ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 60 บทกวีแห่งแสงตะวัน
ตอนที่ 60 บทกวีแห่งแสงตะวัน
ผู้อ่าน ‘นิตยสารสืบสวนปริศนา’ ของหนานเซินบุ๊คเฮาส์เริ่มคุ้นเคยกับปู่เยโหวแล้ว
ความคุ้นเคยนี้เกิดจากสามเรื่องสั้นก่อนหน้าของปู่เยโหว
แม้ว่าจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียงสองเดือนเท่านั้น
แต่การคุ้นเคยไม่ได้หมายความว่าจะชอบเสมอไป
ยกตัวอย่างเช่น ตํานี พนักงานต้อนรับของแบรนด์โซฟาแห่งหนึ่ง ก็ไม่ได้รู้สึกปลื้มใจกับปู่เยโหวเท่าไร
ผลงานแรกของปู่เยโหวที่ตํานีอ่านมีชื่อว่า ‘เก้าอี้มนุษย์’
จนถึงตอนนี้ เธอยังลืมความรู้สึกหลังจากอ่าน ‘เก้าอี้มนุษย์’ ในวันนั้นไม่ลงเลย
ในตอนนั้น
เธอนั่งอยู่บนโซฟารุ่นเรือธงที่บริษัทเพิ่งเปิดตัว
มันเป็นโซฟาเดี่ยวมีน้ำหนักมากและตัวใหญ่ หุ้มด้วยหนังสุดประณีตล้อมรอบฟองน้ำเนื้อนุ่ม
ยืดหยุ่นเป็นอย่างยิ่ง
ให้สัมผัสที่สบายมาก
การนั่งอ่านนิยายบนโซฟาแบบนี้ ทำให้ตํานีรู้สึกเพลิดเพลินมาก
แต่ยังอ่านนิยายไม่ทันจบ เธอก็สะดุ้งพรวดลุกขึ้นมา
แล้วหันกลับไปมองโซฟาขนาดใหญ่ที่สามารถซ่อนคนเข้าไปได้ทั้งตัว รู้สึกเพียงเหมือนมีมดไต่ไปทั่วร่าง!
แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
ที่น่ากลัวที่สุดคือ ในโชว์รูมที่ตํานีทำงานอยู่ มีโซฟาแบบเดียวกันวางอยู่เป็นร้อยตัว!
วินาทีนั้นตํานีแทบอยากหนีออกจากที่นั่นทันที!
เธอรู้สึกว่าโซฟานับร้อยในโชว์รูมล้วนแผ่กลิ่นอายชวนขนลุกออกมา!
แต่ในฐานะที่เป็นพนักงานต้อนรับของแบรนด์โซฟา นี่ก็คือหน้าที่ของตํานี
บางครั้งเธอยังต้องทำหน้าที่เป็นเซลล์แนะนำโซฟารุ่นต่างๆ ให้ลูกค้าด้วย…
สรุปแล้ว
ตลอดหลายวันนั้น ตํานีทำงานได้ไม่ดีเลย เธอเกลียดปู่เยโหวเข้าไส้ กว่าจะปรับตัวได้ก็ใช้เวลาหลายวัน
ดังนั้น เมื่อเดือนที่แล้ว ‘นิตยสารสืบสวนปริศนา’ นำผลงานของปู่เยโหวมาลงเป็นเรื่องแรกอีกครั้ง
ตํานีก็เลือกที่จะมองข้ามไปทันที
อ่านจากหลังไปหน้า!
ผลลัพธ์นั้นไม่ต้องเดาก็รู้ เรื่องสุดท้ายของนิตยสารฉบับที่แล้ว ก็เป็นผลงานของปู่เยโหวอีกนั่นเอง!
เลี่ยงตอนต้นได้! แต่หนีตอนจบไม่พ้น!
วันนี้ ตํานีก็ได้สั่งซื้อ ‘นิตยสารสืบสวนปริศนา’ อีกครั้ง
พอเปิดมาเจอเรื่องแรก ตํานีก็ถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไหไม่ออก
สุดท้ายก็เป็นผลงานของปู่เยโหวอีกแล้ว นิตยสารนี้ยังจะมีหวังอยู่ไหมเนี่ย?
ทำไมทุกฉบับต้องมีปู่เยโหวด้วยนะ!
ปู่เยโหวเป็นพ่อของนิตยสารพวกแกหรือไง?
