ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 62 เพื่อนบ้าน
ตอนที่ 62 เพื่อนบ้าน
ฟอรัมสำนักศึกษา หมวดสืบสวนปริศนา
จากการวางแผงฉบับล่าสุดของ ‘นิตยสารสืบสวนปริศนา’ ตอนนี้กระทู้ที่เกี่ยวกับปู่เยโหวผุดขึ้นมาไม่หยุด!
มีคนกำลังสงสัย
“หลังจากอ่านเรื่องสั้นสองเรื่องของปู่เยโหวในฉบับนี้จบแล้ว ฉันอดสงสัยไม่ได้เลยว่าจริงๆ เขาเป็นนักเขียนแบบไหนกันแน่?”
แน่นอนว่าต้องสงสัย
ก่อนหน้านี้ หลายคนคิดว่าปู่เยโหวจะปล่อยเรื่องที่เต็มไปด้วยบรรยากาศลึกลับแปลกประหลาดในฉบับนี้อีก
แต่ ‘บทกวีแห่งแสงตะวัน’ กลับทำลายภาพลักษณ์เดิมที่ผู้คนมีต่อปู่เยโหวอย่างสิ้นเชิง คิดไม่ถึงว่างานของเขาจะอบอุ่นอ่อนโยนได้ถึงเพียงนี้ ราวกับดอกไม้ขาวเล็กๆ ที่เบ่งบานท่ามกลางวันสิ้นโลก อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความโรแมนติก!
บนโลกใบนี้เหลือ ‘มนุษย์’ เพียงคนเดียว ‘มนุษย์’ คนนี้สร้าง ‘มนุษย์’ อีกคนขึ้นมา แล้วจากไป
คุณอาจบอกว่าเรื่องนี้เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและเปล่าเปลี่ยว แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความหวัง งดงามจนทำให้หลายคนตั้งตัวไม่ทันและตกตะลึงไปเลย
ปู่เยโหวละทิ้งสไตล์การเขียนสายดาร์คที่ทำให้เขามีชื่อเสียงไปยังพอว่า
แต่ทำไมแม้กระทั่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นอย่างการหักมุมและความบ้าบอของเขาถึงหายไปด้วยละ?
พออ่านถึงตอนจบ ทุกคนถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งว่าเขาไม่ได้ละทิ้งการหักมุมและความบ้าบอแต่อย่างใด มนุษย์คนสุดท้ายบนโลก แท้จริงแล้วคือหุ่นยนต์ เพียงแต่มันมีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนมนุษย์อย่างสมบูรณ์เท่านั้นเอง
“ฉันคงต้องขอโทษปู่เยโหวแล้วละ”
“ก่อนหน้านี้ ตอนอ่านเรื่องของปู่เยโหว รู้สึกว่าเป็นแค่นักเขียนที่ใช้สไตล์เนื้อหาสุดโต่งมากระแทกอารมณ์ผู้อ่าน ไม่ได้มีสาระอะไรลึกซึ้ง แต่วันนี้ฉันพบว่าตัวเองตื้นเขินแล้ว มุมมองต่อชีวิตและความตายของเขา ฉันรู้สึกชื่นชมมาก!”
“ดูเหมือนว่าแนวสยองขวัญสายดาร์คจะใช้จำกัดความเขาไม่ได้แล้ว”
“ก่อนหน้านี้ยังมีคนบอกว่าหมอนี่ควรจะชื่อว่าโหวราตรีมืดอยู่เลย แล้ว ‘บทกวีแห่งแสงตะวัน’ จะอธิบายยังไง?”
“โหวราตรีขาว?”
“ฮ่าๆๆ โหวราตรีขาวก็ไม่เลวนะ”
“ฉันรู้สึกจริงๆ ว่า ‘บทกวีแห่งแสงตะวัน’ นี่ดูไม่เหมือนงานของโหวราตรีมืดเลยนะ เรียกว่าโหวราตรีขาวก็คงไม่ผิด”
“ดูท่าจะเป็นนักเขียนที่มีสไตล์หลากหลายคนนึงเหมือนกัน”
“ถ้าไม่นับเรื่องหุ่นยนต์ ส่วนตัวฉันชอบ ‘สามีภรรยาที่ห่างไกล’ มากกว่า หลังอ่านจบฉันถอนหายใจยาว ยังคงเป็นโหวราตรีมืดคนเดิมคนนั้น!”
