ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 431 ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลของฉีโจว!
อย่าคิดมากไปเลย ก็แค่สะบัดข้อมือเบาๆ ปรับตอนจบของหนังออนไลน์เรื่องหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เขียนบทใหม่
ดังนั้นหลินจือไป๋จึงยังไม่ถึงขั้นต้องงัดชื่อปู้เยี่ยโหวออกมาใช้ แค่ตัวตนเขาก็เอาอยู่แล้ว
แค่ช่วงสั้นๆ คงไม่ทำให้เกิดความสงสัย ไม่ถึงกับทำให้ความลับแตกอะไร
แต่หลินจือไป๋กลับไม่ได้สังเกตว่า บทสนทนาระหว่างเขากับอู๋เสวียนนั้นได้สร้างสีสันให้กับไลฟ์สดจนถึงขีดสุดแล้ว
‘ฮาๆๆๆ! ขำจะตายอยู่แล้ว!’
‘ท่านมหาเศรษฐีถึงขั้นด่าหนังของตัวเองเลยเหรอเนี่ย เชื่อเขาเลย!’
‘เลขาตัวน้อยจะร้องไห้อยู่แล้ว ให้คุณมาโปรโมตหนังนะ ไม่ใช่ให้มาโปรโมตย้อนศร!’
‘ท่านมหาเศรษฐีนี่จริงใจสุดๆ!’
‘ท่านมหาเศรษฐีจะแก้บทเหรอ?’
‘หลินจือไป๋เข้าใจเรื่องหนังด้วยเหรอ?’
‘จะเข้าใจหรือไม่ไม่สำคัญหรอก เขาคือผู้ลงทุนนะ!’
‘ได้กลิ่นอายแบบหัวหน้าบริษัทเราเลย ไม่รู้อะไรสักอย่างแต่ชอบสั่งการเอง’
‘หนังที่ท่านมหาเศรษฐีลงทุน แน่นอนว่าเขาอยากจะแก้ยังไงก็ได้ ไม่พอใจก็อดทนเอา’
‘ฉันเห็นใจคนเขียนบทเลย หลินจือไป๋ไปแก้บทเขาตามใจชอบ ไม่ต่างกับวาดเท้าให้งู’
แม้สีสันรายการจะดีมาก
แต่การที่หลินจือไป๋จะแก้ไขบทตามใจชอบก็ยังทำให้เกิดข้อถกเถียงในคอมเมนต์
รวมถึงอู๋เสวียนเองก็เหมือนมีคำพูดติดอยู่ที่ปาก แต่คำนึงถึงว่าไลฟ์สดอยู่เลยไม่ได้พูดออกมา
ในเมื่อหัวหน้าอยากวุ่นวายก็เอาเถอะ ยังไงก็แค่ภาพยนตร์ออนไลน์
ถึงคุณภาพจะไม่นับว่าเป็นหนังขยะ
มีหยางอี้ที่จู่ๆ ก็ดังเป็นพลุแตกเป็นตัวประกัน ยังไงก็ไม่ขาดทุนแน่นอน และในตอนนี้เอง
ในที่สุดหลินจือไป๋ก็ชำเลืองมองคอมเมนต์สด
พบว่ามีคนตั้งข้อสงสัยว่าเขาเป็นคนนอกที่ริอ่านจะมาชี้แนะคนใน
หลินจือไป๋จึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“ผมมีสำนักพิมพ์เล็กๆ แห่งหนึ่งในฉินโจว พวกคุณคงรู้ใช่ไหมว่าสำนักพิมพ์ทำหน้าที่อะไร”
“ภายนอกอาจจะดูเหมือนแค่พิมพ์หนังสือนิยายหรือสิ่งพิมพ์ทั่วไป แต่จริงๆ แล้วมันคือการจัดการกับเนื้อหา”
“ผมที่เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ จะเข้าใจเรื่องเนื้อหาบ้างก็น่าจะสมเหตุสมผลมีตรรกะรองรับใช่ไหมครับ?”