ตํานีบ่นในใจ คิดจะข้ามเรื่องสั้นของปู่เยโหวไป แต่จู่ๆ ชื่อผลงานในครั้งนี้ของอีกฝ่ายกลับทำให้เธอรู้สึกว่า
อาจจะพออ่านได้อยู่เหมือนกัน?
“บทกวีแห่งแสงตะวัน?”
แค่ดูจากชื่อเรื่องก็ไม่มีเค้าความสยองหรือความวังเวงแม้แต่น้อย
ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ ชื่อเรื่องยังสื่อถึงความอบอุ่นและกลมกลืน ทั้งแสงตะวันทั้งบทกวี
ลองอ่านดูแล้วกัน ถ้ารู้สึกว่าไม่ใช่ ก็แค่ข้ามไปเลย
หลักๆ คือชื่อเรื่องของปู่เยโหวในครั้งนี้ มันดูไม่เข้ากับสไตล์ของเรื่องก่อนๆ เลย
ทำให้เธออดสงสัยไม่ได้ บางทีนี่อาจจะเป็นความซับซ้อนของมนุษย์ ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่ชอบนักเขียนคนนี้เลยแท้ๆ
ขณะที่ความคิดแวบขึ้นมา
เรื่องราวก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
[ฉันลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงผ่าตัด เมื่อลุกขึ้นนั่งก็เห็นว่านี่คือห้องกว้างที่มีข้าวของกระจัดกระจาย
มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาอยู่ไม่ไกลจากฉันและกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างเงียบๆ
พอเห็นฉันตื่น ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้ม]
มุมมองบุคคลที่หนึ่งสุดคลาสสิก
ทุกเรื่องของปู่เยโหวดำเนินเรื่องด้วยบุคคลที่หนึ่ง
แต่ตอนเปิดเรื่องสั้นเรื่องนี้ กลับไม่มีอะไรน่าตกใจเป็นพิเศษ
มีชายคนหนึ่งสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมา
หุ่นยนต์ตัวนี้ก็คือ ‘ฉัน’
ฉันถูกชายคนนั้นพาไปยังป่าแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งไกลออกไปยังมีสุสาน
‘ฉัน’ ในเรื่องรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก
ทำไมพวกเราต้องอยู่ในป่า แล้วมนุษย์คนอื่นๆ อยู่ที่ไหนกัน?
ชายคนนั้นกล่าวว่า
มนุษย์ติดเชื้อแบคทีเรียที่ปกคลุมอยู่ในอากาศจนเกือบสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว
ก่อนการติดเชื้อ เขาและลุงได้ย้ายมาอยู่ที่นี่
แต่น่าเสียดายที่ลุงของเขาก็ยังติดเชื้อ และเสียชีวิตไปนานแล้ว
สุสานที่อยู่ไกลออกไปจากบ้าน ก็คือของลุงเขานั่นเอง
ตํานีอ่านไปพลางส่ายหัวไปพลาง
สมแล้วที่เป็นนาย ปู่เยโหว
เปิดเรื่องมาก็ยืมปากชายคนนั้น บอกเล่าแบบเรียบง่ายว่ามนุษย์แทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว
งานเขียนของปู่เยโหวคนนี้ยังคงเย็นชาและไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม
เวลาที่เขาบรรยายเรื่องความเป็นและความตายก็มักแฝงเหตุผลชวนขมวดคิ้ว
เหมือนกับว่าความเป็นความตายนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสุดๆ
ยังดีที่ตอนนี้เรื่องราวยังไม่มีองค์ประกอบชวนสยองออกมา
ตํานีอ่านต่อไป แล้วก็ยิ่งส่ายหัวหนักขึ้น
เพราะชายคนนั้นพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า
“เมื่อวานฉันตรวจร่างกายแล้ว ฉันก็ติดเชื้อเหมือนกัน
หลังจากฉันตายไปเธอแค่ขุดหลุมข้างสุสานของลุง แล้วฝังฉันไว้ก็พอ นี่คือเหตุผลที่ฉันสร้างเธอขึ้นมา”
เฮ้อ
ชายที่อาจเป็นชีวิตสุดท้ายของโลกใบนี้ก็กำลังจะตายแล้ว
ส่วน ‘ฉัน’ ก็เป็นแค่หุ่นยนต์
เรื่องราวตอนนี้ก็ยังไม่น่ากลัว แต่การบรรยายถึงชีวิตและความตาย
กลับยิ่งทำให้ตํานีรู้สึกถึงความเย็นชาไร้ความรู้สึกของปู่เยโหวมากขึ้น
ในวันเวลาต่อมา
ฉันเริ่มดูแลชีวิตในวาระสุดท้ายของชายคนนี้
ในฐานะหุ่นยนต์ ฉันไม่มีอารมณ์ความรู้สึก และไม่อาจเข้าใจความหมายของชีวิตและความตาย
ชายคนนั้นตระหนักถึงจุดนี้ จึงพูดขึ้นว่า
“เพื่อให้เธอฝังฉันอย่างถูกต้อง ฉันอยากให้เธอเข้าใจว่า ‘ความตาย’ คืออะไร”
อ่านมาถึงตรงนี้
จู่ๆ ตํานีก็หัวเราะออกมา
ความตายคืออะไรงั้นเหรอ?
