ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 65 หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด
ตอนที่ 65 หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด
วันรุ่งขึ้น
ขณะที่หลินจือไปกำลังเตรียมตัวทานอาหารเช้า จู่ๆ โทรศัพท์ก็มีข้อความเข้ามา
คนที่ส่งข้อความมาคือหยิ่นตงหน่วน รูปโปรไฟล์เป็นแมวอ้วนกลมตัวหนึ่ง
[มากินข้าวเช้าสิ]
หลินจือไปตอบกลับไปหนึ่งประโยค เพราะปกติอาหารเช้าของเขาก็ทานไม่หมดอยู่แล้ว แบ่งให้หยิ่นตงหน่วนทานด้วยกันก็ไม่เป็นปัญหา
หยิ่นตงหน่วนไม่ได้ตอบกลับ
ไม่กี่นาทีต่อมาเสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้น
ป้าหลิวซึ่งเป็นแม่บ้านไปเปิดประตู หยิ่นตงหน่วนยิ้มทักทาย จากนั้นก็เปลี่ยนมาสวมสลิปเปอร์อย่างคุ้นเคยแล้วมานั่งลงข้างหลินจือไป
อาหารเช้าวันนี้มีไข่ต้มสองฟอง โจ๊กกระดูกหมูใส่รากบัวหนึ่งชาม และเกี๊ยวทอดอีกหนึ่งจาน
ป้าหลิวเอาชามมาให้ หลินจือไปก็แบ่งโจ๊กออกเป็นสองส่วน
พอทานเสร็จเรียบร้อย หลินจือไปกับหยิ่นตงหน่วนก็ออกไปวิทยาลัยด้วยกัน
ทั้งสองเป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งของวิทยาลัยฉินโจว และยังอยู่คณะเดียวกัน เพียงแค่คนละห้อง
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
คนในแวดวงนี้ส่วนใหญ่เวลาเรียนมหาวิทยาลัยก็มักจะเลือกสาขาด้านศิลปะ เพราะสาขานี้ครอบคลุมแขนงศิลปะหลากหลายที่สุด
ดนตรี
ภาพยนตร์
วรรณกรรม
จิตรกรรม
และอีกมากมาย
ในเมื่อที่บ้านทำธุรกิจด้านบันเทิงเยอะขนาดนั้น ก็ต้องศึกษาให้กว้างขวางไว้ก่อน แม้ว่าความกว้างขวางจะหมายถึงความผิวเผินไม่เจาะจงก็ตาม
“ต่อไปถ้ามีวิชารวมคงได้เจอกัน”
หยิ่นตงหน่วนพูดด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองอยู่คณะเดียวกันมีโอกาสเจอกันในวิชารวมค่อนข้างบ่อย
“อืม”
หลินจือไปพยักหน้า
ทั้งสองมาถึงวิทยาลัย ขณะเดินอยู่บนถนนสายหลักของวิทยาลัย ก็รู้สึกได้ชัดเจนว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ตนเอง
“ได้มีข่าวลือแน่ๆ”
หยิ่นตงหน่วนสังเกตเห็นสายตาของเพื่อนนักศึกษา จึงพูดขึ้นอย่างครุ่นคิด เธอจัดว่าเป็นคนดังของวิทยาลัย แม้เธอเป็นประธานบริษัทหนานเซิน ต่อให้ทุกคนไม่อยากสนใจก็ยากอยู่ดี
นั่นคือหนึ่งในสามบริษัทใหญ่แห่งฉินโจวเลยนะ!
แม้แต่นักศึกษาหลายคนในวิทยาลัยนี้ก็มีความฝันว่าเรียนจบแล้วจะได้เข้าทำงานที่หนานเซิน เพราะถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียนสายศิลปะ
“ถ้าไม่อยากเป็นข่าวก็แยกกันเดินเถอะ”
หลินจือไปไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ สำหรับเขา วิทยาลัยเป็นสถานที่พักผ่อนแห่งหนึ่ง ทำงานหนักจนเหนื่อยล้า มาเรียนก็ดีเหมือนกัน
หยิ่นตงหน่วนยิ้ม แต่กลับไม่ได้เดินแยกจากหลินจือไป เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้
“เธออยู่ห้องไหน?”
