ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 98 สไตล์ไม่เหมาะกับการแข่งขัน?
ตอนที่ 98 สไตล์ไม่เหมาะกับการแข่งขัน?
สองสามวันต่อมา นอกจากหลินจือไปจะไปเรียนตามปกติทุกวัน
ก็มักจะใช้เวลาไปกับการเขียน ‘ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ’
หรือไม่ก็ทำงานเรียบเรียงดนตรีของ ‘ดอกไม้ไฟ’ ที่ชั้นสองของบ้านพัก
ต้นเดือนหน้า วันที่จางซีหยางจะร้องเพลง ‘ดอกไม้ไฟ’ บนเวทีรอบชิงชนะเลิศของ I Am a Singer
จะเป็นวันเดียวกับที่เพลงนี้ปล่อยบนแพลตฟอร์มเพลงหลักๆ ทั้งหมด
ดังนั้นจึงต้องอัดเวอร์ชันในห้องอัดไว้ล่วงหน้า
เพื่อให้วันจริงทั้งสองอย่างต่างส่งเสริม และพุ่งทะยานขึ้นไปพร้อมกัน!
หลังจากผ่านไปสองสามวัน หลินจือไปทำการเรียบเรียงเพลง ‘ดอกไม้ไฟ’ เสร็จเรียบร้อย
และเริ่มติดต่อจางซีหยางเพื่อมาอัดเสียงอย่างเป็นทางการ
หลังจากเพลงอัดเสร็จ หลินซีก็ฟังรอบหนึ่งก่อน
และหลังจากฟังจบ เธอก็ไม่ได้พูดอะไรเกินจำเป็น
ติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้ช่วยโปรโมตเพลงนี้
ถือเป็นการสร้างกระแสล่วงหน้าสำหรับชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลในเดือนหน้า
ซึ่งตามปกติแล้วจะมีเพียงเพลงที่ฝ่ายเล็งเห็นว่าโดดเด่นมากเท่านั้น
ถึงจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรประชาสัมพันธ์มากมายล่วงหน้าแบบนี้ แม้จะยังไม่ได้เปิดตัวเลยก็ตาม
เห็นได้ชัด หลินซีมองว่า ‘ดอกไม้ไฟ’ เป็นเพลงที่ดีมาก
ขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกตกตะลึงและประหลาดใจอย่างมาก
เพราะเพลงนี้แตกต่างจากงานก่อนๆ ของหลินจือไปอย่างสิ้นเชิง
ร็อก! เป็นเพลงร็อก!?
“เพลงก่อนหน้านี้ของนายทั้งหมดล้วนเป็นแบบที่ร้องเบาๆ เรียบๆ
ไม่มีช่วงไคลแม็กซ์ที่เด่นชัดมาก ทำให้ท่อนฮุกฟังดูเรียบไปหน่อย
นี่แหละเหตุผลที่ก่อนหน้านี้ฉันเตือนนายทางอ้อมว่า ควรให้จางซีหยางเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง”
หลินซีกล่าว
เพราะสไตล์แบบร้องเบาๆ มักจะเข้าถึงอารมณ์ก็จริง
แต่บนเวทีแข่งขันแบบนี้ ต่อให้ได้อันดับไม่แย่ก็ยากเหลือเกินที่จะได้ที่หนึ่ง
ยิ่งเดือนหน้าเป็นรอบชิงด้วยแล้ว ยิ่งแทบไม่มีโอกาสได้แชมป์เลย
แต่หลินซีไม่คิดมาก่อนเลยว่าน้องชายตัวเองจะเข้าใจดนตรีร็อกด้วย
แนวนี้ถ้าเรียบเรียงดีๆ บนเวทีแข่งขัน ถือว่าได้เปรียบสุดๆ!
แตกต่างสุดขั้ว!
เพลงชื่อ ‘ดอกไม้ไฟ’ เพลงนี้ ถือเป็นผลงานที่แตกต่างจากงานก่อนๆ ของหลินจือไปมากที่สุด
ชนิดที่ว่าฟังไม่เหมือนเพลงที่เขาเคยแต่งเลย!
