ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 497 โอกาส
บทที่ 497 โอกาส
เมื่อมองกำไลสื่อสารที่อยู่ในมือของเฉินเฉียง กงซุนหยูหมิงก็หน้าถอดสีและแสดงออกมาอย่างลนลาน
“พี่จ้ง อย่าทำอย่างนั้น”
เมื่อเห็นกงซุนหยูหมิงมีท่าทีที่ลนลาน ดูเหมือนว่าตัวเขาเองก็ได้รับรู้แล้วว่ากำไลสื่อสารนี้สามารถฉายภาพออกมาได้
เป็นไปได้ว่าเป็นฮั่นจุยที่ได้บอกเหล่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ในฐานะที่มันผู้นั้นเป็นจ้าววิหารของวิหารศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้
ยิ่งไปกว่านั้น วิหารศักดิ์สิทธิ์สมควรรู้แล้วว่ากำไลสื่อสารนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายชื่อเสียงของวิหารศักดิ์สิทธิ์
หากว่าเฉินเฉียงฉายภาพเหตุการณ์ออกไปต่อหน้าเหล่าศิษย์สำนักกว่าสองล้านคนในตอนนี้ ใครจะสามารถยืนยันได้ว่าพวกเขาจะไม่พุ่งเข้าใส่ศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตเพื่อระบายแค้นในทันที
เมื่อเห็นว่ากงซุนหยูหมิงมีท่าทางตื่นตระหนกร้อนรน เฉินเฉียงก็ไม่ได้ฉายภาพเหตุการณ์ออกไปแต่อย่างใด อย่างน้อยๆก็ในตอนนี้
อีกฟากฝั่งนั้นคือคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่มีระดับบ่มเพาะราชาเหนือราชาขั้นสูง ต่อให้เขาฉายภาพฉากเหตุการณ์ตัวต้นเหตุออกไป กงซุนหยูหมิงผู้นี้ย่อมสามารถพังมันทิ้งได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
เฉินเฉียงในตอนนี้ลดแขนของตนให้ต่ำลงเพื่อให้กงซุนหยูหมิงคลายความกังวลลงก่อนจะพูดออกมา “รองจ้าวหอกงซุน ข้าเชื่อว่าท่านนั้นคงรู้อยู่แล้วว่าสิ่งนี้คืออะไร”
“ข้าขอบอกตามตรงนะว่าในตอนที่ผอ.ผู้นี้ได้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ผอ.ผู้นี้รู้สึกหนักใจอย่างที่สุด”
“วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่สูงล้ำมานานหลายปีจนกลายเป็นเทพพิทักษ์ในสายตาของผู้คนทั่วทั้งโลกปีศาจ”
“อย่างไรก็ตาม กลับมีบางคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนอาศัยชื่อของวิหารศักดิ์สิทธิ์กอบโกยผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆใส่ตน โดยไม่สนใจว่าการกระทำของตนนั้นจะทำให้ชื่อเสียงของวิหารศักดิ์สิทธิ์ต้องด่างพร้อย”
“มันผู้นั้นสมควรตายยิ่งนัก”
“รองจ้าววังกงซุน พวกเราต่างก็เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต และต่างก็เป็นคนใต้ร่มธงของวิหารศักดิ์สิทธิ์ แต่เดิมด้วยเรื่องของหลิวเซียนที่ทำการทรยศวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็ทำให้หลายๆคนเริ่มเคลือบแคลงสงสัยในตัวของพวกเราอยู่แล้วสิ่งใดกันที่ทำให้หลิวเซียนคิดคดทรยศพวกเรา”
“นี่สมควรจะเป็นหลิวเซียนที่เป็นตัวการในการเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหอกองโจรหมาป่าให้ผู้คนได้รับรู้ ข้าคิดว่ากับเรื่องนี้คงไม่จำเป็นที่พวกเราต้องปิดซ่อนสิ่งนี้เอาไว้อีกต่อไป”
