ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 476 บดขยี้จนร้องไห้!
ตอนที่ 476 บดขยี้จนร้องไห้!
‘นี่แหละคือศิลปะของกู่ฉินล่ะ!’
‘พ่อหนุ่มรูปหล่อที่บรรเลงคือใครเหรอ ฉันรักเขาจัง!’
‘หลินจือไป๋ไงล่ะเขาคือหลินจือไป๋!’
‘หลินจือไป๋ฉันรู้จักนะ แต่เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านพู่กันจีนหรอกเหรอ?’
‘คุณอย่ามาถามฉันเลย ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปถามใคร เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพู่กันจีน ไฉนถึงกลายมาเป็นเทพแห่งกู่ฉินได้ล่ะเนี่ย?’
‘ระดับกู่ฉินนี้มันสุดยอดเกินไปแล้ว!’
‘เขาเกิดมาจากท้องแม่ ก็เริ่มเรียนกู่ฉินและพู่กันจีนไปพร้อมๆ กันเลยหรือเปล่านะ?’
‘ไม่อย่างนั้นมันยากที่จะอธิบายได้จริงๆ ว่าทำไมเขาอายุยังน้อยขนาดนี้ แต่กลับสามารถคว้าความสำเร็จที่สูงล้ำขนาดนี้มาครองได้พร้อมกันทั้งในขอบเขตของกู่ฉินและพู่กันจีนน่ะ!’
‘หมอนี่มันเป็นตัวประหลาดชัดๆ!’
ใครก็คาดคิดไม่ถึงว่า หลังจากที่การแข่งขันในวันแรกของการประชันอักษรฉีฉู่สิ้นสุดลง วิดีโอการบรรเลงเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ ของหลินจือไป๋จะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งจงโจวราวกับพายุ!
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!
ชาวเน็ตจงโจวจำนวนนับไม่ถ้วนที่ได้เห็นวิดีโอนี้ต่างพากันกดแชร์!
ก่อนหน้านี้ชาวจงโจวรู้เพียงแค่ว่า หลินจือไป๋คือผู้เชี่ยวชาญด้านพู่กันจีนระดับท็อปที่สามารถงัดข้อกับจูเก่อชิวเหลียงได้ ในวันนี้พวกเขากลับเพิ่งได้ทราบว่าอีกฝ่ายยังเป็น ‘เทพแห่งกู่ฉิน’ ในยุคปัจจุบันอีกด้วยซะงั้น!
ระลอกนี้
ชื่อเสียงของหลินจือไป๋ในจงโจวยิ่งขยายวงกว้างใหญ่โตขึ้นไปอีก!
เมื่อทราบเรื่องนี้ หลินจือไป๋ก็เอ่ยปากอย่างทอดถอนใจว่า “ถ้าตอนนี้ฉันไปพัฒนาฝีมือที่จงโจว เริ่มต้นก็น่าจะกวาดตำแหน่งดาราระดับสามมาครองได้ไม่มีปัญหาใช่ไหมนะ?”
ทว่ายังไม่ต้องรีบร้อน
ในเมื่อหลินจือไป๋ตัดสินใจแล้วว่าสถานีต่อไปจะไปฉู่โจว เขาย่อมไม่เปลี่ยนใจกลางคันอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นหลินจือไป๋มั่นใจว่า ในเวลานี้ชาวฉู่โจวไม่ได้รู้สึกแปลกหน้ากับตัวเองอีกต่อไปแล้ว
และความจริงก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ในคืนวันที่การแข่งขันวันแรกสิ้นสุดลง
ผู้นำทางวงการอักษรศาสตร์ของฉู่โจว ถึงกับจัดประชุมอย่างเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งว่า “กู่ฉินพวกเราแพ้ไปแล้ว การแข่งขันหมากล้อมในวันพรุ่งนี้ จะไม่มีวันยอมให้แพ้อีกเด็ดขาด!”
การประชันอักษรมีโครงการใหญ่ทั้งหมดเจ็ดโครงการ
นี่เพิ่งจะเป็นโครงการแรกเท่านั้น
การจะไปดึงดันจมปลักอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขันโครงการแรกในวันแรกย่อมไม่มีความหมายอีกต่อไป มิสู้มองไปข้างหน้า แล้วหยิบฉวยโครงการที่สองเอาไว้ให้มั่นคงจะดีกว่า
“วางใจเถอะครับ”
ในกลุ่มฝูงชนมีชายวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างเตี้ยเล็ก ทว่าแววตาทอประกายเจิดจ้าคมปลาบคนหนึ่งยิ้มพลางเอ่ยขึ้นว่า “วงการหมากล้อมของฉีโจว ก็มีแค่หลี่ป๋อคนเดียวเท่านั้นแหละที่พอจะนับเป็นคู่ต่อสู้ของฉัน โคมินาโตะ โอทาเกะ คนนี้ได้ ฉันกับเขาสามารถสู้กันได้ในอัตราส่วนหกต่อสี่ จุดที่สำคัญที่สุดก็คือต่อให้ฉันเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำพ่ายแพ้ไป ก็ไม่ใช่ว่ายังมีอาจารย์หลิวจี๋คอยค้ำท้ายให้อยู่หรอกเหรอครับ?”
