ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 429-2 พุ่งสู่ดาราแถวหน้าฉีโจว? (2)
หลังวางสายจากเจียงเฉิง หลินจือไป๋เตรียมตัวเข้านอน
แต่จู่ ๆ โทรศัพท์ก็สั่น
ที่แท้เป็นข้อความจากฉีเจียนเจียที่ส่งมาว่า
นอนหรือยัง?
“จะนอนแล้วครับ”
หลินจือไป๋พูดความจริงทั้งหมด ในห้องเพรสซิเดนเชียลสวีทของโรงแรมแห่งหนึ่ง ฉีเจียนเจียรู้สึกเหมือน ‘หัวใจจะวาย’ เธอมองข้อความที่หลินจือไป๋ตอบกลับมาด้วยสีหน้าตัดพ้อเล็กน้อย หมอนี่หมายความว่ายังไงกันแน่?
เห็น ๆ อยู่ว่าวันนี้ใช้เพลงบอกใบ้ฉันว่าอยากจะ ‘ร่วมสานต่อเรื่องราวให้ความรักนี้ยืนยาว อิงแอบเคียงคู่กันตราบชั่วชีวิต’ ถ้าคุณไม่เริ่มรุกแล้วพวกเราจะสานต่อเรื่องราวได้ยังไง?
เอาแต่ทิ้งคำใบ้ไว้สารพัดแค่นั้นนะเหรอ?
ก็ได้ งั้นจะคิดซะว่าคุณหน้าบางเลยไม่กล้ารุกก่อนแล้วกัน ในเมื่อคุณไม่กล้าก้าวออกมาจริงๆ ฉันทักไปหาเองก็ได้ แต่ขนาดฉันเป็นฝ่ายทักไปหาคุณแล้ว ถึงประโยคเปิดของเธอจะเป็น ‘นอนหรือยัง’ แต่เด็กผู้ชายปกติทั่วไปที่เห็นข้อความจากผู้หญิงที่ตัวเองแอบรักส่งมาแบบนี้ ต่อให้ง่วงแค่ไหนก็ต้องตอบกลับมาว่ายังไม่นอนไม่ใช่หรือไง?
ไอ้ที่ว่า ‘จะนอนแล้ว’ นี่มันหมายความว่ายังไงกัน!
ถ้าฉันคุยต่อจะเป็นการรบกวนเวลาพักผ่อนของนายหรือเปล่า?
คราวที่แล้วก็แบบนี้ เธอเป็นฝ่ายทักไปหาหลินจือไป๋ ผลคืออีกฝ่ายตอบมาว่าตัวเองนอนแล้ว แต่หลังจากนั้นกลับไปโผล่หน้าในกลุ่มใหญ่ซะงั้น…
ไม่เข้าใจเลย!
ผู้ชายเนี่ยซับซ้อนขนาดนี้เลยเหรอ?
เห็น ๆ อยู่ว่าเอาแต่ใบ้สารพัดว่าชอบฉัน แต่พอฉันเป็นฝ่ายรุกเข้าหา เขากลับเอาแต่หลบเลี่ยง…
หรือเพราะไม่กล้าคุยกับฉันกันนะ?
ฉีเจียนเจียพึมพำอยู่ในใจ เหมือนเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ อย่างพวกดาราชายที่ดังมากๆ เวลาคุยกับเธอจะดูประหม่าถึงขั้นหน้าแดงใจเต้นรัว ท่าทางกดดันสูงมาก หลินจือไป๋ก็เป็นแบบนั้นด้วยเหรอ?
แต่ปฏิกิริยาของหลินจือไป๋เวลาคุยกับเธอก็ดูเป็นปกติดีนี่นา กระทั่งตอนเล่นเกมวัดใจ หลินจือไป๋ยังกล้าเป็นฝ่ายเชยคางเธอเลย ไม่เห็นจะดูเหมือนคนประหม่าหรือกดดันตรงไหน จะเดี๋ยวนะ!
คงไม่ใช่ว่าหลินจือไป๋ทำเป็นสงบนิ่ง แต่ความจริงเวลาเผชิญหน้ากับฉันในใจปั่นป่วนวุ่นวายไปหมดหรอกนะ?
ไม่อย่างนั้นสถานการณ์ที่ย้อนแย้งแบบนี้มันอธิบายไม่ได้เลย!
ความจริงพอลองมาคิดดูดีๆ ก็มีบางคนที่ปกปิดความรู้สึกเก่งอยู่นะ ทั้งที่ประหม่าแทบตายแต่ภายนอกกลับยังนิ่งเฉยได้ หลินจือไป๋ก็เป็นแบบนั้นเหรอ?