“ห้องหนึ่ง”
“ฉันอยู่ห้องสาม”
“ไปเข้าเรียนเถอะ”
ทั้งสองเดินแยกไปที่ห้องเรียนของตนเอง
ห้องเรียนของหลินจือไปอยู่ใกล้ทางเดินมากกว่า เพื่อนร่วมชั้นหลายคนเห็นว่าเขากับหยิ่นตงหน่วนเดินมาพร้อมกัน
ทันใดนั้น ในห้องเรียนก็เริ่มมีเสียงซุบซิบดังอื้ออึง หัวข้อสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่อง ‘หลินจือไปกับหยิ่นตงหน่วนกำลังคบกันอยู่หรือเปล่า?’ อะไรประมาณนี้
บางคนที่อยากรู้อยากเห็นก็เข้ามาถามหลินจือไปตรงๆ ว่าเรื่องเป็นอย่างไร
“เพื่อน”
เพื่อนร่วมชั้นไม่เชื่อคำอธิบายของหลินจือไปแม้แต่น้อย
“ก่อนหน้านี้ฉันเคยพูดเรื่องหยิ่นตงหน่วนกับนาย…”
หลินจือไปยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก เหล่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนก็ไม่อยากขุดคุ้ยอีก ได้แต่มองด้วยสายตาสงสัยเล็กน้อย
คนอย่างหยิ่นตงหน่วนจะต้องเคยเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนสำหรับชนชั้นสูง หลินจือไปเป็นเพื่อนกับเธอก็หมายความว่าบ้านของเขาก็เป็นประเภทรวยมากเหมือนกัน ที่บ้านอาจจะรวยจนมีเหมืองเลยก็เป็นได้
แต่เมื่อพิจารณาจากเสื้อผ้าที่หลินจือไปสวมใส่ก็ดูมีราคาแพงมาก บวกกับท่าทางนั่น ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นพวกที่บ้านรวย
เป็นอย่างที่คิดไว้ เพื่อนของคนรวยก็ต้องเป็นคนรวยเหมือนกัน จุดนี้ยิ่งทำให้เหล่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนรู้สึกว่า หลินจือไปกับพวกเขาอยู่กันคนละโลก
ตอนเที่ยง หลินจือไปมีสองทางเลือก ไปทานอาหารที่โรงอาหาร หรือกลับไปทานที่บ้าน
ส่วนใหญ่หลินจือไปชอบที่จะกลับไปทานที่บ้าน อย่างไรก็อยู่ใกล้ๆ ฝีมือทำอาหารของป้าหลิวก็ดี แต่เที่ยงวันนี้เขากลับไปทานอาหารเที่ยงที่โรงอาหารแบบที่ไม่ได้ทำบ่อยๆ
เฟิงซั่วนัดเขาไว้
ทั้งสองคนนั่งอยู่ตรงโต๊ะในโรงอาหารด้านหนึ่ง เฟิงซั่วจัดการอาหารตรงหน้าไปพลาง คุยซุบซิบไปพลาง
“วันนี้ในฟอรัมของวิทยาลัยมีรูปที่นายอยู่กับเสี่ยวหน่วนด้วยนะ ทุกคนกำลังเดาว่าพวกนายสองคนเป็นอะไรกัน”
“อืม”
หลินจือไปไม่สนใจเรื่องซุบซิบนินทา
“เล่าเรื่องที่นายไปถ่ายวิดีโอหน่อยสิ”
เฟิงซั่วทานไปด้วยอธิบายไปด้วย
เขากับเพื่อนร่วมชั้นสร้างช่องไว้ ทุกเดือนจะทำเงินได้หลักหมื่นหยวน แต่พอแบ่งกันหลายคนก็เหลือคนละไม่เท่าไหร่ วิดีโอที่ลงก็เป็นที่เขากับเพื่อนถ่ายกันเอง
ถ่ายทำเสร็จเฟิงซั่วก็รับผิดชอบตัดต่อ เนื้อหาไม่แน่นอน ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องตลกเป็นหลัก วิดีโอประเภทนี้มีเยอะมากบนอินเทอร์เน็ต
เป็นเพราะหลายปีก่อนบริษัทของที่บ้านล่มละลาย พ่อเป็นหนี้หัวโต เฟิงซั่วไม่อยากเพิ่มภาระให้ครอบครัว จึงคิดจะถ่ายวิดีโอหาเงินเล็กๆ น้อยๆ และถือเป็นการสั่งสมประสบการณ์การทำงานไปในตัว
หลังจบการศึกษา เขาตั้งใจจะเป็นผู้กำกับ
หลินจือไปพยักหน้า
“ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็บอกฉันได้นะ”
เฟิงซั่วยิ้มพลางกล่าวว่า
“เสี่ยวหน่วนก็พูดแบบนี้เหมือนกัน พวกนายสองคนนี่เป็นขาใหญ่เลยนะ ตอนนี้ฉันควรพิจารณาดีไหมว่าหลังเรียนจบแล้วจะไปทำงานที่เสินฮว่า หรือว่าหนานเซินดี?”
