ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 520 ร่างจริง
บทที่ 520 ร่างจริง
เฉินเฉียงนั้นเมื่อสังเกตเห็นสิ่งที่เมิ่งน้อยกำลังกระทำอยู่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่น
เขารู้ดีว่าสัตว์ร้ายต่างๆนั้นต่างก็ปะทะกันตรงๆเพื่อดูว่าใครแข็งแกร่งกว่ากัน
และถึงแม้ว่าเมิ่งน้อยจะคอยติดตามเขามาแต่เล็กแต่น้อย แต่เมิ่งน้อยก็ยังเป็นสัตว์ประหลาดอยู่ไม่ได้ลืมกำพืดแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดว่าเมิ่งน้อยจะยังคงทำตัวดื้อดึงคิดที่จะจบเรื่องราวการต่อสู้เพียงการใช้พละกำลังปะทะตรงๆแบบนี้
หากปล่อยไว้แบบนี้ย่อมไม่ดีเป็นแน่
ดูเหมือนว่าเขาคงต้องลงมือปรับทัศนคติกับเมิ่งน้อยสักหน่อยแล้ว
เขาต้องทำให้เมิ่งน้อยเข้าใจสักหน่อยว่าศัตรูตัวใดที่ควรกำราบ ศัตรูตนใดที่ต้องจัดการให้สิ้นซาก
และหากเมิ่งน้อยใช้เพียงวิธีการพันธุ์นี้เอาชนะหุ่นเชิดโลหิตล่ะก็ ทำไมจะต้องเอาด้านด้อยของตนเองออกไปข่มให้ชาวบ้านดูกัน
นี่ทำให้ตอนที่เมิ่งน้อยเตรียมจะปะทะเป็นครั้งที่เก้า เฉินเฉียงก็ได้ตะโกนออกไป “เมิ่งน้อยเอ๊ย จะเสียเวลาทำซากอะไรอยู่ รีบๆจัดการเร็วๆเข้า พ่อคนนี้กำลังรีบ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินเฉียงนี้ เมิ่งน้อยรู้ดีว่ามันถูกสั่งให้ใช้ทักษะของมันจัดการหุ่นเชิดโลหิตให้ตกตาย
อย่างไรก็ตาม เมิ่งน้อยยังคงพุ่งเข้าไปและถูกดีดกระเด็นออกมาเป็นครั้งที่เก้า และนี่ทำให้เมิ่งน้อยเดือดเลือดขึ้นหน้า
พ่อคิดว่าข้าช้ารึ
เดี๋ยวจะเร็วให้ดู
ในตอนนี้ที่สัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิตได้พุ่งเข้ามา เมิ่งน้อยนั้นกลับยืนอยู่ที่จุดเดิม พร้อมกับบางสิ่งที่เปลี่ยนไป
ใหญ่
ค่อนข้างใหญ่
ไม่สิ เมิ่งน้อยตัวใหญ่ขึ้น
เพียงชั่วพริบตา ร่างกายของเมิ่งน้อยที่กำลังลอยละล่องอยู่กลางอากาศนั้น จากเดิมที่มันตัวเล็กม่อต้อก็เปลี่ยนกลายเป็นลิงยักษ์มีขนาดความสูงสิบเมตรเห็นจะได้ และมันสูงใหญ่กว่าสั ตว์ปีศาจที่เป็นหุ่นเชิดโลหิตนี้ซะอีก
และในไม่ช้า เมิ่งน้อยในตอนนี้สูงเกือบห้าสิบเมตร และมีขนาดร่างกายใหญ่กว่าหุ่นเชิดสัตว์วิญญาณที่มีลำตัวสูงเหนือพื้นดินยามคลานเดินที่สามสิบเมตรนั่นเสียอีก เมิ่งน้อยนั้นได้ก้ าวเท้าที่มีขนพะรุงพะรังเหยียดไปด้านหลัง ก่อนที่จะใช้มือที่มีความยาวกว่าสิบเมตรคว้าจับหุ่นเชิดโลหิตที่พุ่งตรงเข้ามา
เมื่อเห็นฉากนี้ แม้แต่สัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิตก็ยังตั้งนึกหวาดกลัวจนแข็งค้างนิ่งอึ้งไป ท่าทางทรงพลังที่มีก่อนหน้าก็มลายหายไปกว่าครึ่ง
