ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 64 แผนคุนเผิง
ตอนที่ 64 แผนคุนเผิง
เฟิงซั่วและหยิ่นตงหน่วนทานมื้อเย็นที่บ้านของหลินจือไป
ทานเสร็จได้ไม่นาน เฟิงซั่วก็รีบร้อนจะกลับ
“วิดีโอที่ถ่ายวันนี้ ฉันต้องกลับไปตัดต่อหน่อย…”
“กลับดีๆ นะ”
หลินจือไปอยากไปส่ง แต่เฟิงซั่วดันเขาไว้ที่หน้าประตู
“จะเกรงใจเป็นคนอื่นทำไมกัน”
“ไปเถอะๆ”
หลินจือไปจึงไม่ยืนกรานอีก แค่โบกมือให้
หยิ่นตงหน่วนก็โบกมือเช่นกัน
“คืนนี้ฉันไม่กลับแล้ว”
เฟิงซั่วส่งเสียง ‘จิ๊ๆ’ อย่างมีนัย
หยิ่นตงหน่วนกล่าวอย่างสุขุมเป็นขั้นเป็นตอน
“ฉันมีบ้านหลังใหญ่ขนาดนั้นอยู่ข้างๆ ถ้าไม่อยู่ก็เสียของเปล่านะ”
เฟิงซั่วยิ้มหน้าทะเล้นแล้วเดินออกไป
ในห้องนั่งเล่นเหลือเพียงหลินจือไปกับหยิ่นตงหน่วน
ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง
หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันสินะ
ตอนแรกคุยกันสามคนอย่างสนุกสนาน อยู่ดีๆ ก็มีคนหนึ่งขอตัวไปก่อน…
คนที่เหลือสองคนมักจะตกอยู่ในบรรยากาศกระอักกระอ่วนอย่างอธิบายไม่ถูก
ตอนนี้หลินจือไปกับหยิ่นตงหน่วนก็กำลังเจอสถานการณ์แบบนี้
ความจริงสองคนนี้สนิทกันมาก รู้จักกันตั้งแต่สมัยประถม ส่วนเฟิงซั่วเพิ่งมาเจอตอนมัธยมต้น
ถ้าไม่ใช่เพราะหลินจือไป เฟิงซั่วกับหยิ่นตงหน่วนก็คงไม่ได้เป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ
อีกอย่างหลินจือไปกับหยิ่นตงหน่วนก็อยู่ในแวดวงสังคมเดียวกัน ครอบครัวของทั้งคู่ทำธุรกิจบันเทิงและสื่อ จึงรู้เบื้องลึกเบื้องหลังครอบครัวกันเป็นอย่างดี
แต่ทั้งสองไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว
พอมาเจอกันอีกทีต่างคนต่างโตขึ้น อีกทั้งตอนนี้ยังเป็นชายหญิงที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง มีทั้งความรู้สึกที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย บรรยากาศเลยดูแปลกๆ
“ออกไปเดินเล่นไหม?”