“แล้วแต่นายเลย”
“ตอนนี้ฉันแค่อยากช่วยพ่อใช้หนี้ของครอบครัวให้หมด”
ตอนนี้เฟิงซั่วดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ความลำบากของครอบครัวทำให้เขาเติบโตเร็ว
หลินจือไปนึกขึ้นได้ว่าตนมีไอเดียหนังสั้นอยู่หลายเรื่อง อาจจะให้เฟิงซั่วเอาบทไปถ่ายเล่นๆ น่าจะเรียกกระแสคนดูได้ไม่น้อย แต่เรื่องนี้ต้องคิดดูอีกที
“ถ้าต้องการเงิน…”
“นายอย่าพูดเรื่องเงินกับฉันเลย ก่อนหน้านี้ฉันยืมเสี่ยวหน่วนไปครั้งหนึ่งแล้ว หน้าหนาพอแล้วละ หลังจากนี้เราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีกนะ ถ้านายเห็นฉันเป็นพี่น้องกัน หลังเรียนจบถ้ามีโอกาสดีๆ ก็ช่วยดึงฉันไปด้วยก็พอ”
เฟิงซั่วยิ้มร่า
“ไม่ใช่ว่าฉันหยิ่งหรืออะไรนะ แต่ว่าบางเรื่องมันต้องลุยด้วยตัวเอง ตอนนี้ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ…”
“อย่างนี้นี่เอง”
หลินจือไปคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า
“ใกล้จะปิดเทอมฤดูหนาวแล้ว ฉันแนะน่างานให้นายดีไหม?”
“แบบนั้นก็เยี่ยมไปเลย!”
เฟิงซั่วดวงตาเป็นประกาย หลินจือไปให้เงินตรงๆ เขารู้สึกเกรงใจ แม้การช่วยแนะนำงานจะถือว่าได้เปรียบอยู่ แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้มิตรภาพเปลี่ยนไป
“พ่อฉันกำลังถ่ายละคร นายไปช่วยงานในกองถ่ายแล้วกัน”
เรื่องนี้หลินจือไปไม่จำเป็นต้องให้คุนเผิงออกหน้า แค่ตัวเขาเองโทรบอกพ่อก็พอ ส่วนเฟิงซั่วจะได้ทำอะไรนั้นก็ให้พ่อเป็นคนจัดการ
พ่อคงจะช่วยดูแลเพราะเห็นแก่หน้าเขาอยู่บ้าง จำได้ว่าตอนมัธยมต้น หลินจือไปยังเคยพาเฟิงซั่วกับหยิ่นตงหน่วนไปเล่นที่บ้านตัวเองด้วย
“อันนี้ดีเลย!”
เฟิงซั่วรู้สึกตื่นเต้น แน่นอนเขารู้ว่าพ่อของหลินจือไปคือใคร
“ฉันชอบละครของคุณลุงมากเลย ไม่เกี่ยวกับนายนะ ฉันรู้สึกจากใจจริงว่าเขาทำละครได้มีไอเดียดี ให้ความรู้สึกเหมือนภาพยนตร์เลย ได้ไปอยู่ในกองถ่ายของเขาก็ได้เรียนรู้ฝึกฝนไปด้วย เป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก!”