“ใช่แล้ว!”
“อาจารย์โคมินาโตะ โอทาเกะ เก่งกาจมากพออยู่แล้ว!”
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าพวกเรายังมีอาจารย์หลิวจี๋ ปรมาจารย์หมากล้อมระดับท็อปจากจ้าวโจวมารับหน้าที่เป็นกำลังเสริมให้อีกด้วย!”
ปรมาจารย์หมากล้อมสองสามคนของกลุ่มโครงการหมากล้อมต่างพากันเอ่ยปาก ยกยอปอปั้นหลิวจี๋กันยกใหญ่ อีกฝ่ายเป็นถึงปรมาจารย์หมากล้อมระดับท็อปของจ้าวโจว ระดับความสามารถยังสูงส่งกว่าอันดับหนึ่งแห่งหมากล้อมของฉู่โจวอย่างโคมินาโตะ โอทาเกะ เสียอีก!
แน่นอนว่าสิ่งของอย่างหมากล้อมนี้มันค่อนข้างดูที่การแสดงฝีมือเป็นหลักอยู่เหมือนกัน
ต่อให้เป็นอันดับหนึ่งของโลก ก็ไม่กล้าเอ่ยปากบอกว่าตัวเองจะสามารถเอาชนะได้ในทุกๆ กระดานหรอกนะ
ยกตัวอย่างเช่นโคมินาโตะ โอทาเกะ ประชันเดินหมากกับหลิวจี๋ หากประชันกันไปสักสิบกว่ากระดาน โคมินาโตะ โอทาเกะก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะสักสองครั้ง
นี่ก็คือสาเหตุที่ฉู่โจวไปเสาะหาหลิวจี๋มาเป็นกำลังเสริม โคมินาโตะ โอทาเกะประชันเดินหมากกับหลี่ป๋อของฉีโจว แม้ว่าจะรู้สึกว่าโอกาสชนะมีไม่น้อย ทว่าหากเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำขึ้นมาจะทำอย่างไรล่ะ มิสู้ไปเสาะหาผู้ยิ่งใหญ่มาคอยค้ำท้ายไว้จะดีกว่า
“ทุกท่านชมเกินไปแล้วครับ”
หลิวจี๋โบกมืออย่างอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นอย่างยิ่ง “ปรมาจารย์ที่แท้จริง จะต้องพกพาหัวใจของเด็กฝึกงานติดตัวเอาไว้เสมอ พวกเราพยายามเต็มที่ก็พอแล้วครับ”
“อาจารย์หลิวถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ”
กระทั่งผู้นำของฉู่โจวยังเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ พลางเอ่ยว่า “จะว่าไปแล้วโครงการหมากล้อม ก็มีหลินจือไป๋เข้าร่วมด้วยเหมือนกัน ไม่รู้ว่าระดับหมากล้อมของคนคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“เขาเข้าร่วมก็ประจวบเหมาะพอดีเลยครับ!”
โคมินาโตะ โอทาเกะมีสายตาที่เย็นเยียบคมปลาบเอ่ยว่า “กลุ่มหมากล้อมของพวกเรากำลังตั้งใจจะกู้หน้าและล้างแค้นให้แก่เพื่อนร่วมงานในกลุ่มกู่ฉินอยู่พอดีเลยครับ!”
เทคนิคกู่ฉินของหลินจือไป๋สร้างความตกตะลึงให้แก่แต่ละโจวได้จริงๆ นั่นแหละ
ทว่าโคมินาโตะ โอทาเกะไม่เชื่อหรอกว่า ระดับหมากล้อมของอีกฝ่ายจะไปถึงระดับขั้นของกู่ฉินด้วยเช่นกัน!
และในวันนี้ตอนที่ดูการแข่งขัน ได้เห็นปรมาจารย์กู่ฉินของโจวตัวเองถูกหลินจือไป๋บดขยี้อย่างทารุณโหดร้าย โคมินาโตะ โอทาเกะเองก็อัดอั้นสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้เต็มอกเช่นกัน!
ในวันพรุ่งนี้เขาหวังว่าจะสามารถระบายความอุดอู้ออกมาได้ทั้งหมด!
