ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 496 การชี้แนะจากการฆ่าฟัน
บทที่ 496 การชี้แนะจากการฆ่าฟัน
แต่เดิม เฉินเฉียงนั้นที่กลับมายังโลกมนุษย์ก็เพื่อนำคนของฮุยตู๋กลับไปยังโลกปีศาจกับเขาเพื่อบุกไปยังเขาโรคาและฆ่าฮั่นจุยให้ตกตายไปให้พ้นๆ
แต่ดูเหมือนว่าสิ่งนั้นยังคงไม่อาจทำได้
ด้วยการที่โลกมนุษย์ถูกรุกรานจากโลกปีศาจ ต่อให้ในตอนนี้ไม่มีสิ่งรุกรานหลงเหลืออยู่ จะดีกว่าหากให้พวกเขาอยู่เพื่อรื้อฟื้นและสร้างสันติสุขบนโลกมนุษย์ไปก่อน
หากจะกล่าวว่าทั้งสามเผ่าพันธุ์ยังคงต้องการฮุยตู๋เป็นกำลังในการรักษาดุลยภาพของทั้งสามเผ่าพันธุ์อยู่ก็ว่าได้ ไหนจะเรื่องของผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตและหุ่นเชิดซากศพที ยังไม่รู้ว่าจะโผล่มาอีกเมื่อไหร่ จะดีกว่าหากให้พวกเขาคงอยู่ที่นี่ เพราะต่อให้ไปพวกเขาก็ไม่มีกระจิตกระใจในการจัดการเรื่องราวที่โลกปีศาจอยู่ดี
นี่จึงทำให้การกลับไปของเฉินเฉียงในครั้งนี้ เขาคิดจะยกระดับกลุ่มเหมันต์จันทรา ให้แข็งขืนต่อสู้กับวิหารศักดิ์สิทธิ์ นี่จะเป็นการขัดขวางแผนการของฮั่นจุยไปด้วยในตัว
แน่นอนว่าหากเขานั้นสามารถใช้โอกาสนี้ดูดซับพลังงานจากร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามได้ ก่อนที่จะถูกฮั่นจุยดูดซับและเปลี่ยนทั้งสามร่างเป็นหุ่นเชิดซากศพจะดีเป็นอย่างยิ่ง
และหลังจากที่เฉินเฉียงส่งข้อความไปบอกฮูเตี๋ยนแล้ว เขาก็ดำดิ่งลงไปยังก้นสมุทรแห่งคาบสมุทรมังกรซ่อน เพื่อที่จะกลับไปโลกปีศาจในทันใด
และเพียงตอนที่เขาไปถึงอีกฟากฝั่ง กำไลสื่อสารของเขาก็ได้รับข้อความมาอย่างไม่หยุดหย่อนในทันที
“กัปตัน พวกเรามายังป่าใต้ดินของภูมิภาคตะวันออกแล้ว”
“กัปตัน ศิษย์จากหลากหลายสำนักที่มาถึงป่าใต้ดินในตอนนี้มีจำนวนนับล้านคนแล้วนะ”
“ศิษย์น้องเล็ก นี่เจ้าไปไหนกันแน่เนี่ย ตอนนี้ผู้อาวุโสหยุนอ่าวได้นำศิษย์แผนกปรุงยาจากทุกสำนักมารวมตัวกันและเริ่มปรุงยาขจัดพิษแล้วนะ”
“เฉินเฉียง นี่เจ้ากลับไปที่โลกมนุษย์งั้นรึ นี่เจ้าทิ้งข้าเอาไว้อีกแล้วนะ”
….