ที่บอกฉันว่าจะนอนแล้วอะไรนั่น คงเป็นแค่คำพูดเลอะเทอะเพราะประหม่าสินะ เอาเถอะ ฉันละจนปัญญากับคุณจริงๆ งั้นจะให้โอกาสคุณอีกสักครั้งแล้วกัน
ฉีเจียนเจียพิมพ์ข้อความต่อ “คุณคิดจะหลอกฉันอีกแล้วนะคราวที่แล้วก็บอกว่าจะนอนแล้วแต่ไม่ได้นอนแถมยังไปโผล่ในกลุ่มอีก…”
คิดครู่หนึ่ง ฉีเจียนเจียเปลี่ยนเครื่องหมายจุดไข่ปลาเป็นสติกเกอร์หน้า ‘น้อยใจ’ ดูน่ารักและอ้อนแอ้นเป็นพิเศษ สติกเกอร์นี้ดาราชายบางคนส่งมาให้เธอตอนทักมาคุยเมื่อกี้ ฉีเจียนเจียแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นเหมือนเช่นเคย เธอไม่เคยเข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมคนพวกนี้เวลาคุยถึงชอบส่งสติกเกอร์ตามหลังมาทุกประโยค?
แต่วันนี้ฉีเจียนเจียได้ลองส่งสติกเกอร์เป็นครั้งแรก มันช่วยไม่ได้นี่นาเพราะยังไงก็ต้องช่วยลดความประหม่าของหลินจือไป๋ลงหน่อย ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้าคุยกับเธอแบบเปิดอกแน่ๆ ฉีเจียนเจียคิดแบบนั้น
หลินจือไป๋เห็นข้อความตอบกลับแล้วก็อึ้งไปครู่หนึ่ง เขาจำไม่ได้เลยจริงๆ ว่าคราวที่แล้วมันตอนไหน แต่ในเมื่อฉีเจียนเจียพูดแบบนั้นก็น่าจะมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆ ละมั้ง เขาจึงตอบกลับไปเป็นเครื่องหมายจุดไข่ปลา
คุณเป็นราชาแห่งเดดแอร์ในตำนานหรือไง?
ไอ้จุดไข่ปลานี้จะให้ฉันตอบกลับยังไงล่ะ?
ฉีเจียนเจียเพิ่งจะพบเป็นครั้งแรกว่าการคุยออนไลน์มันยากขนาดนี้ ถึงขั้นต้องใช้ความคิดในการหาหัวข้อคุย
‘เพลงของคุณวันนี้เพราะมากเลย!’
‘ขอบคุณครับ’
ขอบคุณบ้าอะไรล่ะ ฉันพูดถึงเพลงนี้ขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจอีกเหรอ?
ฉีเจียนเจียรัวนิ้วพิมพ์ ‘ฉันฟังเพลงนี้เข้าใจแล้วละ ความจริงเด็กผู้ชายคนนั้นควรจะลองรวบรวมความกล้าสารภาพรักดูนะ ไม่แน่อีกฝ่ายอาจจะตอบตกลงก็ได้?’
อีกด้านหนึ่ง หลินจือไป๋ย่อมคิดไม่ถึงว่าราชินีเพลงผู้แสนเย็นชาอย่างฉีเจียนเจียจะมีโลกในจินตนาการขนาดนี้ เขานึกว่าอีกฝ่ายกำลังชวนคุยเรื่องดนตรีจริงๆ เลยตอบกลับไปว่า “สำหรับเด็กผู้ชายแล้ว การไม่สารภาพรักยังช่วยรักษาความหวังไว้ได้ส่วนหนึ่งครับ แต่ถ้าเขาสารภาพแล้วถูกปฏิเสธ ความหวังที่มีก็จะหมดลงไปอย่างสิ้นเชิงทันทีครับ”
ฉีเจียนเจียเริ่มลนลานเล็กน้อย “มีความเป็นไปได้ไหมที่ความจริงแล้วเด็กผู้หญิงก็สังเกตเห็นว่าเด็กผู้ชายชอบเธอ และเธอก็กำลังรอให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อนนะ?”
“ก็อาจเป็นไปได้ครับ”
หลินจือไป๋รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมด เนื้อเพลงเล่าถึงเรื่องราวที่มีช่องว่างให้จินตนาการ ชื่อเพลงถึงได้มีคำว่า “บทนำ” อยู่ยังไงละ
งั้นทำไมคุณถึงยังไม่สารภาพอีกละ?
ฉีเจียนเจียเริ่มขุ่นเคือง คำสารภาพรักจากเพศตรงข้ามเธอได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน แม้แต่คำสารภาพรักจากเพศเดียวกันเธอก็เคยได้รับมาแล้ว…
เมื่อก่อนเวลาโดนสารภาพรักเธอไม่เคยรู้สึกดีใจเลย มีแต่ความลำบากใจ แต่ฉีเจียนเจียก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมตนเองถึงอยากได้ยินหลินจือไป๋สารภาพรักกับตัวเองขนาดนี้ อาจเป็นเพราะเหมือนเธอจะมีใจชอบหลินจือไป๋อยู่บ้าง?