ใช้หมากล้อมที่เขาภาคภูมิใจที่สุดบดขยี้หลินจือไป๋อย่างทารุณโหดร้าย!
และยังจะทำให้หลินจือไป๋คนนี้ได้รับรู้ด้วยว่า ไม่ใช่ว่าหมาแมวที่ไหน ก็จะสามารถเข้ามาสอดแทรกในโครงการหมากล้อมได้หรอกนะ!
“เห็นด้วย!”
“วันพรุ่งนี้พวกเราจะต้องทำให้หลินจือไป๋นึกเสียใจที่มาลงสมัครในโครงการหมากล้อม!”
“นึกว่าตัวเองเป็นเซียนเหนือโลกจริงๆ งั้นเหรอ โครงการไหนก็กล้าเข้ามาพัวพันไปหมด!”
“กู่ฉินเขาจะคว้าแชมป์ไปครองฉันไม่มีคำจะพูดหรอกนะ แต่เหรียญทองของหมากล้อมเขาไม่มีแม้กระทั่งคุณสมบัติจะเอาตัวเข้ามาพัวพันด้วยซ้ำ!”
คนอื่นๆ ในกลุ่มหมากล้อมต่างก็พากันเอ่ยคำเสริมตามมาอย่างต่อเนื่อง
หลิวจี๋ไม่ได้เอ่ยปากสอดแทรก เพียงแต่ภายในใจกำลังขบคิดว่า ตกลงระดับหมากล้อมของหลินจือไป๋เป็นอย่างไรกันแน่?
ในเมื่อกล้าเข้าร่วมการแข่งขันหมากล้อม ย่อมต้องอยู่ระดับปรมาจารย์อย่างแน่นอน คนคนนี้มีความลึกลับและแปลกประหลาดมาก ตนเองต้องระมัดระวังตัวให้ดีสักหน่อย จะเดินตามรอยเท้าเก่าของเย่ฉ่ายเอ๋อร์ไม่ได้เด็ดขาด
……
ฝั่งฉู่โจวกำลังจัดประชุมอยู่
ฝั่งฉีโจวย่อมต้องจัดประชุมด้วยเช่นกันอย่างแน่นอน
ในที่ประชุมย่อมต้องเอ่ยปากชมเชยการแสดงในวันนี้ของหลินจือไป๋อย่างหนักหน่วง รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของหูเว่ยและสืออวิ๋นทั้งสองคนต่างก็ยิ้มแย้มจนเบิกบานราวดอกไม้ผลิ
ในฐานะกำลังเสริม
หลินจือไป๋ช่วยให้ฉีโจวคว้าเหรียญทองมาครองได้หนึ่งเหรียญ ในความเป็นจริงก็ถือว่าพอกล้อมแกล้มส่งงานได้แล้วล่ะนะ
ทว่าหลินจือไป๋มีความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ความก้าวหน้าในระดับนี้ในปัจจุบัน ย่อมไม่มีทางทำให้เขาพึงพอใจได้หรอก
“เอาล่ะ”
หลังจากเฉลิมฉลองยินดีกันในช่วงสั้นๆ สีหน้าของหูเว่ยก็กลับมาเคร่งขรึมจริงจังอีกครั้ง “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาภาคภูมิใจใจลอยหรอกนะ ด้านหลังยังมีอีกหกโครงการเชียวนะ ยกตัวอย่างเช่นการแข่งขันหมากล้อมในวันพรุ่งนี้ สำหรับพวกเราแล้วสถานการณ์ไม่สู้ดีเอาซะเลย”
“ใช่ครับ”
หลี่ป๋อขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “กลุ่มหมากล้อมของฉู่โจวในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะส่งโคมินาโตะ โอทาเกะออกมาเท่านั้น ในเวลาเดียวกันยังเรียนเชิญหลิวจี๋จากจ้าวโจวมาร่วมด้วยอีก หลิวจี๋น่ะแม้ว่าฉันจะยังไม่เคยประชันเดินหมากกับเขามาก่อน แต่คนคนนี้ในขอบเขตหมากล้อมของโลก สามารถติดอันดับหนึ่งในสามได้อย่างแน่นอนเลยครับ!”
รับมือกับโคมินาโตะ โอทาเกะ
หลี่ป๋อก็รู้สึกว่ามีแรงกดดันมหาศาลอยู่แล้ว
ทว่าฝั่งตรงข้ามกลับยังมีหลิวจี๋ที่น่ากลัวยิ่งกว่าสถิตอยู่อีกคนหนึ่งซะงั้น!
กระทั่งหลินจือไป๋ยังรู้สึกเจ็บปวดตับขึ้นมาเลย หลิวจี๋ปรมาจารย์หมากล้อมอันดับหนึ่งในสามของโลกงั้นเหรอ?
