ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 63 เพื่อนรัก
ตอนที่ 63 เพื่อนรัก
เวลานี้อาทิตย์เพิ่งลับขอบฟ้า กลุ่มวัยรุ่นไม่กี่คนเดินเข้าไปในสวนของบ้านพักที่อยู่ติดกับบ้านของหลินจือไป
เด็กสาวที่เป็นหัวหน้ากลุ่มกำลังจะเปิดประตู แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างหลัง
“เอ๊ะ?”
กลุ่มวัยรุ่นหันกลับไปตามเสียง
เด็กสาวที่อยู่หน้าสุดหันมาเห็นหลินจือไป สีหน้าก็อึ้งไป ก่อนจะร้องขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ
“หลินจือไป?”
ทันทีที่สิ้นเสียง ชายหนุ่มผมสั้นที่อยู่ข้างหลังเด็กสาวก็พุ่งเข้ามาหาหลินจือไปทันที พร้อมตะโกนอย่างตื่นเต้นว่า
“พี่ไป!”
หลินจือไปมองเด็กหนุ่มที่พุ่งมาจนถึงตรงหน้าเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มพลางตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ
“ไม่ได้เจอกันนานเลย ผอมลงกว่าแต่ก่อนอีกแฮะ”
เมื่อครู่มัวแต่สนใจเด็กสาวคนนั้น จนไม่ได้สังเกตเลยว่าชายหนุ่มคนนี้ก็อยู่ในกลุ่มด้วย
ชายหนุ่มมีชื่อว่าเฟิงซั่ว เขาเป็นหนึ่งในเพื่อนซี้สมัยมัธยมต้นของหลินจือไป เฟิงซั่วไว้ผมสั้นหน้าผากกว้าง ดูสะดุดตา ให้ความรู้สึกแข็งแรงบึกบึน
เวลานี้เฟิงซั่วตื่นเต้นสุดๆ ปากของเขารัวจ้ออย่างกับปืนกล
“พี่ไปนั่นแหละเปลี่ยนไปเยอะเลย ตอนนี้เป็นหนุ่มหล่อเต็มตัวแล้ว! ถ้าเสี่ยวหน่วนไม่เตือนฉันคงไม่กล้าทัก ก่อนหน้านี้เสี่ยวหน่วนบอกว่านายบาดเจ็บ ฉันติดต่อไปตั้งหลายหน นายก็ไม่สนใจเลย ใจร้ายเกินไปแล้ว เรื่องหนักหนาขนาดไหนกัน แม้แต่พี่น้องก็ไม่รู้จักกันแล้ว!”
“ฉันผิดเอง…”
หลินจือไปตบไหล่เฟิงซั่วเบาๆ อีกครั้ง
กำลังจะพูดอะไรต่อ แต่จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีมือมาปิดตาจากด้านหลัง
กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาแตะปลายจมูก ข้างหูได้ยินสำเนียงอ่อนหวานที่แม้จะแปลกใหม่แต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคย
“ทายสิว่าฉันเป็นใคร!”
“เธอทายสิว่าฉันจะทายหรือไม่ทาย”
มุมปากหลินจือไปยกยิ้มนิดๆ เสียงนั้นก็เผยแววหยอกเย้า
“นายทายสิว่าฉันจะทายว่านายทายหรือไม่ทาย”
หลินจือไปเอื้อมมือไปจับแขนอ่อนนุ่มคู่นั้นแล้วแกะออก จากนั้นก็หันตัวไปมองเด็กสาว สีหน้ากลับอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะหลุดขำออกมา
เด็กสาวคนนี้ก็คือคนที่กำลังจะเปิดประตูเมื่อครู่นั่นเอง
ตอนนี้หลินจือไปแทบจะเชื่อมโยงภาพลักษณ์ปัจจุบันของเธอ กับเด็กหญิงที่เคยอ้วนกลมในความทรงจำไม่ได้เลย แม้เขาจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครแล้วก็ตาม เขาตะโกนชื่อเธอออกมาพร้อมกับหัวเราะลั่น
“หยิ่นตงหน่วน”
เดิมทีหยิ่นตงหน่วนยิ้มบางๆ เปี่ยมไปด้วยความสง่างามและความเป็นกุลสตรี แต่พอได้ยินเสียงหัวเราะของหลินจือไป สีหน้ากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดวงตากลมงามจ้องเขม็ง
“ห้ามจินตนาการภาพฉันตอน ม.ต้น นะ!”
หลินจือไปพูดติดตลกว่า
“เธอรู้ได้ไงว่าฉันกำลังคิดอะไร?”