ถึงแม้สัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิตจะไม่มีลูกตา แต่พวกมันก็มีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมอย่างที่สุด
และมันรับรู้ถึงบางสิ่งที่เมิ่งน้อยมีในตัวมาตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านการปะทะไปเก้าครั้งเก้าครา นี่ทำให้มันนั้นไม่ได้ใส่ใจถึงความรู้สึกบางอย่างที่สัมผัสได้จากเมิ่งน้อยก่อนหน้า
สำหรับมันแล้ว ต่อให้เมิ่งน้อยเปรียบได้ดั่งเพชรที่จรัสแสง แต่ก็เป็นเพียงเศษเพชรเพียงเท่านั้น
และนี่ทำให้หลังจากผ่านการปะทะครั้งที่เก้าไปแล้ว หุ่นเชิดโลหิตตนนี้ก็ราวกับหน้ามืดตามัวเดินดุ่มเข้าใส่โดยไม่คิดอยู่ดูท่าทีอีกแต่อย่างใด นี่จึงทำให้ต่อให้มันรู้ตัวในตอนนี้ แล้วว่าเมิ่งน้อยได้ตัวใหญ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่มันก็ไม่อาจจะหยุดตัวเองได้ทัน ถึงแม้ขาของมันจะพยายามหยุดยั้ง แต่ร่างกายอันหนักอึ้งและใหญ่โตของมันก็หาได้หยุดได้โดยง่ายไ ไม่ และนี่ทำให้มันไถลไปหาเมิ่งน้อยอยู่ดี
เฉินเฉียงเองก็ไม่คิดว่าเพียงหนึ่งคำพูดของเขาจะทำให้เมิ่งน้อยถึงกับฉุนขาด
ในมุมมองของเขากับหยานเสวี่ยนั้น ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เมิ่งน้อยเป็นเพียงลิงตัวจ้อยที่คอยเกาะแขนพวกเขาน่ารักน่าเอ็นดูเพียงเท่านั้น และนี่ทำให้นานวันไปทั้งเขาและหยานเสวี่ย ยต่างก็หลงรักและใคร่เอ็นดูเมิ่งน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ
และกลายเป็นว่าเมิ่งน้อยของพวกเขานั้นมีร่างกายที่แท้จริงเช่นนี้
ด้วยการที่เมิ่งน้อยนั้นอยากจะได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากเฉินเฉียงและหยานเสวี่ย เมิ่งน้อยจึงได้แกล้งทำเป็นเจ้าตัวน้อยมาโดยตลอดเพียงจะได้ชนะใจทั้งสองคน แน่นอนว่าเป้าหมายหลักข ของเมิ่งน้อยนั้นก็คือแก่นวิญญาณฟรีๆชั่วชีวิต
นี่ทำให้เฉินเฉียงนั้นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะหันไปหาหยานเสวี่ยแล้วพูดออกมา “ดูเหมือนว่าเราสองคนคงต้องเปลี่ยนท่าทีกับเจ้าตัวจ้อยของเราแล้วนะ เพราะพวกเราคงจะปล่ อยให้ไอ้หนูนี่เกาะเราเป็นลูกแหง่ไม่ได้แล้วแหงๆ”
ส่วนหยานเสวี่ยนั้นเมื่อได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา “ต่อให้อยากแล้วจะทำอะไรได้ล่ะ ตัวขนาดนี้จะไปเกาะตรงไหนได้กัน”
ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น เมื่อหมาป่าสีเทาได้เห็นร่างกายของเมิ่งน้อยแล้ว ขวัญกำลังใจของมันก็พุ่งพรวดในทันที
มันแสดงออกมาอย่างตื่นเต้นยินดีหลังจากได้เห็นร่างกายที่น่าอัศจรรย์พันลึกของเมิ่งน้อย และนี่ทำให้ทุกย่างก้าวที่มันเดินเล่นไปมาอย่างสุขสันต์นั้น อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงครางหงิง ๆออกมาอย่างสุขใจ