หลังจากที่ได้ยินเสียงคุ้นเคยซ้ำไปซ้ำมา เฉินเฉียงแม้จะรู้สึกหนักอึ้งกลับข้อความสุดท้ายไปเล็กน้อย แต่หลังจากถอดถอนลมหายใจออกมาอย่างสุดปอด เขาก็รีบพุ่งตรงไปยังจุดนัดพบที่อยู่ในภ ภูมิภาคตะวันออกในทันที
ป่าใต้ดินนั้นมีพื้นที่ครอบคลุมกว่าล้านกิโลเมตร เรียกได้ว่ากินพื้นที่สองในสามของภูมิภาคตะวันออกเลยก็ว่าได้ และสถานที่แห่งนี้ก็เป็นแหล่งรวมสัตว์วิญญาณที่มากที่สุดในโลกปี ศาจ
การที่เรียกป่าแห่งนี้ว่าป่าใต้ดินนั้น หาใช่หมายถึงป่าที่อยู่ใต้แผ่นดิน แต่มันเป็นการเปรียบเปรยเพียงเท่านั้น เพราะป่าแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ที่มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำทะเลที่ลดต ต่ำลงถึงขีดสุดเสียอีก และการที่ป่าแห่งนี้มีพื้นที่ครอบคลุมเข้าไปในทั้งห้าภูมิภาคของโลกปีศาจ มันจึงทำให้ที่ตั้งของป่าผืนนี้ราวกับแอ่งหุบเขาที่มีพื้นที่กว้างขวางอย่างสุดลูกห หูลูกตา
และเมื่อเขาไปถึงป่าใต้ดิน เฉินเฉียงก็ใช้พลังจิตที่ทรงพลังอย่างที่สุดของเขาสำรวจออกไปในทันที
ศิษย์จากหลากหลายสำนักหลากหลายภูมิภาค แบ่งกระจายกันไปเป็นสี่กลุ่มใหญ่
ศิษย์แผนกปรุงยาและศิษย์แผนกวัตถุวิญญาณมีจำนวนน้อยที่สุด ศิษย์กลุ่มนี้มีจำนวนเพียงเกือบสองพันคนเท่านั้น และจากที่ได้รับข้อความจากกัวเหลียงก่อนหน้านี้ ในตอนนี้พวกเขากำลังเ เร่งปรุงยาและทำอาวุธเตรียมพร้อมเอาไว้
ศิษย์ที่มีจำนวนมากที่สุดนั้นก็คือศิษย์แผนกวิชายุทธ ศิษย์กลุ่มนี้มีจำนวนหนึ่งล้านแปดแสนคนโดยประมาณ
ส่วนศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตนั้นมีประมาณหนึ่งล้านสองแสนคนเห็นจะได้
อย่างไรก็ตาม เฉินเฉียงนั้นรู้ดีว่าด้วยจำนวนของศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตล้านกว่าคนนี้ย่อมหมายถึงสัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิตล้านกว่าตัว
และนี่ทำให้ศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตนั้นแข็งแกร่งที่สุด
และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตของโลกปีศาจเพียงเท่านั้น
นอกจากศิษย์เหล่านี้แล้ว ก็ยังมีผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตอีกสามร้อยคนที่กำลังยืนเคียงข้างอยู่กับผู้อาวุโสของสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าอีกสี่คนอยู่
ดูจากการแต่งกายแล้ว คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดทั้งสิ้น
ส่วนคนของกองกำลังเทียนเว่ยนั้น ในตอนนี้ทุกคนได้ยืนอยู่เคียงข้างตงติ๋นในฐานะศิษย์แผนกวิชายุทธ
ถึงแม้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จะยืนอยู่เคียงข้างตงติ๋น แต่เฉินเฉียงก็บอกได้เลยว่าคนเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การพูดคุยกับผู้อาวุโสเฟิงแห่งแผนกหุ่นเชิดโลหิต และเมินเฉยต่อ อการคงอยู่ของผู้อาวุโสทั้งสาม
“เหอะ”
เฉินเฉียงสบถออกมาในทันทีก่อนที่จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตนไป
“ท่านผอ. ท่านผอ.กลับมาแล้ว”