ตัวเธอที่สู้กับเย่อิงมานานหลายปี ถ้าสามารถพิชิตใจผู้ชายที่เย่อิงชอบได้ อาจจะหมายถึงชัยชนะในแง่หนึ่งหรือเปล่านะ?
ระหว่างที่คิดฟุ้งซ่าน ฉีเจียนเจียทนไม่ไหวอีกต่อไป พิมพ์ข้อความรุกใส่ทันที
“ฉันว่าเด็กผู้หญิงในเพลงต้องตอบตกลงแน่ๆ เรื่องหลายอย่างถ้าไม่ลองดูจะรู้ผลได้ยังไง เหมือนกับถ้าคุณสารภาพรักกับฉันตอนนี้ ไม่แน่ฉันอาจจะลองเก็บไปพิจารณา…”
“เย่อิงตามผมแล้ว ไว้คุยกันนะ”
ฉีเจียนเจียพิมพ์ข้อความเสร็จแล้วกำลังจะกดส่งไป แต่กลับเห็นข้อความไม่กี่คำนั้นที่หลินจือไป๋ส่งมาเสียก่อน นิ้วเรียวยาวของเธอพลันแข็งทื่อ ความรู้สึกวูบโหวงเกิดขึ้นในพริบตา ราวกับของล้ำค่าบางอย่างถูกเย่อิงแย่งชิงไป สู้กับเย่อิงมาหลายปี ฉีเจียนเจียเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่เล็กน้อยมาตลอด แต่วินาทีนี้ฉีเจียนเจียได้ลิ้มรสชาติของความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก เธอรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังแพ้เย่อิงแล้ว
นี่มันคือความรู้สึกอะไรกัน?
ฉีเจียนเจียไม่เข้าใจ เธอเพิ่งเคยสัมผัสความรู้สึกโหวงเหวงแบบนี้เป็นครั้งแรก ในแววตาที่เลื่อนลอยนั้น เธอมองข้อความที่เพิ่งพิมพ์เสร็จแต่ยังไม่ได้ส่งออกไป กับประโยคที่ว่า “เย่อิงตามผมแล้ว” ของหลินจือไป๋ จู่ๆ ร่างกายก็สั่นสะท้าน หรือว่าฉัน… เป็นไปไม่ได้!
แต่ถ้าอย่างนั้น ความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไรกันล่ะ?
ไม่ใช่ว่าหลินจือไป๋แอบรักฉัน?
หรือจะเป็นฉัน… ที่ชอบหลินจือไป๋เข้าแล้ว?
ที่แท้ตั้งแต่ต้นจนจบ ฉันเองหรอกเหรอที่เป็นฝ่ายแอบรักเขา?
ครั้งนี้หลินจือไป๋ไม่ได้โกหก เย่อิงตามตัวเขาจริงๆ ประเด็นหลักของอีกฝ่ายคือมาถามเรื่องการจัดเสียงและการร้องเพลง “วันฝนตก” ถึงแม้หลินจือไป๋จะแปลกใจอยู่บ้าง ยังไงเย่อิงก็เป็นถึงสุดยอดราชินีเพลงของฉีโจว ความสามารถในการทำงานไม่น่าจะแย่ถึงขนาดที่ต้องให้เขาคอยช่วยตอนคัดเพลง ‘วันฝนตก’ หรอกมั้ง?
แต่เขาก็ยังตอบคำถามอย่างอดทน เพราะยังไงเขาก็เป็นคนขายเพลงนี้เอง ต้องมีบริการหลังการขายที่ดีหน่อย แม้คำถามของเย่อิงจะเยอะไปนิด แถมบางคำถามยังเป็นพื้นฐานมากๆ จนหลินจือไป๋อดสงสัยไม่ได้ว่าแม่นางคนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นราชินีเพลงได้ยังไง
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมวางสายนะ”
“จะรีบวางไปไหนล่ะ จะไปอยู่กับแฟนเหรอ?”
“ไม่มีแฟนครับ”
“เป็นหมาโสดเหมือนกันสินะ”
“ผมแค่โสด ส่วนคุณน่ะเป็นหมา”
“คุณนั่นแหละหมา… อ้อจริงด้วย หลินจือไป๋ ดูเหมือนคุณกับเย่เจินจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าเขามาเล่นงานคุณละก็ อย่าลืมบอกฉันนะ ที่ฉีโจวนี่ฉันปกป้องคุณเอง!”