งานเขียนของปู่เยโหวที่มีเหตุผลสุดโต่งแบบนี้ จะถ่ายทอดความลึกซึ้งของชีวิตได้จริงเหรอ?
จู่ๆ เธอก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา
ต่อจากนี้ปู่เยโหวจะบรรยาย ‘ความตาย’ ออกมาแบบไหนกันนะ
ตัวหนังสือยังคงความมีเหตุผลเหมือนเคย แต่เริ่มมีรายละเอียดของชีวิตมากขึ้น
พวกเราอาศัยอยู่ในป่า มีแปลงผักอยู่หน้าบ้าน และมักจะมีพวกกระต่ายมาแอบกินผักอยู่เสมอ
ฉันไม่มีอะไรที่ทำได้ ก็เลยคิดจะจับกระต่าย
แต่ฉันถูกกำหนดให้มีขีดความสามารถเหมือนผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้น จะไล่จับกระต่ายให้ทันคงเป็นไปไม่ได้
กระต่ายเหมือนจะเยาะเย้ยฉัน พริบตาเดียวก็หายเข้าไปในป่า
ชายคนนั้นดูจะมีความสุขมาก หัวเราะไม่หยุด
เขาหัวเราะพลางพูดว่า
“ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ กลายเป็นเหมือนมนุษย์มากขึ้น”
กลับถึงบ้าน ชายคนนั้นก็ยังยิ้มอยู่ แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ลึกๆ ในใจก็รู้สึกจักจี้แปลกๆ
อุณหภูมิร่างกายเริ่มสูงขึ้น ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าควรทำยังไงดี ได้แต่เกาหัว
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้สินะ
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘เขินอาย’ ละมั้ง
อยู่ๆ ฉันก็รู้สึกรำคาญนิดๆ ที่เขายิ้มตลอดเวลา
ระหว่างกินข้าวกลางวัน เขาเคาะโต๊ะสองครั้งเพื่อเรียกความสนใจจากฉัน
ฉันที่กำลังซดน้ำซุปอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมองเขา
เขาใช้ส้อมจิ้มผักขึ้นมา ด้านบนเต็มไปด้วยรอยกัดของกระต่าย
“ทำไมในสลัดกับซุปของฉัน มีแต่ผักที่ถูกกระต่ายกัดหมดเลย แล้วของเธอถึงไม่เป็นแบบนี้ด้วยละ?”
“คงเป็นเรื่องบังเอิญละมั้ง แค่เรื่องของความน่าจะเป็น”
ฉันกินสลัดผักที่ไม่มีรอยกัดของกระต่ายพลางตอบกลับ
ตํานีหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
ไม่นึกเลยว่าปู่เยโหวจะเขียนฉากตลกแบบนี้ได้ด้วย
แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยชอบปู่เยโหว แต่ตํานีก็ต้องยอมรับว่าการบรรยายรายละเอียดชีวิตช่วงนี้ทำได้ดีมาก
ให้ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
หุ่นยนต์เริ่ม ‘เขินอาย’
หุ่นยนต์เรียนรู้ที่จะ ‘เล่นพิเรนทร์’ แล้ว
ตามที่ชายคนนั้นบอก ‘ฉัน’ ค่อยๆ เปลี่ยนไปเหมือนมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวัน
“เหมือนจะแตกต่างจากสไตล์ก่อนหน้านี้ของปู่เยโหวเลยนะ”
ตํานีพึมพำกับตัวเอง
เรื่องราวยังดำเนินต่อไป
ชายคนนั้นบอกว่าเขาจะตายในอีกหนึ่งสัปดาห์ ดูเหมือนว่าการตรวจสอบอย่างแม่นยำจะทำให้รู้วันตายได้
แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจความหมายของความตายอยู่ดี
ในฐานะหุ่นยนต์ ความตายของฉันถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า
ฉันวางข้อมือไว้ข้างหู สามารถได้ยินเสียงมอเตอร์อย่างชัดเจน
