ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 430-2 ใครให้ฉันเป็นปู่เยโหวล่ะ! (2)
แน่นอนว่าผู้ชมไม่ได้โง่ต่างก็รู้จุดประสงค์ที่หลินจือไป๋ทำแบบนี้ดีแต่ทุกคนก็ไม่ได้รังเกียจกลับพากันล้อเลียน
‘เป็นการโปรโมตที่ดิบสุดๆ เลย!’
‘ฮ่าๆ จงใจพูดชื่อหนังตั้งสองรอบกลัวพวกเราจำไม่ได้หรือไง?’
‘ท่านมหาเศรษฐีถอนขนแกะจากทีมงานรายการอีกแล้ว’
‘ถ่ายวาไรตี้อยู่แต่ดันโปรโมตหนังบริษัทตัวเองเอ้ยไม่ผิดเลยสักนิด!’
‘เห็นว่าเป็นภาพยนตร์ออนไลน์ใช่ไหม?’
‘ใช่แล้ว’
‘หนังออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่ใช่หนังขยะเหรอ?’
‘ร้อยละเก้าสิบเป็นหนังขยะแต่ก็มีบางเรื่องที่คุณภาพดีเหมือนกัน’
‘ไม่กี่ปีมานี้หนังออนไลน์ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วผู้กำกับชื่อดังหลายคนเริ่มยอมลดตัวลงมามีส่วนร่วมแล้ว’
บริษัทเตรียมรถไว้เรียบร้อย
หลินจือไป๋นั่งเบาะหลังมุ่งหน้าไปยังกองถ่ายยังคงเป็นอู๋เสวียนที่เป็นคนขับรถ
สองวันมานี้เธอออกกล้องพร้อมกับหลินจือไป๋บ่อยมาก
ถ้าเข้าวงการตอนนี้คาดว่าก็คงมีกระแสอยู่บ้างเพราะยังไงเลขาคนนี้ก็หน้าตาสวยมาก
“ท่านตัวแทนคะพวกเราถึงแล้วค่ะ”
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงอู๋เสวียนก็นำทางหลินจือไป๋มาถึงกองถ่าย
เวลานี้กองถ่ายกำลังถ่ายทำฉากหนึ่งอยู่
หลินจือไป๋บอกให้อู๋เสวียนทำตัวเงียบๆ ไว้แล้วยืนดูอยู่ข้างๆ
ฉากนี้หลินจือไป๋ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็สามารถควานหาซีนที่ตรงกันในบทภาพยนตร์เจอจนได้
ประมาณว่าพระเอกที่จากไปครึ่งค่อนชีวิตได้กลับมา
หลังจากยื้อยุดกับนางเอกอยู่หลายครั้งก็ตัดสินใจนัดนางเอก
กับพระรองที่เริ่มคบหากันแล้วมาทานข้าวตั้งใจจะเปิดอกคุยอย่างเป็นทางการ
และพยายามยื้อความรู้สึกครั้งสุดท้าย
พระรองยิ้มออกมาอย่างเปิดเผยพร้อมกับเอ่ยว่า
“พวกคุณเพื่อนเก่าคุยฟื้นความหลังกันเถอะผมไม่ไปล่ะตอนเย็นบริษัทมีธุระนิดหน่อย”
“งั้น…งั้นฉันก็ไม่ไปดีกว่า…”
นางเอกในตอนนี้ยังคงลังเลและสับสนเพราะยังไงเธอก็เป็นแฟนของพระรองแล้ว
แต่กับพระเอกเธอก็ยังตัดใจไม่ขาด
ใบหน้าของพระรองฉายแววอ่อนโยนออกมาวูบหนึ่ง
การปฏิเสธของนางเอกดูเหมือนทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจ
พระเอกพยักหน้าด้วยความขมขื่นแล้วขับรถจากไป
ในตอนนั้นเองพระรองเห็นนางเอกที่มีน้ำตานองหน้าจ้องมองท้ายรถของพระเอกอย่างเหม่อลอย
จู่ๆ เขาก็เหมือนตัดสินใจบางอย่างได้แววตาพลันมุ่งมั่นขึ้นมาในทันที
“ขึ้นรถ”
“อะไรนะ?”