“ก็แต่งให้เฉพาะตัวนี่แหละ”
หลินจือไปหาเหตุผลที่ดูดีไว้แล้ว
ประมาณว่าโดยปกติแล้วผมก็แต่งเพลงแนวนี้ไม่เป็นหรอกนะ
คราวนี้เป็นเพราะอยากแต่งให้จางซีหยางโดยเฉพาะเลยต้องบังคับตัวเองให้ลองสไตล์นี้ดู
แล้วก็ไม่คิดเหมือนกันว่าผลลัพธ์จะออกมาดีขนาดนี้
ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลยใช่ไหมละ?
นี่แสดงให้เห็นว่าฉันก็มีพรสวรรค์ด้านร็อกอยู่ไม่น้อย
ต่อไปน่าจะลองขุดศักยภาพด้านนี้ออกมาเยอะๆ แล้วลองแต่งเพลงแนวนี้ดูเรื่อยๆ…
หลินซีเชื่อสนิทใจ จะไม่เชื่อก็ไม่ได้อยู่ดี
เพราะนอกจากเหตุผลนี้แล้วมันไม่มีเหตุผลอื่นอีก
ตั้งแต่ได้ฟังเพลงหลายๆ เพลงของหลินจือไป
หลินซีก็มองว่าน้องชายเป็นอัจฉริยะทางดนตรีที่มีพรสวรรค์เหนือชั้นไปแล้ว
อย่างไรน้องชายก็ยังเด็กมาก ตอนนี้เรียนปีหนึ่งอยู่แท้ๆ
แต่กลับกลายเป็น ‘ไปตี้’ ที่ร้อนแรงที่สุดในวงการเพลงของฉินโจว!
ถ้าไม่เรียกว่าพรสวรรค์ จะเรียกวาอะไรได้อีก?
ใครจะเอาอัจฉริยะไปตัดสินด้วยเหตุผลธรรมดาได้ละ?
ยิ่งไปกว่านั้น บนบลูสตาร์เองก็มีนักแต่งเพลงระดับท็อปอยู่หลายคน
โดยเฉพาะพ่อเพลงทั้งหลายที่มีสไตล์การแต่งหลากหลายมาก
มีความเชี่ยวชาญมากกว่าหนึ่งหรือสองแนวเสียอีก
บางทีน้องชายอาจจะมีศักยภาพเป็นพ่อเพลงก็ได้?
เมื่อก่อนหลินซีไม่ค่อยกล้าคิดอะไรแบบนี้เท่าไร
แต่พอเห็นกับตาว่าน้องชายแสดงพรสวรรค์ในการแต่งเพลงมากขึ้นเรื่อยๆ
ความกล้าของเธอก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์เริ่มลงมือแล้ว
ในคืนนั้น มีการโปรโมตเพลงใหม่ของไปตี้บนโลกออนไลน์
ในข่าวประชาสัมพันธ์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จางซีหยางจะร้องเพลงใหม่ของไปตี้เป็นครั้งแรกบนเวทีรอบชิงของ I Am a Singer
และจะมีการปล่อยพร้อมกันบนทุกแพลตฟอร์มฟังเพลงหลัก!
พูดอีกอย่างก็คือ
เพลงสุดท้ายที่จางซีหยางจะร้องในวันแข่งขันรอบชิงของ I Am a Singer
ได้ถูกตัดสินล่วงหน้าแล้วว่าเป็นเพลงใหม่ของไปตี้ที่จะออกในเดือนเมษายนบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาล!
ทันใดนั้น! ทั่วทั้งโลกอินเทอร์เน็ตต่างจับจ้อง!
ในฐานะรายการวาไรตี้กระแสแรงที่สุดในฉินโจวตอนนี้
I Am a Singer มีความนิยมสูงมาก ผู้ชมก็มีเยอะเหลือเกิน
ทุกคนต่างกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดว่าใครจะคว้าแชมป์ในท้ายที่สุด
จางซีหยางถือเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสชนะสูงสุด
เขาจะร้องเพลงใหม่ของไปตี้ในรอบชิง จะไม่ให้ทั่วโลกออนไลน์สนใจได้อย่างไร?
