ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 494 ฆ่าอย่างไม่สาสม
บทที่ 494 ฆ่าอย่างไม่สาสม
ในครั้งนี้ ต่อให้เฉินเฉียงไม่ห้ามปราม แต่ฮูเตี๋ยนที่เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของฮุยตู๋และผู้บ่มเพาะคนอื่นๆของฮุยตู๋กลับยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งใด
เมื่อเห็นเว่ยกังพุ่งเข้าใส่ตนราวกับทุ่มเททุกสิ่งที่เรียนรู้มาตลอดชีวิตในทันใด เฉินเฉียงก็รีบใช้งานขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ในทันที
แน่นอนว่าขอบเขตเจตจำนงแห่งต่อสู้ที่เขาใช้ออกไปนั้นเป็นขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่ยกระดับขั้นแล้ว มันคือขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ขั้นกลาง
นี่ทำให้เมื่อเว่ยกังนั้นเข้ามาในระยะรอบตัวของเฉินเฉียงที่ห้าเมตร ความเร็วของเว่ยกังก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับเขากำลังถาโถมเข้าใส่โคลนตมในบึง
และด้วยขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ขั้นกลางนี้ เฉินเฉียงสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างใจนึกแล้วแต่เขาจะปรารถนา
เฉกเช่นเดียวกับในครั้งนี้ ตราบใดที่เฉินเฉียงต้องการ เว่ยกังจะไม่มีทางที่จะได้เข้าใกล้เขาได้
แต่นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่เฉินเฉียงต้องการแต่อย่างใด
เขายังมีบางสิ่งที่ต้องการอยู่
เมื่อเว่ยกังเข้าใกล้เฉินเฉียงเป็นระยะสามเมตร ความเร็วของเขาเทียบเท่ากับภาพสโลวโมชั่นก็ว่าได้
สิ่งที่เว่ยกังประสบอยู่นี้ แม้แต่ตัวเว่ยกังเองก็ยังไม่คิดว่าจะต้องมาพบเจอ
นั่นก็เพราะก่อนหน้านี้เขากำลังเดือดดาลอย่างที่สุดเพราะหุ่นเชิดโลหิตที่ชุบเลี้ยงมาหลายสิบปีได้ตกตายไป นี่ทำให้เขาพุ่งเข้าใส่เฉินเฉียงอย่างไม่คิด
เป็นเพียงที่เขาเกือบจะเข้าใกล้เฉินเฉียงแล้วเท่านั้นจึงได้รู้สึกตัว แต่นั่นก็สายเกินไปแล้ว
ในตอนนี้เฉินเฉียงเองก็ได้จ้องมองไปที่เว่ยกังด้วยความดูแคลนอย่างสุดกู่ พร้อมกับรอยยิ้มหยามเหยียดอย่างที่สุด นี่ทำให้เว่ยกังรับรู้ได้ถึงอันตราย
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไร ในตอนนี้เว่ยกังนั้นรู้สึกว่าหัวของเขานั้นเหมือนจะระเบิดออกเสียให้ได้
มันเป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่อยากจะทานทนจนแม้แต่เว่ยกังเองก็อยากจะทุบหัวตัวเองทิ้งไปให้จบๆเสียให้ได้ นี่ทำให้ในตอนนี้กระบี่ในมือของเขาร่วงหล่นสู้พื้นดินเบื้องล่างจนฟุ้ง งกระจาย พลางใช้มือกุมหัวตัวเองไว้แน่น บางครั้งก็ทุบตีหัวของตน
