ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 430 ใครให้ฉันเป็นปู่เยโหวล่ะ! (1)
วันต่อมา วันหยุดวันที่สองของรายการ “เยือนเขาลี่ซาน”
หลังจากหลินจือไป๋ตื่นนอนได้ไม่นาน ทีมงานรายการก็ส่งเจ้าหน้าที่หลายคนแบกกล้องมาถ่ายเขาอย่างจริงจัง
นี่เป็นสิ่งที่ทางรายการได้ตกลงไว้ล่วงหน้าแล้ว
หากไม่มีสถานการณ์พิเศษห้ามหยุดการไลฟ์สดเด็ดขาด
หลินจือไป๋เองก็ไม่ได้ว่าอะไร พื้นฐานแล้วเขาไม่มีอะไรที่ถ่ายไม่ได้อยู่แล้ว
วันนี้เขาแค่มีกำหนดการทำงานตามปกติ ไปอัดเพลงที่ห้องอัดของบริษัท
ถึงแม้ทางฉีเจียนเจียจะบอกว่ายินดีช่วยเหลือ แต่ก็ไม่รู้ว่าการอนุมัติผลงานจากฉินโจวอย่างเป็นรูปธรรมนั้นต้องใช้เวลานานแค่ไหน
ดังนั้นแผนการปล่อยเพลงเดิมที่อยู่ในมือของหลินจือไป๋จึงยังต้องดำเนินต่อไป
เวลาแปดโมงครึ่งในช่วงเช้า ระหว่างที่นั่งรถมุ่งหน้าไปยังบริษัท
หลินจือไป๋ถือโอกาสชำเลืองมองค่าความนิยมในไลฟ์สดของตัวเองตอนนี้อยู่ที่ 30.24 ล้าน
เวลานี้แขกรับเชิญทุกคนในรายการ “เยือนเขาลี่ซาน” น่าจะเริ่มไลฟ์สดกันหมดแล้ว
แต่ค่าความนิยมของเขายังพุ่งไปถึงสามสิบล้านเลยเหรอ?
แสดงให้เห็นว่าการไลฟ์สดแต่งเพลงเมื่อวานดึงดูดแฟนคลับได้มหาศาลจริงๆ
เหมือนตอนที่เขาใช้ตัวตนอูฉือเล่นมุกนี้ที่ฉินโจว ซึ่งก็ได้ผลยอดเยี่ยมมาก
‘ค่าความนิยมห้องไลฟ์ท่านมหาเศรษฐีสูงกว่าเมื่อวานอีก!’
‘เมื่อวานช่วงที่สูงที่สุดเหมือนจะอยู่ที่สามสิบล้านเหมือนกันนะ?’
‘ไม่เหมือนกันสิ วันนี้เพิ่งจะเริ่มไลฟ์ได้ไม่นานก็พุ่งถึงสามสิบล้านแล้ว!’
‘นี่มันมาตรฐานความนิยมระดับสี่จตุรเทพชัดๆ!’
‘เมื่อวานท่านมหาเศรษฐียังทำได้แค่เสมอเท่ากับกูสิงอยู่เลย!’
‘แต่วันนี้ข้อมูลของท่านมหาเศรษฐีพุ่งไปถึงระดับเดียวกับเยจวินจีแล้ว!’
‘ในบรรดาสี่จตุรเทพ ตอนนี้ก็เหลือแค่เยเจินกับฉีเทียนเหวินหรือเปล่าที่ยังสูงกว่าท่านมหาเศรษฐีนะ?’
ขณะเดียวกัน
กูสิงเองก็สังเกตเห็นแล้วว่าค่าความนิยมในห้องไลฟ์ของหลินจือไป๋พุ่งแตะระดับสามสิบล้าน
ถึงแม้กูสิงจะเป็นคนที่มีกระแสต่ำที่สุดในบรรดาสี่จตุรเทพ แต่อูฐผอมก็ยังใหญ่กว่าม้าอยู่ดี
เมื่อวานตอนที่พบว่ายอดไลฟ์ของหลินจือไป๋พอๆ กับตัวเอง กูสิงก็ตกใจมากแล้ว
คิดไม่ถึงว่าวันนี้อีกฝ่ายจะทิ้งห่างเขาไปอีกก้าวใหญ่ขนาดนี้!?