“เรื่องสามีภรรยานี้ ตอนแรกบรรยากาศดูประหลาดจริงๆ”
“ฉันชอบตอนจบของเรื่องสามีภรรยานะ มันเต็มไปด้วยแง่คิดเรื่องการเลี้ยงดูลูก อาจเป็นเพราะพ่อแม่ของฉันก็ทะเลาะกันบ่อยเหมือนกัน วันหนึ่งพ่อไปเล่นไพ่นอกบ้านจนดึก เมากลับมา แม่ฉันล็อกประตู จากนั้นพ่อก็ถีบประตูพัง แล้วยังลงไม้ลงมือกับแม่อีก นี่เป็นฝันร้ายในชีวิตฉันเลย”
“ปวดใจกับความคิดเห็นบนเลย พ่อแม่ฉันก็สไตล์เดียวกัน แต่ยังไม่ถึงขั้นนั้น”
“การเสียสละของลูก ทำให้พ่อแม่กลับมาสงบกันได้ เป็นตอนจบที่เสียดสีจริงๆ”
“เพราะเป็นนิยายของปู่เยโหว คุณเลยมีสิทธิ์สงสัยอย่างสมเหตุสมผลว่าลูกอาจจะแกล้งทำ แต่ถ้าเป็นแค่การแสร้งทำก็ยิ่งเสียดสีหนักเข้าไปอีก ครอบครัวที่ต้องทำถึงขั้นนี้ถึงจะอยู่กันได้ ฉันว่าแยกย้ายกันไปซะดีกว่า”
“การที่ลูกมองไม่เห็นพ่อ เปรียบเปรยถึงบาดแผลในใจ”
“ในเรื่องนี้มีการเปรียบเปรยอยู่หลายจุด อย่าปล่อยให้ชีวิตแต่งงานกลายเป็นหนังสยองขวัญ!”
“ปู่เยโหวใช้เรื่องสั้นหุ่นยนต์พิสูจน์เรื่องความหลากหลายของเขา แล้วก็ใช้เรื่องสามีภรรยามายืนยันว่าเขายังคงเป็นนักเขียนจิตหลุดสุดวิปริตคนเดิม!”
“แต่ดูเหมือนฉันจะยิ่งชอบนักเขียนสุดวิปริตคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ”
“ไม่กี่เดือนมานี้ หมวดสืบสวนปริศนาในสำนักศึกษาแทบจะกลายเป็นเวทีพิเศษของปู่เยโหวไปแล้ว”
“เมื่อกี้ค้นเจอปู่เยโหวในจี๋กวงแล้ว เป็นบัญชีตัวจริงได้รับการยืนยันแล้ว ทุกคนกดติดตามกันได้เลย”
ฝั่งสำนักศึกษาก็มีคนช่วยโปรโมตด้วยเช่นกัน บนแพลตฟอร์มจี๋กวง ยอดผู้ติดตามปู่เยโหวเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หนึ่งหมื่น สองหมื่น สามหมื่น
ยอดแฟนคลับที่พุ่งขึ้นนั้นเร็วกว่านามแฝงไป๋ตี้เสียอีก กระทั่งสามหมื่นถึงค่อยๆ ชะลอลง
คิดๆ ดูก็ไม่แปลกอะไร เพราะสไตล์งานเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ของปู่เยโหวดึงดูดแฟนคลับได้ง่ายดาย