“เพราะไม่ว่ายังไงก็ตาม เจ้าห้าคนที่ก่อเรื่องไว้ในฉากเหตุการณ์ก็ล้วนแล้วแต่ตกตายไปจนหมดสิ้น อย่างมากพวกเราก็ทำได้เพียงขุดซากของคนเหล่านั้นขึ้นมาลงโทษซ้ำเพียงเท่านั้น”
แต่การทำเช่นนี้อย่างมากก็ทำได้เพียงให้ผู้คนรู้สึกสาสมแก่ใจ แต่นั่นหาได้ช่วยให้ผู้คนหายเคลือบแคลงสงสัยในตัววิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่
“ไหนจะเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหยานกั๋นนั่นอีก ไอ้เจ้าสองตัวที่เป็นคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็ทำตัวอวดฉลาดซะเหลือเกินเหลือการณ์”
“พวกมันใช้วิธีการฆ่าคนล้างเมืองปิดปากเพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของวิหารศักดิ์สิทธิ์ต้องมัวหมอง”
“ข้าบอกได้เลยว่าถึงแม้เปลือกนอกปากของพวกมันจะบอกว่าทำเพื่อวิหารศักดิ์สิทธิ์ แต่การกระทำของพวกมันเพียงแค่หาข้าอ้างเพื่อได้รับอาหารโลหิตมากมายก็เท่านั้น นี่มันไม่ได้ต่างจากการใช้วิหารศักดิ์สิทธิ์ออกมาประจันหน้าปะทะกับผู้คนแต่อย่างใด”
“พวกมันช่างเฉลียวเสียจนอยากจะไล่ให้ตกตายไปเสียให้พ้นๆ”
คำพูดของเฉินเฉียงแต่ละคำนั้นทำให้กงซุนหยูหมิงถึงกับพูดไม่ออก พร้อมกับเป็นการกระตุกต่อมความโกรธขึ้นมาในใจของตงติ๋นจนต้องกำหมัดแน่น
กงซุนหยูหมิงที่ในตอนนี้ใบหน้าแสดงออกมาอย่างเย็นชาในทุกขณะที่ได้ยินคำพูดของเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้ง เมื่อเฉินเฉียงเห็นท่าทางนี้ก็ได้พูดออกมาด้วยเสียงที่เย็นชา
“รองจ้าววิหารกงซุน ในตอนนี้ด้วยสถานการณ์ของโลกปีศาจนั้น เหตุผลที่ท่านจ้าววังได้ออกคำสั่งให้ผอ.ผู้นี้รวบรวมศิษย์สำนักเต๋าทั่วหล้าออกมาจัดการนั้น ส่วนหนึ่งก็คือการเสริมสร้างชื่อเสียงของวิหารศักดิ์สิทธิ์ให้กลับมาประทับอยู่ในใจของผู้คนเฉกเช่นดังเดิม”
“เช่นนั้น ข้าก็หวังให้รองจ้าววิหารกงซุนนั้นไม่มาขัดขวางการทำความดีของเหล่าศิษย์จากสำนักต่างๆเหล่านี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้ว กงซุนหยูหมิงก็ได้ลอบส่งเสียงผ่านทางจิตวิญญาณไปหาเฉินเฉียง “พี่จ้ง สายตาที่แสดงออกมาอย่างเกลียดชังของผู้อาวุโสตงที่อยู่ข้างหลังท่านมันช่างลึกล้ำจนยากจะเอ่ยอธิบาย ในเมื่อมันผู้นี่หาใช่ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต จะดีกว่าไหมหากท่านจะฆ่ามันแล้วเปลี่ยนให้มันกลายเป็นหุ่นเชิดซากศพชั้นเลิศตนหนึ่ง”
เมื่อได้ยินแบบนี้ เฉินเฉียงก็ลอบสบถออกมาอยู่ในใจ
แต่ด้วยการที่เขานั้นยังสงสัยอยู่ว่ารองจ้าววังผู้นี้มาทำบ้าอะไรที่นี่ เขาจึงทำได้เพียงอดทนเข้าไว้
“รองจ้าววังกงซุน ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าท่านมาทำอะไร” เฉินเฉียงถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดุร้าย