“อืม”
ทั้งสองคนทานข้าวต่อ
หลังจากทานข้าวเสร็จ หลินจือไปก็ส่งข้อความบอกพ่อเรื่องนี้
[เดี๋ยวปิดเทอมให้เพื่อนลูกมาได้เลย]
พ่อรับปากอย่างง่ายดาย ในฐานะผู้กำกับ ในกองถ่ายที่ใหญ่โตแบบนั้นจะจัดตำแหน่งให้ใครสักคนไม่ใช่เรื่องยาก
หลังจากนั้น หลินจือไปได้รับข้อความจากเจียงเฉิงว่า
[จะขึ้นหน้าแนะนำตอนเที่ยงคืน]
หลินจือไปเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดูท่า ‘หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด’ จะได้เปิดตัวแล้ว
แน่นอนว่าหลินจือไปไม่รอถึงตีหนึ่ง ต้องดูแลรักษาสุขภาพ
แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว เที่ยงคืน ชีวิตกลางคืนเพิ่งจะเริ่มต้น
อย่างเช่นจ้าวเยวี่ยก็เป็นหนึ่งในพวกนกฮูกกลางคืนที่ชอบออกมาในช่วงดึก
เวลานี้ จ้าวเยวี่ยขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ใส่หูฟังฟังเพลง ‘แสงจันทรา’ ที่เป็นเพลงโปรดในช่วงนี้
บนหน้าจอโทรศัพท์ เป็นกลุ่มแชทที่ชื่อว่า ‘พันธมิตรเพลงโบราณ’
ในกลุ่มมีแต่คนที่รักในเพลงโบราณมารวมตัวคุยกันจากทั่วทุกสารทิศ
[ช่วงนี้วงการเพลงโบราณคึกคักอย่างกับปีใหม่เลย]
[เพราะสิบอันดับแรกของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลนี้มีเพลงโบราณติดตั้งสองเพลงแนะ]
[หลักๆ ก็เพราะ ‘แสงจันทรา’ ดังมากเลยทำให้เดือนนี้นักร้องหลายคนปล่อยเพลงแนวโบราณออกมาตามกระแส]
[รู้สึกว่าสองเพลงนี้ยังสู้ ‘แสงจันทรา’ ไม่ได้เลย]
[พวกเธอชอบ ‘แสงจันทรา’ ขนาดนั้นเลยเหรอ มันก็ไม่ใช่เพลงโบราณแบบดั้งเดิมนะ ลูกคออะไรพวกนั้นมืออาชีพเกินไป ไปลองร้องในคาราโอเกะสองรอบแล้ว ร้องไม่ไหวจริงๆ]
[ลดคีย์ลงมาน่าจะง่ายขึ้น]
[แต่ลดคีย์แล้วมันไม่ได้อารมณ์นะสิ]
ตอนแรกเพลงแนวโบราณเป็นแนวที่คนฟังน้อยมาก แต่ไม่กี่ปีมานี้กลับเติบโตขึ้นเรื่อยๆ คนยอมรับแนวนี้มากขึ้น
หลายคนชอบกลิ่นอายโบราณที่ผสานระหว่างเครื่องดนตรีดั้งเดิมกับเนื้อเพลงที่งดงามแบบย้อนยุค
ระหว่างที่กลุ่มกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส จู่ๆ หัวหน้ากลุ่มก็โผล่มา
[ขอแนะนำเพลงโบราณเพลงหนึ่งให้ทุกคน เพราะมากกก!]
หลังจากนั้น หัวหน้ากลุ่มก็ส่งลิงก์มา
จ้าวเยวี่ยลองดู พบว่าลิงก์นั้นเป็นเพลงชื่อ ‘หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด’
[ไม่เคยได้ยินเลย]
[ห้าสิบอันดับแรกของชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลไม่มีเพลงนี้นะ ฉันเช็กทุกเดือนตลอด]
[เป็นเพลงใหม่ของปรมาจารย์เพลงโบราณคนไหนเหรอ?]
[รสนิยมของหัวหน้ากลุ่มเฉพาะทางมากเลยนะเนี่ย]
มีคนแท็กหัวหน้ากลุ่ม
หัวหน้ากลุ่มตอบว่า
“นี่เป็นเพลงใหม่ของศิลปินหน้าใหม่ วันนี้เพิ่งเห็นขึ้นหน้าแรกของคริมเซินคลาวด์ ตอนนี้ฟังได้แค่ที่นี่ ไม่ต้องสนใจว่าเขาดังไม่ดัง แนะนำให้พวกเธอลองฟังดูอย่างยิ่ง!”