ต่อหน้าศิษย์สำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าทุกคน กัวเหลียงได้ตะโกนออกมาอย่างดังลั่น
“แกกล้าดียังไง เป็นเพียงแค่ศิษย์สำนักเต๋าดาดๆแต่กลับมาทำท่าทางราวกับสนิทชิดเชื้อกับท่านผอ.เยี่ยงนี้”
เพียงกัวเหลียงได้พูดจบ ชายวัยกลางคนที่เป็นผู้นำของกลุ่มคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นก็อดจะสบถคำออกมาด้วยท่าทางเย็นชาเสียมิได้ พร้อมทั้งฟาดผ่ามือไปหากัวเหลียงในทันที
ในตอนนี้กัวเหลียงและคนในกองกำลังเทียนเว่ยพึ่งจะรู้ตัวว่าพวกตนกระดี๊กระด๊าอย่างเกินกาลไปจริงๆ
เป็นตอนนี้ที่เฉินเฉียงพุ่งเข้าใส่ผู้นำของกลุ่มคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์จนเห็นได้อย่างชัดเจน
ผู้อาวุโสเฟิงที่กำลังพูดคุยกับผู้นำกลุ่มของวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างออกรสออกชาติอยู่นั้น เมื่อได้เห็นว่าเฉินเฉียงกำลังพุ่งเข้าใส่ผู้นำของกลุ่มคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ตั ดสินใจได้อย่างไม่ยากเย็น
เขาร่วมมือกับผู้นำกลุ่มผู้นี้ในการรับมือกับเฉินเฉียง
และนี่เป็นสิ่งที่เฉินเฉียงต้องการ
เพื่อที่จะทำให้ศิษย์สำนักสวรรค์ชั้นฟ้าฆ่าแกงกันตายไปจนหมดสิ้นในช่วงที่เขาไม่อยู่ เฉินเฉียงจึงได้วางแผนให้ผู้อาวุโสเฟิงคนนี้ยังคงมีตัวตนอยู่ในสำนัก
แต่ในการกลับไปยังโลกในครั้งนี้ของเขานั้นได้ทำให้เขาหมดความอดทนกับผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต ชนิดที่ต้องการกำจัดคนเหล่านี้ให้พ้นหูพ้นตาไปในทันที
และในเมื่อเขานั้นได้กลับมาแล้ว เขาก็ควรจะใช้โอกาสนี้ขจัดเสี้ยนหนามตนนี้ออกไปให้พ้นทาง และจำได้เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนในจุดยืนของตน
และด้วยระดับการบ่มเพาะของเฉินเฉียงในตอนนี้ สามารถบอกได้ว่าเฉินเฉียงนั้นแข็งแกร่งกว่าผู้อาวุโสเฟิงอยู่หนึ่งระดับขั้น ถึงแม้เฉินเฉียงจะเป็นเพียงราชาจอมพลขั้นต้น แต่ความแข็ งแกร่งของเขาเองก็เทียบเท่าได้กับราชาจอมพลขั้นสูง และนี่ทำให้เฉินเฉียงนั้นสามารถฆ่าผู้อาวุโสเฟิงได้ง่ายดายอย่างไม่ต้องมากความ
“ฝุ่บ”
เพียงชั่วพริบตา หุ่นเชิดโลหิตที่อยู่ในร่างของผู้อาวุโสเฟิงนั้นยังไม่มีโอกาสได้ปรากฏ ร่างของผู้อาวุโสเฟิงก็ได้ทะลวงโหว๋ไปเรียบร้อยแล้ว
และนี่ทำให้ร่างของราชาเหนือราชาขั้นกลางผู้หนึ่งร่วงหล่นสู่ผืนดินในทันที
และก่อนที่เฉินเฉียงจะได้ลงมือของตนกับคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับถัดไป ร่างหนึ่งก็ได้หยุดมือของเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งเอาไว้ และจ้องมองไปที่เฉินเฉียงอ อย่างแน่วแน่อย่างต้องการคำตอบ
“พี่จ้ง นี่มันหมายความว่ายังไงกัน”
เฉินเฉียงขมวดคิ้วขึ้นมาก่อนที่จะเหลือบมองไปหาตงติ๋น
ตงติ๋นเองก็เข้าใจและรีบส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณไปหาเฉินเฉียงในทันที -ท่านผอ. คนผู้รั้งตำแหน่งรองจ้าววิหารและผู้คุมหอหุ่นเชิดโลหิต-
-ผู้คุมหอหุ่นเชิดโลหิต…รองจ้าววิหาร.…เรอะ-
เฉินเฉียงสบถขึ้นมาในใจ
