ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 518 การก้าวย่างของจ้าวสัตว์ร้าย
บทที่ 518 การก้าวย่างของจ้าวสัตว์ร้าย
“ฟู่วววววว….”
ในทันทีที่เมิ่งน้อยออกจากร่างของช้างยักษ์คลั่งออกมา เมิ่งน้อยก็ได้ทำการชูหน้าชูตาพ่นไฟใส่ร่างของช้างยักษ์ในทันที
“เจี๊ยกกเจี๊ยกก”
หลังจากเสร็จแล้ว เมิ่งน้อยก็ได้กระโจนเข้าหาเฉินเฉียงและหยานเสวี่ยในทันใด
หยานเสวี่ยนั้นแม้จะไม่รู้ว่าเฉินเฉียงพูดคุยอะไรกับเมิ่งน้อยไปบ้าง นอกเสียจากว่ามันจะยอมพูดคุยผ่านเสียงทางจิตวิญญาณก็ตาม
แต่ในตอนนี้เธอก็พอจะเดาๆเรื่องราวได้จากคำพูดของเฉินเฉียงที่ทำท่าราวกับสอนสั่งเมิ่งน้อย “อะไรนะ เจ้าต้องการแก่นวิญญาณงั้นรึ เจ้าไม่คิดว่าแก่นหุ่นเชิดที่ข้าให้เจ้าไปก่อนหน น้านี้มันไม่ดีกว่าเหรอนั่น”
เมิ่งน้อยกะพริบตาปริบๆ พร้อมกับแบมือขอในทันที
“อยากได้แก่นหุ่นเชิด คิดจะขอกันง่ายๆงั้นรึ เจ้าเองก็พึ่งฆ่าหุ่นเชิดซากศพสัตว์วิญญาณไปไม่ใช่รึไง ทำไมเจ้าไม่เอามาจากไอ้พวกนั้นล่ะ ทั้งๆที่เจ้าเป็นคนฆ่ามันเองกับมือ หรือไม่ ใช่”
ความจริงแล้ว หากเมิ่งน้อยต้องการ เฉินเฉียงนั้นพร้อมที่จะให้ได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าเมิ่งน้อยในตอนนี้ก็เป็นราชันย์สัตว์ประหลาดไปแล้ว การที่จะปล่อยให้มันนั้นนอนเล่นตีพุงไปวันแค่แบมือขอแก่นหุ่นเชิดไม่ก็แก่นวิญญาณไปเรื่อยๆแบบนี้ มันไม่ได้ต่างไปจา ากการเลี้ยงดูตัวกินบ้านกินเมืองแต่อย่างใด
เขาต้องทำให้เมิ่งน้อยเข้าใจว่ายามที่มันออกไปต่อสู้ มันจะได้รับสิ่งใดกลับมาบ้าง
เมื่อได้ยินคำสอนสั่งของเฉินเฉียงแล้ว เมิ่งน้อยทำราวกับไม่สนใจแต่ก็รีบหันหน้ากลับตรงไปยังพื้นที่ต่อสู้เมื่อครู่เพื่อหาบางสิ่ง
เมื่อเฉินเฉียงและหยานเสวี่ยเห็นก็เผยรอยยิ้มและหันมองหน้ากันในทันที ก่อนที่จะลอยตัวตามเมิ่งน้อยไป
ส่วนเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักเต๋าต่างๆที่เฝ้ามองเหตุการณ์เองนั้นก็อดไม่ได้ที่จะมองติดตามไป พร้อมกับใจที่ไม่คิดอยากจะมีสัตว์วิญญาณแบบนี้อีก
สัตว์วิญญาณที่ทรงพลังกว่าพวกเขา
เมื่อเห็นการต่อสู้ระหว่างเมิ่งน้อยและช้างยักษ์คลั่งแล้ว พวกเขานั้นคิดว่าเมิ่งน้อยนั้นช่างชนะได้อย่างง่ายดายซะเหลือเกิน
เอาจริงๆนะ อย่าเรียกว่าสู้กันเลย มันเป็นการรังแกอีกฝ่ายอยู่ฝ่ายเดียวด้วยซ้ำ
หากว่ากันตรงๆแล้ว หากเป็นเฉินเฉียง เขานั้นต่อให้ไม่ใช้การโจมตีทางจิตวิญญาณ เพียงแค่ใช้ทักษะเคลื่อนย้ายชั่วพริบตา พุ่งทะลวงผ่านร่างช้างยักษ์คลั่งตัวนี้ไป มันก็ยังไม่ได้ดูเ เรียบง่ายหรือเหนือชั้นอย่างที่เมิ่งน้อยทำแม้แต่น้อย
แต่หลังจากนี้ไม่นาน กระแสจิตของเฉินเฉียงนั้นก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง
แม้แต่เมิ่งน้อยเองที่นำหน้ามาก็สัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งได้พุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วสูง มันเป็นกลุ่มของสัตว์วิญญาณที่แตกตื่นประมาณร้อยกว่าตัวที่กำลังวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต
เหตุที่สามารถเดาเหตุการณ์ได้แบบนั้นเพราะพวกมันนั้นแสดงออกมาอย่างตื่นกลัวแบบสุดขีด
แต่กระนั้น เมิ่งน้อยทำเพียงยืนนิ่งและมองไปรอบๆ ก่อนที่จะกระโจนเข้าไปในฝูงสัตว์วิญญาณที่แตกตื่น แล้วใช้มือยาวเฟี้ยของมันนั้นคว้าจับไปที่หัวของหมาป่าสีเท่าตัวหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดบนโลกมนุษย์หรือว่าสัตว์วิญญาณในโลกปีศาจ แต่หมาป่าสีเทานั้นมีศักดิ์ฐานะที่สูงล้ำในหมู่สัตว์ร้ายเช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่าหมาป่าสีเทาตัวนี้จะอยู่ในระดับขั้นราชาสัตว์ป่าขั้นกลาง แต่การที่มันได้แสดงออกมาซึ่งท่าทางแตกตื่นแบบนี้ทำให้น่าสงสัยนักว่าสิ่งใดกันที่ทำให้มันหวาดหวั่นได้ถึงขนาด ดนี้
หมาป่าสีเทาที่วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตอยู่นั้น การที่อยู่ๆมันนั้นถูกจับโดยบางสิ่งที่หลังหัวของมัน เป็นธรรมดาที่มันต้องแว้งไปกัด
ส่วนหนึ่งนั้นก็เพราะ สำหรับสัตว์วิญญาณเฉกเช่นหมาป่าสีเทาตนนี้ ตำแหน่งของสมองเป็นพื้นที่ส่วนสำคัญของร่างกาย
ถึงแม้ว่าหมาป่าสีเทาตัวนี้หมายจะแว้งกัดเมิ่งน้อย แต่ก็คงเป็นไปได้ยาก นั่นก็เพราะสิ่งที่มันต้องการจะแว้งกัดนั้นคือเมิ่งน้อย
และด้วยการที่หมาป่าสีเทาตัวนี้เย่อยิ่งในศักดิ์ฐานะของมันมาโดยตลอด มีสัตว์วิญญาณมากมายที่ต้องตกตายเพียงเพราะหมายที่จะสัมผัสส่วนนี้ของมัน แถมสิ่งที่มันเห็นในตอนนี้คือ ร่างที่กำลังจับกุมหลังหัวของมันนี้ยังเป็นเพียงลิงตัวน้อยที่กระจ้อยร่อยกว่ามันมากนัก
สำหรับมันแล้ว นี่คือการดูถูกดูแคลนที่ยากเกินจะรับ
อย่างไรก็ตาม เพียงตอนที่หมาป่าสีเทาตัวนี้พยายามจะสลัดเมิ่งน้อยให้หลุดอย่างสุดกำลัง แต่ไม่ว่ามันจะสลัดยังไงก็ตาม มันก็ไม่อาจสลัดกรงเล็บเมิ่งน้อยที่เกาะติดมันไว้แน่นได้
หมาป่าสีเทานั้นที่พึ่งคิดว่าตนเองรอดพ้นจากภัยอันตราย แต่มันไม่รู้เลยว่าสิ่งที่มันเพิ่งจะได้พบเจอนั้นกลับอันตรายยิ่งกว่า
หมาป่าสีเทานั้น ในตอนนี้มันรู้เพียงว่าเจ้าตัวน้อยตัวนี้เกาะมันแน่นอย่างไม่ยอมไปไหนเพียงเท่านั้น และนั่นก็ไม่ได้ทำให้มันต้องสูญเสียแต่อย่างใด
และในเมื่อมันนั้นเห็นว่าสลัดไม่หลุดแล้ว หมาป่าสีเทานั้นก็ไม่คิดใส่ใจกับการกระทำของเมิ่งน้อยอีกต่อไป และมุ่งหมายที่จะวิ่งให้เร็วที่สุดอีกครั้ง
หมาป่าสีเทาตัวนี้เป็นหัวหน้ากลุ่มของสัตว์วิญญาณที่กำลังวิ่งอยู่นี้ และพวกมันเห็นว่าหมาป่าสีเทานั้นไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่เจ้าตัวน้อยก่อขึ้นและหมายจะตั้งใจวิ่งต่อไป นี่ทำใ ให้พวกมันเองก็วางใจลง ไม่ได้สนใจผู้คนกว่าสองแสนที่กีดขวางทางของพวกมันแต่อย่างใด
เป็นเพียงตอนที่เมิ่งน้อยได้ใช้กรงเล็บจิกไปที่หลังหัวของหมาป่าสีเทา มันถึงได้หยุดฝีเท้าลงแต่ก็ยังคงวิ่งเหยาะๆออกไป และเป็นตอนนี้ที่ทั้งสองนั้นเริ่มได้พูดคุยกัน
“เจียกเจี๊ยก...”