ส่วนไป๋ตี้แม้จะโด่งดังในวงการเพลงและสร้างชื่อเสียงได้แล้ว แต่สุดท้ายระหว่างคนแต่งเพลงกับแฟนเพลงก็ยังมีนักร้องมาคั่นกลางอยู่ดี ต่อให้คนแต่งเพลงมีสถานะในวงการสูงแค่ไหน ก็เปลี่ยนความจริงที่ว่า คนฟังจะได้ยินเสียงนักร้องก่อนเป็นอันดับแรกไม่ได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย นักร้องมีบริษัทช่วยโปรโมตอยู่หน้าสื่อตลอดเวลา จะร้องเพลงเดียวซ้ำไปมาก็ยังได้
หรือพูดง่ายๆ ว่าแค่นักร้องมีเพลงดังเพลงเดียวก็สามารถดึงแฟนคลับมาได้มากมาย ในขณะที่คนแต่งเพลงต้องปล่อยผลงานออกมามากมายกว่าจะได้รับความสนใจจากแฟนๆ ในวงกว้าง
ต่างจากนักเขียน ตัวอักษรจะส่งตรงถึงผู้อ่าน โดยไม่มีอะไรมาคั่นกลาง
ในช่วงนี้หลินจือไปเองก็แอบซุ่มอยู่ในหมวดสืบสวนปริศนาของสำนักศึกษาทุกวัน เพื่อติดตามดูว่าผู้คนพูดถึงปู่เยโหวอย่างไร
พอเห็นว่ามีคนช่วยโปรโมต หลินจือไปก็รีบล็อกอินเข้าแอคเคานต์ปู่เยโหวบนจี๋กวง แล้วโพสต์ข้อความแรกออกไปทันที
[นักเขียนสายเยียวยาขอทักทายทุกคน]
หลินจือไปกำลังบอกเป็นนัยว่าเขาไม่ได้เป็นแค่นักเขียนสายดาร์ก แต่พอคำพูดนี้ไปถึงสายตาแฟนๆ กลับถูกตีความไปคนละทิศคนละทาง
‘นักเขียนสายหดหู่ขอทักทายทุกคน!’
‘อาจารย์ปู่เยโหวคงเข้าใจสายเยียวยาผิดไปแน่ๆ (หมอกหนา)’
‘ใครบางคนเขียน ‘บทกวีแห่งแสงตะวัน’ ขึ้นมา แล้วเริ่มสับสนว่าตัวเองอยู่สายไหนซะแล้ว (ขำ)’
‘ตอนแรกฉันก็คิดแบบนั้น แต่พออ่าน ‘สามีภรรยาที่ห่างไกล’ ก็เผยธาตุแท้ออกมาทันที’
‘พวกเธอโดนหลอกแล้ว ‘บทกวีแห่งแสงตะวัน’ น่ะมนุษย์สูญพันธุ์ไปแล้วนะ พวกเธอซาบซึ้งกับหุ่นยนต์ จนลืมธาตุแท้ด้านมืดของหมอนี่ไป!’
‘ถ้า ‘นิตยสารสืบสวนปริศนา’ ฉบับหน้าไม่มีนาย ฉันไม่อ่าน!’
‘ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก ตอนนี้อาจารย์โหวแห่งราตรีกลายเป็นตัวหลักของนิตยสารไปแล้ว’
‘อนาคตอาจารย์ปู่เยโหวจะเขียนเรื่องยาวไหม?’
‘เรื่องขนาดกลางก็ยังดี เรื่องสั้นอ่านไม่จุใจเลย!’
‘ไม่จำเป็นต้องฝืนเขียนหรอก ถนัดอะไรก็เขียนไปเถอะ ยังไงฉันก็สนับสนุน!’
‘ฉบับหน้านายจะเป็นโหวราตรีขาวหรือโหวราตรีมืดกันละ?’
ในช่องคอมเมนต์คึกคักมาก
เดิมทีหลินจือไปคิดว่าจะเลือกตอบคอมเมนต์บางส่วน แต่คิดอีกทีก็ล้มเลิกไป ถ้าเซอร์ไพรส์เฉลยล่วงหน้าก็ไม่เรียกว่าเซอร์ไพรส์สิ
แต่โหวราตรีมืด โหวราตรีขาวนี่มันอะไรกัน?