ในวงการ มีการถกเถียงต่างๆ นานา
“ดูท่าว่าเพลงใหม่ของไปตี้จะพุ่งเป้าไปที่อันดับหนึ่งบนชาร์ตประจำฤดูกาลอีกแล้วละ
I Am a Singer ร้อนแรงขนาดนี้ เพิ่มยอดวิวอย่างเป็นธรรมชาติได้อยู่แล้ว
ต่อให้คุณภาพเพลงด้อยไปนิดก็ยังไม่เป็นไรเลย”
“ประเด็นคือรอบชิงนี่แหละ”
“จางซีหยางเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งอยู่แล้ว
ไม่ว่าเขาจะร้องเพลงไหนในรอบชิง ก็ทำให้เพลงนั้นได้รับความสนใจมหาศาล
ดูท่าว่าแชมป์ชาร์ตประจำฤดูกาลสมัยที่สามของไปตี้จะอยู่ไม่ไกลแล้วละ”
“ก็ใช่อยู่หรอกแต่…”
จู่ๆ ก็มีคนในวงการดนตรีตั้งข้อสงสัยว่า “แนวเพลงของไปตี้ไม่เหมาะกับการแข่งขันไม่ใช่เหรอ?”
จากนั้นเขาได้อธิบายเหตุผลว่า
“ก่อนอื่นเลย ผมไม่ได้สงสัยในคุณภาพของเพลงใหม่ไปตี้เลย
เขาได้พิสูจน์ผ่านชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลมาหลายครั้งแล้วว่าเขาคือดาวรุ่งเจิดจรัสที่สุดของวงการเพลงฉินโจว
แต่เราต่างก็รู้ว่า I Am a Singer เป็นรายการแข่งขัน
สไตล์เพลงของไปตี้จะช่วยให้จางซีหยางชนะได้จริงเหรอ?”
เขาได้ยกตัวอย่างผลงานหลายเพลงของไปตี้
เริ่มจาก ‘ดับทุกข์’ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของแนวเพลงที่ร้องเบาๆ เรียบๆ
ถ้านำไปอยู่บนเวทีวาไรตี้ที่เน้นการแข่งขันแรงๆ ต่อให้ไม่ได้อันดับท้ายๆ แต่จะคว้าอันดับหนึ่งได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน
ต่อมาก็คือ เพลง ‘แด่ตัวฉัน’
แล้วก็เพลงแนวโบราณ ‘แสงจันทรา’
สุดท้ายคืองานเพลงที่แล้วของไปตี้ที่ชื่อ ‘คนแบบฉัน’
นักดนตรีคนนี้สรุปว่า
“วิเคราะห์จากสี่เพลงที่ไปตี้ปล่อยออกมาจนถึงตอนนี้ แต่ละเพลงล้วนมีคุณภาพดี
แต่สไตล์ดนตรีของเขาดูจะเรียบเกินไปหน่อย ไม่มีช่วงไคลแม็กซ์ที่มีการขึ้นลงอย่างชัดเจน
ซึ่งแบบนี้ก็ยากมากที่จะกระตุ้นบรรยากาศสดของเวทีการแข่งขัน
แล้วถ้าในรอบชิงยังไม่สามารถปลุกเร้าอารมณ์ผู้ชมได้ จางซีหยางจะเอาอะไรมาคว้าแชมป์ละ?”
ว่าไป ก็จริงแฮะ!
ทุกคนเริ่มเข้าใจสิ่งที่นักดนตรีคนนี้วิเคราะห์มากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะทุกเพลงของไปตี้แทบจะเป็นแนวร้องเบาๆ ทั้งหมด
ซึ่งสไตล์แบบนี้ในรอบชิงนั้นไม่ใช่แค่ไม่มีความได้เปรียบ แต่ยังอาจเต็มไปด้วยข้อเสียด้วยซ้ำ
“มีเหตุผล”
“นี่มันรอบชิงเชียวนะ”
“ร้องเบาๆ แบบนี้ไม่ไหวแน่”
“จางซีหยางน่าจะมีโอกาสคว้าแชมป์ได้ถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
แต่ถ้าร้องเพลงใหม่ของไปตี้ ฉันว่ามีโอกาสแค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็นับว่าดีแล้ว
เพราะเซี่ยอวี่หลงกับเยว่ซานหลานไม่ใช่เล่นๆ นักร้องในรายการนี้แต่ละคนฝีมือโหดทั้งนั้น”
“ดูเหมือนว่าการเลือกเพลงนี้จะไม่เหมาะจริงๆ”
I Am a Singer ฉายมาหลายตอน ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าการเลือกเพลงสำคัญมาก
ขนาดความต่างในฝีมือการร้องของนักร้องบางครั้งยังชดเชยได้ด้วยการเลือกเพลงที่เหมาะสม
ถ้าการแข่งขันวัดกันแค่ฝีมือร้องเพียงอย่างเดียว อันดับในแต่ละตอนก็คงไม่มีอะไรให้ลุ้น
นี่แหละคือเสน่ห์ของการแข่งขัน เต็มไปด้วยปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้
ถึงแม้ว่าจางซีหยางจะเป็นนักร้องที่ร้องเก่งที่สุดในกลุ่มนี้จริงๆ
แต่หากพลาดนิดเดียวก็อาจเสียแชมป์ได้ ยิ่งเดือนหน้าคือรอบชิงแล้วด้วย
ศิลปินทุกคนต่างก็สู้สุดตัว ใครจะเป็นผู้ชนะยังพูดได้ไม่เต็มปากเลย
“จางซีหยางไม่ได้กำลังมุ่งสู่ตำแหน่งราชาเพลงหรอกเหรอ?”