พอจะมีตรรกะอยู่นิดหน่อยจริงๆ แหละ
เหมือนกับนักเขียนนิยาย ต่อให้เขาจะไม่ใช่คนเขียนบท
แต่อย่างน้อยความสามารถในการผูกเรื่องของเขาก็ไม่เป็นที่สงสัย
ในเมื่อหลินจือไป๋เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เล็กๆ อย่างน้อยก็ต้องเข้าใจนักเขียน การที่เขาจะแต่งเรื่องได้ก็คงนับว่าพอถูไถ?
พอถูไถมากจริงๆ แต่ในไม่ช้าก็มีแฟนคลับเข้ามาให้ข้อมูล
‘สำนักพิมพ์เล็กๆ ที่ท่านมหาเศรษฐีบอก = สำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในฉินโจว’
‘สำนักพิมพ์เล็กๆ นั้นของท่านมหาเศรษฐี ก็แค่มีมูลค่าประเมินเกินหมื่นล้านเท่านั้นเอง (หัวเราะ)’
‘ช่างเป็นสำนักพิมพ์ที่ ‘เล็ก’ จริงๆ เพื่อนคนไหนไม่เข้าใจไปเสิร์ชดูค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสำนักพิมพ์ฉินโจวได้เลย’
พรืด!
‘เจอแล้วแทบกระอักเลือดเลย นี่น่ะเหรอที่เรียกว่าสำนักพิมพ์เล็กๆ?’
‘สมกับเป็นท่านมหาเศรษฐีจริงๆ มีเพียงชื่อคนที่เรียกผิด ไม่มีฉายาที่เรียกผิด!’
ตอนแรกที่ทุกคนเริ่มเรียกหลินจือไป๋ว่าท่านมหาเศรษฐี
เพราะเขาคือแขกรับเชิญที่มีเหรียญดอกท้อหลีซานมากที่สุด ซึ่งเป็นแค่คาแรกเตอร์ในรายการวาไรตี้เท่านั้น
จนกระทั่งเมื่อวานซืนที่ได้เห็นเครื่องบินส่วนตัวลำนั้น ผู้ชมถึงได้ตระหนักว่าหลินจือไป๋ที่อยู่นอกรายการวาไรตี้นั้นรวยจริงๆ!
และเมื่อครู่นี้เอง
หลินจือไป๋พูดถึงสำนักพิมพ์ของตัวเองออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
ผู้ชมบางคนที่ยังไม่เข้าใจจึงไปตรวจสอบข้อมูล ทันใดนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่าการเรียกหลินจือไป๋ว่าท่านมหาเศรษฐีไม่ผิดไปเลยจริงๆ!
เพราะสำนักพิมพ์เสินฮวานั้นหลินจือไป๋ถือหุ้นอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์
ขนาดของบริษัทเป็นอันดับหนึ่งของฉินโจวและอันดับสี่ของบลูสตาร์!
ซึ่งก็หมายความว่าในบรรดาสำนักพิมพ์ที่ติดอันดับท็อปสิบของโลก มีหนึ่งแห่งที่เป็นของหลินจือไป๋โดยสมบูรณ์!
อู๋เสวียนที่อยู่ข้างๆ ถึงกับหลุดยิ้มออกมา เห็นได้ชัดว่า
เธอเองก็รู้ดีว่า “สำนักพิมพ์เล็กๆ” ที่หลินจือไป๋พูดถึงนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน
หลินจือไป๋ไม่ได้คุยหัวข้อนี้ต่อ เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“เพลงปิดท้ายและเพลงประกอบหลักของ ‘Still Waiting For You’ กำหนดหรือยังครับ?”
“ยังค่ะ”
อู๋เสวียนเอ่ยอย่างคาดหวังเล็กน้อย
“คุณตั้งใจจะลงมือด้วยตัวเองเหรอคะ?”