“วูวู้วู”
หยานเสวี่ยและคนอื่นๆนั้นทำได้เพียงแค่มองหน้ากัน เพราะพวกเขานั้นหาได้เข้าใจเกี่ยวกับการสนทนาระหวั่งสัตว์ทั้งสองไม่
ยกเว้นเพียงเฉินเฉียง
หากว่ากันตามตรง ต่อให้เมิ่งน้อยไม่ถามไถ่เรื่องราวจากหมาป่าสีเทา แต่เฉินเฉียงนั้นก็รับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ดี
นั่นก็เพราะพลังจิตของเขานั้นทรงพลัง และครอบคลุมไปนับพันกิโลเมตร
“เฉินเฉียง เมิ่งน้อยพูดอะไรออกมาเหรอ”
หยานเสวี่ยที่รู้ว่าเฉินเฉียงนั้นพูดคุยภาษาสัตว์รู้เรื่องจึงได้ถามออกมา
เฉินเฉียงเมื่อได้ยินก็อธิบายออกมาด้วยรอยยิ้ม “เมิ่งน้อยถามหมาป่าสีเทาว่าพวกมันวิ่งหนีอะไรมาถึงได้วิ่งฮ่อกันซะขนาดนี้ หมาป่าสีเทาก็เลยตอบมันไปว่ามีสัตว์วิญญาณตัวใหญ่ยักษ ษ์ไล่ฆ่าพวกมันไปอย่างนับไม่ถ้วน และระดับบ่มเพาะของสัตว์วิญญาณตัวนั้นอยู่ในระดับราชันย์สัตว์วิญญาณ”
เมื่อเฉินเฉียงได้พูดจบลง เมิ่งน้อยก็ไม่ได้คิดจะใช้เล็บข่มขู่หมาป่าสีเทาที่หลังหัวอีก มันได้กระเถิบตัวลงไปให้อยู่ตรงหลังของหมาป่าสีเทา แล้วชี้ออกไปด้วยเล็บน้อยๆของมัน ออกไป
เมื่อเห็นฉากนี้ หมาป่าสีเท่าก้มหัวคอหดลงมาในทันที ก่อนที่มันจะหยุดนิ่งอย่างไม่ไหวติง
แต่ก็เมื่อรู้เหมือนกันว่าเมิ่งน้อยทำอีท่าไหน อยู่ๆหมาป่าสีเทาที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนหัวหดนั้น ในตอนนี้กลับไม่มีท่าทีที่ลังเลและพุ่งตรงไปยังทิศทางที่เมิ่งน้ อยชี้ นำเมิ่งน้อยไปยังทางที่มันชี้
และนี่ทำให้ต่อให้มวลหมู่สัตว์วิญญาณที่ต้องการหลุดรอดจากที่นี่อย่างที่สุดนั้นไม่อาจจะทำได้อีก
นั่นก็เพราะผู้นำของพวกมันก็คือหมาป่าสีเทาตัวนี้ แถมในตอนนี้พวกมันยังถูกรายล้อมไว้ด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ นี่ทำให้พวกมันทำได้เพียงติดตามหมาป่าสีเทาไปอย่างไม่ห่างกาย
แต่ในตอนนี้ เมิ่งน้อยได้กระโดดออกไปวิ่งนำหน้าหมาป่าสีเทาเรียบร้อยแล้ว เพราะมันนั้นรู้สึกว่าหมาป่าสีเทานั้นช่างช้าเชื่องต่อให้การวิ่งของหมาป่าสีเทานั้นจะรวดเร็วราวกับลมกรด ก็ตามที
บนอากาศในตอนนี้ หยานเสวี่ยที่บินไล่หลังเมิ่งน้อยไปเคียงคู่กับเฉินเฉียงก็อดไม่ได้ที่จะถามออกมา “เมิ่งน้อยคิดจะก่อเรื่องอะไรอีกกัน”