“ถ้าเขาไม่ได้อยู่ระหว่างการพุ่งสู่ตำแหน่งราชาเพลง การเสียแชมป์ครั้งนี้ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่
แต่นี่มันไม่ใช่แค่แชมป์จากการแข่งขันอีกต่อไปแล้ว
นี่คือศึกสำคัญที่กำหนดว่าเขาจะก้าวขึ้นเป็นราชาเพลงหรือเปล่า ห้ามประมาทเด็ดขาดเลย”
จางซีหยางกำลังมุ่งสู่ตำแหน่งราชาเพลง!
สำหรับคนในวงการแล้วก็ไม่ใช่ความลับอะไร
พักหลังๆ เสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ได้จัดเตรียมการโปรโมตและทรัพยากรต่างๆ ให้จางซีหยางมากมายนับไม่ถ้วน
การผลักดันขนาดนี้ก็บอกเจตนาได้ชัดเจนอยู่แล้ว
และในช่วงเวลาสำคัญนี้ ถ้าจางซีหยางคว้าแชมป์ I Am a Singer มาได้อย่างราบรื่น
ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการก้าวไปสู่ตำแหน่งราชาเพลง
และอาจถึงขั้นวางรากฐานให้ชัยชนะได้เกินครึ่งเลยก็ว่าได้!
กลับกัน ถ้าเขาไม่ได้แชมป์ ไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับแรงสนับสนุนอะไรแล้ว
ยังจะกระทบต่อการชิงตำแหน่งราชาเพลงของเขาโดยตรงอีกด้วย
อย่างไรเขาก็เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่ง ช่วงเวลาสำคัญแบบนี้จะพลาดพลั้งให้เกิดการพลิกล็อกในรอบชิงได้อย่างไร?
“นี่มันเสี่ยงมากนะ”
“การเลือกเพลงสำหรับรอบชิงควรจะระมัดระวังหน่อย
ผมว่าจางซีหยางควรเลือกเพลงเก่าที่มั่นใจว่าจะระเบิดเวทีได้แน่นอนจะดีกว่า”
“เพลงใหม่ยังมีประเด็นเรื่องการยอมรับของคนฟังด้วย
ปกติแล้วผู้ชมต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะอินกับเพลงใหม่ได้
เพลงหนึ่งมีเวลาโชว์แค่ไม่กี่นาทีบนเวทีเอง เว้นแต่เพลงนั้นจะระเบิดความมันได้จริงๆ
คนดูถึงจะเข้าถึงมันได้ในทันที”
ตอนแรกก็ยังไม่มีอะไร แต่ยิ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญในวงการวิเคราะห์
ก็ยิ่งรู้สึกว่าการที่จางซีหยางจะร้องเพลงใหม่ของไปตี้ในรอบชิงนั้นดูจะไม่เหมาะสมเท่าไร
หนึ่งคือเรื่องการยอมรับของเพลงใหม่ สองคือสไตล์ดนตรีของไปตี้ที่ไม่เหมาะกับเวทีแข่งขัน
จางซีหยางมีความสามารถพอจะระเบิดเวทีได้อยู่แล้ว
หรือว่าไปตี้หวังให้จางซีหยางร้องเพลงเบาๆ ซึ้งๆ แบบเข้าถึงอารมณ์ในรอบชิงเหรอ?