หลินจือไปเสนอ
“ดีเลย พาฉันเดินดูรอบๆ หน่อย ฉันยังไม่คุ้นที่นี่เท่าไหร่”
หยิ่นตงหน่วนลุกขึ้น ความสงางามและความเป็นกุลสตรีกลับมาอีกครั้ง
ทั้งสองออกจากบ้าน
หลินจือไปพาหยิ่นตงหน่วนเดินเลียบแม่น้ำในหมู่บ้าน ตรงนั้นมีสวนสาธารณะเล็กๆ เหมาะจะเดินเล่นตอนกลางคืนมาก
หลินจือไปเดินนำหน้า
หยิ่นตงหน่วนเดินตาม มองแผ่นหลังคนข้างหน้า แล้วพูดด้วยความรู้สึกบางอย่างว่า
“จำได้ว่าตอน ม.ต้น นายสูงแค่ร้อยเจ็ดสิบสองเอง ตอนนี้ตั้งร้อยแปดสิบกว่าๆ แล้วนะ”
“เธอเองก็สูงขึ้นเหมือนกัน”
“ประเด็นมันไม่ใช่เรื่องส่วนสูงสักหน่อย”
หยิ่นตงหน่วนพูดเสียงเบา
“เมื่อก่อนฉันเอาแต่คิดว่าถ้าเราได้เจอกันอีกครั้ง นายจะมีปฏิกิริยายังไงตอนเห็นฉัน”
ความคิดแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
คงเพราะตอนมัธยมต้นหลินจือไปโดดเด่นเกินไป
ตอนเด็กๆ หยิ่นตงหน่วนเคยอ้วนกลมเหมือนลูกเป็ดขี้เหร่ แต่ตอนนี้เติบโตกลายเป็นหงส์ขาวเต็มตัวแล้ว ย่อมอดไม่ได้ที่อยากจะอวดโฉมต่อหน้าหลินจือไปบ้าง
“แปลกใจมาก”
หลินจือไปคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเสริมว่า
“พูดให้ถูกคือ น่าตะลึงมาก”
หยิ่นตงหน่วนส่ายหน้า
“ฉันมาคิดดูแล้ว ตอน ม.ต้น มีสาวสวยบ้านรวยตั้งหลายคนเขียนจดหมายรักให้นาย แต่ก็ไม่เห็นว่านายจะสนใจใครเลย ตั้งแต่เด็กนายน่ะเหมือนเจ้าชายในมังงะ ถูกสาวๆ รุมล้อมทะนุถนอม เพราะงั้นต่อให้ฉันสวยขึ้นแค่ไหน นายก็คงแค่รู้สึกแปลกใจเท่านั้น ไม่ต้องพูดว่าน่าตะลึงปลอบใจฉันหรอก”
“โตขึ้นจริงๆ แล้วสินะ”
หลินจือไปพูดอย่างเสียดาย
“ไม่หลงกลง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้วแฮะ”
หยิ่นตงหน่วนทำหน้าดุๆ ใส่ด้านหลังของหลินจือไป แต่พอหลินจือไปหันกลับมาก็พลันเก็บสีหน้า เผยรอยยิ้มสมบูรณ์แบบ
“พูดแบบนี้แล้วกัน”
หลินจือไปมองหยิ่นตงหน่วนอย่างจริงจัง
“ความจริงตอนเห็นเธอ ฉันรู้สึกดีใจมากกว่า เพราะในที่สุดเธอก็ทำตามความฝันสำเร็จ ฉันเลยอยากแสดงความยินดีกับเธอด้วย”
“ขอบคุณนะ! นายนี่น่าเบื่อก็ตรงนี้แหละ”
หยิ่นตงหน่วนคลายยิ้มลง
“บางทีเวลาอยู่กับนาย ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองถูกเปิดโปงหมดเปลือก ไม่มีความลับอะไรให้ซ่อนได้เลย”
ดูเหมือนเธอจะรู้สึกว่าคำพูดของตัวเองไม่ค่อยเหมาะสม หยิ่นตงหน่วนกระแอมเบาๆ
“นายโตเร็วกว่าเด็กทั่วไป เพื่อนรุ่นเดียวกันถูกนายมองออกง่ายไปหมด อย่างตอนนั้นฉันเคยขาดความมั่นใจ แต่นายก็คอยดูแลความรู้สึกของฉันเสมอ แต่นายรู้ไหม ยิ่งนายดูแลความรู้สึกฉันมากเท่าไหร่ ฉันกลับยิ่งรู้สึกต่ำต้อยลง เพราะงั้นฉันถึงย้ายโรงเรียน เพื่อเลี่ยงพวกน่ารำคาญก็ใช่ เพื่ออยู่ห่างนายก็ใช่ ไม่อย่างนั้นฉันก็คงเอาแต่พึ่งพานาย และต่อต้านการตามใจและการดูแลของนายไปพร้อมๆ กัน”
เมื่อพูดมาถึงตอนท้าย เสียงของหยิ่นตงหน่วนเริ่มเบาลง
หลินจือไปพยักหน้า ตอนนั้นเขาเองก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่มากพอ จึงไม่สามารถดูแลช่วยเหลืออย่างแนบเนียน และประเมินความอ่อนไหวของเด็กมัธยมต้นต่ำเกินไป
“ฉันยังเคยจินตนาการด้วยนะ”
หยิ่นตงหน่วนค่อยๆ เล่า
“ไม่แน่นายเจอฉันอีกครั้งอาจจะหวั่นไหวก็ได้ ถ้านายตามตื้อฉันขึ้นมาจะทำยังไงดีละ ควรตอบรับดีหรือไม่ควรตอบรับดี? ฉันคิดเรื่องนี้อยู่นานมาก ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดใจ”
“ถ้าฉันจีบเธอจริงๆ ล่ะ?”
