทเรายังไม่ได้จ้างนักแต่งเพลงค่ะ ศิลปินที่เซ็นสัญญาด้วยก็มีแต่นักแสดง”
“คุณไปหาทางรับออเดอร์มาหน่อย”
หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “ผมรับทำเพลงตามสั่งเอง”
ที่ฉีโจวก็มีระบบรับทำเพลงตามสั่ง หรือจะพูดว่ามีกันทุกทวีปก็ได้ หลินจือไป๋อยากใช้ช่องทางนี้ปล่อยผลงานบางส่วนในฉีโจวก่อน
“ได้ค่ะ”
อู๋เสวียนรับคำ แต่สีหน้าของเธอกลับดูลังเลอย่างเห็นได้ชัด
“ทำไมเหรอครับ?”
หลินจือไป๋มองออกว่าอู๋เสวียนอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูด
อู๋เสวียนลังเลเล็กน้อย เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ฉันทราบค่ะว่าคุณเชี่ยวชาญเรื่องดนตรีมาก แต่เพลงกระแสหลักในฉีโจวล้วนร้องด้วยภาษาฉี สไตล์แตกต่างจากฉินโจวอยู่พอสมควร…”
“ผมแต่งเพลงภาษาฉีได้”
หลินจือไป๋ไม่ถือสาความกังวลของอู๋เสวียน เขาเอ่ยด้วยภาษาฉีที่สำเนียงมาตรฐานที่สุดทันที “สไตล์ดนตรีของฉีโจวไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผม”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
อู๋เสวียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ตัวแทนหลินที่มาจากฉินโจวคนนี้ พูดภาษาฉีได้ดีมาก ไม่ต่างจากคนท้องถิ่นเลยสักนิด!
เป็นเช่นนี้
ในช่วงเที่ยงวันนี้
อันดับดาราของหลินจือไป๋ในฉีโจวก็ประกาศออกมา
ผลลัพธ์ทำให้หลินจือไป๋ประหลาดใจอยู่บ้าง ภายใต้เกณฑ์การตัดสินอันดับดาราของฉีโจว จุดเริ่มต้นของเขาอยู่ในระดับแถวสามเลยทีเดียว!
“ถ้างั้นฉันก็พอจะมีชื่อเสียงในฉีโจวอยู่บ้างสินะ?”
หลินจือไป๋หลุดขำ จุดนี้ช่วยประหยัดแรงเขาไปได้ไม่น้อยเลย
คาดว่าคงเพราะงานเลี้ยงการกุศลเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ ที่ ‘อารัมภบทศาลากล้วยไม้’ ของเขาสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลให้กับวงการเขียนพู่กันของบลูสตาร์สินะ ถึงได้มีพื้นฐานเริ่มต้นที่ไม่เลวแบบนี้
…
หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ
จู่ๆ หลินจือไป๋ก็ได้รับโทรศัพท์จากเจียงเฉิง
“เจ้านายครับ มีข่าวดีจะบอก สถานีโทรทัศน์เทียนกวงของพวกเราสกัดดาวรุ่งสถานีโทรทัศน์เสินฮว่าได้อีกระลอกแล้ว!”
“ว่ามาสิ”
“ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าคุนเผิงเรามอบรายการวาไรตี้ที่ชื่อ ‘ปาป๊าไปไหน’ กับซูฉานไปเหรอครับ เธออั้นไว้เพิ่งออกอากาศเอาช่วงนี้ ประจวบกับรายการวาไรตี้รายการหนึ่งของเสินฮว่าฉายพอดี ผลคือรายการของพวกเราดังเป็นพลุแตกทันทีที่ออกอากาศเลยครับ!”
“อืม”
หลินจือไป๋เผยยิ้ม แม้ตนจะไม่ได้อยู่ฉินโจว แต่ก็ยังมอบ ‘เซอร์ไพรส์’ ให้กับบรรดาลุงได้เป็นระยะๆ
ส่วนเรื่องที่รายการ ‘ปาป๊าไปไหน’ ดังถล่มทลาย หลินจือไป๋ไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย
ตอนนี้ขอแค่เป็นรายการวาไรตี้ที่ผลิตโดยคุนเผิงกระแสย่อมไม่แผ่ว
เพราะแบรนด์คุนเผิงทรงพลังดังก้องไปไกลสุดๆ แล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือรายการเรียลลิตี้โชว์รายการแรกของบลูสตาร์!