“ถ้าชอบก็ไปตามเขาสิ”
พระรองพูดจบก็ให้นางเอกขึ้นรถแล้วขับตามรถของพระเอกไป
ที่แท้เป็นเพราะพระรองมองออกว่านางเอกยังตัดใจจากพระเอกไม่ขาด
จึงตัดสินใจให้พวกเขาไปทานข้าวเย็นกันราวกับอยากจะใช้สิ่งนี้เดิมพันทั้งที่รู้แล้วว่าต้องแพ้
ซี้ดดด
หลินจือไป๋มองดูแล้วรู้สึกปวดฟันจี๊ดขึ้นมาทันที
ตรรกะของพระรองคนนี้คนปกติทั่วไปยากจะเข้าใจได้จริงๆ
ในโลกความเป็นจริงจะมีผู้ชายแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ?
ดูเหมือนละครไอดอลหรือซีรีส์วัยรุ่นหลายเรื่องมักจะมีพระรองคาแรกเตอร์แบบนี้
ที่ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อนางเอกถึงขั้นยอมส่งนางเอกเข้าสู่อ้อมกอดของพระเอก
โดยมีเหตุผลอมตะที่ว่า ‘แค่เธอมีความสุขก็พอแล้ว’ จริงสิ
ฉากแบบนี้ภาพแบบนี้ควรคู่กับเพลงประกอบที่บีบคั้นหัวใจสุดๆ ด้วย
นี่ไม่ใช่ด้านที่ตัวเองถนัดหรอกเหรอ?
หลินจือไป๋คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย
เมื่อฉากนี้ถ่ายเสร็จผู้กำกับก็เริ่มย้ายฉากไปถ่ายทำอีกช่วงหนึ่ง
การถ่ายทำช่วงที่สองต่อจากเนื้อเรื่องและอารมณ์ของฉากเมื่อครู่พอดี
เป็นหลังจากพระรองส่งนางเอกขึ้นรถของพระเอกไปแล้วรถของตัวเองจอดอยู่ริมทาง
เขานั่งอยู่บนพื้นเพียงลำพังอย่างหมดสภาพ
แปะแปะ
ท้องฟ้าเริ่มมีฝนตกลงมา
แน่นอนว่าเป็นฝนเทียมของกองถ่ายแต่พระรองกลับแสดงได้ถึงบทบาทมาก
การแสดงออกทางอารมณ์นั้นยอดเยี่ยมสีหน้าที่ดูเหมือนเก็บกดเอาไว้แต่กลับแฝงการระเบิดอารมณ์บอกไม่ถูก
ที่แท้เขาก็ไม่ได้ใจกว้างเหมือนภายนอกที่แสดงออกมา
เพียงแต่เมื่อนางเอกมองท้ายรถของพระเอกแล้วน้ำตาไหลตัวเขาเองก็ได้พ่ายแพ้ไปแล้ว
แตงที่เด็ดมาทั้งที่ยังไม่สุกย่อมไม่หวาน
เอาเถอะถึงอย่างนั้น…
หลินจือไป๋ก็เริ่มจะพอเข้าใจตรรกะบางอย่างของพระรองขึ้นมาบ้างแล้ว
ไม่ใช่ว่ายอมรับในนิสัยหรือค่านิยมของพระรองคนนี้หรอก
เพียงแต่นักแสดงที่รับบทพระรองคนนี้ทำได้ยอดเยี่ยมมาก
พลังการแสดงออกทางอารมณ์ส่งมาถึงหลินจือไป๋อยู่บ้างราวกับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจตามสัญชาตญาณของมนุษย์ถูกสะกิดเข้า
“เขาชื่ออะไร?”
อู๋เสวียนชะงักแล้วตอบว่า “พานอวี่ค่ะ”
“ผมหมายถึงนักแสดง”
หลินจือไป๋ความจำดีมากก่อนมาเขาได้อ่านบทแล้วย่อมรู้ดีว่าพระรองคนนี้ชื่อพานอวี่
“ชวีเจ๋อค่ะ” อู๋เสวียนบอกชื่อของนักแสดงออกมา
หลินจือไป๋พยักหน้าแล้วถามว่า “ชวีเจ๋ออยู่สังกัดไหน?”