หากเป็นอันดับหนึ่งในสามของโลก นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีพละกำลังระดับตำนานหรอกเหรอ?
“ดังนั้นฉันเลยต้องถูกบังคับให้กลายร่างเป็นพระเจ้าอีกแล้วงั้นสิ?”
ค่าบารมีในการกลายร่างเป็นพระเจ้าน่ะ มันสิ้นเปลืองอย่างน่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง หลินจือไป๋รู้สึกทำใจสละมันไม่ลงอยู่บ้างจริงๆ นั่นแหละ
ทว่าการแข่งขันนี้มีระดับความสนใจที่สูงลิ่ว ขอเพียงเวทีในการกลายร่างเป็นพระเจ้าของตัวเองมันยิ่งใหญ่มากพอ ก็น่าจะยังพอถอนทุนคืนกลับมาได้ล่ะนะ
ยิ่งไปกว่านั้นตัวเองก็ได้คุยโวโอ้อวดออกไปเรียบร้อยแล้วด้วย
ว่าการประชันอักษรในครั้งนี้จะคว้าเหรียญทองเจ็ดเหรียญมาให้แก่ฉีโจวให้ได้!
ถึงแม้ว่าผู้เฒ่าหูจะไม่เก็บเอาประโยคนี้มาใส่ใจเลยสักนิด คิดเพียงแค่ว่าเขาเอ่ยปากพูดเล่นขำๆ เท่านั้น แต่หลินจือไป๋น่ะมีความเคร่งขรึมและจริงจังเป็นอย่างยิ่งเลยเชียวนะ!
ในเมื่อเป็นเช่นนี้
ก็ได้ ฉันเลือกกลายร่างเป็นพระเจ้า!
เมื่อคิดได้แบบนี้ หลินจือไป๋ก็เรียกหาระบบขึ้นมา “เฉินหง ยกระดับระดับหมากล้อมของฉันให้ถึง 100 แต้มเลยแล้วกัน”
‘ติ๊งต่อง!’
พร้อมๆ ไปกับการที่ค่าบารมีอันมหาศาลถูกเผาผลาญสิ้นเปลืองไป เสียงของเฉินหงก็ดังขึ้นมา ‘ยินดีด้วยกับโฮสต์ที่ได้กลายเป็นเทพแห่งหมากล้อม!’
เฉินหง ตรงไหนไม่เข้าใจก็จิ้มตรงนั้นได้เลย
ในตอนที่ผู้คนของฉีโจวกำลังจัดประชุมและรู้สึกปวดหัวให้แก่การแข่งขันในวันพรุ่งนี้อยู่นั้น หลินจือไป๋ก็ได้ยกระดับขึ้นไปอย่างเงียบเชียบ และกลายเป็นเทพแห่งหมากล้อมไปเรียบร้อยแล้ว!
ที่น่าเสียดายก็คือไม่ได้เปิดใช้งานรางวัลพิเศษตามมาด้วย
น่าจะเป็นเพราะการกลายเป็นเทพแห่งหมากล้อม มันก็นับว่าหลุดโลกมากพออยู่แล้วกระมัง?
และในเวลานี้เอง หลี่ป๋อก็พลันเอ่ยปากขึ้นว่า “ตอนนี้เวลายังเช้าอยู่ อีกสักครู่จะมีใครไปอยู่เป็นเพื่อนฉันเพื่อฝึกซ้อมฝีมือสักหน่อยไหมครับ ฉันอยากจะเสาะหาความรู้สึกของมือสำหรับการแข่งขันในวันพรุ่งนี้สักหน่อยน่ะ”
“ไม่ล่ะ”
“คุณไปเล่นบนอินเทอร์เน็ตเถอะ”
ทุกคนต่างพากันเอ่ยปากปฏิเสธหลี่ป๋อ
โดยหลักๆ แล้วต่างก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลี่ป๋อนั่นแหละ
หลี่ป๋อยิ้มพลางเอ่ยว่า “งั้นเหล่าจางคุณไปเล่นเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ”
เหล่าจางคือผู้เล่นสำรอง วันพรุ่งนี้ไม่จำเป็นต้องลงแข่งขัน ผู้เล่นสำรองโดยเนื้อแท้แล้วก็มีไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์สุดวิสัย หากมีผู้เล่นคนไหนเกิดปัญหาขึ้นมาอย่างกะทันหันจนไม่สามารถลงแข่งขันได้ ผู้เล่นสำรองถึงจะได้ลงสนามทำหน้าที่แทน
ทว่าเหล่าจางเองก็ไม่อยากจะเล่นกับหลี่ป๋อเช่นเดียวกัน
“คุณเป็นถึงอันดับหนึ่งในสิบของโลก ลงมือแต่ละครั้งก็ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความโหดเหี้ยมทารุณ ฉันน่ะไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะไปเป็นคู่ซ้อมให้คุณหรอก คุณไปเล่นบนอินเทอร์เน็ตเถอะ ไม่แน่ว่าช่วงเวลานี้อาจจะมีมือดีในระดับขั้นเดียวกันออนแอร์อยู่ก็ได้นะ”
“พวกไก่กาบนอินเทอร์เน็ตมันเยอะเกินไปน่ะสิ……”
หลี่ป๋อพลันหันมามองดูหลินจือไป๋ “ประธานหลินครับ?”