หยิ่นตงหน่วนเชิดใบหน้าเล็กขนาดราวฝ่ามือขึ้น
“ฉันไม่ใช่แค่รู้ว่านายคิดอะไรอยู่ ยังรู้ด้วยว่านายต้องแอบคิดแน่ๆ ว่า ยัยหนูคนนี้ไปดูดไขมันหรือศัลยกรรมหน้ามาหรือเปล่า!”
“ข้อหามโนไปเองสินะ”
หลินจือไปยักไหล่ไปทางเฟิงซั่ว เฟิงซั่วหัวเราะร่า
“ตอนที่ฉันเจอเสี่ยวหน่วนครั้งแรกเมื่อไม่นานนี้ ก็แบบนี้…”
พูดไปได้ครึ่งเดียว เฟิงซั่วก็หยุดลงอย่างรู้ความ
หยิ่นตงหน่วนเหลือบมองเฟิงซั่วปราดหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหลินจือไป แล้วลูบผมให้เข้าที่ หันโชว์ใบหน้าที่สมบูรณ์แบบอย่างแยบยล
“ไม่รู้เหรอว่าสาวๆ พอโตขึ้นก็เปลี่ยนไปได้เยอะนะ”
“เอาละ”
หลินจือไปยิ้มพลางพูดว่า
“ตอนฝึกทหาร ได้ยินเพื่อนพูดถึงตำนานของเธอด้วย ว่าที่โรงเรียนมีเทพธิดาคนหนึ่งชื่อหยิ่นตงหน่วน ดูเหมือนว่ายัยหนูน้อยที่เอาแต่บ่นว่าจะลดน้ำหนักในตอนนั้นจะทำสำเร็จแล้วสินะ”
หยิ่นตงหน่วนพูดอย่างงอนๆ
“ที่แท้นายก็รู้ว่าฉันอยู่ที่วิทยาลัยฉินโจวเหมือนกันนี่”
หลินจือไปได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของอีกฝ่ายก็แอบถอนหายใจ สายตากวาดผ่านใบหน้าของเธอและเฟิงซั่ว
“เมื่อสามปีก่อน ฉันได้รับบาดเจ็บที่หัว เรื่องนี้พวกเธอคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว ตอนนั้นฉันต้องนอนพักรักษาตัวบนเตียงอยู่นาน ไม่อยากติดต่อกับโลกภายนอก ทีแรกคิดว่าอยากรอให้ถึงช่วง ม.ปลาย แล้วค่อยเล่าเรื่องนี้ให้พวกเธอฟัง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเธอย้ายโรงเรียนไปเสียก่อน…”
หลินจือไปอธิบาย ที่จริงก็โทรหาได้อยู่หรอก แต่ว่าช่วงนั้นสภาพจิตใจเขาปิดกั้นมาก จึงขาดการติดต่อกับสองเพื่อนรักที่ดีที่สุดสมัยมัธยมต้นไป
“ทำไงได้ละ”
เฟิงซั่วยิ้มเจื่อน
“ฉันบอกพี่ไปแล้วนี่ว่าที่บ้านมีปัญหาทางธุรกิจ ส่งไปโรงเรียนเอกชนแพงๆ อีกไม่ไหว ก็เลยไปเรียน ม.ปลาย ธรรมดา แล้วหลังจากนั้นฉันก็ไม่กล้าติดต่อนายอีก ส่วนเสี่ยวหน่วนฉันก็เพิ่งเจอตอนฝึกทหารที่วิทยาลัยถึงได้…”
เฟิงซั่วไม่ได้พูดอย่างชัดเจน แต่หลินจือไปเข้าใจความหมายดี ไม่มีอะไรนอกจากบ้านเฟิงซั่วในอดีตเคยมีเงิน แต่หลังจากฐานะทางบ้านย่ำแย่ลงก็รู้สึกด้อยค่า กลัวเพื่อนๆ ดูถูกตนเอง เด็กๆ มักอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้
“ส่วนฉัน นายก็รู้อยู่”
หยิ่นตงหน่วนเบะปากกล่าวว่า
“ไม่อยากอยู่ใกล้พี่ชายตัวแสบพวกนั้น ก็เลยไปเรียน ม.ปลาย ที่อูโจวซะเลย ฉันส่งข้อความหานายเยอะแยะ แต่นายก็ไม่ตอบฉันสักครั้ง”
“มันผ่านไปแล้ว”
เฟิงซั่วหัวเราะร่า
“พวกเราสามคนก็ยังเหมือนตอน ม.ต้น นั่นแหละ!”