อู๋เสวียนยิ้มกล่าว “สัญญาของเขายังอยู่ที่บริษัทเราค่ะ
แต่ถ่ายหนังเรื่องนี้จบก็จะหมดสัญญาพอดี”
“ต่อสัญญากับเขา”
หลินจือไป๋รู้สึกว่าชวีเจ๋อคนนี้มีศักยภาพมากอายุยังน้อยแต่ฝีมือการแสดงกลับไม่เลวทีเดียว
ถึงแม้หน้าตาจะไม่ได้หล่อเหลาเป็นพิเศษอย่างน้อยก็สู้หยางอี้ที่เป็นพระเอกไม่ได้
ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกจัดให้มารับบทพระรองแถมยังเป็นบทพระรองที่คลั่งรักจนยอมทำทุกอย่างขนาดนี้
“รับทราบค่ะ”
อู๋เสวียนพยักหน้า
“เงื่อนไขการต่อสัญญาเดี๋ยวผมจะตรวจสอบอีกที”
หลินจือไป๋รู้สึกว่าชวีเจ๋อคนนี้อนาคตเขาสามารถปั้นได้
ดังนั้นเงื่อนไขการต่อสัญญาจึงจะให้ค่อนข้างดีสักหน่อย
แน่นอนค่าปรับกรณีผิดสัญญาก็น่ากลัวมาก
เพราะหลินจือไป๋รู้ซึ้งดีว่าความสามารถในการปั้นคนของเขานั้นแข็งแกร่งเพียงใด
หากอีกฝ่ายถูกเขาปั้นจนดังบริษัทก็จำเป็นต้องมีอำนาจข่มขวัญและข้อผูกมัดที่เพียงพอ
เพื่อรับประกันว่าศิลปินจะไม่ปีกกล้าขาแข็งคิดบินหนีไป
เพราะยังไงหลินจือไป๋ก็ไม่ได้เปิดโรงทาน
“เข้าใจแล้วค่ะ”
อู๋เสวียนพยักหน้าอีกครั้งในใจประหลาดใจเล็กน้อยที่ท่านตัวแทนเหมือนจะชื่นชมชวีเจ๋อมากขนาดนี้
หลังจากฉากนี้ถ่ายเสร็จหยางอี้ที่รับบทพระเอกก็เดินเข้ารถบ้านของตัวเองไปด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“ผู้กำกับเหนื่อยหน่อยนะคะ”
อู๋เสวียนเดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้ม “ท่านตัวแทนหลินของพวกเรามาเยี่ยมกองถ่ายค่ะ”
“ท่านตัวแทนหลินเหรอ?”
ผู้กำกับชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเห็นหลินจือไป๋
ทันใดนั้นทั้งกองถ่ายก็คึกคักขึ้นมาทันที
“ยินดีต้อนรับครับท่านตัวแทนหลิน!”
ยังไงหลินจือไป๋ก็เป็นถึงตัวแทนของบริษัทร่วมทุนเสินฮวาคุนเผิง
และหนังเรื่องนี้ก็เป็นผลงานที่บริษัทร่วมทุนเสินฮวาคุนเผิงลงทุนสร้าง
ชวีเจ๋อที่รับบทเป็นพระรอง ‘พานอวี่’ ในเรื่องก็รีบเดินเข้ามาหาอย่างกระตือรือร้น
เป็นฝ่ายยื่นมือไปให้หลินจือไป๋พร้อมกับค้อมตัวลงเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“สวัสดีครับเจ้านายผมชวีเจ๋อครับ!”
คนอื่นต่างพากันเรียกเขาว่าท่านตัวแทนมีแต่หมอนี่ที่เรียกว่าเจ้านาย
หลินจือไป๋หลุดขำออกมาเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือไปจับกับอีกฝ่าย
“สวัสดีครับ”
พูดจบหลินจือไป๋ก็เอ่ยชมประโยคหนึ่ง
“ฝีมือการแสดงของคุณไม่เลวเลยบริษัทของเราต้องการคนที่มีความสามารถแบบคุณนี่แหละ”
“ขอบคุณเจ้านายที่เมตตาครับ!”
หลินจือไป๋พบว่าชวีเจ๋อคนนี้ที่รับบทพระรองในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะแสดงเป็นตัวเองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
เวลาเขาเผชิญหน้ากับตนก็วางตัวนอบน้อมมากกระทั่งให้ความรู้สึกต่ำต้อยไปบ้าง
แต่คนประเภทนี้หลินจือไป๋ไม่ได้รังเกียจ
ทุกคนต่างก็มีวิถีการเอาตัวรอดที่แตกต่างกันไป
จะเอาความถือตัวของตนเองตัดสินคนอื่นที่วางตัวนอบน้อมต่อหน้าผู้ใหญ่ไม่ได้
ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ได้ทำร้ายใครจะประจบสอพลออย่างไรก็แล้วแต่
ไม่แน่ประจบจนถึงที่สุดอาจจะมีครบทุกอย่างเลยก็ได้ใครจะไปรู้?
เพราะยังไงหมอนี่ก็ดูมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่พอตัว
การจงใจเรียกเขาว่าเจ้านายก็เพื่อให้แตกต่างจากคนอื่นถึงจะสร้างจุดเด่นให้คนจดจำได้
“เจ้านายกำลังไลฟ์สดอยู่เหรอครับ?”