ไม่ควรเป็นแบบนี้สิ!
หมอนี่เป็นแค่ดาราแถวสองในฉินโจวเองละมั้ง หรือพระนอกวัดจะสวดมนต์เก่งกว่า?
แต่พอหันไปดูพวกโจวหานจินและแขกรับเชิญคนอื่นๆ ที่มาจากฉินโจว
ความสนใจที่ได้รับเมื่อเทียบกับหลินจือไป๋แล้วต่างกันลิบลับเลย!
ไม่สมเหตุสมผลเกินไปแล้ว!
กูสิงไม่เคยเห็นดาราจากต่างทวีปคนไหนที่พอมาถึงฉีโจว ความนิยมก็พุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งขนาดนี้มาก่อน
หากวัดจากความเร็วในการพัฒนาของหลินจือไป๋
กูสิงเริ่มสงสัยแล้วว่าอนาคตอีกฝ่ายคงพุ่งไปถึงระดับซูเปอร์สตาร์เหนือแถวหน้าของฉีโจวแน่นอน
อีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ที่กูสิงพบนั้น ความจริงเยจวินจีสังเกตเห็นก่อนเสียอีก
กระทั่งเรื่องที่หลินจือไป๋ไลฟ์สดแต่งเพลงเมื่อวานนี้
เยจวินจีก็ได้รับทราบข้อมูลผ่านผู้จัดการส่วนตัวหลังจากปิดไลฟ์แล้ว
พูดตามตรง การที่หลินจือไป๋มาถึงฉีโจวแล้วจะสามารถเติบโตได้นั้นเยจวินจีไม่ได้แปลกใจเลย
ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงฝีมือของอีกฝ่ายได้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว
แต่การที่หลินจือไป๋พุ่งทะยานได้เร็วขนาดนี้ แม้แต่เยจวินจีก็ยังคาดไม่ถึง
นี่เพิ่งจะผ่านมาเท่าไหร่เอง ยอดไลฟ์ของหลินจือไป๋ก็ขึ้นมาเทียบเท่ากับเขาแล้วเหรอ?
เขาไม่ใช่จตุรเทพที่มีกระแสธรรมดาๆ แบบกูสิงนะ แล้วหลินจือไป๋เอาอะไรมาไล่ตามเขาได้เร็วขนาดนี้?
ถึงแม้จะบอกว่ายอดไลฟ์สดนั้นวัดอะไรไม่ได้มาก ผู้ชมส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ใช่แฟนคลับของหลินจือไป๋จริงๆ
แต่การสร้างกระแสได้ขนาดนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของอีกฝ่ายแล้ว
เยจวินจีถอนหายใจในใจ ความจริงตอนนี้เขาก็ไม่ได้ขุ่นเคืองหลินจือไป๋ขนาดนั้นอีกแล้ว
กลับเป็นเพื่อนสนิทอย่างเออิจิโร่มากกว่าที่ยังทำใจยอมรับไม่ได้กับเรื่องที่ถูกบีบให้ออกจากฉินโจว
จนต้องคอยหาเรื่องหลินจือไป๋ไม่เลิกรา ทำให้ตัวเขาในตอนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เพราะยังไงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างเออิจิโร่กับหลินจือไป๋ก็มาจากตัวเขาเอง
ตอนนี้เยจวินจีจึงรู้สึกสับสนวุ่นวายใจ
เมื่อหลินจือไป๋ถึงบริษัทก็เอ่ยกับผู้ชมว่า
“ต่อไปพวกเราจะอัดเพลงสามเพลงครับ เริ่มจากเพลงแรก ‘ความผิดฐานไม่โรแมนติก’ ก่อนเลย”
พูดจบ หลินจือไป๋ก็ก้าวเข้าห้องอัดเสียง
การอัดเสียงทั้งสามเพลงวุ่นวายอยู่ตลอดทั้งช่วงเช้า
หลังจากอัดเสร็จครบทุกเพลง หลินจือไป๋ก็สั่งงานขั้นตอนต่อไปกับพนักงานในบริษัท
จากนั้นจึงเอ่ยกับผู้ชมว่า
“ขั้นตอนต่อไปคือการทำมาสเตอริงและงานส่วนอื่นๆ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ
ผมไม่ตามต่อแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ช่วงสองทุ่มคืนนี้เพลงทั้งสามจะถูกปล่อยลงสตรีมมิง
หวังว่าทุกคนจะช่วยกันสนับสนุนนะครับ”
‘สนับสนุนแน่นอน!’