เมื่อกงซุนหยูหมิงเห็นว่าเฉินเฉียงไม่ได้สนใจเสียงผ่านจิตวิญญาณของตนแต่กลับถึงเป้าหมายที่ตนมาที่นี่ด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตร นี่ทำให้ใบหน้าของเขาเย็นชาอย่างที่สุด
“ผอ.จ้ง ข้ามาที่นี่ตามคำสั่งของท่านจ้าววิหารเพื่อช่วยท่านในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลกใบนี้”
“ก็ดี” เฉินเฉียงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึก “ท่านรองจ้าววิหารกงซุน ในเมื่อท่านต้องการช่วยเหลือพวกเราก็จงทำในสิ่งที่ท่านสมควรจะกระทำ”
“แต่ข้าแนะนำว่าท่านไม่สมควรเข้ามายุ่มย่ามกับเรื่องของคนอื่น”
“หากท่านยังคงทำตัวให้ชื่อเสียงของข้าในฐานะที่เป็นผู้รวบรวมเหล่าศิษย์จากสำนักเต๋าต่างๆบนโลกปีศาจมาเช่นนี้ ก็อย่าได้หาว่าผอ.ผู้นี้ไม่ไว้หน้าท่านรองจ้าววิหารเลยก็แล้วกัน”
กงซุนหยูหมิงที่ได้ยินก็เดือดดาลและมองไปที่เฉินเฉียงด้วยท่าทางที่แสดงออกมาว่าคำพูดของเฉินเฉียงนั้นมันเกินทนเหลือจะรับ
“ผอ.จ้ง นี่ท่านหมายความว่ายังไง ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือและแสดงออกมาด้วยความเป็นมิตรไมตรี แต่ท่านนั้นกลับไม่ยอมรับไมตรีนี้ไว้ แถมยังหาว่าข้ามายุ่มย่ามไม่เข้าเรื่องงั้นรึ”
ในสายตาของกงซุนหยูหมิงนั้น ทั้งเขาและผอ.จ้งต่างก็เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต แม้จะไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่มันย่อมไม่แย่ขนาดที่เป็นศัตรูต่อกัน
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ตั้งแต่เริ่ม เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งได้ตั้งแง่กับเขาและพูดจาทิ่มแทงเขาแทบจะในทุกขณะ นี่ทำให้เขานั้นไม่อาจจะทานทนได้อีกต่อไป
เมื่อเห็นว่ากงซุนหยูหมิงแสดงออกมาอย่างเดือดดาล เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งก็แสดงออกมาอย่างสุขุม
“รองจ้าววิหารกงซุน ผอ.ผู้นี้ได้รับคำสั่งจากท่านจ้าววิหารให้กวาดล้างภัยพิบัติที่ปรากฏบนโลกใบนี้ นี่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในการกู้ชื่อเสียงของวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย”
“และมันย่อมดีกว่าไอ้ตัวโง่งมจากวิหารศักดิ์สิทธิ์สองตัวนั่นที่กระทำการคิดปิดปากผู้คน”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงได้บินขึ้นฟ้ายืนอยู่เหนือเหล่าศิษย์กว่าสองล้านคน ก่อนจะชูมือของตนเหวี่ยงกำไลสื่อสารขึ้นฟ้าไป และฉายภาพจากกำไลสื่อสารขึ้นฟ้าไป
ภาพฉายเหล่านี้สำหรับเหล่าศิษย์จากสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าแล้วหาได้แปลกตาแต่อย่างใด เพราะเฉินเฉียงเคยเผยแพร่ภาพฉายดังกล่าวมาแล้ว
แต่กับศิษย์สำนักเต๋าจากสำนักอื่นนั้นยังมีน้อยคนนักที่เคยได้พบเห็นฉากเหตุการณ์เหล่านี้