“งั้นฉันก็คงตอบตกลงนายแน่ๆ”
หยิ่นตงหน่วนถอนหายใจ
“แล้วก็จะพยายามเป็นแฟนที่สมบูรณ์แบบของหลินจือไปให้ได้”
หลินจือไปอดไม่ได้ที่จะจิ้มหน้าผากเธอเบาๆ
“ตอบแทนบุญคุณสินะ?”
“ขอบคุณคุณชายที่ยื่นมือช่วยเหลือ ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดตอบแทน นอกจากถวายตัวรับใช้”
หยิ่นตงหน่วนแกล้งทำท่าเขินอายแบบสาวน้อย
หลินจือไปหยิบก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง แล้วปาให้กระดอนไปบนผิวน้ำ
“ไม่ต้องถึงขั้นถวายตัวหรอก คำพูดนี้เขายังมีอีกแบบว่า ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดตอบแทน จะขอเกิดเป็นวัวเป็นม้าทดแทนคุณในชาติหน้า”
“ฉันไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า”
“งั้นเธอเชื่ออะไรละ?”
“เชื่อนาย”
หลินจือไปจนปัญญา
“มีอะไรก็พูดดีๆ อย่ากวนสิ”
“จะเชื่อหรือไม่แล้วแต่นาย ยังไงนายก็ไม่เอาฉันเองนะ อย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน ฉันเปิดโอกาสให้นายแล้วนะ”
หยิ่นตงหน่วนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
บรรยากาศเริ่มเย็นลงเล็กน้อย เธอหดตัวด้วยความหนาว
หลินจือไปพูดด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าไม่อยากให้ฉันทำตัวเหมือนพระเอกละครถอดเสื้อคลุมให้เธอใส่ละก็ เราควรกลับได้แล้ว”
“ไปๆๆ”
หยิ่นตงหน่วนถูมือไปมา
หลินจือไปไปส่งหยิ่นตงหน่วนถึงลานบ้านของเธอ
“มีอะไรส่งข้อความมาหาฉันนะ”
“รู้แล้วน่า”
หยิ่นตงหน่วนเดินเข้าไปข้างใน แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันหลังกลับมา
“มีอะไรเหรอ?”
“นึกขึ้นได้เรื่องนึง เลยอยากบอกนายหน่อย ได้ยินปู่ฉันบอกมาว่า พี่ชายลูกพี่ลูกน้องคนโตของนายอาจจะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับองค์หญิงใหญ่ของเทียนกวง”
หลินจือไปขมวดคิ้วเล็กน้อย
แน่นอนว่าในสังคมปัจจุบันไม่มีคำเรียกว่า ‘องค์หญิงใหญ่’ จริงๆ หรอก
ก็แค่คำล้อเลียนในแวดวงธุรกิจที่ใช้เรียกหลานสาวของประธานเทียนกวงเท่านั้น
พี่สาวเคยพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าคู่แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ที่แน่นอนคือใคร
ที่แท้ก็คือเทียนกวง…
“สามบริษัทยักษ์ใหญ่ถ่วงดุลกันมานานมาก ถ้าพวกนายสองตระกูลแต่งงานกัน คนที่ควรกังวลที่สุดก็คือพวกเราหนานเซิน”
ขณะที่พูด หยิ่นตงหน่วนยื่นมือไปแตะคิ้วที่ขมวดของหลินจือไปเบาๆ
“อย่ากังวลเกินไป อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ เรื่องนี้มีแรงต่อต้านเยอะ ที่สำคัญองค์หญิงใหญ่ของเทียนกวงเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเองแต่ไหนแต่ไรมาอยู่แล้ว”
“อืม รีบไปพักผ่อนนะ”
หลินจือไปไม่ได้พูดอะไรไปมากกวานั้น
หยิ่นตงหน่วนมองตามแผ่นหลังหลินจือไปที่เดินจากไป พลันยิ้มออกมาคล้ายโล่งใจ
ว่าแล้วเชียว หมอนนี่ดูจะมีภูมิคุ้มกันต่อสาวสวย หรือแค่ฉันไม่ใช่สเปกของเขากันนะ?