ติ๊กต็อกๆ ทุกหนึ่งวินาที เมื่อมอเตอร์หยุดทำงานฉันก็จะตาย…
ตอนที่ชีวิตของชายคนนั้นเหลืออีกเพียงห้าวัน
กระต่ายก็แอบเข้ามากินใบผักในสวนอีกครั้ง ฉันก็ยังอยากจะจับเจ้าตัวเล็กนี้ให้ได้ จึงพุ่งออกไปโดยไม่ลังเล
ท้องฟ้าเริ่มโปรยฝนลงมา
ฉันไล่ตามกระต่ายจนไปถึงขอบหน้าผา
เจ้าสัตว์ตัวน้อยขนสีขาวนี้ไม่มีที่ให้หนีอีกแล้ว มันปล่อยให้ฉันอุ้มอย่างเงียบๆ
ฉันรู้สึกถึงความอบอุ่นเล็กๆ ในมือ เหมือนมันกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ
หน้าผาก็ถล่ม
ฉันร่วงตกลงไปอย่างแรง โดยที่ยังคงกอดกระต่ายไว้แน่น
ในเสี้ยววินาทีที่ตกกระทบพื้น แรงกระแทกอย่างรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
ร่างกายของฉันเสียหายไปครึ่งหนึ่ง ขาข้างหนึ่งขาด และมีรอยแตกขนาดใหญ่ตั้งแต่ท้องถึงหน้าอก
แต่สำหรับหุ่นยนต์แล้วไม่ถึงกับตาย
ฉันมองดูเจ้ากระต่ายที่อยู่บนอก
มีของสีแดงเปรอะเปื้อนอยู่บนขนสีขาว ฉันรู้ว่านั่นคือเลือด
ร่างของกระต่ายค่อยๆ เย็นลง อุณหภูมิราวกับไหลออกไปจากข้อมือของฉัน
ฉันอุ้มกระต่ายกลับบ้านด้วยสองมือ เดินกะเผลกด้วยขาข้างเดียว
และมีชิ้นส่วนตกลงมาจากร่างกายเป็นระยะ
ฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาไม่หยุด
ฉันฝ่าฟันกลับมาถึงบ้านอย่างยากลำบาก แล้วถามชายคนนั้นว่าจะช่วยกระต่ายตัวนี้ได้ไหม?
ชายคนนั้นส่ายหัวบอกว่ากระต่ายทนแรงกระแทกจากการตกลงมาไม่ไหว มันตายอยู่ในอ้อมแขนของฉัน
ฉันนึกถึงเจ้ากระต่ายที่เคยกระโดดโลดเต้นสุดชีวิตตอนไล่จับมันในแปลงผัก
เมื่อหันมองกระต่ายตรงหน้าอีกครั้ง ขนสีขาวของมันถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดง
ดวงตาหรี่จนเป็นขีดเล็กๆ ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
“อา…, อา…”
ฉันอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แผ่ลึกมาจากอก ฉันไม่ควรจะมีความเจ็บปวดได้เลย
แต่ทำไมฉันถึงเจ็บได้ละ?
ฉันหมดแรงทรุดลงคุกเข่ากับพื้น
ฉันถูกโปรแกรมให้สามารถหลั่งน้ำตาได้
เขามองฉันด้วยสายตาที่เศร้าสุดจะบรรยายแล้วพูดว่า
“นี่แหละคือความตาย”
ฉันใช้สองมือกุมศีรษะ ฉันเข้าใจแล้วว่า ความตายคือความเจ็บปวดจากการสูญเสียบางสิ่งไป
ตํานีรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นกระตุกวูบหนึ่งอย่างแรง
ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดว่านักเขียนอย่างปู่เยโหวที่มักชอบให้ตัวละครตายอยู่บ่อยๆ แบบนี้
จะสามารถถ่ายทอดความหมายของชีวิตและความตายได้ดีจริงหรือ?
ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว
ปู่เยโหวไม่ได้ไม่เข้าใจ
ความตายก็คือความเจ็บปวดเมื่อสูญเสียบางอย่างไป
เรื่องราวใช้มุมมองของหุ่นยนต์ในการเล่าเรื่องความตาย ซึ่งควรจะเย็นชาและเต็มไปด้วยเหตุผล
แต่อ่านมาถึงตรงนี้ เธอกลับรู้สึกน้ำตารินขึ้นมา
เรื่องราวยังไม่จบลง
ขณะที่ชายคนนั้นกำลังซ่อมแซมร่างกายที่เสียหายของฉัน ฉันโกรธเขาเป็นครั้งแรก
“ฉันเกลียดคุณ!”