อาจเพราะมีอะไรในใจ พอเห็นมีคนพูดถึง ‘โหวราตรีขาว’ หลินจือไปก็สะดุ้งโหยง
อย่าโป๊ะแตกนะ นามแฝงนี้ห้ามมีคำว่า ‘ไป๋’ เด็ดขาด
โชคดีที่ผู้อ่านแค่ล้อเล่น จะว่าไป ‘บทกวีแห่งแสงตะวัน’ ก็ชวนให้สับสนจริงๆ
ความจริงแล้ว ในรวมเรื่องสั้นสายดาร์กของโอตสึ อิจิชุดนี้ ‘บทกวีแห่งแสงตะวัน’ เป็นเรื่องเดียวที่ค่อนข้างอบอุ่น หลินจือไปเลือกลงเรื่องนี้ในฉบับนี้ก็เพื่อไม่ให้ทุกคนตีกรอบเขาเร็วเกินไป
อยากให้ผู้อ่านรู้ว่าปู่เยโหวไม่ได้เขียนแค่เรื่องแนวมืดมน สยองขวัญ และชวนขนลุกเท่านั้น นี่ก็เป็นการปูทางสำหรับการเขียนนิยายแนวอื่นในอนาคตด้วย
เป้าหมายสำเร็จแล้ว ให้รางวัลตัวเองด้วยการลงเรื่องสั้นแนวมืดมนสยองขวัญอีกสองเรื่องในฉบับหน้าละกัน
อย่างเช่น ‘อาเบล’ หรือ ‘เจ็ดห้อง’? ตัดสินใจแบบแฮปปี้ตามนี้แหละ!
หลินจือไปส่งต้นฉบับสองเรื่องสั้นนี้ให้เจียงเฉิงทันที เพื่อลงใน ‘นิตยสารสืบสวนปริศนา’ ฉบับหน้า
หลังจากส่งนิยายไป หลินจือไปเปิดดูผลงานของ ‘หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด’ ในชาร์ตประจำฤดูกาล
อันดับที่ 305 ในชาร์ตประจำฤดูกาล
หลินจือไปขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีการโปรโมตคงจะลำบากจริงๆ
ภาพที่ ‘หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด’ พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไร้การโปรโมตทันทีที่เผยแพร่ไม่ได้เกิดขึ้น
เฮ้อ เอาเถอะ หลินจือไปเองก็รู้ว่าภาพฝันแบบนั้นทำได้แค่คิด
ต่อให้เป็นเพลง ‘ชิงฮวาจือ’ [1] ถ้าเป็นมือใหม่ไม่มีรากฐานในวงการ เผยแพร่โดยไม่มีการโปรโมต ก็อย่าหวังจะสร้างกระแสอะไรได้ในเวลาไม่กี่วัน
อาทิตย์ลับขอบฟ้า จู่ๆ กรุปครอบครัวของหลินจือไปก็มีการแจ้งเตือนข้อความเด้งขึ้นมา
พี่ชายประกาศในกลุ่มด้วยความตื่นเต้น ว่ารายการวาไรตี้ใหม่ของเขาได้ตกลงตารางกับบรรดานักร้องเรียบร้อย กลางเดือนก็เริ่มถ่ายทำจริงได้แล้ว
หลังจากนั้น พ่อโผล่มาในกลุ่ม ส่งรูปวิวมาพร้อมกับบอกว่ากำลังเลือกโลเคชันกับทีมงาน
เสี่ยวเฮย: นี่ที่ไหน?
พ่อ: กวางโจว เมืองฉีโจว
หลินจือไปประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าละครเรื่องนี้ต้องไปถ่ายทำถึงฉีโจว
จากนั้นพ่อก็อธิบายเหตุผล: ละครเรื่องนี้สมมติเมืองขึ้นมาให้อารมณ์คล้ายฉีโจว เพราะตัวร้ายชอบกินบะหมี่ขาหมูมาก พ่อเลยต้องจัดตามบทเป๊ะๆ
หลินจือไป: …
ตัวร้ายที่ว่าคือเกาฉี่เฉียง พี่เฉียงคนนี้ชอบกินบะหมี่ขาหมูจริงๆ
ถ้าตอนเขียนบท เปลี่ยนเป็นอาหารอย่างอื่น พ่อก็คงถ่ายทำที่ฉินโจวได้?