ปกติหลินจือไป๋รับงานสั่งทำจากข้างนอกราคาเริ่มต้นที่ห้าล้านขึ้นไป ไม่ลงมือทำง่ายๆ
แต่ถ้าเป็นหนังของตัวเอง อู๋เสวียนรู้สึกว่าเป็นไปได้มากที่จะทำให้ท่านตัวแทนยอมออกแรงสะบัดข้อมือ
“งั้นผมจัดการเองครับ”
ยังไงนี่ก็เป็นหนังที่บริษัทตัวเองลงทุน
หลินจือไป๋ต้องการให้บริษัทร่วมทุนเสินฮวาคุนเผิงสร้างผลงานที่โดดเด่น จึงต้องใส่ใจให้มากหน่อย
การช่วยทำเพลงประกอบสักเพลงสองเพลงไม่ใช่เรื่องยาก
ส่วนเรื่องที่ว่าจะใช้เพลงอะไร?
หลินจือไป๋รู้สึกว่าสามารถแต่งโดยอิงจากตัวละครของหยางอี้
ตัวประกอบชายที่รักมั่นมักโกยคะแนนความสงสารจากผู้ชมได้เสมอ เขาแค่ต้องทำให้ทุกคนรู้สึกสงสารมากขึ้นไปอีก
ทางที่ดีที่สุดคือทำให้คนที่ดูหนังเรื่องนี้จดจำนักแสดงที่รับบทพระรองคนนี้ได้ขึ้นใจใช่ไหม?
‘จะแต่งเพลงอีกแล้วเหรอ?’
‘คราวนี้จะเป็นเพลงอะไรนะ?’
‘หนังเรื่องนั้นเหมือนจะเป็นหนังวัยรุ่นนะ’
ผู้ชมเริ่มสนใจ คอมเมนต์สดหนาแน่นขึ้นอย่างชัดเจน หลินจือไป๋เอ่ยว่า
“โดยทั่วไปหนังวัยรุ่นมักจะมีองค์ประกอบอะไรบ้างครับ?”
อู๋เสวียนตอบด้วยรอยยิ้ม
“ที่ฉันจำได้ ละครหรือหนังแนวนี้นักจะมีฉากที่ตัวเอกเดินตากฝนด้วยความสิ้นหวังค่ะ…”
ฝน?
หลินจือไป๋นึกถึงเพลงหนึ่งขึ้นมาได้ เพลงนั้นเข้ากันกับเนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
หลินจือไป๋รู้สึกว่าสามารถนำมาใส่ในภาพยนตร์ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้
ช่วงบ่ายก็จัดการเพลงนี้ให้เสร็จเลยแล้วกัน
ในช่วงบ่ายหลินจือไป๋จัดการเพลงเสร็จจริงๆ แต่กลับไม่ได้ร้องให้ผู้ชมฟังเหมือนก่อนหน้านี้ เขาอยากเก็บความลับไว้ให้ลุ้น
ด้วยเหตุนี้
หลินจือไป๋จึงไม่ให้ช่างภาพถ่ายตอนที่เขากำลังอัดเพลงในห้องอัดเสียง เพียงหลังจากอัดเพลงเสร็จ เขายิ้มให้กล้องแล้วเอ่ยว่า
“ถ้าอยากรู้ว่าเมื่อกี้ผมแต่งเพลงอะไร ก็ขอเชิญทุกคนรอติดตามภาพยนตร์ออนไลน์เรื่อง ‘Still Waiting For You’ ของเสินคุนเอนเตอร์เทนเมนต์ได้เลยครับ”
จู่ๆ ก็มีเก็บไว้ให้ลุ้นด้วย
‘สนับสนุนก็ได้ พอใจยัง!’
‘เสินคุนอะไรเนี่ย บริษัทนายไม่ได้ชื่อบริษัทร่วมทุนเสินฮวาคุนเผิงเหรอ?’