ทำไมต้องสร้างฉันขึ้นมาด้วย?
ถ้าฉันไม่ได้กำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ ถ้าฉันไม่ได้ชอบสิ่งใดเลย ฉันก็คงไม่ต้องกลัวความตายและการจากลาแบบนี้
ฉันร้องไห้จนพูดไม่ออก
ฉันชอบชายคนนี้
แต่ชายคนนี้สร้างฉันขึ้นมา เพียงเพราะอยากให้ฉันฝังศพเขาเท่านั้นเอง
ถ้ามันจะเจ็บปวดขนาดนี้ สูไม่มีหัวใจเสียยังดีกว่า ฉันเกลียดที่เขามอบหัวใจนี้กับฉัน
เขาแสดงสีหน้าเศร้าสลดออกมา
ชีวิตของเขาก็กำลังค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย
ฉันคิดว่าอีกไม่นานเขาก็คงจะนิ่งสนิทไม่ต่างจากกระต่ายตัวนั้น
“ยังเหลืออีกกี่ชั่วโมง?”
ขณะที่ชีวิตของเขากำลังเข้าสู่ช่วงนับถอยหลัง ฉันมองออกไปข้างนอกแล้วถามเขา
เขานิ่งไปสักพัก จากนั้นจึงบอกฉันว่าเขาเหลือเวลาในชีวิตอีกกี่วินาที
ฉันมีข้อสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง
ถ้าเป็นการตายเพราะเชื้อโรคจริงๆ จะสามารถรู้เวลาตายได้แม่นยำขนาดนี้เชียวเหรอ?
“ฉันเองก็สามารถรู้เวลาที่ตัวเองจะตายได้อย่างแม่นยำ เพราะคนที่เป็นหุ่นยนต์เหมือนอย่างฉัน
ถูกกำหนดเวลาหยุดทำงานไว้ตั้งแต่ต้น แล้วเธอเองก็เช่นกัน…”
ทำไมคุณถึงแสร้งเป็นมนุษย์ละ?
ฉันแนบหูลงบนหน้าอกของเขา และได้ยินเสียงมอเตอร์ที่แผ่วเบาในร่างกาย
นิตยสารพลิกมาถึงหน้านี้
อยู่ๆ มือของตํานีก็หยุดชะงัก
จู่ๆ เธอก็รู้สึกถึงความโศกเศร้ามหาศาล ขณะเดียวกันก็ตกตะลึงจนดวงตาเบิกกว้าง
นี่เป็นการหักมุมที่ชวนช็อกจริงๆ!
ที่แท้ชายคนนี้ก็เป็นหุ่นยนต์เหมือนกัน!
ปู่เยโหวถนัดสร้างจุดหักมุมครั้งใหญ่ในตอนจบของเรื่อง แต่คราวนี้มันเป็นการหักมุมที่สะเทือนอารมณ์ในจิตใจ
แกนเรื่องของเรื่องราวนี้ถูกยกระดับขึ้นแล้ว!
ก่อนหน้านี้ ‘ฉัน’ เข้าใจว่าความตายคือความเจ็บปวดจากการสูญเสียบางสิ่ง
แต่ในตอนนี้ แม้ตัวบทความจะไม่ได้พูดตรงๆ แต่แท้จริงแล้วมันกำลังบอกว่า ชีวิตคือการเติบโตและส่งต่อ!
นี่แหละคือความหมายของชีวิต!