อีกด้านหนึ่ง เฉินเฉียงในตอนนี้ได้เก็บรอยยิ้มของตนไป ก่อนจะส่งการโจมตีทางจิตวิญญาณที่ก่อตัวเป็นรูปกระบี่ขึ้นมาและส่งเข้าไปโจมตีห้วงจิตสำนึกของเว่ยกังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากดูดซับพลังจากร่างของหุ่นเชิดโลหิตระดับราชาจอมพลขั้นสูงกว่าสี่สิบตนมา ค่าพลังจิตของเฉินเฉียงในตอนนี้ก็เกินหมื่นหน่วยไปแล้ว
ถึงแม้เฉินเฉียงจะดูเหมือนไม่ขยับเขยื้อน แต่ในตอนนี้เฉินเฉียงนั้นกำลังใช้วิธีการที่โหดร้ายอย่างที่สุดในการลงทัณฑ์ปีศาจร้ายที่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปมากมายเช่นนี้
“เว่ยกังผู้นี้ ข้าต้องการให้มันรู้สำนึกเสียใจที่มันเหยียบย่างเข้ามายังโลกมนุษย์แล้วมาก่อกรรมทำเข็ญแบบนี้”
เฉินเฉียงพูดออกมาอย่างไม่แสดงออกซึ่งอารมณ์ใดๆ แต่สำหรับเว่ยกังนั้น คำพูดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้ห้วงจิตสำนึกของเขานั้นต้องสั่นคลอนในแต่ละคำที่ได้ยิน
นี่ทำให้เหล่าคนของฮุยตู๋ที่ได้พบเห็นใบหน้าและท่าทางของเว่ยกังที่แสดงออกมาในตอนนี้ถึงกับต้องซีดเผือด
นั่นก็เพราะนายเหนือหัวของพวกเขาหรือก็คือเฉินเฉียงยังเป็นเพียงราชาจอมพลขั้นต้นที่พึ่งก้าวผ่านมาได้เพียงไม่กี่วัน แต่เขานั้นกลับแสดงออกมาถึงความทรงพลังที่แม้แต่ผู้บ่มเ เพาะในระดับเทียบเท่าราชาจอมพลขึ้นสูงยังรู้สึกว่ายากจะตายให้ได้เสียกว่าอยู่
แถมนี่พึ่งจะผ่านมาไม่กี่ปี
นับจากตอนที่เฉินเฉียงตัดสินใจและเหยียบย่างเข้าไปในโลกปีศาจยังไม่ถึงสามปีเลยด้วยซ้ำ ต่อให้ตีเลขกลมๆไปว่าเป็นสามปีดีก็ตาม แต่ด้วยเวลาเพียงเท่านี้ เขากลับยกระดับบ่มเพาะจากกึ งราชาผู้หนึ่งและขึ้นมาอยู่ในระดับราชาจอมพลขั้นต้นได้ในตอนนี้
ยิ่งไปกว่านั้นคือ พลังของเฉินเฉียงที่แสดงออกมานั้น พวกเขาบอกได้เลยว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าราชาจอมพลขั้นสูงแต่อย่างใด
“เว่ยกังเอ๊ย ไปลงนรกซะเถอะเอ็ง”
เพียงสิ้นคำพูดนี้ หัวของเว่ยกังก็โป่งพองและระเบิดออกราวกับแตงโมที่ถูกเฉินเฉียงทุบทิ้งไป
เมื่อมาถึงจุดนี้ ผู้นำของเหล่าผู้บ่มเพาะจากโลกปีศาจ ผู้คุมหอของวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ตกตายไปในมือเฉินเฉียง
“ฝุ่บ ฝุ่บ ฝุ่บ…”
ร่างกลุ่มหนึ่งได้พุ่งตรงมายังที่นี่ด้วยความเร็วที่สูงมากจนเห็นพุ่งเข้ามาได้จากไกลๆ
คนเหล่านี้คือนักรบชั้นเลิศที่พึ่งจะได้รับเลือกจากผู้อาวุโสทั้งสามเผ่าพันธุ์ให้ได้รับสมุนไพรหมุนเวียนโลหิต
เมื่อพวกเขามาถึง พวกเขาก็ได้พบว่าเหล่าผู้บ่มเพาะของฮุยตู๋นั้นรายรอบกันไว้เป็นวงกลมขนาดใหญ่ โดยมีเฉินเฉียงยืนอยู่ตรงกลางวงกลมนั้นด้วยท่าทางประหนึ่งเทพเซียนผู้หนึ่ง
“พี่ฮู่ ท่านบอกว่ามีผู้รุกรานอยู่ที่นี่ไม่ใช่รึ แล้วพวกมันอยู่ไหนกัน”
หลินจิ้น หลู่เป็งและหลิวฉิงผู้ซึ่งนำพากลุ่มคนมาถึง ก็ได้เดินเข้าไปหาฮูเตี๋ยนพร้อมท่าทางสงสัยอย่างที่สุด
เป็นตอนนี้เองที่ฮูเตี๋ยนกลับมาได้สติและแสดงความรู้สึกออกมา