เมื่อสัตว์วิญญาณเบื้องล่างได้เห็นร่างจริงของเมิ่งน้อย พวกมันแสดงออกมาด้วยความรู้สึกสนใจอย่างที่สุด และบางตัวนั้นเห็นว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้มันหนีออกไปได้อย่าง เงียบๆ จึงได้แอบจรลีลี้หนีหายไป แต่บางตัวนั้นก็ยังคงอยู่หมายจะทัศนาความสามารถที่ทรงพลังประดุจเทพเจ้าของผู้นำตัวใหม่ของมัน
แต่ในตอนนี้ นอกจากสัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิตตัวนี้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งที่แสดงออกมาอย่างกระวีกระวาดกังวลใจอย่างที่สุด นั่นก็คือหมีดำ นายของหุ่นเชิดโลหิตตัวนี้
มันรู้สึกได้ในทันทีที่เห็นว่าเมิ่งน้อยนั้นสามารถคุกคามมันได้อย่างไร้ข้อสงสัย
ถึงแม้ว่าในตอนนี้มันจะได้พบเห็นเหล่าผู้บ่มเพาะของเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างมากหน้าหลายตา แต่ในสายตาของมันแล้ว เพียงแค่หุ่นเชิดโลหิตของมัน และกองกำลังหุ่นเชิดสัตว์วิญญาณที่มัน ผลิตอย่างไม่หยุด ต่อให้มันไม่ต้องลงมือเอง มนุษย์เหล่านี้ก็ไม่ต้องทำให้มันลงมือแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม การมาถึงของเมิ่งน้อยนี้ทำให้ภาพฝันที่สวยงามของมันมลายสิ้น
และมันยังรับรู้อีกว่าเมิ่งน้อยนั้นแม้จะอยู่ในระดับราชันย์ขั้นต้น แต่พลังการต่อสู้กับไม่ได้ด้อยไปกว่ามันแต่อย่างใด
ถึงแม้ว่าสัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิตของมันที่อยู่ในระดับราชันย์ปีศาจจะรับฟังคำสั่งของมันเป็นอย่างดี แม้กระทั่งหุ่นเชิดปีศาจของมันนี้มีสติปัญญาเป็นของตนเอง ต่อเมื่อต้องพบเจอในร ร่างยักษ์ใหญ่ตรงหน้า เมิ่งน้อยก็ยังถือได้ว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของมัน และมันรู้ดีว่าจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการหลีกเลี่ยงนั้นจะสายเกินไปแล้วกระมัง
ด้วยการที่หุ่นเชิดปีศาจตนนี้พุ่งเข้าใส่เมิ่งน้อยด้วยความเร็วสูงเนื่องจากหมายจะพุ่งชนเมิ่งน้อยให้กระเด็นไปอีกครา จนในตอนนี้มันนั้นยากจะหยุดเท้าลง แต่ต่อให้มันหยุดเท้าลงใ ในตอนนี้ก็ยังถือได้ว่าสายไปอยู่ดี
และนี่ทำให้มันทำได้เพียงยกมือขึ้นมาหมายจะป้องกันตนเองจากฝ่ามือของเมิ่งน้อย
แต่ดูเหมือนว่าหุ่นเชิดโลหิตนั้นจะเข้าใจการกระทำของเมิ่งน้อยผิดไป
มันนั้นไม่มีความตั้งใจที่จะจับกุมตัวหุ่นเชิดโลหิต
มันนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงดังลั่นของเฉินเฉียงเมื่อครู่นี้
เฉินเฉียงนั้นราวกับจะก่นด่าเมิ่งน้อยว่าเมิ่งน้อยนั้นทำลายหุ่นเชิดโลหิตอย่างช้าเชื่อง
นี่ทำให้เมิ่งน้อยคิดใช้วิธีการที่เร็วที่สุดในทันที