และนั่นทำให้ศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตของในแต่ละสำนักเต๋าของศิษย์ที่เคยเห็นฉากเหตุการณ์ต่างก็ตกตายไปอย่างหมดสิ้นเพื่อระบายความโกรธของพวกเขา
ส่วนศิษย์ที่ไม่เคยพบเห็นฉากเหตุการณ์เหล่านี้ต่างก็มองฉากเหตุการณ์ที่ปรากฏอย่างตกตะลึง
“คุณพระคุณเจ้า กลายเป็นว่าศิษย์สำนักเต๋าที่ไม่อาจสอบเข้าสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าได้นั้นกลับถูกฆ่าตายโดยผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปจนหมดสิ้น ”
“โถ่ว ศิษย์พี่ของข้า ในสำนักเต๋าของเรานั้นเขามีตัวตนเปรียบได้ดั่งเทพเทวา ข้าไม่คิดเลยจริงๆว่าเขานั้นจะตกตายกลายเป็นอาหารของหุ่นเชิดโลหิตเช่นนี้”
“ข้าไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้วว่าทำไมศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้าที่เข้าสอบยังสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าล้วนแล้วแต่ไม่เคยกลับไป ข้าไม่นึกเลยจริงๆว่าพวกเขาจะตายเพียงเพื่อการชุบเลี้ยงผู้บ่มเพาะเช่นนี้ ช่างน่ารังเกียจนัก”
“ทำไมถึงมีไอ้ตัวระยำตำบอนเช่นนี้ในวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้กัน”
“ข้าคิดว่าเป็นเพียงไอ้พวกหุ่นเชิดโลหิตเท่านั้นที่ไม่ได้มีดีอะไรเลย พวกเราควรจะฆ่าล้างพวกมันให้หมดสิ้น”
การตัดสินใจเช่นนี้เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วชนิดที่แลบลั่นขึ้นมาในใจของผู้คน พวกเขานั้นไม่ได้คิดถึงโทษทัณฑ์อันใดเลยสักนิด
แต่ประเด็นก็คือคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนจังก้าอยู่ตรงนี้นั้น ทุกคนเปรียบได้ดั่งตัวแทนของเพราะเจ้าที่มีนามว่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้นี่จะถูกบอกว่าเป็นการลงทัณฑ์จากสวรรค์ แต่คนเหล่านี้นั้นย่อมไม่ยอมจะอยู่นิ่งเฉยปล่อยให้ผู้อื่นมาฆ่าตนเองตายเป็นแน่
นี่ทำให้เหล่าศิษย์จากหลากหลายสำนักเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกัน ก่อนจะเริ่มหันไปหมายตาเอาศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชิงชัง
เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ยากที่จะควบคุมได้แล้ว กงซุนหยูหมิงที่อยู่เบื้องล่างก็ไม่อาจอดกลั้นได้อีกและบินตามขึ้นฟ้าไป พร้อมยื่นมือออกไปกุมกำไลสื่อสารที่อยู่บนฟ้าทำลายไปจนไม่เหลือซาก
“ผอ.จ้ง นี่ท่านต้องการทำอะไรกันแน่ อย่าบอกว่าท่านเองก็คิดกบฏกับวิหารศักดิ์สิทธิ์น่ะ”
เฉินเฉียงนั้นมีกำไลสื่อสารกับเขาอยู่มากมายอยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้ทุกข์ร้อนเมื่อเห็นว่ากำไลสื่อสารถูกกงซุนหยูหมิงทำลายไป ไม่สิ ต้องบอกว่าเขานั้นรู้อยู่แล้วว่าไม่ว่ายังไง กำไลสื่อสารอันนี้ก็ต้องถูกทำลายอยู่ดี
เฉกเช่นเดียวกับท่าทางของกงซุนหยูหมิงนี้ก็อยู่ในการคาดการณ์ของเฉินเฉียงด้วยเช่นกัน
ถ้าจะให้พูดให้ถูกก็คงเป็นเฉินเฉียงกำลังเฝ้ารอโอกาสนี้อยู่ถึงจะถูก