ม.ต้น? หยิ่นตงหน่วนมองไปที่หลินจือไป แววตาสั่นไหวเล็กน้อย
หลินจือไปในตอนนั้น ถ้าจะพูดให้ดูดีหน่อยก็คือเป็นเด็กอัธยาศัยดี ร่าเริง และกระตือรือร้น แต่ถ้าพูดตรงๆ ก็คือซน ดื้อ และอยู่ไม่สุข ตอนนั้นคุณครูทั้งรักและเกลียดเขาในเวลาเดียวกัน
รักที่หลินจือไปเป็นเด็กฉลาด คว้าอันดับหนึ่งทุกวิชา เกลียดที่หลินจือไปชอบก่อเรื่องวุ่นวายตลอด
ตั้งแต่สมัยมัธยมต้น เขาก็กล้าพาเธอกับเฟิงซั่วโดดเรียนแล้ว ในงานประชุมผู้ปกครอง คนที่ถูกชมเชยมากที่สุดคือหลินจือไป และคนที่เขียนใบสำนึกผิดมากที่สุดในห้องก็ยังเป็นหลินจือไป
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ หลินจือไปในสมัยมัธยมต้น เป็นเด็กหนุ่มที่เปล่งประกายที่สุดในใจของสาวๆ ตอนนั้น
“สมัย ม.ต้น พวกเธอสองคนอ้วนกันทั้งคู่เลย”
หลินจือไปแฉเรื่องในอดีตของทั้งคู่ ตอนนั้นไม่ใช่แค่หยิ่นตงหน่วนที่อ้วนกลม แต่เฟิงซั่วก็อ้วนกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมาก เพื่อนร่วมชั้นไม่ค่อยอยากเล่นกับพวกเขา อาจจะเรียกว่ามีการแบ่งแยกอยู่บ้าง
กลับเป็นหลินจือไปที่ชอบชวนทั้งคู่ไปทำกิจกรรมต่างๆ แถมยังเคยกระตุ้นให้พวกเขาลดความอ้วนอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยสำเร็จเลย คาดไม่ถึงว่าเวลาผ่านไปสามปี เพื่อนซี้สองคนกลับผอมลงทั้งคู่
แต่หยิ่นตงหน่วนไวต่อคำว่า “อ้วน” มาก แค่ได้ยินก็ไม่พอใจแล้ว เธอขยี้ผมของหลินจือไปอย่างแรง ส่วนเฟิงซั่วค่อนข้างเกรงใจ ไม่กล้าลงมือ แต่ก็มีท่าทีอยากลองอยู่เหมือนกัน
“เฮ้ย!”
หลินจือไปห้ามหยิ่นตงหน่วนจากการเล่นซุกซน
“ตอนนี้โตแล้วนะ ชายหญิงต้องรักษาระยะห่าง เข้าใจไหม?”
“เมื่อก่อนนายไม่ได้มองฉันเป็นผู้หญิงเลยนะ”
หยิ่นตงหน่วนหยุดชะงัก พึมพำเบาๆ ประโยคหนึ่ง ใบหน้ากลับมีสีแดงขึ้นเล็กน้อย รีบหันไปอีกทาง ทุกคนต่างก็โตขึ้นแล้วจริงๆ
“พวกนาย มาทางนี้เร็ว!”
เฟิงซั่วหันไปตะโกนบอกกลุ่มคนที่กำลังยืนดูอยู่ข้างหลัง
“พี่ไป!”
พวกนั้นรีบเอ่ยปาก เพราะพวกเขาตามเฟิงซั่วมา ถึงทำให้มีโอกาสรู้จักคุณหนูจากตระกูลมหาเศรษฐีอย่างหยิ่นตงหน่วน ส่วน “พี่ไป” คนนี้แค่ดูก็รู้ว่าเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่เหมือนกัน แค่บรรยากาศรอบตัวก็ดูแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป
หลินจือไปยิ้มและพยักหน้าให้พวกเขา จากนั้นถามว่า
“พวกนายกำลังจะทำอะไรเหรอ?”
“เฟิงซั่วจะถ่ายคลิปสั้น เลยขอยืมบ้านฉันใช้ ฉันก็ตกลง ว่าแต่นายละมาทำอะไรที่นี่?”
“ที่นี่บ้านฉัน”
หลินจือไปใช้ปากพยักพเยิดไปทางที่พักของตัวเอง เฟิงซั่วตกใจ
“นี่พวกนายเล่นละครกันหรือไง บังเอิญขนาดนี้เลย เพื่อนซี้สมัยมัธยมต้น เจอกันอีกทีหลังจากผ่านไปหลายปี ก็กลายเป็นเพื่อนบ้านกัน?”