“ฮี่ฮี่ฮี่ ตาย ตายหมด พวกมันตายหมดแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า เป็นนายเหนือหัวของพวกเราที่ฆ่าพวกมันตายจนหมดสิ้น วะฮ่าฮ่าฮ่า”
ฮูเตี๋ยนหัวเราะออกมาอย่างดังลั่น
ท่าทางของเขานี้ราวกับได้ระบายความอัดอั้นที่มีมากว่าครึ่งเดือน ในที่สุดก็ได้ผ่อนคลายลงได้สักที
นั่นก็เพราะการรุกรานของผู้บ่มเพาะโลกปีศาจในครั้งนี้ทำให้สถานะและศรัทธาที่ผู้คนบนโลกมีต่อฮุยตู๋ตั้งคำถามในความสามารถและถีบพวกเขาให้ร่วงหล่นประดุจดิ่งเหวลึก
แต่ในตอนนี้ การโจมตีของเฉินเฉียงที่สามารถทำลายกลุ่มกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในครั้งนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว นี่เทียบได้กับการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับฮุยตู๋เลยก็ว่าได้
เป็นตอนนี้ที่เหล่าผู้คนของฮุยตู๋ได้เงยหน้าขึ้นฟ้าและใช้มือทุบมาที่อกของตนอย่างพร้อมเพรียง
และทุกคนได้หันไปหาเฉินเฉียงกันจนหมดสิ้น
ฮูเตี๋ยนไม่แยแสต่อความตกตะลึงและสงสัยของผู้อาวุโสสูงสุดของทั้งสามเผ่าพันธุ์ เขาได้เดินขึ้นไปตรงหน้าของเฉินเฉียงก่อนจะโค้งคำนับและถามออกมาด้วยท่าทางที่เคารพยิ่ง “ท่านนายเ เหนือหัว พวกเราควรจะทำสิ่งใดต่อ”
เฉินเฉียงได้ชี้ไปยังร่างของหุ่นเชิดซากศพระดับราชาจอมพลขั้นสูงทั้งสี่สิบร่างที่อยู่เบื้องล่างแล้วพูดออกมา “นำแก่นหุ่นเชิดออกมาจากหัวของพวกเขา”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ฮูเตี๋ยนก็ได้เหลือบมองไปที่หยางตู๋
หยางตู๋ในฐานะผู้อาวุโสของฮูเตี๋ยนได้นำคนลงไปนำแก่นหุ่นเชิดที่อยู่หลังคอออกมา ขนาดของมันพอๆกับกำปั้นเลยทีเดียว
“ท่านนายเหนือหัว พวกมันทั้งสี่สิบหกก้อนอยู่ที่นี่แล้ว” หยางตู๋ที่เก็บแก่นวิญญาณมาจนหมดสิ้นก็ได้ส่งแก่นวิญญาณสีม่วงครามให้กับเฉินเฉียงในทันที
เฉินเฉียงได้ยื่นมือขวาไปจับพวกมันขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ก่อนที่จะกระตุ้นพลังสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในจุดตันเถียนของเขาออกมา และเพียงชั่วพริบตา แก่นหุ่นเชิดก็ได้ปลดปล่อยพลังวิญญา าณออกมาในทันที ก่อนที่จะไหลบ่าเข้าสู่ร่างของเขาในทันใด
“ไม่เลว ฮ่าฮ่าฮ่า ช่างเป็นพลังฟ้าดินที่เข้มข้นนัก ท่านผู้อาวุโส พวกท่านทั้งสองลองดูหน่อยสิ”
“ฮูเตี๋ยนที่ได้ยินก็ส่ายหน้าของตนในทันที “ท่านนายเหนือหัว พวกข้าสองคนนั้นไม่ต้องการพลังฟ้าดินแต่อย่างใด เป็นเพียงหลังจากที่พวกข้าทั้งสองก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิได้แล้วเ เพียงเท่านั้นถึงจะต้องการอีก ให้พวกข้ามาก็สูญเปล่า””
คำพูดของฮูเตี๋ยนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผู้คนในที่นี้เข้าใจในความหมาย
