ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 429 พุ่งสู่ดาราแถวหน้าฉีโจว? (1)
เพลงนี้บอกเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ตกหลุมรักเด็กสาวคนหนึ่ง
อยากจะสารภาพรักแต่ก็ไม่กล้า ทำได้เพียงแอบรักเธออยู่เงียบๆ
เขาแอบสลักคำสารภาพรักไว้ที่ขอบหน้าต่างที่เธออยู่เป็นประจำ แต่น่าเสียดายที่เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเธอได้เห็นมันหรือเปล่า
จนกระทั่งคืนหนึ่งเด็กหนุ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป อยากบอกความรู้สึกที่มีต่อเธอ
เขาจึงนำเรื่องราวในอดีตระหว่างเขากับเธอมาเล่าให้ฟังเป็นเพียงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นการบอกใบ้หวังว่าเธอจะเข้าใจความรู้สึกของเขา
และวินาทีก่อน การร้องของหลินจือไป๋จบลงท่ามกลางเสียงดนตรีส่งท้ายที่ไพเราะ
ภายใต้หัวข้อเนื้อเพลงแอบรัก แฝงด้วยกลิ่นอายของการสารภาพรัก ให้ความรู้สึกถึงเรื่องราวยังไม่จบลงอย่างเข้มข้น
ซึ่งตรงกับคำหกคำในชื่อเพลงที่ว่า ‘เรื่องราวความรัก บทนำ’ พอดี
เยเจินพูดไม่ออก เพลงนี้เขาไม่สามารถหาที่ติได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ส่วนฉีเจียนเจียนั้นถึงกับหายใจติดขัดเล็กน้อย หัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรง
เธอไม่รู้ตัวเลยว่าได้ตกลงไปยังหนึ่งในสามความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดของชีวิตเข้าแล้ว… เขาชอบฉัน!
โดยเฉพาะเนื้อร้องท่อนจบนั้น ฉีเจียนเจียรู้สึกว่าหลินจือไป๋บอกใบ้ชัดเจนมาก
“รู้บ้างไหม ทุกคืนฉันคิดถึงเธอเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง ทุกคืนยังเฝ้ารอด้วยใจที่รักมั่น พอจะเป็นไปได้ไหมที่จะร่วมสานต่อเรื่องราว ให้ความรักนี้ยืนยาวอิงแอบเคียงคู่กันตราบชั่วชีวิต…”
ทุกคืนฉันคิดถึงเธอเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง?
พอจะเป็นไปได้ไหมที่จะร่วมสานต่อเรื่องราว?
นี่หวังให้ฉันตอบกลับไปบ้างใช่ไหม?
ฉีเจียนเจียมองหลินจือไป๋ในหน้าจอกล่อง มือทั้งสองข้างบีบเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นเสียงของผู้จัดการที่อยู่ข้างๆ ก็ดังขึ้น
“เจียนเจีย ทำไมหน้าหน้าแดงขนาดนี้ล่ะ?”
พูดพลาง ผู้จัดการสาวที่รูปร่างหนักเกือบเจ็ดสิบห้ากิโลกรัมใช้มือสัมผัสหน้าผากและใบหน้าของฉีเจียนเจีย ก่อนอุทานออกมา
“อุ๊ย! ทำไมตัวร้อนจี๋ขนาดนี้ละ ไม่สบายหรือเปล่า?”
“เปล่า… เปล่า”
ฉีเจียนเจียเองก็รู้สึกว่าอุณหภูมิร่างกายของเธอพุ่งสูงขึ้นอย่างประหลาด แต่เธอเชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ได้ป่วย
“แค่ร้อนไปหน่อยนะ”
“งั้นปรับแอร์ให้ต่ำอีกหน่อย”
ผู้จัดการสั่งให้คนขับรถปรับแอร์
ส่วนผู้ชมย่อมไม่ได้คิดอะไรไปไกลกว่านั้น หรือจะพูดอีกอย่างคือ ทุกคนยังติดอยู่ในอารมณ์เพลงที่หลินจือไป๋ร้อง
คอมเมนต์สดต่างพากันพิมพ์ว่ายอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!
‘เพราะจริงๆ!’
‘ทำนองมันดูเรียบไปหน่อยหรือเปล่า?’
‘เธอก็อย่าตั้งความหวังสูงเกินไปนักเลย!’