“ก็แบบนั้นแหละ”
หลินจือไปถอนหายใจ
“หมู่บ้านที่ดีที่สุดใกล้สถาบันวิทยาลัยฉินโจวก็คือที่นี่”
“เพราะงั้น ที่นี่คือทางเลือกเดียวของพวกคนรวยอย่างเรา ภายนอกดูเหมือนบังเอิญ แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้”
หยิ่นตงหน่วนเสริม แน่นอนคำว่าคนรวยคือการหยอกล้อ
“พวกคนรวยน่ารำคาญจริงๆ!”
เฟิงซั่วแกล้งทำหน้าหมั่นไส้
“พวกเธอสองคนอยู่ห่างๆ ฉันเลย ฉันมันพวกอิจฉาคนรวย!”
พูดจบ ทั้งสามก็พากันหัวเราะขำขัน หลินจือไปถามเฟิงซั่วด้วยความสงสัย
“ทำไมอยู่ดีๆ นายถึงเริ่มถ่ายวิดีโอสั้นละ?”
เฟิงซั่วพูดอย่างกลัดกลุ้ม
“พ่อฉันติดหนี้หัวโต ตอนนี้ที่บ้านก็โล่งจนแทบไม่มีอะไรเหลือ เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนฝึกทหารฉันบังเอิญเจอเสี่ยวหน่วน ก็เลยหน้าด้านเข้าไปทัก โชคดีที่พี่หน่วนเห็นแก่หน้า ไม่เพียงให้เงินฉันยืมก้อนหนึ่ง ยังให้ฉันยืมบ้านเธอถ่ายวิดีโอด้วย”
“ใช้ได้เลยนะ เสี่ยวหน่วน”
หลินจือไปยิ้ม
“งั้นอย่ามัวยืนกันอยู่ตรงนี้เลย เข้าไปดูกันเถอะ”
“ฉันเปิดประตูเอง”
หยิ่นตงหน่วนเดินไปเปิดประตูแล้วพาทุกคนเข้าไปข้างใน บ้านหลังนี้แทบไม่ต่างจากของหลินจือไปเลย การตกแต่งก็หรูหราไม่แพ้กัน เฟิงซั่วและพวกหนุ่มๆ อุทานออกมาด้วยความทึ่ง เพราะในชีวิตจริงไม่เคยเห็นบ้านที่ดีแบบนี้มาก่อน
“พวกนายตามสบายเลยนะ ที่นี่ไม่มีอะไรเลี้ยงรับรองเลย หลังจากตกแต่งเสร็จก็ยังไม่เคยอยู่”
“เดี๋ยวไปกินข้าวบ้านฉันละกัน”
หลินจือไปพูดพลางหยิบโทรศัพท์โทรหาป้าหลิว อย่างไรก็อยู่ข้างๆ กัน จะไปกินที่นั่นก็สะดวกดี
“ขอไปแจมกินฟรีด้วยละกัน!”
หยิ่นตงหน่วนหัวเราะคิกคัก
พวกหนุ่มๆ ที่ตามเฟิงซั่วมารู้กาลเทศะดี จึงบอกว่าไม่ต้องห่วงพวกเขา ส่วนเฟิงซั่วลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง ทั้งสามคนได้เจอกันอีกครั้งหลังจากผ่านไปนาน ย่อมมีเรื่องให้พูดคุยกันมากมาย
การถ่ายวิดีโอสั้นใช้เวลาไม่นาน หลินจือไปเหลือบสายตามองแวบหนึ่ง เป็นวิดีโอสั้นที่มีเนื้อเรื่องแฝง แต่เนื้อหาก็ธรรมดาทั่วไป
“ฉันเรียนสาขาผู้กำกับนะ”
เฟิงซั่วเห็นว่าหลินจือไปสงสัยจึงอธิบาย
“ถ่ายวิดีโอสั้นหารายได้เสริม บ้านของเสี่ยวหน่วนเข้ากับเนื้อเรื่องพอดี ดีกว่าที่ฉันไปเช่าเองซะอีก เพราะสถานที่แพงเกินไปเช่าไม่ไหว”
หลังจากถ่ายเสร็จ พวกหนุ่มๆ ก็แยกย้ายกลับไปก่อน ส่วนหลินจือไปก็พาสองเพื่อนสนิทกลับมาที่บ้านของตัวเอง ทั้งสามคนนั่งลงข้างโซฟา หยิ่นตงหน่วนมองไปที่หลินจือไป ก่อนจะพูดอย่างลังเล
“ตอนนี้ร่างกายนาย…”
“หายดีแล้วละ”
“เมื่อกี้ฉันไม่กล้าถาม กลัวจะไปสะกิดแผลใจพี่ไป เสี่ยวหน่วนบอกว่าตอนนั้นนายบาดเจ็บสาหัสมาก”
เฟิงซั่วถอนหายใจโล่งอก
“ห่วงฉันขนาดนี้เชียว”
หลินจือไปยิ้มเล็กน้อย ผายมือให้ทั้งสองหยิบผลไม้กิน หยิ่นตงหน่วนปอกกล้วยพลางพูดว่า
“ในแวดวงมีข่าวลือเรื่องของนายอยู่นะ ว่าพวกพี่ชายของนายลงมือหนักเกินไป ยิ่งกว่าพวกพี่ชายฉันอีก”
“พวกตระกูลใหญ่แบบพวกนาย ความสัมพันธ์ในครอบครัวนี่เปราะบางจริงๆ แวดวงก็นินทากันเก่งไม่เบา”
เฟิงซั่วหัวเราะเยาะอย่างไม่ปรานี ตอนนี้เขาเริ่มผ่อนคลายขึ้น ไม่ได้เกร็งเหมือนแต่ก่อนแล้ว
“อีกอย่างนะ ตอน ม.ต้น ฉันมีคำถามที่อยากถามพวกเธอมานานแล้ว พวกเธอสองคนคบกันที่บ้านโอเคเหรอ?”