หลินจือไป๋ตะลึงไปเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า “คุณแน่ใจเหรอ?”
หลี่ป๋อรู้สึกฉงนใจขึ้นมาเลย ทำไมฉันถึงจะไม่แน่ใจล่ะ คุณจะจับฉันกินเข้าไปได้หรืออย่างไรกัน?
“หั่นกันสักสองกระดานไหมครับ?”
“ฉันยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ”
หลินจือไป๋เอ่ยว่า “ไปเล่นที่ห้องของฉันไหมล่ะ?”
“ได้ครับ”
หลี่ป๋อและหลินจือไป๋เดินมุ่งหน้าไปที่ห้องเพื่อเดินหมาก ปรมาจารย์หมากล้อมคนอื่นๆ ต่างพากันมองดูแผ่นหลังของหลินจือไป๋ด้วยสายตาที่เห็นอกเห็นใจ
“ยังเด็กอยู่จริงๆ นั่นแหละ ไม่รู้ซะแล้วว่าหลี่ป๋อขึ้นชื่อลือชาเรื่องความโหดเหี้ยมดุดันขนาดไหน”
“ครั้งแรกที่ฉันประชันเดินหมากกับหลี่ป๋อ จิตใจแห่งวิถีแทบจะพังทลายลงมาเลย เขาเดินหมากดุดันเกินไปแล้ว”
“หวังว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในวันพรุ่งนี้ของหลินจือไป๋หรอกนะ”
“อันที่จริงก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ อย่างไรเสียหากคิดจะคว้าเหรียญทองมาครอง ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเราก็คือหลี่ป๋ออยู่ดี”
“พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ”
“กินข้าวเสร็จก็ไปเดินเล่นแถวๆ นี้สักหน่อยสิ ฉันเห็นบริเวณรอบๆ โรงแรมสวยงามมากเลยล่ะ”
“ไม่มีปัญหา”
……
ปรมาจารย์สองสามคนของกลุ่มหมากล้อม หลังจากกินข้าวเสร็จก็พากันเดินเล่นแถวๆ นั้นไปเกือบสามชั่วโมงเต็ม
“กลับกันเถอะ”
“บำรุงจิตวิญญาณให้ดี วันพรุ่งนี้การแข่งขันสู้ๆ นะ”
“พวกเราเองก็เอาความหวังทั้งหมดไปวางไว้ที่ตัวของหลี่ป๋อคนเดียวไม่ได้หรอกนะ ถ้ายกให้แบบนี้ แรงกดดันของเขาก็จะมหาศาลเกินไปแล้ว”
ขณะที่เอ่ยคำพูดออกมา
ปรมาจารย์หมากล้อมทั้งสี่คนก็เดินกลับมาถึงโรงแรม ทว่าตอนที่เดินอยู่บนทางเดินในโถงทางเดินนั้น กลับได้เห็นร่างที่คุ้นตาจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวลอยๆ ร่างหนึ่งกำลังเดินสวนทางตรงมาพอดิบพอดี
“หลี่ป๋อ?”
ผู้เล่นสำรองเหล่าจางเอ่ยปากเรียก
หลี่ป๋อเงยหน้าขึ้นมามองดูเหล่าจางทั้งสามสี่คนแวบหนึ่ง ภายในดวงตามีเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำแผ่ซ่านอยู่เต็มไปหมด ให้ความรู้สึกราวกับว่าจิตวิญญาณได้รับความกระทบกระเทือนสั่นคลอนอย่างรุนแรงชนิดหนึ่ง
“คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
ทั้งสามคนพากันตื่นตระหนกลนลาน สภาพนี้ของหลี่ป๋อมันไม่ถูกต้องเอาซะเลย!
เป็นเพราะหลี่ป๋อรู้ดีว่าวันพรุ่งนี้ไม่เพียงแต่จะต้องเผชิญหน้ากับโคมินาโตะ โอทาเกะเท่านั้น ยิ่งจะต้องประชันเดินหมากกับหลิวจี๋อีกด้วย ดังนั้นแรงกดดันจึงมหาศาลจนทนไม่ไหวแล้วอย่างนั้นเหรอ?
ดูสิเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าขนาดนี้ ทั้งที่อุณหภูมิของโรงแรมก็ออกจะเย็นสบายแท้ๆ!
แต่นี่มันก็ไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหมอนี่ยังยิ้มแย้มตาหยิบตาหยาดมาเสาะหาพวกเราเพื่อเดินหมาก ตั้งใจจะบดขยี้พวกเราอย่างทารุณโหดร้ายก่อนการแข่งขันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ!
“ฉันไม่เป็นอะไรหรอก”
ริมฝีปากของหลี่ป๋อมีความแห้งผากอยู่บ้าง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฝืนเค้นออกมาอย่างยากลำบากว่า “เมื่อครู่นี้ประชันเดินหมากกับประธานหลินมาน่ะ รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้นเอง……”
“คุณสภาพนี้ไม่เหมือนเหนื่อยเลยนะ”
เหล่าจางพึมพำพึมพำเอ่ยว่า “แต่กลับเหมือนถูกหักกระดูกสันหลังจนขาดสะบั้นซะมากกว่า”
ริมฝีปากของหลี่ป๋อสั่นระริกขึ้นมาเล็กน้อยทันควัน
ในเวลานี้ประตูบานหนึ่งเปิดออก หลินจือไป๋ยื่นศีรษะออกมา พลางโบกมือเรียกด้วยรอยยิ้มว่า
“หลี่ป๋อ มาเล่นกันต่อสิ!”
ฝีเท้าของหลี่ป๋อถึงกับเกิดอาการโงนเงนก้าวพลาดไปก้าวหนึ่ง รีบวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงจากไปราวกับหนีตายก็ไม่ปาน
หลินจือไป๋รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ทว่าเมื่อหันมาเห็นปรมาจารย์หมากล้อมที่เหลืออยู่ไม่กี่คนนั้น ใบหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมาทันที
“ไอ้หยา หลี่ป๋อนี่จริงๆ เลย เล่นแค่สองกระดานก็วิ่งหนีไปซะแล้ว พวกคุณสามสี่คนไม่มีธุระอะไรใช่ไหม สามารถมาอยู่เล่นเป็นเพื่อนฉันสักหน่อยได้ไหมล่ะ?”
“ได้สิ! เอ่อ ที่เล่นน่ะคือหมากล้อมใช่ไหมครับ?”
“ไม่อย่างนั้นจะเป็นอะไรล่ะ?”
“งั้นใครจะไปรู้ได้ล่ะ ดูจากสภาพของหลี่ป๋อแล้ว ไม่เหมือนคนเล่นหมากล้อมมาเลยสักนิด”
“อย่าไปสนใจเขาเลย พวกเรามาเดินหมากกันเถอะ”
หลังจากหลินจือไป๋กลายเป็นเทพแห่งหมากล้อมแล้ว เขารู้สึกว่าตัวเองได้ครอบครองของเล่นชิ้นใหม่ เปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่อย่างเต็มเปี่ยม
คนทั้งสี่คนพลันเกิดความเบิกบานใจขึ้นมาทันที พากันเดินเข้าสู่ห้องของหลินจือไป๋พร้อมๆ กัน พวกเขาเองก็มีความอยากรู้อยากเห็นเช่นเดียวกันว่า ตกลงระดับหมากล้อมของประธานหลินคนนี้เป็นอย่างไรกันแน่
‘พวกไม่รู้จักเสี่ยงตายเอ๊ย……’
หลี่ป๋อแอบหลบอยู่ตรงมุมกำแพง มองดูคนทั้งสี่คนเดินเข้าสู่ห้องของหลินจือไป๋ ร่างกายอดไม่ได้ที่จะเกิดอาการกระตุกสั่นเทิ้มขึ้นมาคราหนึ่ง
ยามที่ประชันเดินหมากกระดานแรกกับหลินจือไป๋เมื่อครู่นี้
หลินจือไป๋มีความตื่นเต้นเบิกบานใจเป็นพิเศษ ภายในปากพร่ำบ่นพึมพำท่องคำพูดออกมาไม่ขาดสายว่า
“จอมมารจุติสะท้านภพ!”
หลี่ป๋อในตอนนั้นรู้สึกขบขันเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อได้เห็นการวางหมากของอีกฝ่ายแล้ว ถึงได้ตระหนักรับรู้ว่าคนที่น่าขบขันก็คือตัวเองต่างหาก
กระดานที่สอง
หลินจือไป๋ยังคงส่งเสียงร้องตะโกนลั่นปากถึงเรื่องอะไรอย่าง ‘วิถีฟ้าดินหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว’ ผลลัพธ์กลับบีบคั้นตัวเองจนไปติดมุมกำแพง ไร้หนทางให้ถอยหนีโดยสิ้นเชิง!