‘คุณภาพระดับนี้ก็เหนือความคาดหมายของทุกคนไปไกลแล้ว’
‘ฉันไม่รู้เลยว่านอกจากท่านมหาเศรษฐีแล้ว ยังจะมีใครที่มีความสามารถแบบนี้อีก!’
‘สุดยอดมือไวระดับพระกาฬ!’
‘ท่านมหาเศรษฐีอัดเพลงภาษาฉีพวกนี้ปล่อยออกมาเถอะ ฉันจะดาวน์โหลดแน่นอน!’
‘เห็นด้วย!’
หลังจากหลินจือไป๋เห็นคอมเมนต์สดก็พูดกับฉีเจียนเจียและเยเจินว่า
“ขอบคุณทั้งสองคนมากนะครับที่ให้ความร่วมมือ ไว้เจอกันใหม่ครับ ผมยังมีงานต้องทำอีกนิดหน่อย ขอตัวไปจัดการก่อนนะครับ”
“ไว้เจอกันค่ะ”
ฉีเจียนเจียโบกมือน้อยๆ
เยเจินพยักหน้าอย่างแข็งทื่อ
หลินจือไป๋จบการวิดีโอคอลในไลฟ์สด แน่นอนว่าห้องไลฟ์สดของเขายังเปิดอยู่
หลินจือไป๋เอ่ยกับผู้ชมว่า “ต่อไปเราจะมาทำเรียบเรียงดนตรีฉบับสมบูรณ์ให้กับเพลง ‘ความผิดฐานไม่โรแมนติก’ ‘ดาวจรัสฟ้าแห่งยุคจลาจล’ และเพลง ‘เรื่องราวความรัก บทนำ’ เมื่อกี้กันครับ ต้องมีดนตรีประกอบก่อนถึงจะเข้าห้องอัดได้”
หลักๆ คือเพลงพวกนี้หลินจือไป๋ทำเรียบเรียงดนตรีไว้แบบง่ายๆ เกินไปหน่อย
ถ้าทำนองคือสาวงาม การเรียบเรียงดนตรีก็คือเสื้อผ้าสวยๆ และคนที่ต่างกันย่อมเหมาะกับเสื้อผ้าสไตล์ที่ต่างกันออกไป
ก่อนหน้านี้หลินจือไป๋แค่สวมเสื้อคลุมเรียบง่ายที่สุดให้กับทำนองเพลง ซึ่งแน่นอนว่าก็พอไปวัดไปวาได้
แต่หากต้องการผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ ก็ต้องสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ดูดีที่สุดและมีสไตล์ที่เข้ากันที่สุดออกมา
‘แล้วเพลง “รักแม่จริงๆ” ละ?’
‘ชอบเพลงนั้นมากเลย!’
‘ฉันมีไฟล์เพลงแล้วแต่คุณภาพเสียงยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่’
‘เพลงนี้ปล่อยด้วยได้ไหม?’
หลินจือไป๋ชำเลืองมองคอมเมนต์สดแล้วพบว่าหลายคนยังไม่เข้าใจสถานการณ์ จึงเอ่ยอธิบายว่า
“เพลงที่ยังไม่เคยเผยแพร่ในฉินโจว ผมสามารถเผยแพร่ในฉีโจวได้โดยตรงครับ แต่เพราะเพลง ‘รักแม่จริงๆ’ เผยแพร่ในฉินโจวไปแล้ว เลยไม่สามารถนำมาเผยแพร่ใหม่ที่นี่ได้ นี่เป็นกฎระเบียบระหว่างทวีปที่ระบุไว้อย่างชัดเจนครับ”
“แต่บริษัทของผมกำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฉีโจวอย่างเต็มที่ ถ้าทุกอย่างราบรื่น ผลงานที่ผมเคยปล่อยในฉินโจวเหล่านั้น อนาคตก็จะสามารถนำเข้ามาในฉีโจวได้ครับ”
หากนำเข้ามาได้สำเร็จละก็…
เหล่าแฟนคลับชาวฉีโจวของหลินจือไป๋ก็ไม่ต้องไปหาไฟล์เพลงตามตลาดมืดในอินเทอร์เน็ต เพื่อทำความรู้จักกับผลงานเก่าๆ ที่เขาเคยปล่อยในฉินโจวอีกแล้ว
คอมเมนต์สดถามว่า ‘จะนำเข้ามาได้เมื่อไหร่เหรอ?’
