ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 499 คลี่คลาย
บทที่ 499 คลี่คลาย
ในทันทีที่เฉินเฉียงพูดจบลง เหล่าศิษย์จากหลากหลายสำนักหลากหลายแผนกที่ได้มารวมตัวกันอยู่ก็รู้สึกถึงความอบอุ่นจากคำพูดของเฉินเฉียงที่ได้ปะทุขึ้นมาในใจ
สำหรับศิษย์แผนกปรุงยา แผนกวัตถุวิญญาณ และแผนกวิชายุทธ์แล้ว ด้วยการที่เฉินเฉียงและกงซุนหยูหมิงต่างก็เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต สำหรับพวกเขาแล้วทั้งสองไม่ได้ ต่างไปจากศัตรูคู่อาฆาตของพวกเขาที่บังเกิดความขัดแย้งภายในกันเอง
แต่ด้วยการวางตัวของเฉินเฉียงนับแต่มาถึงที่นี่จนมาถึงตอนนี้ เขาได้แสดงออกมาเกือบทุกชั่วขณะราวกับว่าชีวิตของตนไม่ได้มีค่าอะไรเมื่อเทียบกับศิษย์เฉกเช่นพวกเขา
มาถึงตอนนี้แม้แต่จะเป็นศิษย์ทั้งสามแผนกก็ยังอดที่จะหวังไม่ได้ว่าขอให้เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งชนะในการต่อสู้ครั้งนี้
แน่นอนว่าพวกเขาทำได้เพียงหวัง
นั่นก็เพราะพวกเขาต่างก็รับรู้ว่าระดับบ่มเพาะของทั้งสองคนนั้นต่างกันเกินไป
เมื่อกงซุนหยูหมิงได้ยินคำของเฉินเฉียง เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ทำเพียงตวัดมือของตนไปทีหนึ่งทำให้พื้นที่รอบตัวของทั้งสองประมาณพันตารางเมตรราบเรียบเป็นหน้ากอง
พร้อมกับมีกำแพงเขตแดนหนึ่งได้ปรากฏ และนี่ทำให้เหล่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์อีกทั้งสามร้ายคนมารอยรอบกำแพงเขตแดนนี้ในทันทีพร้อมท่าทางตื่นเต้นยินดี
นั่นก็เพราะไม่ว่าใครจะตกตาย พวกเขาล้วนแล้วแต่ได้ผลประโยชน์ทั้งสิ้น
แม้แต่กงซุนหยูหมิงจะให้ความสำคัญกับเฉินเฉียงเพราะเป็นผู้รับคำสั่งตรงจากจ้าววิหารศักดิ์สิทธิ์ แต่ด้วยการประลองเป็นตายนี้เขาเองก็นึกอยากได้หุ่นเชิดโลหิตของเฉินเฉียงที่อ อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ถึงแม้เขาจะเป็นถึงรองจ้าววังแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาผ่อนคลายความต้องการของตนลงไปได้
ที่สำคัญที่สุดก็คือตลอดเวลาที่เขาอยู่ที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ มันหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่แสวงหาผลประโยชน์ในทุกสิ่งอย่างที่สุด
ต่อให้การประลองในครั้งนี้จะทำให้เขาสร้างความขุ่นเคืองต่อจ้าววังวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม
ต่อให้หากมีอะไรเกิดขึ้นจนทำให้คนอื่นๆพร้อมจะเหยียบย่ำแล้วถีบส่งเขาออกจากตำแหน่งก็ตาม
แต่กระนั้น ตัวเขายังไงซะก็ยังเป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตระดับราชาเหนือราชาขั้นสูงเลยนะ
เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว ในตอนนี้ กงซุนหยูหมิงก็ได้ตั้งมั่นในการประลองนี้อย่างเต็มพิกัดในทันที ก่อนจะพุ่งตรงเข้าเขตแดนประลองไปในทันใด
“พี่จ้ง เป็นน้องชายผู้นี้ที่ทำให้ท่านเสียการใหญ่ น่าเสียดายนักที่ข้าไม่อาจร่วมงานนี้กับท่านได้”
“ท่านและข้าต่างก็เป็นเสาหลักของวิหารศักดิ์สิทธิ์ ทำไมท่านนั้นต้องห่วงใยเพียงแค่เด็กน้อยพวกนี้จนถึงขั้นต้องสู้แตกหัก นี่มันช่างน่าขันนัก”
เฉินเฉียงยักไหล่ให้ทีหนึ่งก่อนจะพูดออกมาอย่างสบายอารมณ์ “พี่กงซุน บอกข้ามาเถอะว่าท่านนั้นพาคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์มาทำไมกันน่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางของเฉินเฉียงในตอนนี้อ่อนท่าทีลงประดุจดั่งพี่น้องท้องเดียวกัน ทำแม้กระทั่งเรียกเขาประดุจพี่ชายร่วมสายเลือดของตน นี่ทำให้กงซุนหยูหมิงถึงกับต้องลอบถอนหายใ ใจขึ้นมาในจิตใจ
“พี่จ้ง นี่ท่านไม่ทำเกินไปหน่อยรึไงกัน ตัวข้านั้นได้รับคำสั่งมาจากท่านจ้าววิหารให้มาเป็นมือเป็นเท้าให้ท่านนั่นแหละ”
“และก็เป็นอย่างที่พี่จ้งพูดออกมาจริง ก่อนหน้านี้เป็นเพราะหลิวเซียนได้เผยแพร่ภาพฉายนั่นออกไปจนทำให้ชื่อเสียงของวิหารศักดิ์สิทธิ์ต้องมัวหมองลง นี่ทำให้ท่านจ้าววิหารสร้าง ภัยพิบัติทั่วทั้งแว่นแคว้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คน”
“และหากว่าเรื่องในครั้งนี้ได้ผลลัพธ์ออกมาได้ไม่ดีพอ ท่านจ้าววิหารก็สั่งให้พวกเรานั้นสังหารเหล่าผู้บ่มเพาะที่ไม่ได้เดินบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ให้ หมดสิ้น กว่าผู้คนทั่วไปจะรู้เรื่องนี้ด้วยก็ตาม ต่อให้ผู้คนบนโลกปีศาจเสื่อมศรัทธาต่อวิหารศักดิ์สิทธิ์จนหมดสิ้น พวกมันก็ไม่อาจมีกำลังพอที่จะทำสิ่งใดได้อีก”
“และด้วยเรื่องนี้ทำให้ตัวข้านั้นร้อนรนเผลอไปทำลายภาพฉายของท่านก่อนหน้านี้ ข้าหวังว่าพี่จ้งนั้นจะให้อภัยข้าผู้นี้ด้วย”
หลังจากที่กงซุนหยูหมิงได้พูดจบลง กำไลสื่อสารอีกวงหนึ่งก็ได้ปรากฏในมือของเฉินเฉียง พร้อมกับปลดปล่อยภาพที่กงซุนหยูหมิงได้พูดไว้ทั้งหมดเมื่อตะกี้นี้ออกมา
“ฮี่ฮี่ฮี่ กงซุนหยูหมิงหนอ กงซุนหยูหมิง ชะตาของเจ้านั้นต้องขาดสะบั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วล่ะนะ ข้าว่าแล้วว่าไอ้ภัยพิบัติบนโลกปีศาจนี้ต้องเป็นแผนการของวิหารศักดิ์สิทธิ์ข ของพวกเจ้า”
เมื่อกงซุนหยูหมิงได้เห็นฉากนี้ก็ต้องตกตะลึงและเดือดดาลขึ้นมาในทันที เขาชี้ไปที่เฉินเฉียงก่อนจะตะโกนออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว “ผอ.จ้ง นี่มันหมายความว่ายังไงกัน”