นี่ทำให้มันนั้นเลือกที่จะใช้ขาอันใหญ่ยักษ์ของมันทั้งสองข้างพุ่งเข้าใส่สัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิต ก่อนที่จะจับร่างของหุ่นเชิดโลหิตแล้วฉีกกระชากออกจากกันอย่างง่ายดายราวกับไม่ ได้ออกแรงอะไรเลย
หลังจากนั้น เมิ่งน้อยไม่ได้ปล่อยให้หุ่นเชิดโลหิตมีโอกาสร้องออกมาสักคำ มันได้ใช้มือของมันกุมจับร่างกายของหุ่นเชิดโลหิตเอาไว้
หลังจากนั้นมันก็ทำการเป่าลมปากที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงไปพรู่ดหนึ่ง และนี่ทำให้หุ่นเชิดโลหิตตนนี้เหลือไว้เพียงแค่ขี้เถ้า
ด้วยการที่กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากจนทำให้เหล่าผู้บ่มเพาะเผ่าพันธุ์มนุษย์(ศิษย์และผู้อาวุโสสำนักเต๋าต่างๆ)และสัตว์วิญญาณที่หลงเหลือนิ่งอึ้งประหนึ่งกำลังไล่ตามเห หตุการณ์อยู่ในห้วงความคิด
“อ่าวู๊…….”
“กรร.……”
ทั้งบนท้องฟ้าและผืนดิน อยู่ๆเสียงร้องของสัตว์วิญญาณก็คำรามลั่นออกมาประหนึ่งการประกาศชัยชนะให้แก่เมิ่งน้อย ว่าที่เทพอสูรตัวใหม่ของพวกมัน
แต่เมิ่งน้อยนั้นในตอนนี้ราวกับไม่แยแส
สายตาของมันนั้นตกไปอยู่ที่หมีดำตัวใหญ่ยักษ์ที่มีระดับบ่มเพาะราชันย์วิญญาณ ที่อยู่ในระดับเทียบเท่ามัน
เมื่อไม่มีหุ่นเชิดโลหิต เจ้าหมีดำตัวนี้ก็ไม่อาจจะสร้างหุ่นเชิดสัตว์วิญญาณตามที่มันได้ตั้งเป้าหมายได้อีก
แน่นอนว่าการสูญเสียหุ่นเชิดโลหิตตัวใหญ่ยักษ์ของมันไปนั้นย่อมส่งผลต่อสภาจิตใจของหมีดำตัวนี้อย่างที่สุด
นับแต่ที่หมีดำตัวนี้ฝังหุ่นเชิดโลหิตตัวนี้ไว้ในร่างกาย และใช้หุ่นเชิดโลหิตตัวนี้เร่งการบ่มเพาะมาโดยตลอด และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้มันนั้นได้ก่อวิกฤตการณ์ล่าล้างสัตว์วิญ ญญาณให้เป็นอาหารโลหิตให้กับหุ่นเชิดโลหิตของมัน จนทำให้ระดับบ่มเพาะของมันนั้นเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว
มันนั้นแต่เดิมเชื่อว่าหลังจากที่มันก้าวไปสู่ระดับสัตว์วิญญาณขั้นปลายได้แล้ว มันจะออกจากป่านี้แล้วออกไปยังโลกภายนอกเพียงกวาดล้างมนุษย์ทั้งหลายให้กลายมาเป็นอาหารโลหิตของหุ นเชิดโลหิตของมัน และนั่นสมควรจะทำให้มันนั้นก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิสัตว์วิญญาณในตำนานเรื่องเล่าได้
และเมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงมันจะกลายเป็นจ้าวแห่งสัตว์วิญญาณ แม้แต่การเป็นจ้าวของโลกปีศาจก็ยังไม่ถือว่าเกินเลยแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม มันนั้นนึกไม่ถึงว่าหลังจากลิงน้อยตัวหนึ่งได้ปรากฏ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันคิดจะแตกออกง่ายๆราวกับฟองสบู่เสียอย่างนั้น
และนี่ทำให้มันตัดสินใจได้ว่า เมิ่งน้อยต้องตาย