เดิมทีนึกว่าจบแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว
แต่ใครจะไปคิดว่าชวีเจ๋อคนนี้ยังไม่อยากจบการสนทนาชวนหลินจือไป๋คุยต่ออย่างกระตือรือร้น
“ใช่ครับ”
“รายการ ‘เยือนเขาหลีซาน’ ใช่ไหมครับเจ้านายรายการที่ผมชอบดูที่สุดก็คือ ‘เยือนเขาหลีซาน’ นี่แหละครับ…”
“งั้นคุณก็ทักทายผู้ชมหน่อยสิ”
หลินจือไป๋ตัดสินใจเพิ่มพื้นที่หน้ากล้องให้กับชวีเจ๋ออีกสักหน่อย
แต่วินาทีต่อมาหลินจือไป๋ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะ
เห็นเพียงชวีเจ๋อขานรับคำหนึ่ง
จากนั้นก็หันไปหากล้องของช่างภาพแล้วตีลังกากลับหลังสองรอบติด
ก่อนจะเต้นท่าประหลาดที่ดูน่าสนใจปิดท้ายด้วยการก้มหัวคำนับกล้องแล้วเอ่ยว่า
“สวัสดีครับทุกคนผมคือชวีเจ๋อที่เดบิวต์มาได้สองปี
ปัจจุบันเป็นศิลปินในสังกัดบริษัทร่วมทุนเสินฮวาคุนเผิง
และท่านมหาเศรษฐีก็คือเจ้านายของผมครับ!”
ให้ตายเถอะ
นายนี้เป็นงานซะจริงๆ
เรียกชื่อ ‘ท่านมหาเศรษฐี’ ออกมาได้แสดงว่าอย่างน้อยอีกฝ่ายเคยดูรายการ ‘เยือนเขาหลีซาน’
ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ฉายาของหลินจือไป๋ในรายการท่าเต้นติดตาชะมัด!
‘ฮ่าๆ พี่ชายคนนี้ตลกดีนะ’
‘เป็นศิลปินในบริษัทของท่านมหาเศรษฐีเหรอ?’
‘ศิลปินใต้บัญชาของท่านมหาเศรษฐีนี่ดูเข้าถึงง่ายขนาดนี้เลย?’
‘เป็นผู้ชายที่ดูสนุกสนานดีนะ’
‘หน้าตาก็หล่อใช้ได้เลย’
การที่ชวีเจ๋อเข้าสู่วงการบันเทิงและได้รับบทพระรองได้นั้นเรื่องรูปร่างหน้าตาย่อมไม่มีปัญหา
แต่เขาแค่จัดอยู่ในระดับที่หล่อใช้ได้เท่านั้น
ประมาณหนุ่มฮอตประจำห้องอะไรทำนองนั้น?
ซึ่งถ้าเทียบเรื่องหน้าตากับหลินจือไป๋แล้วยังห่างชั้นกันอยู่มาก
แต่ชวีเจ๋อก็มีจุดหนึ่งที่หลินจือไป๋ไม่มีนั่นคือเสน่ห์ความใกล้ชิดที่พิเศษสุดๆ
ให้ความรู้สึกเหมือนเขาเป็นเพื่อนที่หน้าตาค่อนข้างดีคนหนึ่งของเราเป็นความรู้สึกที่ไร้ซึ่งระยะห่าง
ความจริงนี่ก็คือเหตุผลที่หลินจือไป๋ต้องการต่อสัญญากับชวีเจ๋อ
หนุ่มหล่อในวงการบันเทิงนั้นปั้นแต่งได้
ดาราตัวท็อปหลายคนก็อาจไม่ได้เป็นคนที่มีหน้าตาหล่อที่สุด
แต่เสน่ห์ความใกล้ชิดหรือจะเรียกว่ารัศมีที่ติดตัวมาแต่เกิดนายทุนนั้นไม่สามารถปั้นแต่งได้
ดังนั้นดาราบางคนถึงได้เป็นของล้ำค่าถึงขนาดหาตัวแทนไม่ได้
เหมือนเหล่าสาวงามในยุคทองของวงการบันเทิงฮ่องกงในชาติก่อน
อีกด้านหนึ่งภายในรถบ้านหยางอี้กำลังหลับตาพักผ่อน
ผู้จัดการส่วนตัวตะโกนเรียก “พี่หยางออกมาหน่อยครับท่านตัวแทนจากเสินฮวาคุนเผิงมาถึงแล้ว”
“ไม่ไป”
หยางอี้ขมวดคิ้วเขาหงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว
หนังเรื่องนี้ตนเพิ่งจะเซ็นสัญญาไปก็ดังระเบิดขึ้นมาพอดี
บริษัทร่วมทุนเสินฮวาคุนเผิงนี่ได้กำไรไปเต็มๆ!