เฉินเฉียงได้เก็บกำไลสื่อสารที่บันทึกภาพเหตุการณ์ล่าสุดเอาไว้ ก่อนจะพูดออกมาด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่ากำลังมองตัวโง่งมที่หาคำมาเปรียบยิ่งกว่านี้เสียมิได้
“กงซุนหยูหมิง เจ้าก็มีชีวิตผ่านประสบการณ์มามากมายแล้วทำไมเจ้าถึงได้โง่งมจนคาดเดาเหตุการณ์ไม่ออกกัน อย่าบอกนะว่าเจ้าน่ะโง่เสียยิ่งกว่าโง่น่ะ ห้ะ”
“ข้านั้นตั้งใจจะให้เจ้าพูดคำเหล่านี้นออกมาแล้วค่อยฆ่าเจ้าทิ้งไปน่ะสิ ทีนี้ข้าก็จะไม่ต้องเสียดายที่จะฆ่าจะทิ้งไปให้พ้นๆหน้าข้าได้แล้ว”
“แกจะฆ่าข้าเนี่ยนะ ฮ่าฮ่าฮ่า” กงซุนหยูหมิงหัวเราะอย่างดังลั่นออกมาในทันที “ไอ้แซ่จ้ง นี่แกกินยาผิดมารึเปล่าวะ ข้าเป็นราชาเหนือราชาขั้นสูงเลยนะเว้ย”
“แต่เดิมข้านั้นยังเป็นกังวลอยู่บ้างที่ต้องฆ่าแกเพราะมันจะทำให้ท่านจ้าววิหารขุ่นเคืองในตัวข้าได้ แต่ในเมื่อแกกล้าทำอย่างนี้และแสดงออกมาว่าจะเปิดเผยความลับของวิหารศักดิ สิทธิ์ต่อหน้าข้าผู้นี้เสียอีก”
“ไอ้แซ่จ้ง ส่งชีวิตของแกมาซะ”
หลังจากพูดจบ กงซุนหยูหมิงก็เคาะที่อกของตนในทันที
แต่กงซุนหยูหมิงหารู้ไม่ว่าในตอนที่เขานั้นได้กางเขตแดน เฉินเฉียงเองก็ปลดปล่อยขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาออกไปพร้อมกัน และมีขนาดพื้นที่เทียบเท่าอาณาเขตประลอง
ในยามที่หน้าอกสีดำทมิฬของกงซุนหยูหมิงได้เปิดออกพร้อมกับร่างสีดำที่ค่อยๆพุ่งทะลวงออกมาอย่างช้าเชื่องราวกับภาพสโลโมชั่น พร้อมกับปากที่อ้ากว้างและยืดยาดไปมา
เป็นตอนนี้ที่กงซุนหยูหมิงพึ่งจะรับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นบนหน้าอกของตน
อีกฟากฝั่งหนึ่ง เฉินเฉียงค่อยๆนำธนูดำออกมาและดึงสายธนูพร้อมลูกธนูไร้สีสันอีกสองดอก แล้วยิงออกไปด้วยความเร็วสูง พร้อมกับยิงการโจมตีทางจิตวิญญาณ ดาบสะบั้นวิญญาณออกไปพุ่ง งเข้าใส่กงซุนหยูหมิงในทันที
เพียงโดนดาบสะบั้นวิญญาณพุ่งเข้าใส่จิตสำนึกของตนไปทีหนึ่ง กงซุนหยูหมิงก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดที่เกินกว่าจะอธิบายได้พลางกุมหัวไว้อย่างแน่นขนัด ก่อนจะเหลือบไปเห็น ธนูไร้สีสันสองดอกพุ่งมาหาดวงตาทั้งสองข้างของตน นี่ทำให้เขานั่งตกตะลึงจนนิ่งอึ้งไปหาได้หลบได้อย่างทันท่วงที
“พร๊วดดดด”
ลูกบอลเล็กๆสองลูกได้ระเบิดออกพร้อมกับสร้างรูทะลุไปยังด้านหลังบนหัวของกงซุนหยูหมิงจากลูกธนูที่ถูกยิงผ่านดวงตา