ผู้ชมก็คงเพิ่งจะรู้เป็นครั้งแรกว่า ที่จริงรายการวาไรตี้ยังเล่นแบบนี้ได้ด้วย!
ไม่เหมือนกับโลกก่อนที่มีรายการเรียลลิตี้โชว์เต็มไปหมด ถ้าไม่มีไอเดียแปลกใหม่จริงๆ ก็ยากจะโดดเด่นขึ้นมาได้
“ตอนนี้แนวคิดเรื่องเรียลลิตี้โชว์ในฉินโจวกำลังฮิตระเบิดเพราะรายการนี้เลยครับ”
เจียงเฉิงเอ่ยอย่างตื่นเต้น “แทบทุกบริษัทต่างกำลังเลียนแบบคุนเผิงของเรา เตรียมทำรายการเรียลลิตี้ทำนองนี้กันใหญ่ ‘ปาป๊าไปไหน’ ถือเป็นการเปิดประตูสู่โลกใหม่ให้กับวงการวาไรตี้เลยครับ และเรื่องที่สำคัญที่สุด คุณลองทายดูสิครับว่าเป็นเรื่องอะไร?”
“อย่ามาลีลาน่า”
“เรื่องที่คุณจะเข้าร่วมรายการวาไรตี้ก็ได้ข้อสรุปแล้วครับ!”
เจียงเฉิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เพราะ ‘ปาป๊าไปไหน’ ดังมากในฉินโจว ทางฉีโจวเองก็เล็งเห็นถึงอนาคตที่สดใสของรายการเรียลลิตี้โชว์ เลยอยากทำรายการประเภทเดียวกันบ้างครับ”
“พี่หมายความว่าไง?”
“คุณเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้โชว์กลางแจ้งที่ฉีโจวได้ครับ!”
เป็นไปตามคาด
หลินจือไป๋ถาม “มีรายการที่เหมาะสมไหมครับ?”
เจียงเฉิงตอบว่า “ทางนั้นมีบริษัทผลิตรายการวาไรตี้โดยเฉพาะชื่อว่าซิงชั่นครับ พวกเขาอยากทำรายการชื่อ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ ถือเป็นแนวเรียลลิตี้โชว์กลางแจ้งที่มีอิสระสูงมาก เน้นถ่ายทำชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกันของเหล่าแขกรับเชิญ ตอนนี้กำลังเปิดรับสมัครดารามาร่วมรายการอยู่ครับ ถ้าเจ้านายสนใจ ผมสามารถไปทักทายพูดคุยกับทางซิงชั่นได้นะครับ ช่วงนี้พวกเขากำลังติดต่อเจรจาขอซื้อลิขสิทธิ์รายการ ‘King of Mask Singer’ กับพวกเราอยู่พอดีครับ”
“ได้”
เรียลลิตี้โชว์กลางแจ้งก็น่าจะคล้ายๆ กับ ‘ปาป๊าไปไหน’ ที่ถ่ายทำชีวิตประจำวันของกลุ่มดารา
เน้นความเข้าถึงง่ายเป็นธรรมชาติ
“ในเมื่อคุณสนใจ เดี๋ยวผมให้ทางซิงชั่นกันที่ไว้ให้เราที่หนึ่งเลยครับ ครั้งนี้พวกเขาลงทุนมหาศาลมาก จะให้พวกดาราเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่บนเขาลี่ซานด้วยกัน แต่กติกาการเล่นที่เจาะลึกกว่านี้ตอนนี้เขายังปิดเป็นความลับอยู่ครับ”
“อืม”
ตามที่เจียงเฉิงบอก รายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ นี้จะกลายเป็นรายการเรียลลิตี้โชว์รายการแรกของฉีโจว ดังนั้นกระแสตอบรับต้องไม่ธรรมดาแน่
หลินจือไป๋จะพยายามสร้างความคุ้นเคยกับสาธารณชน สร้างชื่อเสียงในฉีโจวให้โด่งดังโดยเร็ว
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น
จู่ๆ ก็มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้น
“ติ๊งต่อง!”
หลินจือไป๋ชะงักไปครู่หนึ่ง ระบบไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเองตั้งนานแล้ว หรือว่าจะกระตุ้นภารกิจบางอย่างเข้าแล้ว?