‘จะได้ไม่เปลืองโควตาตัวอักษร เหมือนเขาจะย่อชื่อลงนิดนึงนะ’
‘อัจฉริยะด้านการย่อชื่อจริงๆ!’
ผู้ชมในไลฟ์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแฟนคลับดั้งเดิมของหลินจือไป๋ ในเมื่อหลินจือไป๋แต่งเพลงให้หนังเรื่องนั้น หลายคนจึงยินดีรอสนับสนุน
ยังไงหนังออนไลน์ก็ราคาถูก ปกติจะตั้งราคาไว้ระหว่างสามถึงห้าหยวน ไม่เหมือนหนังโรงที่ราคาตั๋วเริ่มต้นที่สามสิบหยวน
หนังฟอร์มยักษ์ที่แพงที่สุดอาจราคาสูงถึงเกือบสองร้อยหยวนต่อบัตรหนึ่งใบเลย แน่นอนนี่เป็นเพียงส่วนน้อยมากๆ
หนังโรงส่วนใหญ่อยู่ที่ราคาประมาณสามสิบถึงห้าสิบหยวน ที่แพงหน่อยก็จะเป็นพวกโรงไอแมกซ์อะไรทำนองนั้น
ดังนั้นทุกคนจึงไม่ได้ถือสาที่หลินจือไป๋จะเก็บเป็นความลับในตอนนี้ แม้ในใจจะคาดหวังก็ตาม
ที่สำคัญกว่านั้นคือสองทุ่มคืนนี้หลินจือไป๋ได้กำหนดเวลาเผยแพร่เพลงภาษาฉีสามเพลงเอาไว้
แม้ทั้งสามเพลงนั้นแฟนคลับที่ดูรายการวาไรตี้หลายคนจะเคยฟังมาบ้างแล้ว แต่ฉบับสมบูรณ์ที่สุดทุกคนยังไม่เคยลิ้มรสอย่างเต็มที่
แฟนคลับจึงตั้งตารอคอยกันมาก เพราะยังไงการร้องในรายการวาไรตี้ก็ออกจะตามสบายอยู่บ้าง ไม่เหมือนเวอร์ชันในห้องอัดเสียง
“จริงสิคะเจ้านาย”
จู่ๆ อู๋เสวียนก็นึกอะไรบางอย่างได้แล้วเอ่ยว่า
“คุณมาอยู่ที่ฉีโจวได้สักพักแล้ว พวกเราช่วยสมัครบัญชีเวยปั๋วให้คุณแล้วค่ะ ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเรียบร้อย สามารถให้แฟนคลับเข้ามากดติดตามได้เลย”
“อืม”
ฉินโจวมีแพลตฟอร์มจี๋กวง ฉีโจวมีเวยปั๋ว แก่นแท้แล้วก็เป็นของประเภทเดียวกันนั่นแหละ
หลินจือไป๋พยักหน้า โปรโมตให้แฟนคลับในห้องไลฟ์ไปกดติดตาม
“แล้วก็มีเพลงใหม่ด้วยค่ะ”
อู๋เสวียนยิ้มกล่าว “เพลงใหม่สามเพลงของคุณจัดการเรียบร้อยแล้ว จะออนไลน์ตอนสองทุ่มคืนนี้ ฤดูกาลที่สี่เพิ่งจะเริ่มต้น พวกเราน่าจะคว้าอันดับบนชาร์ตที่ดีพอสมควรมาได้นะคะ”
หลินจือไป๋พยักหน้าอีกครั้ง
ฉินโจวมีชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล ฉีโจวเองก็ย่อมมีชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลเหมือนกัน
แต่ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลของฉีโจวนั้นมีกฎกติกาที่แตกต่างจากฉินโจวอยู่บ้าง
ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลของฉินโจวจะอัปเดตทุกๆ หนึ่งเดือน โดยปกติถ้าเวลาเผยแพร่เกินหนึ่งเดือนจะไม่นับเป็นเพลงใหม่อีกต่อไป
แต่ในฉีโจว ระยะเวลาของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลยาวถึงสามเดือนเต็ม ดังนั้นหนึ่งปีจึงมีเพียงสี่ฤดูกาลเท่านั้น
นั่นคือฤดูกาลที่หนึ่งเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม
ฤดูกาลที่สองเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน
ฤดูกาลที่สามเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน และเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