“นี่นาย อะไรคือที่บอกว่าพวกเราคบกัน?”
หยิ่นตงหน่วนหัวใจกระตุกวูบ
“อ้าว นี่เธอ เขินอยู่เหรอ?”
หลินจือไปมองหยิ่นตงหน่วนด้วยความแปลกใจ เฟิงซั่วก็เย้า
“พี่หน่วนของเราคงไม่ได้ชอบพี่ไปหรอกนะ”
“พูดจริง?”
หยิ่นตงหน่วนกลับทำหน้าจริงจัง มองหลินจือไปอย่างตั้งใจแล้วพูดว่า
“สมัย ม.ต้น ฉันก็มีความรู้สึกอยู่นิดหน่อย แต่ตอนนั้นเด็กมาก พอตอนนี้มาคิดดูก็เหมือนเป็นความซาบซึ้งที่มีคนยินดีพาฉันไปเล่นด้วย ตอนนั้นฉันไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง… หลินจือไป ถึงนายจะร้ายลึก แผนเยอะยิ่งกว่าพวกเรารวมกันเสียอีก แต่ก็เป็นผู้ชายใจดีคนหนึ่งจริงๆ นะ”
“ได้บัตรคนดีมาแล้ว”
หลินจือไปยิ้ม
“สมัย ม.ต้น พี่ไปนี่เหมือนพระเอกในการ์ตูนมังงะสำหรับสาวๆ ไม่มีผิด… แต่ที่ฉันอยากถามคือพวกเธอสองคน คนหนึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งหนานเซิน อีกคนเป็นคุณชายแห่งเสินฮว่า คบกันที่บ้านจะยอมเหรอ?”
เฟิงซั่ววกกลับมาที่คำถามเดิม
“ดูละครให้น้อยลงหน่อยเถอะ ปู่ฉันกับปู่เธอก็นัดดื่มชาด้วยกันบ่อย อีกอย่างเรื่องเด็กๆ ผู้ใหญ่ก็ไม่มายุ่งหรอก แต่แน่นอนในแวดวงธุรกิจถือเป็นคู่แข่งกัน ความสัมพันธ์จะแย่ลงได้ทุกเมื่อก็เป็นเรื่องปกติ”
“เราสองคนคงเป็นคู่แข่งกันไม่ได้หรอก ต่อไปพี่ไปของเราจะได้สืบทอดธุรกิจของเสินฮว่าหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”
หยิ่นตงหน่วนส่ายหัว เธอพอจะรู้สถานการณ์ที่บ้านหลินจือไปอยู่
“แล้วเธอละ?”
หลินจือไปหันไปถามหยิ่นตงหน่วน
“ฉันเริ่มรับช่วงงานบางอย่างแล้ว”
หยิ่นตงหน่วนตอบ
“เด็กสาวฝีมือไม่ธรรมดา”
หลินจือไปเอ่ยปากชมประโยคหนึ่ง หยิ่นตงหน่วนส่งเสียงฮึเบาๆ
“ถ้านายเอาใจฉันเยอะๆ ไม่แน่ฉันอาจจะช่วยนายชิงมรดกมาก็ได้ หนานเซินกับเสินฮว่าก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยร่วมงานกัน”
“ฉันก็แค่เป็นนักศึกษาธรรมดาๆ”
หลินจือไปพูดออกมาอย่างนั้น