เฟยหง: [ระบบจะอัปเกรดร้านค้า เปิดตัวเลือกการแลกเปลี่ยนด้วยคะแนนชื่อเสียงที่หลากหลายยิ่งขึ้น!]
หลินจือไป๋อึ้งไป
ดูเหมือนจะไม่ใช่ภารกิจ แต่เป็นการอัปเกรดร้านค้าในระบบ?
เขาวางสายจากเจียงเฉิงทันที แล้วเริ่มเปิดระบบขึ้นมาสำรวจดู
ที่แท้เป็นเพราะร้านค้าในระบบมีการอัปเดต ทำให้มีของที่หลินจือไป๋สามารถแลกได้เพิ่มมากขึ้น
เมื่อก่อนหลินจือไป๋รู้สึกว่าของที่มีประโยชน์ที่สุดในร้านค้าก็คือพวกน้ำยาวิเศษต่างๆ อย่างเช่นน้ำยาเพิ่มพลังงานที่ช่วยให้เขามีสมาธิกับการทำงานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเหนื่อยล้า หรือน้ำยาเพิ่มความเร็วมือที่ช่วยให้เขียนนิยายและวาดมังงะได้เร็วขึ้น แล้วก็ยังมีน้ำยาภาษาพวกนั้น ที่พอตนดื่มปุ๊บก็จะเชี่ยวชาญภาษาใหม่ได้ทันที!
ถ้าไม่มีโปรพวกนี้
ความสำเร็จของหลินจือไป๋ตอนนี้คงลดระดับลงไปมากโขทีเดียว
แต่ครั้งนี้ หลินจือไป๋ได้เห็นของดีๆ ในร้านค้าระบบเพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ
อย่างเช่น [หนังสือทักษะการทำอาหาร]
หากแลกหนังสือทักษะนี้ หลินจือไป๋จะได้รับฝีมือการทำอาหารขั้นยอดเยี่ยม
แต่เขาก็มีเงินนี่นา จ้างเชฟฝีมือดีมาทำให้กินได้ทุกมื้ออยู่แล้ว
หรืออย่างเช่น [น้ำยาเพิ่มสมรรถภาพทางกาย]
อันนี้ดูจะใช้งานได้จริง ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นได้
ยังมี [หนังสือทักษะการว่ายน้ำ] ที่สามารถทำให้หลินจือไป๋กลายเป็นนักว่ายน้ำระดับแนวหน้าได้ในพริบตา
แต่หลินจือไป๋ก็ว่ายน้ำเป็นอยู่แล้ว แถมไม่ได้คิดจะไปแข่งโอลิมปิกที่ไหน เลยรู้สึกว่าของชิ้นนี้สำหรับเขาแล้วประโยชน์ใช้สอยก็งั้นๆ
หลินจือไป๋ถึงกับเหลือบไปเห็นของที่มุมห้องอย่าง [หนังสือทักษะการสะเดาะกุญแจ] ด้วย
นี่จะเสี่ยงคุกเกินไปแล้ว!
แล้วฉันจะเอาของพรรค์นี้ไปทำอะไรวะ!
เอาไปใช้ลักเล็กขโมยน้อยหรือไง?
เอาเถอะ เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญคือ หลินจือไป๋รู้สึกว่าหลังจากร้านค้าระบบอัปเกรด ตนก็มีหวังจะกลายเป็น ‘ซูเปอร์แมน’ ได้เลย!
แน่นอนว่าเรื่องเหาะเหินเดินอากาศอะไรนั่นคงเป็นไปไม่ได้
แต่ถ้าคนคนหนึ่งทำได้แทบทุกอย่าง แล้วมันจะต่างจากซูเปอร์แมนตรงไหน?