แม้แต่เฉินเฉียงก็ยังเข้าใจว่าฮูเตี๋ยนนั้นหมายถึงสิ่งใด มันไม่ใช่การแสดงออกมาซึ่งความเคารพแต่มันนั้นคือความเป็นจริงที่ฮูเตี๋ยนกำลังต้องประสบ
หากว่าฮูเตี๋ยนไม่ข้ามขั้นให้ได้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าเขาจะได้รับพลังฟ้าดินไปมากมายขนาดไหนก็ตาม นั่นก็ไม่ได้ช่วยยืดชีวิตของเขาไปได้แต่อย่างใด
นี่จึงทำให้เฉินเฉียงนั้นไม่ได้ใส่ใจและเก็บพวกมันไว้ในโลกใบเล็กของตน
“ไอ้เว่ยกังผู้นี้เป็นเพียงผู้นำของกองกำลังที่รุกรานโลกมนุษย์ในครานี้เพียงเท่านั้น ไอ้พวกวิหารศักดิ์สิทธิ์นั่นต่อให้เสียมันผู้นี้ไปก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย นี่ถือว่ายัง ไม่ได้ช่วยอะไรพวกเรา”
“ขั้นถัดไปนั้น พวกเราจะตระเวนไปทั่วทั้งโลก หนึ่งคือการกวาดล้างพวกมันให้หมดสิ้น อีกหนึ่งคือการช่วยเหลือผู้คนจากสามเผ่าพันธุ์ที่ยังคงเหลือรอดอยู่”
“ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ขอให้จดจำในสิ่งที่กำลังจะพูดให้ดี ท่านต้องให้ผู้บ่มเพาะระดับราชาจอมพลขั้นสูงเป็นผู้ช่วยเหลือผู้คนที่เหลือรอดโดยการให้ไปอยู่ในโลกใบเล็กของพวกเขา ”
“เมื่อเสร็จแล้วก็ให้ผู้บ่มเพาะเหล่านั้นส่งต่อผู้รอดชีวิตให้แก่ผู้อาวุโสสูงสุดของสามเผ่าพันธุ์เป็นผู้จัดการ ด้วยวิธีการนี้ ในอนาคต ต่อให้พวกเขาเหล่านั้นต้องพลัดพลาดตกตายและ กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพไป พวกเราก็จะได้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก”
“ครับ ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้จะทำตามคำสั่ง” เมื่อพูดจบ ฮูเตี๋ยนก็ได้หันไปหาผู้อาวุโสสูงสุดของทั้งสามเผ่าพันธุ์และพูดคุยกันในเรื่องนี้ในทันที
ไม่นาน ผู้คนของทั้งสามเผ่าพันธุ์ก็ถูกส่งมอบให้ไปอยู่ในโลกใบเล็กของผู้บ่มเพาะที่ได้รับการคัดเลือกจากทั้งสามเผ่าพันธุ์ ก่อนที่จะพวกเขาเหล่านั้นจะถูกพากลับไปยังฐานบัญชาการขอ องฮุยตู๋เพื่อที่จะได้ถูกคุ้มครองได้อย่างเต็มที่
“ท่านผู้อาวุโสฮูเตี๋ยน พวกเราแยกย้ายกันตรงนี้ หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นเกินกว่ารับมือให้แจ้งข้าผ่านกำไลสื่อสาร พวกเราต้องแยกย้ายกันจัดการผู้รุกรานเหล่านี้ให้หมดจากโลกนี้โดยเร็ว”
เมื่อเฉินเฉียงกล่าวอำลาอีกครั้ง เขาก็จากไปหลังจากอธิบายสิ่งที่เขาจะกระทำต่อไปกับฮูเตี๋ยนไปแล้ว
ด้วยความเร็วของเฉินเฉียงนี้ไม่มีใครในโลกที่จะติดตามเขาได้ทัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาคิดลงมือคนเดียว
ซึ่งการตัดสินใจของเฉินเฉียงนี้ ฮูเตี๋ยนและหยางตู๋หาได้เคลือบแคลงสงสัยไม่
แต่หลิวฉิงและผู้อาวุโสจากอีกสองเผ่าพันธุ์นั้นกลับไม่เข้าใจในความหมายของคำพูดของเฉินเฉียง
“พี่ฮู พี่แน่ใจรึว่าจะให้ท่านนายเหนือหัวไปลุยเดี่ยวเช่นนั้น”