แน่นอนว่าความคิดนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ หลินจือไปไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงบทตามใจตัวเอง อีกอย่างพอพ่อเริ่มถ่ายทำก็ต้องเดินทางไปทั่วทุกสารทิศอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับบทละครนี้ที่ถูกระบบแก้มาแล้วหนึ่งครั้ง
ใช่แล้ว บทเคยถูกแก้ไข
ตามที่เฟยหงบอกไว้ ในเวอร์ชันละครโทรทัศน์ต้นฉบับได้เปลี่ยนบทในช่วงหลังเพื่อให้ผ่านการตรวจสอบ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร ดังนั้นเวอร์ชันนี้จึงเป็นฉบับที่ระบบแก้ไขปรับปรุงมาอย่างละเอียด ซึ่งใกล้เคียงกับบทต้นฉบับที่เคยเผยแพร่ในโลกออนไลน์ชาติที่แล้วมาก…
เวลานี้ กลุ่มแชตมีข้อความใหม่เข้ามาอีก
พี่สาว: @พ่อ หานักแสดงได้แล้วเหรอ?
พ่อ: พระเอกน่ะโปรดิวเซอร์เป็นคนเลือก เป็นนักแสดงแถวหน้าที่ฝีมือดีมาก ส่วนตัวร้ายหลักพ่อเป็นคนเลือกเอง หมอนี่ฝีมือการแสดงสุดยอด แต่เล่นกับพ่อมาหลายเรื่องแล้วยังไม่ดัง เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนทั้งสำหรับเขาและพ่อเลย!
แม่: ดูแลสุขภาพด้วยนะ!
พี่ชาย: คนอื่นสนใจแค่ว่าพ่อจะบินสูงแค่ไหน มีแค่แม่ที่ห่วงว่าพ่อจะเหนื่อยหรือเปล่า-
เสี่ยวเฮย: 555
การเลือกนักร้องเปิดตัวรายการวาไรตี้ครั้งแรกนั้นสำคัญมาก
ทุกคนเป็นตัวเลือกที่หลินจือไปหารือรวมกันกับพี่ชายและพี่สาว หลินจือไปจึงวางใจ
ส่วนการคัดเลือกนักแสดงละครโทรทัศน์นั้นสำคัญยิ่งกว่า แต่หลินจือไปไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม เพราะเขาเชื่อว่าสายตาพ่อเฉียบคมมากอยู่แล้ว
เชื่อว่าพ่อคุม ‘The Knockout’ ให้อยู่หมัดได้อย่างแน่นอน
สงสัยคนอย่าใช้ ใช้คนอย่าสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นเป็นพ่อลูกกัน
เวลานี้เอง จู่ๆ หลินจือไปก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวข้างนอก
เขาแหวกม่านมองลงไป เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังแบกอุปกรณ์บางอย่างมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังข้างๆ
หลินจือไปสายตาดีมาก พอสังเกตดูดีๆ อุปกรณ์ที่คนกลุ่มนี้ถือน่าจะเป็นกล้องถ่ายหนังหรืออะไรทำนองนั้น ยังมีขาตั้งกล้องด้วย
ถ่ายละครเหรอ? ดูแล้วไม่น่าใช่นะ
มีแค่ไม่กี่คน แถมดูยังหนุ่มสาวอายุพอๆ กับตน ถ่ายคลิปสั้นอาจพอเป็นไปได้
ไม่มีอะไรทำพอดี หลินจือไปจึงคว้าเสื้อตัวใหญ่มาสวมคลุมแล้วลงไปดูข้างล่าง เพราะคนกลุ่มนั้นเข้าไปในสวนของบ้านพักหลังข้างๆ แล้ว
เหมือนจะเป็นเพื่อนบ้าน?
[1] ชิงฮวาจือ (青花瓷) เพลงจีนที่มีชื่อเสียง ขับร้องโดย Jay Chou เนื้อเพลงโดย Fang Wenshan