เป็นแบบนี้ติดต่อกันไปตั้งหลายกระดาน
หลี่ป๋อคุกเข่าพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องจนเริ่มเกิดความสงสัยในชีวิตขึ้นมาเลยทีเดียว!
หมากล้อมของเขา ตลอดชั่วชีวิตนี้ไม่เคยพ่ายแพ้ได้อย่างย่อยยับอัปยศรันทดถึงขนาดนี้มาก่อนเลยสักครั้งเดียว!
……
วันต่อมา
ช่วงเช้า
หูเว่ยเรียกกลุ่มหมากล้อมมาประชุมกันอีกครั้ง ผลลัพธ์จนกระทั่งถึงเวลาแล้ว กลับมีเพียงหลินจือไป๋คนเดียวเท่านั้นที่เดินทางมาถึง
“คนอื่นๆ ล่ะ?”
“ไม่ทราบเหมือนกันครับ”
ใบหน้าของหลินจือไป๋เขียนไว้เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
หูเว่ยขมวดคิ้ว หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเตรียมจะโทรศัพท์หา ทว่าผลลัพธ์ยังไม่ทันได้กดเบอร์โทรศัพท์ออกไป ก็ได้เห็นผู้เล่นคนอื่นๆ พากันมาสายอย่างเชื่องช้าอืดอาด
“ทำไมพวกคุณถึงทุลักทุเลลนลานกันขนาดนี้ ฉันไม่ได้บอกแล้วหรอกเหรอว่าเก้าโมงเช้าประชุมน่ะ!”
หูเว่ยรู้สึกโมโหขึ้นมาบ้างเล็กน้อย ทว่าในวินาทีต่อมาเขาก็ต้องตกตะลึงไปเลย “ไม่ใช่สิ ทำไมพวกคุณไม่กี่คนถึงมีขอบตาที่ดำคล้ำหนาเตอะขนาดนี้ล่ะ! เมื่อคืนนี้พากันออกไปนวดอาบอบนวดทั้งกลุ่มเลยหรือไงกัน?”
“เมื่อคืนนี้นอนไม่ค่อยหลับน่ะครับ……”
ผู้เล่นกลุ่มหมากล้อมไม่กี่คนรวมถึงหลี่ป๋อด้วย ต่างพากันส่งสายตาที่ลึกล้ำมองดูหลินจือไป๋แวบหนึ่ง
เมื่อคืนนี้หลินจือไป๋เพียงคนเดียว จับผู้คนในกลุ่มหมากล้อมทั้งหมดมาบดขยี้อย่างทารุณโหดร้าย ยิ่งไปกว่านั้นยังจับกดลงกับพื้นแล้วขยี้ถลุงเล่นแบบนั้นเลยทีเดียวเชียวนะ!
ทำเอาปรมาจารย์หมากล้อมสองสามคน จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าก็ยังนอนไม่หลับเลยสักนิด!
โดยเฉพาะหลี่ป๋อ ตอนช่วงเวลาตีหนึ่งในยามดึกสงัดพลันสะดุ้งตื่นลุกขึ้นมานั่งบนเตียงอย่างกะทันหัน ภายในสมองหลงเหลือเพียงความคิดเดียวเท่านั้นว่า
เพราะอะไรกันล่ะ!
เขาอาศัยอะไรกันแน่!
ขบคิดอย่างไรก็คิดไม่ตกเลยว่าตัวเองพ่ายแพ้ไปได้อย่างไรกัน!
ยิ่งขบคิดอย่างไรก็คิดไม่ตกเลยว่าทำไมหลินจือไป๋ถึงได้แข็งแกร่งปานนั้น!
หูเว่ยเอ่ยคำพูดด้วยความรู้สึกโกรธเคืองที่เหล็กไม่รักดีว่า “การแข่งขันน่ะแพ้ได้ ทว่าทัศนคติจะปล่อยปละละเลยดูแคลนขนาดนี้ไม่ได้เด็ดขาด!”