ตามหลักแล้วก็ถือเป็นเรื่องดี เธอเคยกังวลจริงๆ ว่าถ้าหลินจือไปมาจีบตนขึ้นมาจะทำยังไง?
ตอนนี้ดูแล้วคงไม่ต้องกังวล แต่ทำไมในใจยังรู้สึกผิดหวังนิดๆ อยู่ละ?
ผู้หญิงนี่ซับซ้อนเกินไปแล้ว หยิ่นตงหน่วนเองก็รู้สึกว่าตัวเองซับซ้อน
ถ้าหลินจือไปคิดลึกซึ้งสักหน่อย บางทีอาจจะมองออกถึงความคิดเล็กๆ ของหยิ่นตงหน่วน
หยิ่นตงหน่วนรู้สึกโล่งใจ เพราะหลินจือไปไม่ได้มีความคิดแบบชายหญิงกับเธอ เธอก็ไม่ต้องฝืนตอบตกลงคบกันเพื่อรักษามิตรภาพอะไรแบบนั้น
เธอรู้ว่าตัวเองใจอ่อนเกินกว่าจะปฏิเสธหลินจือไปได้
ส่วนความรู้สึกผิดหวังก็เป็นเพราะหลินจือไปไม่ได้มองเธอแบบนั้นเช่นเดียวกัน
เหมือนกับเวลาไปงานเลี้ยงรุ่น นักเรียนบางคนที่สมัยเรียนไม่ค่อยโดดเด่น จะพยายามทำให้เพื่อนๆ หรือแม้แต่หนุ่มหล่อสาวสวยของห้องหันมองตนใหม่ด้วยความประหลาดใจ
ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ
หยิ่นตงหน่วนในตอนนี้เรียกได้ว่าเป็น ‘เทพธิดา’ ในทุกความหมาย ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว และไม่ได้สนใจจะทำด้วย
เพียงแต่ต่อหน้าหลินจือไป เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แตกต่างจากเมื่อก่อนเลย จะไม่รู้สึกผิดหวังได้ยังไง?
แน่นอนว่าหลินจือไปไม่ได้คิดลึกซึ้งถึงจิตใจของหยิ่นตงหน่วน ในหัวเขาตอนนี้คิดแค่ว่าถ้าเสินฮว่ากรุ๊ปกับเทียนกวงแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กันจริงๆ มันจะมีความหมายอย่างไรกับเขา
“เหมือนจะไม่มีอะไรนะ?”
พอกลับถึงห้องนอน หลินจือไปก็คิดออก
อย่างมากก็แค่สายตระกูลของลุงใหญ่มีอิทธิพลมากขึ้นในบริษัท ครอบครัวของเขาก็จะใช้ชีวิตลำบากขึ้น
แต่ปัญหาคือ ตอนนี้ครอบครัวของเขามีคุนเผิงคอยช่วยเหลือจากภายนอกแล้ว ไม่ต้องพึ่งรายได้จากลุงใหญ่อีกต่อไป
อีกอย่าง เทียนกวงแล้วอย่างไร?