ที่ด้านนอกเขตแดนประลอง คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์กว่าสามร้อยคนที่แต่เดิมนั้นก็เพียงตั้งใจจะรับชมการแสดงของผู้นำของตนนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นว่าคนที่นำพาตนมาต้องตกตาย ยโดยธนูของผอ.จ้ง
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ผอ.จ้งเพียงแค่ขยับตัวยึกยักไม่กี่ที เอาจริงๆควรจะเรียกว่าการกระทำของผอ.จ้งนั้นเป็นการเอ้อระเหยลอยชายเลยด้วยซ้ำ แต่มันกลับทำให้ผู้ทรงพลังระดับ บราชาเหนือราชาขั้นสูงอย่างกงซุนหยูหมิงต้องตกตายต่อหน้าประชาชี ทั้งๆที่ผอ.จ้งนั้นควรจะไม่มีโอกาสที่จะลงมือ แต่กลายเป็นว่าเขาลงมือโดยที่แม้แต่หุ่นเชิดโลหิตของกงซุนหยูห หมิงยังไม่แม้แต่ได้ปรากฏตัวออกมาอย่างสมบูรณ์ ทุกอย่างก็จบลงเสียอย่างนั้น
แต่เรื่องราวยังไม่จบแต่อย่างใด
ถึงแม้ชีวิตของกงซุนหยูหมิงจะตกตายไปแล้ว แต่หุ่นเชิดโลหิตและหุ่นเชิดซากศพของเขายังคงอยู่
ที่ด้านในเขตแดนประลอง หุ่นเชิดโลหิตที่ยังค้างคาที่กลางอกของกงซุนหยูหมิงนั้นเมื่อสัมผัสได้ว่าพลังชีวิตของผู้เป็นนายได้หายไป มันก็ได้เปิดปากที่อ้ากว้างของมัน และแทะ ะเล็มร่างของกวงซุนหยูหมิงทีละน้อยแต่รวดเร็วจนหมดสิ้น
ส่วนห่นุเชิดซากศพอีกสี่ตนนั้นทั้งหมดหากไม่ใช่ราชาเหนือราชาขั้นกลางก็อยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นสูง แต่ยามที่มันออกมาก็ทำได้เพียงยืนหันรีหันขวางไปทั่วเพื่อมองหาผู้เป ป็นนายผู้รับฟังคำบัญชา
ด้วยการที่การสร้างหุ่นเชิดซากศพนั้นจำเป็นต้องใช้แก่นโลหิตของสัตว์ปีศาจที่เป็นหุ่นเชิดโลหิตในกระบวนการ นี่จึงทำให้พวกมันไม่โจมตีหุ่นเชิดโลหิตที่เป็นต้นสายของพวกมัน และหุ่ นเชิดโลหิตก็ไม่โจมตีพวกมันเพราะมีแก่นเลือดเดียวกัน กลับกัน มันได้พุ่งตรงเขาหาเฉินเฉียงอย่างรวดเร็ว
เฉินเฉียงที่เห็นก็ใช้ทักษะเคลื่อนย้ายพริบตาพุ่งทะลวงผ่านหุ่นเชิดซากศพทั้งสี่ด้วยความเร็วที่สูงล้ำ พร้อมกับนำแก่นหุ่นเชิดที่หลังหัวของทั้งสี่ใส่ไว้ในโลกใบเล็กของตน
ตอนนี้เหลือเพียงหุ่นเชิดโลหิตเพียงหนึ่งตนเพียงเท่านั้น
และเพื่อให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามร้อยคนที่อยู่ด้านนอกไว้วางใจ เขาจึงเลือกที่จะไม่ลงมือกวาดล้างศิษย์แผนกหุ่นเชิดโลหิตด้วยตนเอง แต่เขาคิดจะใช้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์กว่ าสามร้อยคนนี้เป็นผู้ลงมือจัดการ
ยังไงซะ ตอนนี้ชีวิตของกงซุนหยูหมิงก็ดับสิ้นไปแล้ว เฉินเฉียงจึงไม่คิดเร่งจัดการคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามร้อยคนนี้แต่อย่างใด
และในตอนที่เฉินเฉียงนำดาบดั้นเมฆออกมา เขาก็พุ่งเข้าใส่หุ่นเชิดโลหิตตัวใหญ่ยักษ์ของกงซุนหยูหมิงและตวัดดาบของตนไป