ตํานีไม่อยากยอมรับ แต่เธอกลับถูกความรู้สึกนี้กระแทกเข้าอย่างจัง
เธอคิดถึงวันที่ตาของเธอจากไป วันที่เขายิ้มและกุมมือเธอไว้แน่น
ในวินาทีแห่งความตาย การมีใครสักคนที่สามารถกุมมือของเราไว้ได้ เป็นสิ่งที่ปลอบโยนจิตใจได้มากมายขนาดนี้เอง
ในใจเธอไม่เคยลืมคุณตาได้เลย แต่ตอนนี้ตํานีเพิ่งจะตระหนักว่า
รอยยิ้มของชายชราผู้อ่อนโยนก่อนจากไปนั้น แท้จริงคือการยอมรับชีวิตอย่างสง่างาม และเผชิญหน้ากับความตายอย่างสงบ
คุณลุงคนนั้นในเรื่องตายไปแล้วสองร้อยปี
หลายปีมานี้ ชายคนนั้นเฝ้าคิดถึงลุงที่สร้างตนขึ้นมา
ชายผูถูกมอบชีวิตและความเป็นมนุษย์ ในที่สุดก็พังทลายลงท่ามกลางความโดดเดี่ยวที่ยาวนานถึงสองร้อยปี
เขาจึงสร้างฉันขึ้นมา มอบชีวิตและความเป็นมนุษย์ให้ฉัน เช่นเดียวกัน
เพราะชีวิตย่อมโหยหาการมีอีกหนึ่งชีวิตมาอยู่เคียงข้างเสมอ
ฉันให้อภัยเขาแล้ว
เพราะฉันเข้าใจความรู้สึกของเขาตอนที่สร้างฉันขึ้นมา บางทีอนาคตฉันเองก็อาจทำแบบเดียวกัน
วินาทีนี้ฉันโอบกอดเขาไว้แน่น
“ขอบคุณที่สร้างฉันขึ้นมานะ”
ความรักและการสูญเสียทำให้หัวใจรำร้องด้วยความโหยหา หากเป็นแบบนี้
ทำไมไม่สร้างฉันให้เป็นเพียงตุ๊กตาที่ไม่รักสิ่งใดและไม่มีหัวใจไปเสียเลยละ
ฉันเคยคิดแบบนั้น
แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกขอบคุณชายคนนี้
[ถ้าฉันไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในโลกใบนี้ ฉันก็คงไม่ได้เห็นทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่บนเนินเขา
ถ้าไม่ได้มอบหัวใจให้ฉัน ฉันก็คงไม่อาจเฝ้ามองรังนกอย่างมีความสุข และคงไม่ขมวดคิ้วเพราะรสขมของกาแฟ
การได้สัมผัสแสงสว่างระยิบระยับทุกมุมของโลกนี้ช่างเป็นสิ่งที่ล้ำค่าเหลือเกิน]
ชีวิต
ความตาย
ตัวเอกทั้งสองของเรื่องนี้เป็นหุ่นยนต์ทั้งคู่
แต่ตํานีไม่อาจมองสองตัวละครนี้เป็นเพียงหุ่นยนต์ได้อีกต่อไป
เหมือนกับในโลกของมนุษย์ เด็กๆ ก็คงมีความรู้สึกแบบนี้กับพ่อแม่สินะ การสืบทอดของมนุษย์ก็เป็นแบบนี้แหละ
พวกเราทุกชั่วอายุคน เรียนรู้เรื่องความรักและความตาย
ดำรงชีวิตอยู่ในวัฏจักรแห่งแสงสว่างและความมืด
จนกระทั่งเด็กๆ เติบโตขึ้นและสานต่อสิ่งที่พ่อแม่เคยทำไว้
อยู่ๆ ตํานีก็เข้าใจปู่เยโหวขึ้นมา บางทีอาจเป็นเพราะเขาเข้าใจชีวิตและความตายเป็นอย่างดี
งานเขียนของเขาถึงได้ดูเย็นชาเสมอ แตบางทีมันก็อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการให้เกียรติ
หรืออาจเรียกว่าความเคารพยำเกรงก็ได้
“บางทีภายใต้เปลือกนอกที่มืดมนของปู่เยโหวอาจมีหัวใจที่อบอุ่น
ฉันไม่ควรด่วนตัดสินเขาจากเรื่องก่อนหน้านี้เลย
เหมือนเรื่อง ‘บทกวีแห่งแสงตะวัน’ เรื่องนี้ เขาเป็นนักเขียนที่ควรค่าแก่การยกย่องจริงๆ…”
ขณะที่คิดแบบนี้ ตํานีก็เปิดไปที่เรื่องสุดท้าย
เป็นไปตามคาด เรื่องสุดท้ายก็เป็นผลงานของปู่เยโหวเช่นกัน
เธออ่านเรื่องราวของปู่เยโหวต่อไปพร้อมกับความคาดหวังอันยิ่งใหญ่
เรื่องสุดท้ายมีชื่อว่า ‘สามีภรรยาที่ห่างไกล’
อ่านไปได้ครึ่งหนึ่ง ตํานีปิดนิตยสารลงโดยไร้สีหน้า ก่อนจะพึมพำกับตัวเองอีกประโยคหนึ่งว่า
“ถือว่าฉันไม่ได้พูดก็แล้วกัน”