ก่อนหน้านี้บนโลกมนุษย์ เฉินเฉียงได้กุดหัวผู้คุมหอคนหนึ่งของวิหารศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อมาถึงที่นี่ เขาก็ยังต้องพบเจอกับผู้คุมหอหุ่นเชิดโลหิตที่รั้งตำแหน่งรองจ้าววิหาร ดู เหมือนว่ามันผู้นี้เองก็มีระดับบ่มเพาะอยู่ที่ระดับราชเหนือราชาขั้นสูงเสียกระมัง
และไม่ต้องบอกออกมาก็พอจะรู้ได้ว่า คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์สามร้อยคนที่อยู่ด้านหลังนี้สมควรจะเป็นคนของหอหุ่นเชิดโลหิต
“หมายความว่ายังไงรึ เหอะ” เฉินเฉียงสบถออกมาทีหนึ่งก่อนที่จะไปยืนตรงหน้าตงติ๋นและคนอื่นๆก่อนที่จะสบถออกมาอีกคำและมองกงซุนหยูหมิงด้วยสายตาที่เย็นชาแล้วพูดออกมา “ผู้อาวุ โสเฟิงนั้นได้ดูหมิ่นเกียรติของผอ.ผู้นี้ การกระทำของมันผู้นี้เพียงพอที่จะสมควรตายแล้วไม่ใช่รึไง หรือว่าท่านรองจ้าววังกงซุนนั้นไม่เห็นด้วยกับข้าผู้นี้”
ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว ผู้บ่มเพาะของสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าจะเทียบอันใดไม่ได้กับผู้บ่มเพาะของวิหารศักดิ์ศิทธิ์ แต่ตำแหน่งของผอ.จ้งนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้คุมหอทั้งสี่ของว วิหารศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด
ถึงแม้ว่าการแสดงออกของเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งนี้จะทำให้กงซุนหมิงหยูต้องขุ่นเคืองใจอย่างมาก แต่เขาก็ไม่ได้แสดงความโกรธเคืองออกมาให้เห็น เขาทำเพียงถอดถอนลมห หายใจประดุจดั่งเสียดายคนรู้ใจไปกับเรื่องโง่ๆเรื่องหนึ่ง ก่อนจะพูดตอบออกมา
“พี่จ้ง ข้านั้นเพียงแค่ต้องการสั่งสอนศิษย์ของท่านเพียงเท่านั้น ส่วนผู้อาวุโสเฟิงเองเพียงแค่ไม่ต้องการให้พวกเราต้องมีเรื่องกันเพราะศิษย์เพียงคนเดียวจนทำให้ท่านต้องเข้าใจผิดไ ไป ช่างน่าเสียดายนักที่ท่านสังหารเขาไปด้วยเรื่องเพียงเท่านี้ ไหนจะหุ่นเชิดโลหิตที่อยู่ในร่างของเขา…”
เมื่อได้ยินกงซุนหยูหมิงพูดถึงเรื่องหุ่นเชิดโลหิตของผู้อาวุโสเฟิง เฉินเฉียงก็ตะเบ็งเสียงออกมา “ท่านรองจ้าววิหารกงซุน นี่ท่านไม่รู้รึไงว่าพวกเรานั้นมาที่นี่ในครั้งนี้ด้วย ยเหตุอันใดกัน”
ก่อนหน้านี้กงซุนนั้นคิดจะสร้างความสนิทสนมกับเฉินเฉียงจึงได้เรียกชื่อของเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งด้วยชื่อของผอ.จ้งเพียงเท่านั้น เขานึกไม่ถึงว่าเฉินเฉียงนั้นไม่ เพียงจะไม่แยแสแต่กลับเรียกเขาด้วยชื่อของตำแหน่ง นี่ทำให้เขานั้นรู้สึกเสียหน้าเปลี่ยนเป็นท่าทางเย็นชาก่อนจะถามออกไป “พี่จ้ง ข้านั้นรอสดับรับฟังท่านอยู่”
“รองจ้าววังกงซุน สำนักเต๋าของข้านั้นเสียเวลากว่าสามเดือนเพื่อที่จะสืบสวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นตามหัวเมืองใหญ่ทั่วแว่นแคว้น รวมถึงเรื่องที่ว่าทำไมหัวเมืองเหล่านั้นถึงได้ เริ่มมีท่าทางกระด้างกระเดื่องต่อวิหารศักดิ์สิทธิ์ในทุกครั้งที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ปรากฏ”
“ในช่วงสามเดือนมานี้ ข้าผู้นี้ได้รับผลสรุปออกมาแล้ว”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงก็ได้นำกำไลสื่อสารวงหนึ่งออกมาวางไว้ในมือ