‘ขอให้เพลงใหม่ของท่านมหาเศรษฐีปังๆ นะ!’
‘สามเพลงนี้ต้องดังระเบิดแน่!’
คอมเมนต์สดเต็มหน้าจอต่างแสดงความยินดีและพร้อมสนับสนุน
เพราะเพลงทั้งสามนี้หลินจือไป๋แต่งขึ้นในรายการวาไรตี้ จึงมีเพียงผู้ชมที่ติดตามเขาเป็นประจำเท่านั้นที่เคยได้ยิน
ชาวฉีโจวส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่ามีสามเพลงนี้อยู่ ดังนั้นหลังจากปล่อยออกมาแล้ว ผลตอบรับจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีใครบอกได้ชัดเจน
กระแสในไลฟ์สดดีมาก แต่ในไลฟ์สดแฟนคลับนั้นก็มีเยอะ
เหมือนพวกดาราหน้าใหม่ยอดนิยมในชาติก่อน แฟนคลับต่างก็บอกว่าเพลงดีเลิศ
แต่คนทั่วไปกลับฟังไม่ได้เลยสักนิด สรุปแล้วเป็นปัญหาที่ใครกันแน่?
หลินจือไป๋ไม่อยากถูกขังอยู่ในโลกที่ได้ยินแต่สิ่งที่อยากได้ยิน
เพลงจะดังจริงหรือไม่ก็ต้องรอดูการตอบรับจากตลาด
เพราะแฟนคลับที่ฟังเขาร้องเพลงย่อมมีฟิลเตอร์ความลำเอียงอยู่แล้ว
ยังดีที่เพลงเหล่านี้ดังมากในชาติก่อน และผ่านการพิสูจน์จากตลาดมาแล้ว หลินจือไป๋จึงไม่กังวลเท่าไหร่
ถึงจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างแต่ก็คงไม่ถึงขั้นแป้กแน่นอน
ในตอนนี้อูเสวียนเดินมาหาหลินจือไป๋
“ท่านตัวแทนคะ ภาพยนตร์ออนไลน์ของบริษัทเราเรื่อง ‘Still Waiting For You’ จำเป็นต้องขออนุมัติงบลงทุนเพิ่มค่ะ…”
โปรเจกต์ภาพยนตร์ที่เสินฮวาคุนเผิงเอนเตอร์เทนเมนต์ผลิตขึ้นเองโดยลำพังมีเรื่องเดียวคือ “เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว”
แต่อย่าลืมว่าบริษัทนี้ได้มาจากการเข้าซื้อกิจการ
หลินจือไป๋ไม่รู้รายละเอียดการเจรจาที่แน่ชัด แต่สรุปคือโปรเจกต์บางอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ก่อนหน้านี้ เสินฮวาคุนเผิงต้องรับช่วงต่อมาด้วย
และเรื่อง ‘Still Waiting For You’ ที่อูเสวียนพูดถึง ก็คือหนึ่งในโปรเจกต์ของบริษัทเดิม
หลินจือไป๋รู้แล้วว่าบริษัทมีหนังเรื่องนี้กำลังถ่ายทำอยู่ แต่เขาไม่ได้ใส่ใจ
เพราะงบลงทุนรวมทั้งหมดไม่ถึงสิบล้านหยวน ต่อให้ขาดทุนก็คงไม่เท่าไหร่
แต่โปรเจกต์นี้จะขอเพิ่มงบลงทุน?
หลินจือไป๋ขมวดคิ้ว
“นี่เป็นโปรเจกต์ที่ทำค้างไว้ครึ่งทางของบริษัทเดิมใช่ไหม งบบานปลายหรือยังไงครับ?”