“หึหึหึ” เฉินเฉียงส่ายหน้าไปมาก่อนจะหัวเราะและพูดออกไป “เมิ่งน้อยนั้นอยากให้หมาป่าสีเทานำทางให้ไปหาสัตว์ร้ายที่ไล่ล่าพวกของหมาป่าสีเทาแล้วให้พวกของหมาป่าสีเทามองดูความสา ามารถของมันอยู่ข้างๆการต่อสู้เพียงเท่านั้น แถมดูเหมือนว่ามันจะเข้าไปแทนที่ตำแหน่งจ่าฝูงของหมาป่าสีเทาเป็นที่เรียบร้อยแล้วอ่ะนะ”
หยานเสวี่ยเมื่อได้ยินก็ยิ้มกริ่มออกมา
“ข้าว่าเจ้าหมาป่าสีเทาตนนั้นต้องคิดว่าเมิ่งน้อยเป็นตัวนำพาหายนะแหงๆ”
อีกที่หนึ่งที่ห่างออกไปไม่เกินพันไมล์ สถานที่ที่เคยเป็นรังของหมาป่าสีเทา ทุกคนที่อยู่ในระยะทางตอนนี้ล้วนแล้วได้ยินเสียงคำรามลั่นของสัตว์วิญญาณนับไม่ถ้วนมาตั้งแต่ชั่วโมงก่อน นหน้านี้
“เจียกเจี๊ยก”
เมิ่งน้อยในตอนนี้ได้กลับขึ้นไปขี่คอของหมาป่าสีเทาเอาไว้ก่อนที่จะจับไปที่หัวของหมาป่าสีเทา และนี่ทำให้มันนั้นได้ทะยานขึ้นฟ้าไปพร้อมเมิ่งน้อยด้วยใจที่ไม่อยาก
นี่ทำให้เหล่าสัตว์วิญญาณที่วิ่งตามมาติดๆนั้นต้องกระจายตัวถอยห่างจากเมิ่งน้อยในทันที อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่มันนั้นยังเกรงกลัวในบารมีของหมาป่าสีเทา ไหนจะผู้บ่มเพาะของมน นุษย์เรือนแสนที่เร่งไล่ติดตามพวกมันมา นี่ทำให้พวกมันนั้นทำได้เพียงวิ่งต่อไปติดๆเพียงเท่านั้น
หมาป่าสีเทาที่กำลังบินอยู่บนฟากฟ้านั้น ถึงแม้ความเร็วของมันจะไม่ได้รวดเร็วเท่าการวิ่ง แต่ที่มันบินขึ้นมานั้นก็เพื่อให้เมิ่งน้อยได้หินภาพวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าเดิม
ในพื้นที่ป่าประมาณยี่สิบตารางเมตรข้างหน้ามันนั้นได้มีกลุ่มฝุ่นควันที่คละคลุ้งไปทั่ว ในกลุ่มฝุ่นควันนี้เองก็มีสัตว์วิญญาณกลุ่มหนึ่งที่ฮ่อวิ่งประดุจม้าป่า เพียงมองผ่านแค่ป ปราดหนึ่งก็พอที่จะประเมินได้คร่าวๆว่ามีพวกมันอย่างน้อยก็นับหมื่นตัว
เมิ่งน้อยที่เห็นก็กะพริบตาปริบๆอย่างตื่นเต้นยินดีในทันที ก่อนที่มันจะร้องเจี๊ยกออกมาสองสามครั้งกลางอากาศ ก่อนที่จะดีดตัวออกจากหมาป่าสีเทาพุ่งตรงไปยังกลุ่มฝุ่นควันที่คละคลุ้ง งเบื้องหน้า
หมาป่าสีเทาที่กำลังจะหันตัวกลับไปนั้น เมื่อเห็นคลื่นพลังของเฉินเฉียงและหยานเสวี่ยผู้ซึ่งรอยตามมาติดๆนั้น ด้วยคลื่นพลังที่ดูน่าสะพรึงของทั้งสองนั้นเป็นเฉกเช่นเดียวกับ ที่ติดตัวเมิ่งน้อยอยู่ จนไม่แทบจะไม่รู้เลยว่าคลื่นพลังที่น่าสะพรึงของเมิ่งน้อยนี้ได้รับอิทธิพลมาจากใคร