ทุกคนต่างพากันก้มหน้าลง
หูเว่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ คราหนึ่งพลันเอ่ยว่า “พวกคุณคนที่นอนไม่หลับ อีกสักครู่จงกลับห้องไปนอนหลับพักผ่อนชดเชยสักหน่อย พวกเรากินข้าวเที่ยงเสร็จ ก็ต้องออกเดินทางมุ่งหน้าไปที่สถานที่แข่งขันหมากล้อมกันแล้ว”
หยุดไปเล็กน้อย
หูเว่ยเอ่ยคำตามมาอีกว่า “แม้ว่าประธานหลินจะเป็นผู้เล่นในกลุ่มหมากล้อมด้วยเช่นกัน ทว่าประสบการณ์ของเขาอาจจะไม่ได้โชกโชนเหมือนอย่างพวกคุณ พวกคุณจงคอยดูแลเอาใจใส่ให้มากหน่อยแล้วกันนะ”
หลี่ป๋อ “……”
ทุกคน “……”
คำพูดบางคำยังคงไม่เอ่ยปากบอกเล่าให้ผู้เฒ่าหูฟังจะดีกว่า รอให้การแข่งขันอย่างเป็นทางการในวันนี้เริ่มต้นขึ้น ผู้เล่นของฉู่โจวก็จะได้เรียนรู้รับทราบเองนั่นแหละว่า อะไรที่เรียกว่านรกอเวจีอันไร้ขอบเขต
ใช่แล้ว อย่างน้อยที่สุดมีเรื่องหนึ่งที่พวกหลี่ป๋อสามารถยืนยันได้มั่นเหมาะแล้วล่ะ
ระดับหมากล้อมของหลินจือไป๋ อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะนำเอาคำว่า ‘อันดับที่เท่าไหร่ของโลก’ มาใช้ในการประเมินค่า
เพราะต่อให้เป็นปรมาจารย์หมากล้อมอันดับหนึ่งของโลกในยุคปัจจุบัน ก็ไม่มีทางที่จะจับหลี่ป๋อ ปรมาจารย์หมากล้อมที่ติดอันดับหนึ่งในสิบของโลกคนนี้มาบดขยี้จนร้องไห้โฮออกมาได้หรอกนะ!
ใช่ว่าหลี่ป๋อจะไม่เคยประชันเดินหมากกับอีกฝ่ายเสียเมื่อไหร่กันล่ะ!
มันไม่มีแรงกดดันที่มหาศาลขนาดนั้นยามประชันเดินหมากกับหลินจือไป๋เลยสักนิดเดียวจริงๆ!
หรือจะสามารถเอ่ยปากบอกแบบนี้ได้เช่นกันว่า
พวกเรายินยอมพร้อมใจที่จะไปชนกับคนที่มีแต้มหมากล้อมอันดับหนึ่งของโลกคนนั้นซะยังจะดีกว่า ไม่อยากจะไปเดินหมากล้อมกับหลินจือไป๋อีกต่อไปแล้ว!
ไม่มีความรู้สึกของการได้รับประสบการณ์หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียวให้พูดถึงเลยสักคำ!
อาจจะเป็นเพราะ ถูกหลินจือไป๋บดขยี้ถลุงเล่นจนจิตใจเกิดอาการแปรปรวนวิปริตไปเรียบร้อยแล้ว
ในช่วงเวลาบ่าย ทุกคนออกเดินทางมุ่งหน้าไปที่ลานสนามแข่งขัน ตอนที่พบเจอผู้สื่อข่าวเข้ามาสัมภาษณ์ตรงบริเวณประตูทางเข้านั้น หลี่ป๋อก็เริ่มทำตัววางมาดขึ้นมาทันที วันนี้เขาตั้งใจจะจับคู่กับหลินจือไป๋แล้วออกไปเข่นฆ่าสังหารอย่างบ้าคลั่งระเบิดเถิดเทิงเลยทีเดียว
“โคมินาโตะ โอทาเกะเหรอครับ? ฉันไม่กลัวหรอกนะ
อาจารย์หลิวจี๋เหรอครับ? พวกเราไม่กลัวหรอกครับ!
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ฉันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการแข่งขันหมากล้อมในวันนี้ ตำแหน่งแชมป์ในท้ายที่สุดจะต้องเป็นของฉีโจวอย่างแน่นอน ไม่มีสิ่งใดจะสามารถขวางกั้นได้หรอกนะ ต่อให้อันดับหนึ่งของโลกเดินทางมาเองก็ใช้ไม่ได้ผลหรอกครับ!”
ผู้สื่อข่าวฉู่โจวถึงกับตาค้างเอ๋อรับประทานไปเลย
ผู้สื่อข่าวฉีโจวตกตะลึงอึ้งกิมกี่ไปทันควัน
ผู้ชมของทั้งสองโจวเองก็มีเครื่องหมายคำถามผุดพรายขึ้นมาเต็มศีรษะเช่นเดียวกัน
หลี่ป๋อคนนี้ ตัวลอยจนหลุดโลกเกินไปหน่อยหรือเปล่านะ?
======================