“รับทราบครับ รับทราบ”
ในที่สุดก็สลัดเย่อิงไปได้ หลินจือไป๋เตรียมตัวจะนอน กลับเห็นข้อความชุดใหญ่ส่งมาจากฉีเจียนเจีย
‘วันนี้เห็นในไลฟ์ของคุณพูดเรื่องที่จะเอาเพลงที่ปล่อยในฉินโจวเข้ามาในฉีโจวของเรา’
‘ความจริงแล้ว ทางการมีโควตาพิเศษสนับสนุนผลงานศิลปะและวัฒนธรรมจากต่างทวีปอยู่นะคะ ฉันมีเพื่อนสนิทเป็นรองหัวหน้าโปรเจกต์นำเข้าผลงานศิลปะพอดี พรุ่งนี้ฉันจะไปหาเธอ น่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ให้คุณได้ ไม่ต้องรอเป็นดาราแถวหนึ่งหรือซูเปอร์สตาร์ฉีโจวเลยค่ะ’
ดวงตาของหลินจือไป๋เป็นประกายทันที!
ฉีเจียนเจียช่วยแก้ปัญหานี้ได้จริงๆ เหรอ?
ต้องรู้ว่าปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการเติบโตของหลินจือไป๋ในตอนนี้ ก็คือผลงานที่เขาสร้างสรรค์ในฉินโจวไม่สามารถเผยแพร่ในฉีโจวได้อย่างเปิดเผย หากทางการฉีโจวไม่ยอมอนุมัติ แฟนคลับของหลินจือไป๋ที่อยากฟังเพลงเก่าๆ ของเขาก็ต้องไปหาดาวน์โหลดผ่านช่องทางพิเศษเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้จำกัดการแผ่ขยายอิทธิพลของหลินจือไป๋อย่างมาก เพราะในฉีโจวตอนนี้หลินจือไป๋มีแค่รายการวาไรตี้แต่ไม่มีผลงานเพลงเป็นชิ้นเป็นอันเลย
แต่ถ้าผลงานที่ปล่อยในฉินโจวเหล่านั้นเข้าสู่ตลาดฉีโจวได้เมื่อไหร่ ต้องสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับเขาอย่างแน่นอน นั่นคือเหตุผลที่หลินจือไป๋คอยเร่งเจียงเฉิงให้รีบทำให้ทางการฉีโจวยอมเปิดทางให้ได้ เพราะเขาคงไม่สามารถรอจนตัวเองกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ก่อนแล้วค่อยเอาผลงานเก่าๆ เข้ามาหรอก จริงไหม?
แต่ใครจะไปคิด หลังจากที่เข้ามาถึงฉีโจว ปัญหาที่น่าปวดหัวที่สุดจะได้ฉีเจียนเจียที่มีแบ็กดีและมีเส้นสายมาช่วยจัดการแก้ปัญหาให้ คิดๆ ดูก็สมเหตุสมผล ยังไงฉีเจียนเจียก็เป็นราชินีเพลงเบอร์ต้นๆ ของฉีโจว บริษัทที่บ้านก็ยังอยู่ในอันดับต้นๆ ของทวีป จะมีอิทธิพลในด้านนี้ก็เป็นเรื่องปกติ
เพียงแต่… การใช้อิทธิพลระดับนี้ย่อมต้องแลกมาด้วยมูลค่าที่ไม่น้อยเลย เขากับฉีเจียนเจียยังไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นด้วยซ้ำ ความสนิทยังสู้เขากับเย่อิงไม่ได้เลย แล้วเธอช่วยเขาขนาดนี้ต้องการอะไรกันแน่?
อยากแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า?
อย่างเช่นเธออยากจะไปเป็นซูเปอร์สตาร์ที่ฉินโจว?
หรือว่าอยากจะให้เขาช่วยแต่งเพลงให้?
การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เหล่านี้หลินจือไป๋สามารถตอบตกลงได้หมด เพราะเขามีความสามารถพอที่จะช่วยอีกฝ่ายได้จริงๆ คิดได้ดังนั้นหลินจือไป๋จึงพิมพ์ข้อความไปว่า “ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้คงต้องรบกวนคุณช่วยแล้วครับ ในอนาคตถ้าคุณมีเรื่องอะไรให้ผมช่วยก็บอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
ถ้าเรื่องนี้สำเร็จละก็… ด้วยคุณภาพของผลงานเก่าๆ เหล่านั้น รวมกับกระแสความนิยมของเขาในตอนนี้ หลินจือไป๋รู้สึกว่าเขาอาจจะก้าวสู่ทำเนียบดาราแถวหนึ่งของฉีโจวได้โดยตรงเลยทีเดียว!
=========================================