วันนี้คือวันที่สองเดือนตุลาคม ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลที่สี่ หรือก็คือจุดเริ่มต้นของฤดูกาลสุดท้าย
ในปีนี้พอดี หลินจือไป๋รู้สึกว่าน่าสนใจดีทีเดียว กระทั่งหลินจือไป๋ยังรู้สึกว่ากติกาของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลในฉีโจวนั้นดูสมเหตุสมผลกว่าฉินโจวซะอีก
เพราะจะมีเพลงบางประเภทที่ต้องใช้เวลาสักพักกว่าผู้คนจะยอมรับในวงกว้าง
หนึ่งเดือนมันสั้นเกินไปจริงๆ สามเดือนถึงจะไม่ยาวนานมาก แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้หลายเพลงได้รับโอกาสเปิดตัวมากขึ้น
อีกอย่างชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลมีเวลาสามเดือน ทำให้มีคนวิ่งลงสนามกันเข้ามามากขึ้น ไม่ต้องแย่งกันปล่อยเพลงแค่วันที่หนึ่งของต้นเดือนกันทุกคน
ไม่รู้ว่าฉีโจวจงใจที่จะทำให้แตกต่างจากฉินโจวหรือเปล่า ชื่อที่ทางฉีโจวใช้โปรโมตชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลอย่างเป็นทางการจริงๆ คือ ‘ชาร์ตเพลงใหม่’
หลายคนที่หาเพลงฟังมักชอบเปิดดูชาร์ตเพลงใหม่ ยิ่งเพลงที่มีอันดับสูงๆ ทุกคนก็ยิ่งมีความสนใจอยากลองฟัง ซึ่งนี่แทบจะกลายเป็นนิสัยของชาวฉีโจวหลายคนไปแล้ว ความจริงหลินจือไป๋เองก็สงสัย
ว่าเพลงภาษาฉีเพลงใหม่สองสามเพลงของเขาที่เคยผ่านการพิสูจน์จากตลาดในชาติก่อนมาแล้ว จะทำผลงานในฉีโจวของโลกนี้ได้แค่ไหน ดังนั้นเขาที่เตรียมปิดไลฟ์ตอนหนึ่งทุ่มวันนี้จึงตั้งใจโปรโมตทิ้งท้ายอีกครั้งว่า
“คืนนี้เพลงภาษาฉีเพลงใหม่สามเพลงของผมจะออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันฟังเพลงต่างๆ หวังว่าเพื่อนๆ ที่ชอบเพลงเหล่านี้จะช่วยกันสนับสนุนนะครับ การไลฟ์สดของเราในวันนี้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ขอบคุณทุกคนที่รับชมครับ”
หลินจือไป๋โบกมือลา เลิกงานอย่างเป็นทางการ
ตามข้อกำหนดของทีมงานรายการ ทุกคนสามารถจบการไลฟ์สดได้เร็วที่สุดตอนหนึ่งทุ่ม แน่นอนว่าหากแขกรับเชิญยินดีจะไลฟ์ต่อนานกว่านั้น ทีมงานก็พร้อมจะอยู่เป็นเพื่อน อย่างเช่นเมื่อวานที่หลินจือไป๋ไลฟ์จนดึกมาก แต่วันนี้เขาเลิกงานแต่หัวค่ำเลยหลังจากปิดไลฟ์
หลินจือไป๋ไปทานมื้อเย็นที่ร้านอาหารแถวนั้นก่อน จากนั้นระหว่างนั่งรถกลับบ้านก็เหลือบมองเวลาบนโทรศัพท์ เป็นเวลาสองทุ่มพอดี เพลงน่าจะออนไลน์อย่างเป็นทางการแล้ว
หลินจือไป๋เปิดแอปพลิเคชันฟังเพลงที่ดังที่สุดแห่งหนึ่งในฉีโจวที่มีชื่อว่า ‘เฉียนเฉี่ยนจิ้งทิง’ ปรากฏว่าในหน้าเพจแถวสองของแอป เขาเห็นการโปรโมตเพลงใหม่ของตัวเอง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นมาตรฐานการประชาสัมพันธ์ทั่วไปของดาราแถวสองในฉีโจว
[เพลงภาษาฉีสามเพลงใหม่ที่ ‘ท่านมหาเศรษฐี’ แห่งเขาหลีซาน หลินจือไป๋แต่งในรายการเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว!]