การขยายตลาดคือการหาเงินจากตลาดฉีโจว
และถ้าเขาดังขึ้นมา รายได้ของบริษัทนี้ย่อมไม่แย่แน่นอน
ดังนั้นเขาจึงไม่มีความสนใจในโปรเจกต์อื่นนอกจาก ‘เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว’
“ไม่ใช่ค่ะ”
อูเสวียนยิ้มเจื่อน
“สถานการณ์ค่อนข้างซับซ้อนค่ะ เดี๋ยวฉันส่งรายงานให้คุณดูนะคะ”
หลินจือไป๋เข้าใจทันที ความหมายก็คือพูดต่อหน้าผู้ชมในไลฟ์สดไม่ได้ จึงพยักหน้าแล้วบอกว่า
“ส่งบทภาพยนตร์มาให้ดูด้วยนะ”
หลินจือไป๋ไม่ใช่คนที่ใครจะมาหลอกได้ง่ายๆ
ในเมื่อเขาบริหารสำนักพิมพ์เสินฮวาจนเป็นระเบียบได้ ก็ต้องบริหารบริษัทบันเทิงแห่งนี้ให้ดีได้เช่นกัน
ใครที่คิดจะมาตบตาเขาต้องชดใช้คืนอย่างแน่นอน
“งั้นฉันจะส่งเข้าอีเมลนะคะ” อูเสวียนเอ่ย “นี่เป็นภาพยนตร์แนววัยรุ่นค่ะ”
หลินจือไป๋ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานโดยไม่เอ่ยคำใด
ท่าทางนี้ทำให้อูเสวียนรู้สึกเกร็งมาก พนักงานสองสามคนที่อยู่ข้างหลังเธอก็พากันเงียบกริบราวกับจักจั่นหน้าหนาว
แรงกดดันมหาศาลนี้มันอะไรกันเนี่ย!
ที่แท้นี่ก็คือประธานจอมเผด็จการในโลกความจริงสินะ
ท่านมหาเศรษฐีตอนตั้งใจทำงานนี่หล่อไม่เบาเลย!
หัวหน้าพวกเราก็เผด็จการเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีใบหน้าแบบท่านมหาเศรษฐี
ก้าวเข้าไปในห้องทำงาน หลินจือไป๋เปิดอีเมลแล้วไล่ดูบทภาพยนตร์เรื่อง ‘Still Waiting For You’
เนื้อเรื่องเรียบง่ายมาก ก็แค่ภาพยนตร์แนววัยรุ่นธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง
พระเอกและนางเอกพบรักกันในมหาวิทยาลัยและคบหากัน
แต่หลังจากเรียนจบ พระเอกกลับทิ้งนางเอกไปถึงสิบปีด้วยเหตุผลบางอย่างคลาสสิก
และในช่วงสิบปีนั้น พระรองคอยอยู่เคียงข้างนางเอกอย่างเงียบๆ ทุ่มเทให้ไม่ขาด
จนในที่สุดก็ทำให้เธอใจอ่อน ทั้งสองคนตกลงคบกัน
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ พระเอกที่หายไปหลายปีกลับปรากฏตัวขึ้นหลังจากที่นางเอกกับพระรองเพิ่งตกลงเป็นแฟนกัน
บทสรุปสุดท้ายคือ พระเอกอธิบายความจำเป็นที่ต้องจากไปและกลับมาคืนดีกับนางเอก
ส่วนพระรองที่เพิ่งขยับสถานะแม้แต่จูบก็ยังไม่ได้ทำ กลับได้แต่ยิ้มอวยพรให้นางเอก
ด้วยตรรกะที่พบเห็นได้บ่อยในละครน้ำเน่าว่า การรักใครสักคนแค่เห็นเธอมีความสุขก็พอแล้ว
แน่นอนว่านี่เป็นแค่พล็อตเรื่องคร่าวๆ แต่ก็ยังทำให้หลินจือไป๋พะอืดพะอมอย่างรุนแรง
ราวกับ “ความทรงจำที่ตายไปหวนกลับมาทำร้ายฉัน”
เพราะในชาติก่อนภาพยนตร์วัยรุ่นแนวนี้มีให้เห็นเกลื่อนกลาด
อย่าว่าแต่ชาติก่อนเลย แม้แต่โลกนี้ก็มีภาพยนตร์วัยรุ่นที่ขายพล็อตซ้ำซากแบบนี้อยู่มากมาย
ไม่อย่างนั้นหลินจือไป๋คงไม่มาเจอบทแบบนี้หรอก เพียงแต่เขานึกไม่ออกเลยว่าเนื้อเรื่องที่ไร้ความแปลกใหม่ขนาดนี้จะดึงดูดผู้ชมได้ยังไง?