นั่นจึงทำให้หยางอี้ถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกอึดอัดใจอยากจะถ่ายให้จบๆ ไปโดยเร็วที่สุด
ด้วยค่าตัวของเขาตอนนี้ข้างนอกมีแต่บทหนังที่ยอดเยี่ยมกว่าให้ค่าตอบแทนสูงกว่ารอเขาอยู่เต็มไปหมด
ส่วนเรื่องที่ผู้บริหารของเสินฮวาคุนเผิงจะมาเยี่ยมกองถ่ายน่ะเหรอ?
หยางอี้ไม่ได้สนใจจะออกไปต้อนรับเลยสักนิด
ผู้จัดการส่วนตัวเอ่ยอย่างจนใจ “ท่านตัวแทนจากเสินฮวาคุนเผิงก็เป็นศิลปินเหมือนกันนะครับ
หลินจือไป๋จากรายการ ‘เยือนเขาหลีซาน’ ไงตอนนี้เขากำลังไลฟ์สดอยู่ด้วย
ออกไปปรากฏตัวหน่อยก็ไม่เสียหายนี่นาแค่ไปทักทายตามมารยาทไม่กี่คำก็พอ”
“เยือนเขาหลีซาน? หลินจือไป๋?”
หยางอี้ชะงักเขาพอจะรู้จักหลินจือไป๋อยู่บ้าง
อีกฝ่ายดังกว่าเขาตั้งหลายเท่าในรายการ ‘เยือนเขาหลีซาน’ แม้แต่สี่จตุรเทพยังเคยโดนเขารังแกมาแล้วเลย!
คิดได้ดังนั้นหยางอี้ก็รีบลงจากรถทันทีเตรียมจะเข้าไปทักทาย
แต่หลินจือไป๋เยี่ยมกองถ่ายเสร็จสิ้นนั่งรถจากไปแล้ว
อู๋เสวียนที่กำลังขับรถอยู่หาเรื่องชวนคุย “เจ้านายรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นยังไงบ้างคะ?”
“งั้นๆ แหละ”
หลินจือไป๋เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
อู๋เสวียนกระแอมทีหนึ่ง
ท่านตัวแทนลืมไปแล้วเหรอว่ากำลังไลฟ์อยู่?
มีที่ไหนกันมาบอกในไลฟ์ว่าหนังที่บริษัทตัวเองลงทุนก็แค่งั้นๆ?
หลินจือไป๋ยังคงวิจารณ์ต่อไปอย่างสบายอารมณ์
“บอกว่างั้นๆ หมายถึงบทหนังแต่ชวีเจ๋อคนนั้นน่ะแสดงได้ไม่เลวเลย
เห็นแก่การแสดงของเขาเมื่อกี้ยังไงผมก็ต้องแต่งเพลงให้ตัวละครตัวนั้นของเขาให้ได้
แล้วก็วิธีการจัดการกับตอนจบของบทหนังผมไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่”
‘นี่คุณแซะจริงจังเลยเหรอเนี่ย!’
อู๋เสวียนยิ้มเจื่อน
“งั้นตอนจบเดี๋ยวดิฉันจะให้คนเขียนบทลองปรับแก้ดูนะคะ…”
“ไม่ต้องหรอกครับ”
หลินจือไป๋เอ่ย “ตอนจบเดี๋ยวผมเขียนเอง
พอดีมีความคิดที่น่าสนใจหนึ่งขึ้นมา”
ตอนจบของหนังเรื่องนี้
ตัวละครพระรองที่รับบทโดยชวีเจ๋อได้ส่งนางเอกขึ้นรถของพระเอกไปเป็นครั้งสุดท้าย
ในค่ำคืนหนึ่งพระเอกกำลังจะพานางเอกออกจากเมืองนี้
พระรองยิ้มอวยพรให้พวกเขาแต่หลังจากรถลับสายตาไปกลับร้องไห้แทบขาดใจ
หลินจือไป๋รู้สึกว่าการกระตุ้นอารมณ์ยังไม่แรงพอ
แต่ในเมื่อหนังถ่ายไปเกือบหมดแล้วสิ่งที่เขาปรับเปลี่ยนได้ก็มีไม่มากนัก
งั้นก็ทิ้งทวนด้วยภาพจำสุดพิเศษไว้ให้ผู้ชมในตอนจบเลยแล้วกัน
ใครให้ฉันเป็นปู่เยโหวล่ะ?
==================================