ภารกิจของระบบกำหนดให้หลินจือไปกลืนกินเสินฮว่ากรุ๊ป
แต่ลำพังเพียงแค่เสินฮว่ากรุ๊ปบริษัทเดียว ไม่พอตอบสนองความทะเยอทะยานของหลินจือไปอีกแล้ว
ใช่แล้ว ตอนนี้เป้าหมายของหลินจือไปคือ เสินฮว่า เทียนกวง และยังมีหนานเซิน
พูดให้ชัดคือ เป้าหมายของหลินจือไปในตอนนี้ คือการฮุบอุตสาหกรรมบันเทิงทั่วทั้งฉินโจว!
นี่แหละคือความหมายที่แท้จริงของคุนเผิง หลินจือไปเรียกมันว่า ‘แผนคุนเผิง’
คนทั่วไปทำไม่ได้ แต่หลินจือไปมีระบบอยู่กับตัว เป้าหมายนี้จึงไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายก็แค่เรื่องเวลาว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น
มีโลกทั้งใบหนุนหลัง น่ากลัวกว่ามีแบ็คเป็นกลุ่มทุนใหญ่ไหนๆ เสียอีก!
บางทีต่อไปตนอาจจะเข้าหาหยิ่นตงหน่วนให้มากขึ้น หากจะกลืนกินหนานเซินคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีคนช่วย หาคนที่ไว้ใจได้จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
ส่วนหยิ่นตงหน่วนจะยอมช่วยไหม?
หลินจือไปก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน เพราะในแง่หนึ่งก็ถือเป็นการทรยศต่อหนานเซิน
แต่หยิ่นตงหน่วนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับพวกพี่ชาย
ถ้ามีคนต้องสืบทอดหนานเซิน หยิ่นตงหน่วนจะเต็มใจยอมให้พี่ชายพวกนั้นขึ้นมาบริหารเหรอ?
บางทีถึงเวลานั้น ตัวเขาที่เป็นคนนอก อาจน่าเชื่อถือกว่าพี่ชายพวกนั้นในสายตาของหยิ่นตงหน่วนก็ได้
แน่นอน ยังมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น
ก็คือหลินจือไปแต่งงานกับหยิ่นตงหน่วน
ถ้าครอบครัวของลุงใหญ่สามารถหาทางแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเทียนกวงได้ แล้วทำไมตนจะแต่งงานผูกสัมพันธ์กับหนานเซินไม่ได้?
น่าเสียดาย หลินจือไปกับหยิ่นตงหน่วนสนิทกันเกินไป
ถ้าหยิ่นตงหน่วนไม่ใช่เพื่อนของหลินจือไป เขาคงจะพิจารณาแผนนี้อย่างจริงจัง
แต่หลินจือไปมองว่าหยิ่นตงหน่วนกับเฟิงซั่วเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เขาไม่ควรใช้ความสัมพันธ์กับทั้งสองมาคิดแต่เรื่องผลประโยชน์
คนอย่างหลินจือไปไม่มีทางเป็นสืโรได้ แม้แต่การเป็นจอมคนผู้เจ้าเล่ห์ก็ยังดูฝืนเกินไป
ถ้าจะให้เข้าข้างตัวเองหน่อย บางทีอาจเป็นทรราชผู้โหดเหี้ยมได้ แต่สุดท้ายเขาก็ยังมีขีดจำกัดของตัวเองอยู่ดี
“แต่เฟิงซั่วนี่สิ อาจจะลองดึงเข้ามาในแผนได้”
หลินจือไปกำลังชั่งใจว่าจะดึงเฟิงซั่วเข้าร่วมแผนคุนเผิงดีหรือไม่?
คนที่เขาไว้ใจได้มีไม่มาก เฟิงซั่วเป็นหนึ่งในนั้น แต่ยังต้องรอดูไปก่อน เพราะแผนคุนเผิงต้องซ่อนตนเองอยู่เบื้องหลังให้ลึกที่สุด
อีกอย่างไม่ได้เจอกันหลายปี หลินจือไปจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของเฟิงซั่วให้ชัดเจนก่อน