จนกระทั่ง…
หลินจือไป๋เห็นหมายเหตุเล็กๆ ที่อูเสวียนเขียนไว้ท้ายบท
[นักแสดงนำชายคือหยางอี้ ตอนที่เขารับเล่นหนังเรื่องนี้ยังเป็นแค่ดาราโนเนมแถวห้า คาดไม่ถึงว่าหลังจากเข้ากล้องได้ไม่นาน หนังวัยรุ่นอีกเรื่องที่หยางอี้รับบทนำจะดังระเบิด ประกอบกับแรงผลักดันจากต้นสังกัด ตอนนี้เลยพุ่งขึ้นมาอยู่แถวสามและกำลังจะแตะแถวสอง ผู้กำกับเลยอยากจะขอเพิ่มงบประมาณเพื่อทำให้หนังออกมาดูดีกว่าเดิม นอกจากนี้ถ้าท่านตัวแทนทานมื้อเที่ยงเสร็จ หากสามารถไปเยี่ยมกองถ่าย ‘Still Waiting For You’ ได้ก็จะดีมากเลยค่ะ เพราะหนังเรื่องนี้จะปิดกล้องในวันพรุ่งนี้แล้ว…]
หลินจือไป๋เข้าใจแล้ว มิน่ากองถ่ายถึงอยากจะขอเพิ่มทุน
เรื่องในวงการแบบนี้อูเสวียนไม่จำเป็นต้องพูดในไลฟ์สดโต้งๆ นั่นแหละก็ได้
เหตุผลนี้ทำให้หลินจือไป๋ยอมรับได้
หลินจือไป๋รู้ดีว่าไม่ว่าคุณภาพของหนังเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ในเมื่อพระเอกดังแล้วแฟนคลับของเขาย่อมพร้อมจะสนับสนุน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การเพิ่มเงินอีกหน่อยเพื่อช่วยให้การโปรโมตหนังแข็งแกร่งขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรสำหรับเสินฮวาคุนเผิง
คิดได้ดังนั้น หลินจือไป๋จึงตัดสินใจอนุมัติโปรเจกต์นี้
แน่นอนว่าตากล้องไม่ได้ถ่ายหน้าจอคอมพิวเตอร์ของหลินจือไป๋
หากไม่ได้รับอนุญาตจากหลินจือไป๋ ตากล้องจะถ่ายเพียงด้านหลังของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เห็นภาพลักษณ์ตอนที่หลินจือไป๋กำลังจัดการงานเท่านั้น
ส่วนข้อเสนอที่อูเสวียนอยากให้เขาไปเยี่ยมกองถ่าย…
หลินจือไป๋เข้าใจดี อูเสวียนต้องการอาศัยกระแสความนิยมในไลฟ์สดของเขาช่วยโปรโมตภาพยนตร์ออนไลน์ ‘Still Waiting For You’ เรื่องนี้
เอาเถอะ
ในฐานะที่เขาเป็นตัวแทนแต่ในนาม และเป็นเจ้านายที่แท้จริงของบริษัทนี้
การให้ความร่วมมือก็ถือเป็นเรื่องที่ควรทำ
คิดได้ดังนั้น หลินจือไป๋จึงเรียกอูเสวียนเข้ามา
“งบลงทุนเพิ่มเติมสามล้านสำหรับหนังเรื่อง ‘Still Waiting For You’ ผมอนุมัติครับ แล้วก็พวกเราจะไปเยี่ยมกองถ่าย ‘Still Waiting For You’ กัน”
“ได้ค่ะ!”
อูเสวียนดีใจมาก หัวใจที่เคยเต้นระทึกในที่สุดก็วางลงได้
===============================