โปสเตอร์โปรโมตเป็นรูปถ่ายแบบที่หลินจือไป๋เคยถ่ายไว้กับทีมงานรายการ ‘เยือนเขาหลีซาน’
เมื่อกดเข้าไปข้างในเป็นเพลง ‘ความผิดฐานไม่โรแมนติก’, ‘ดาวจรัสฟ้าแห่งยุคจลาจล’ และ ‘เรื่องราวความรักบทนำ’ สามเพลงนี้
“เสี่ยวอู๋”
หลินจือไป๋ถามอู๋เสวียนที่กำลังขับรถ
“ถ้าดาราแถวสองปล่อยเพลง ติดอันดับเพลงใหม่ที่เท่าไหร่ถึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์?”
“ปกติแล้วดาราแถวสอง เพลงใหม่ติดห้าสิบอันดับแรกก็ถือว่าผ่านเกณฑ์แล้วค่ะ”
“แล้วคุณคิดว่าผมจะติดอันดับที่เท่าไหร่?”
หลินจือไป๋สงสัย เขาแค่สงสัยเท่านั้นจริงๆ
แต่อู๋เสวียนกลับเหงื่อตก ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้ยังไงดี ถ้าตอบต่ำไปจะเป็นการดูถูกฝีมือของหัวหน้าหรือเปล่า?
ถ้าตอบสูงไปแล้วผลลัพธ์จริงๆ ต่างกันมาก คำประจบสอพลอก่อนหน้านี้จะไม่ดูน่าอายเหรอ?
อู๋เสวียนกัดฟันเลือกทางสายกลางในเชิงเทคนิค
“ดาราแถวสองปกติถ้าติดห้าสิบอันดับแรกได้ก็นับว่าผ่านเกณฑ์แล้วค่ะ แต่เจ้านายไม่ใช่คนธรรมดา ฉันเดาว่าสุดท้ายเจ้านายจะติดยี่สิบห้าอันดับแรก… เออ ยี่สิบอันดับแรกแล้วกันค่ะ…”
แน่นอนว่าประโยคนี้เป็นคำโกหก ความจริงในใจของอู๋เสวียนคิดว่า
หลินจือไป๋น่าจะติดสี่สิบอันดับแรกได้
ถ้าโชคดีหน่อยติดสามสิบอันดับแรกได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว เพราะยังไงหลินจือไป๋ก็เพิ่งมาเริ่มงานที่ฉีโจวได้ไม่นาน
นอกจากผู้ชมรายการ ‘เยือนเขาหลีซาน’ ชาวฉีโจวคนอื่นๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้จักเขาเท่าไหร่
แม้จะเพิ่งเข้าสู่ดาราแถวสองของฉีโจวแต่ฐานก็ยังตื้นมาก แต่ในฐานะลูกน้องการพูดจาเกินจริงไปบ้างก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังไงก็ต้องรักษาหน้าเจ้านายละนะ
อย่างอื่นก็คงไม่ทันได้คิดอะไรมากแล้ว
============================