หลินจือไป๋ตอบ “เรื่องจะนำเข้ามาได้เมื่อไหร่ยังบอกไม่ได้ครับ ผมเองก็ไม่สามารถกำหนดเวลาที่แน่นอนให้ทุกคนได้”
“ถ้าโชคดีหน่อยก็รอให้ผมกลายเป็นดาราแถวหนึ่งของฉีโจวก่อน หรือถ้าโชคร้ายหน่อยก็คงต้องรอจนกว่าผมจะไปถึงระดับซูเปอร์สตาร์ของฉีโจวครับ ส่วนตอนนี้พวกเรามาทำดนตรีประกอบของเพลงที่จะปล่อยในฉีโจวให้เสร็จกันก่อน”
พูดพลาง หลินจือไป๋ก็ง่วนอยู่ในห้องซ้อมดนตรี
ที่นี่มีเครื่องดนตรีครบครัน ในคอมพิวเตอร์ก็มีซอฟต์แวร์สำหรับเรียบเรียงดนตรีครบชุด
ถึงแม้ผู้ชมจะดูสิ่งที่หลินจือไป๋ทำไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อเลย
เพราะหลินจือไป๋จะคอยเปิดฟังเสียงดนตรีที่เขาทําเป็นระยะๆ ทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพของนักดนตรีคนหนึ่งที่กำลังตั้งใจทำงานอย่างตั้งใจ
ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลง
ในบริษัทไม่มีคนเหลืออยู่แล้ว พนักงานทุกคนต่างพากันเลิกงานกลับบ้านไปหมด
เหลือเพียงเลขาอูเสวียนที่ยังอยู่ข้างนอกเพื่ออยู่เป็นเพื่อนหลินจือไป๋ทำงานล่วงเวลา
หลินจือไป๋ไม่กลับ อูเสวียนก็กลับไม่ได้ เธอต้องคอยดูเผื่อว่าท่านตัวแทนมีเรื่องอะไรเธอจะได้เข้าไปจัดการให้ได้ทันที
หลินจือไป๋ก้มหน้าก้มตาทำจนเกือบห้าทุ่ม ถึงได้จัดการงานเรียบเรียงดนตรีทั้งหมดจนเสร็จสมบูรณ์
“เฮ้อ!”
หลินจือไป๋บิดขี้เกียจทีหนึ่ง หันไปทักทายตากล้องของรายการแล้วเอ่ยกับผู้ชมว่า
“วันนี้ดึกมากแล้ว ไว้พวกเราเจอกันใหม่พรุ่งนี้นะครับ บ๊ายบาย”
เวลานี้แขกรับเชิญคนอื่นๆ ต่างก็ปิดไลฟ์กันหมดแล้ว มีเพียงเขาที่มัวแต่ยุ่งกับการทำเพลงจนไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย
หลังจากจบไลฟ์ หลินจือไป๋ก็นั่งรถของอูเสวียนกลับที่พัก
หลังจากก้าวเข้าไปในวิลล่าที่เขาอาศัยอยู่คนเดียว หลินจือไป๋ก็อาบน้ำอุ่น จากนั้นก็ได้รับโทรศัพท์จากเจียงเฉิง
“สวัสดีตอนกลางคืนครับเจ้านาย”
“สวัสดีตอนกลางคืน ทางฝั่งฉินโจวเป็นยังไงบ้างครับ?”
“ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรครับ แค่ละครเรื่อง ‘The Bad Kids มุมที่ซ่อนอยู่’ เพิ่งจะออกอากาศไป ก็ติดอันดับคำค้นหายอดนิยมทุกวันเลยครับ…”
เรื่องนี้เจียงเฉิงเคยกล่าวถึงในรายงานการทำงานที่ส่งให้หลินจือไป๋ก่อนหน้านี้แล้ว
ถึงแม้ตัวหลินจือไป๋จะไม่ได้อยู่ที่ฉินโจว แต่สถานการณ์ของคุนเผิงเขาก็ยังรับรู้ได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างที่หลินจือไป๋ยังไม่รู้
เจียงเฉิงยิ้มกล่าว “เจ้านายอาจยังไม่ทราบว่า ละคร ‘The Bad Kids มุมที่ซ่อนอยู่’ ได้สกัดดาวรุ่งละครเรื่องใหม่ของสถานีโทรทัศน์เสินฮวาเข้าอีกแล้วครับ”
“อ้อ? ทำได้ไม่เลวเลยครับ”
นี่คือสิ่งที่หลินจือไป๋ทำมาตลอดก่อนจะออกจากฉินโจว ตอนนี้หลินจือไป๋มาอยู่ที่ฉีโจวแล้ว แต่เจียงเฉิงยังคงทำเรื่องพวกนี้แทนเขาต่อไปอยู่ที่ฉินโจว
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า หลังจากสถานีโทรทัศน์ของลุงสามโดนถล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะถูกคุนเผิงบีบจนต้องไปฟ้องปู่หรือเปล่า
เพราะยังไงตอนนี้หลายคนก็รู้แล้วว่าหลินจือไป๋ที่เป็นถึงหลานจักรพรรดิแห่งเสินฮวามีหุ้นอยู่ในคุนเผิง เพียงแต่คนภายนอกไม่รู้สัดส่วนที่แน่นอน แม้แต่ปู่เองก็ยังไม่รู้
และการที่คุนเผิงมุ่งเป้าโจมตีสถานีโทรทัศน์เสินฮวาซ้ำขนาดนี้ ก็ยากที่จะไม่ทำให้คนคิดไปว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มีการชี้นำจากหลินจือไป๋หรือเปล่า
“ถึงจะบอกว่าสถานีโทรทัศน์เสินฮวาเป็นอูฐผอมที่ยังใหญ่กว่าม้า ไม่พังลงเพียงเพราะพวกเราโจมตีเป็นครั้งคราว แต่รสชาติการโดนมีดที่ค่อยๆ เฉือนเนื้อนี้ไม่สนุกเลยละครับ ลุงสามของเจ้านายเลยอยากขอนัดเจอผมกับซูฉานสัปดาห์หน้าเพื่อคุยเรื่องยุติศึกครั้งนี้ครับ”
เว้นครู่หนึ่งเจียงเฉิงก็ถามว่า “เจ้านายมีความเห็นยังไงครับ?”
หลินจือไป๋เอ่ย “ทำงานตามที่ผมสั่งต่อไป”
ตอบแทนความแค้นด้วยความยุติธรรม ตอบแทนคุณธรรมด้วยคุณธรรม เขาจะไม่ใจอ่อนเด็ดขาด
“รับทราบครับ”
เจียงเฉิงรู้ว่าเจ้านายไม่มีความคิดที่จะยกโทษให้ครอบครัวลุงสาม ในเมื่อเป็นแบบนี้เขาก็ไม่ต้องเกรงใจอะไรอีก ส่วนซูฉานเองแน่นอนว่าต้องเดินตามมติของคุนเผิงอยู่แล้ว
“แล้วก็จริงสิครับ”
ดูเหมือนเจียงเฉิงจะรู้สึกว่าหัวข้อนี้ทำให้บรรยากาศตึงเครียดเกินไป จึงเปลี่ยนเรื่องคุย
“รายการ ‘Call Me by Fire’ ก็เพิ่งออกอากาศไปครับ กระแสตอบรับดีมากเลย ชื่อเสียงรายการวาไรตี้ของคุนเผิงเราตอนนี้ดังเปรี้ยงปร้างสุดๆ แต่น่าเสียดายที่รายการนี้เกิดผิดที่ผิดเวลาไปหน่อย…”
“ผิดที่ผิดเวลาเหรอครับ?”
หลินจือไป๋รู้สึกสงสัย “ในฉินโจวมีรายการที่เจ๋งกว่าออกอากาศในช่วงเวลาเดียวกันเหรอ?”
“มีครับ”
เจียงเฉิงหัวเราะ “เจ้านายลืมไปแล้วเหรอครับว่า ‘เยือนเขาลี่ซาน’ ทางคุนเผิงวิดีโอของเราเชื่อมสัญญาณถ่ายทอดสดไว้ เจ้านายทำอะไรที่โน่น ผู้ชมทางนี้ก็เห็นหมดครับ อย่างวันนี้ที่เจ้านายไลฟ์สดแต่งเพลง ไม่รู้ว่าทำเอาแฟนคลับของอูฉือตื่นเต้นกันไปกี่คนแล้ว เพราะสิ่งที่แฟนคลับใหม่ในฉีโจวเจออยู่ตอนนี้ ก็คือสิ่งที่แฟนคลับเก่าของอูฉือในฉินโจวผ่านมาหมดแล้วครับ”
หลินจือไป๋ “…”
เล่นกันเองซะแล้ว
สรุปคือการที่เขาไปออกรายการ “เยือนเขาลี่ซาน” ที่ฉีโจว ดันมาสกัดดาวรุ่งรายการที่คุนเผิงเป็นคนสร้างเองซะงั้น?