อย่าลืมว่าเรี่ยวแรงและเวลาของคนปกตินั้นมีจำกัด
ต่อให้เป็นอัจฉริยะแค่ไหน ก็ไม่มีทางเชี่ยวชาญทักษะทุกอย่างบนโลกได้ แม้เขาจะใช้เวลาทั้งชีวิตเรียนรู้ทักษะสารพัดอย่างมาพัฒนาตัวเองก็ตาม
แน่นอนว่า
ทักษะพวกนี้ใช่ว่าจะไม่มีข้อจำกัด
มีหลายอย่างที่หลินจือไป๋อยากแลก ก็ต้องใช้คะแนนชื่อเสียงมหาศาล แถมของพวกนี้ยังมีระดับความยากง่ายอีกด้วย
อย่างเช่น [หนังสือทักษะการทำอาหาร] ที่แบ่งออกเป็นระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง
ระดับต้น ใช้คะแนนชื่อเสียงไม่สูงมาก แค่ 50,000 คะแนนก็พอ ฝีมือจะเทียบเท่ากับเชฟมืออาชีพคนหนึ่ง
แต่ระดับกลางต้องใช้ถึง 200,000 คะแนน ขึ้นมาถึงสี่เท่า
ส่วนหนังสือทักษะระดับสูงยิ่งไปกันใหญ่ ใช้ถึงหนึ่งล้านคะแนน หลินจือไป๋รู้สึกว่ามันไม่มีความจำเป็นขนาดนั้นเลย
เว้นแต่ว่าวันหนึ่งเขาจะมีค่าชื่อเสียงมากมายจนใช้ไม่หมด ถึงจะแลกทักษะที่ทั้งชีวิตอาจจะได้ใช้งานแค่ไม่กี่ครั้งพวกนี้มาอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ
เดี๋ยวนะ
บางทีวันนั้นอาจจะมาถึงจริงๆ ก็ได้ ขอแค่กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับทวีป แล้วกวาดคะแนนชื่อเสียงจากทวีปต่างๆ มาให้หมด!
คนเรามักจะพูดว่าอัจฉริยะสิบด้าน(รอบด้าน)
หลินจือไป๋รู้สึกว่ามันไม่ได้มีแค่สิบด้าน
อนาคตอาจจะมีสักวันที่ทักษะทุกอย่างที่มนุษย์สามารถทำได้ เขาเองก็จะทำได้ทั้งหมด
คิดได้แบบนั้น
แววตาของหลินจือไป๋ก็เป็นประกาย
ทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้คะแนนชื่อเสียง
เดิมทีหลินจือไป๋ไม่ค่อยสนใจเรื่องการสะสมคะแนนชื่อเสียงอะไรอีกแล้ว
กระทั่งทักษะด้านศิลปะแขนงต่างๆ ก็ไม่ได้อยากครอบครองขนาดนั้นแล้ว
แต่การอัปเกรดของระบบครั้งนี้ พลันทำให้ความกระหายคะแนนชื่อเสียงของหลินจือไป๋ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ใครบ้างไม่อยากเป็นคนที่ ‘ทำได้ทุกอย่าง’?
ใครจะไม่อยากเก่งกาจไปทุกเรื่อง?
ในสายตาคนภายนอก หลินจือไป๋คืออัจฉริยะอยู่แล้ว
และตอนนี้หลินจือไป๋รู้สึกว่า ภาพลักษณ์ความเป็นอัจฉริยะของเขาสามารถเจิดจรัสขึ้นได้อีก!
ต่อจากนี้จะเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้พอดี
งั้นก็เริ่มจากรายการเรียลลิตี้นี่แหละ มาปั้นภาพลักษณ์ ‘อัจฉริยะเหนือมนุษย์’ ของตัวเองให้เป็นที่จารึกกันเลย!
คิดได้ดังนี้
หลินจือไป๋จึงลองค้นหาข้อมูลของบริษัทผลิตรายการที่ชื่อ ‘ซิงชั่น’ ตามที่เจียงเฉิงบอกมา ถ้าบริษัทนี้ทำงานไม่ได้เรื่อง รายการที่ทำออกมาก็คงไม่น่าเชื่อถือเหมือนกัน
ดีที่
ผลการค้นหาในอินเทอร์เน็ตบอกว่าบริษัทนี้เชี่ยวชาญเก่งกาจมาก ได้รับการยอมรับว่าเป็นบริษัทผลิตรายการวาไรตี้ที่แข็งแกร่งที่สุดในฉีโจว รายการที่ฮิตที่สุดเกือบทั้งหมดล้วนมาจากซิงชั่นทั้งนั้น
เรียกได้ว่าเป็น ‘คุนเผิง’ ในเวอร์ชันฉีโจวเลยทีเดียว!
แน่นอนว่าถ้าเทียบกับสถานะของคุนเผิงในวงการวาไรตี้ฉินโจวแล้วก็ยังเหลื่อมกันอยู่บ้าง แต่ระดับนี้ก็นับว่าเพียงพอที่จะแปะป้ายว่า ‘น่าเชื่อถือ’ ได้แล้ว
………………………………………………