นานๆ ทีจะเห็นหัวหน้ากลุ่มมาแนะนำอย่างกระตือรือร้น สมาชิกในกลุ่มพากันกดเข้าไปฟังเพลง
จ้าวเยวี่ยก็เกิดความสงสัย กดเข้าไปตามลิงก์
เพลงถูกเปลี่ยนอย่างฉับพลัน เสียงดนตรีอินโทรดังขึ้น พร้อมกันนั้น ในหน้าเนื้อเพลงก็แสดงข้อมูลบางส่วนขึ้นมา
เนื้อร้อง: ฉูฉือ
ทำนอง: ฉูฉือ
เรียบเรียง: ฉูฉือ
ขับร้อง: ฉูฉือ
จ้าวเยวี่ยถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไหไม่ออก ฉูฉืออะไรกันเนี่ย งั้นฉันก็ซือจิงบ้างละกัน
แต่ดูท่าหมอนี่จะเก่งครบเครื่องจริงๆ รับผิดชอบทั้งเพลงคนเดียวเลย
ขณะกำลังบ่นในใจ เสียงเพลงก็ดังขึ้นข้างหู
“ผีเสื้อปีกหักรอนแรมไร้บุปผา ไร้วันได้เห็นกลีบดอกไม้ร่วงโรยรา ใต้รัตติกาลแห่งเจียงหนานเหนือสะพานน้อยและชายคา กลับไม่อาจเข้าใจทุ่งเวิ้งว้างแห่งไซเป่ย…”
สีหน้าของจ้าวเยวี่ยเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เพลงนี้ดูเหมือนจะสุดยอดมากเลย?
พอถึงท่อนฮุกหรือก็คือท่อนที่ไพเราะที่สุด จ้าวเยวี่ยรู้สึกเหมือนหูจะเคลิ้มไป เนื้อร้องที่งดงามผสานกับเสียงที่ไพเราะรื่นหู ถ่ายทอดเป็นภาพทิวทัศน์ราวกับหลุดมาจากภาพวาดของศิลปินเอก
สะพานขาดเคยปกคลุมด้วยหิมะหรือไม่ ข้ามองเงาสะท้อนชลธาร
บุหลันในธาราเย็นเยียบดุจหิมะขาว ปลายเล็บสัมผัสต้องละลายหาย…
ทะเลสาบซีหูตั้งอยู่ที่หางโจว เมืองฉินโจว เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังมาก จ้าวเยวี่ยเคยไปเที่ยวมาก่อน จำได้ว่าทิวทัศน์ที่นั่นสวยมาก
ที่นั่นมีจุดชมวิวชื่อสะพานขาด เพลงนี้เขียนถึงสถานที่นั้น
แต่ตอนที่จ้าวเยวี่ยไปซีหู แม้จะเคยผ่านสะพานขาด แต่กลับไม่เคยเจอวันที่หิมะตก
แต่เวลานี้ ขณะที่ฟังเพลงนี้ จ้าวเยวี่ยรู้สึกเหมือนกับมองเห็น คล้ายตรงหน้าปรากฏภาพสะพานขาดซีหูที่มีหิมะปกคลุม
ฟังจบ จ้าวเยวี่ยก็รีบกดฟังซ้ำอีกรอบ คลื่นสมองประสานกัน เธอชอบเพลงนี้สุดๆ!
ดาวน์โหลด!
ได้เจอเพลงที่ใช่ จ้าวเยวี่ยเกิดความรู้สึกพึงพอใจ
เพลงนี้แตกต่างจาก ‘แสงจันทรา’ แต่จุดร่วมกันคือ ทั้งสองเพลงต่างเพราะมาก
สำหรับเพลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแนวไหน ขอแค่เพราะก็พอ นี่คือมาตรฐานเดียวของแฟนเพลงทั่วไป และเป็นมาตรฐานที่เรียบง่ายที่สุด
หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ
หลังจากฟังจบรอบที่สาม จ้าวเยวี่ยก็กดเล่นซ้ำอย่างเงียบๆ