“ยังดีที่ทั้งสองรายการคนละสไตล์กัน ผลกระทบเลยไม่ได้รุนแรงมากครับ”
เจียงเฉิงยิ้มกล่าว “อีกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องแย่ครับ สำหรับเจ้านายแล้วนี่คือข่าวดีด้วยซ้ำ ความนิยมของคุณไม่ได้ลดลงเลยหลังจากไปฉีโจว กลับกันยิ่งความนิยมของเจ้านายในฉีโจวพุ่งสูงขึ้นเท่าไหร่ ชาวเน็ตฉินโจวก็ยิ่งยินดีที่ได้เห็น และมีคนหันมาสนใจคุณมากกว่าเดิมอีกครับ”
“อย่างนั้นเหรอ”
หลินจือไป๋ครุ่นคิด ก่อนหน้านี้เขากังวลอยู่จริงๆ ว่าพอมาฉีโจวแล้วความนิยมในฉินโจวจะลดลง
ยังดีที่รายการ “เยือนเขาลี่ซาน” ทลายกำแพงระหว่างสองทวีปและออกอากาศพร้อมกันได้ ทำให้เขายังรักษาพื้นที่สื่อในฉินโจวเอาไว้ได้
ส่วนเรื่องที่ความนิยมในฉินโจวกลับเพิ่มสูงขึ้น หลินจือไป๋คิดเพียงครู่เดียวก็เข้าใจ คงเพราะความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวแทนทวีปของชาวเน็ตฉินโจวละมัง
เหมือนกับในชาติก่อน หากมีดาราหรือคนดังในประเทศของเราไปสร้างชื่อเสียงและประสบความสำเร็จอย่างสูงในต่างแดน ผู้คนในประเทศก็ย่อมพลอยยินดีและภูมิใจไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นหลินจือไป๋เริ่มตั้งตัวได้ในฉีโจวและความนิยมก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ชาวฉินโจวจึงเกิดความภูมิใจในทำนองเดียวกัน
“ผมลองคำนวณดูแล้วครับ”
เจียงเฉิงวิเคราะห์ผ่านโทรศัพท์ “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ปีหน้าความนิยมและอิทธิพลของเจ้านายในฉินโจวน่าจะก้าวสู่ระดับซูเปอร์สตาร์เหนือแถวหน้าได้อย่างเป็นทางการครับ อีกอย่างผมกำลังคิดว่าคุนเผิงของเราควรจะทำรายการแนวเดียวกับ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ บ้างดีไหมครับ?”
“ได้สิครับ”
หลินจือไป๋กล่าว “เดี๋ยวผมจะส่งพล็อตรายการวาไรตี้ไปให้ ชื่อของโปรเจกต์นี้คือ ‘Back to Field’ ”
ในเมื่อรายการเรียลลิตี้ดารากำลังฮิต หลินจือไป๋ย่อมต้องให้คุนเผิงตามกระแสนี้ให้ทัน
ต่อให้ตัวจะไม่อยู่ที่ฉินโจว เขาก็ต้องมั่นใจว่าคุนเผิงจะเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ
เพียงแต่รู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย คิดไม่ถึงเลยว่าละครเรื่อง ‘The Bad Kids มุมที่ซ่อนอยู่’ เขาจะไม่ได้ดูตอนพรีเมียร์ รวมถึงรายการ ‘Call Me by Fire’ ที่ออกอากาศเขาก็ไม่มีเวลาดูเหมือนกัน
หลังจากมาถึงฉีโจว ดูเหมือนเขาจะได้เปลี่ยนมุมมองในการดูคุนเพิงไปอีกแบบเลย เพราะเมื่อก่อนตอนอยู่ที่ฉินโจว ไม่ว่ารายการวาไรตี้หรือละครโทรทัศน์อะไรก็ตามที่สร้าง เขาจะได้ดูเป็นคนแรกๆ เสมอ