ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 522 ทำร้ายตัวเอง
บทที่ 522 ทำร้ายตัวเอง
และยังมีสิ่งหนึ่งที่ร่างนี้แตกต่างจากร่างเดิมของเมิ่งน้อยอย่างที่สุด
นั่นก็คือสัดส่วนแขนของเมิ่งน้อยที่ยาวกว่าเดิมถึงสองเท่า
ต่อให้ร่างกายของเมิ่งน้อยจะมีสัดส่วนที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่แขนทั้งสองข้างของมันนั้นกลับดูเก้งก้างขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
และหลังจากที่เปลี่ยนร่างเสร็จแล้วนั้น ความสูงของเมิ่งน้อยในตอนนี้อยู่ที่ห้าสิบเมตร แขนของเมิ่งน้อยนั้นก็ปาเข้าไปยี่สิบเมตรไปแล้ว
แน่นอนว่าไม่ว่าใครก็ตามที่ใช้หมัดของตนเป็นอาวุธในการต่อสู้เมื่อเห็นร่างกายของเมิ่งน้อยแล้วก็อดที่จะเอาแขนของตนไปเปรียบเทียบไม่ได้
ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะการโจมตีด้วยกำปั้น ความเร็วของการโจมตีนั้นจะขึ้นอยู่กับระยะออกหมัด เฉกเช่นเดียวกับความรุนแรงของหมัดที่จะไม่แสดงความรุนแรงออกมาได้ไม่เต็มที่หากไม่อาจออกหมัดได้ในระยะที่เหมาะสม
และกับแขนที่ยาวเก้งก้างของเมิ่งน้อยนี้ทำให้เมิ่งน้อยนั้นไม่อาจโจมตีหมีดำได้รุนแรงเท่าที่ควร
หลังจากที่หมีดำพยายามฝืนทนหมัดของเมิ่งน้อยไป ถึงแม้จะกำลังจะคลั่งแต่มันก็ยังรู้สึกได้ว่าพลังหมัดของเมิ่งน้อยนั่นรุนแรงราวกับระเบิดลูกหนึ่ง จนทำให้ร่างของมันเซถอยหลังไปเล็กน้อย
หรือจะให้เจาะจงกันล่ะก็ถอยไปห้าเซนติเมตร
เป็นเพียงตอนที่หมีดำรับหมัดของเมิ่งน้อยไปแล้วก็ได้รู้สึกว่าหมัดของเมิ่งน้อยนั้นรุนแรงดีไม่เลวเพียงเท่านั้น
หลังจากนั้นมันก็ได้ตั้งหลักก้าวขึ้นหน้ามาห้าเซนติเมตร
สำหรับร่างอันใหญ่ยักษ์ของสัตว์ร้ายทั้งสองนั้น ห้าเซนต์แทบจะไม่ใช่สิ่งที่พวกมันต้องใส่ใจ
แต่การที่หมีดำนั้นถูกพลังหมัดของเมิ่งน้อยทำให้เซถอยหลังไปห้าเซนนี้ เมิ่งน้อยกับถือว่าเป็นโอกาสที่ดี
ดวงตาของเมิ่งน้อยในตอนนี้ได้หรี่เล็กลงเล็กน้อย และก่อนที่หมีดำจะได้โจมตีออกมา เมิ่งน้อยก็ได้ปล่อยหมัดที่สองออกไป
ระยะทางเท่าเดิม ตำแหน่งเดิม ความรุนแรงเท่าเดิม
การโจมตีเช่นนี้สมควรจะไม่ได้ส่งผลอะไรกับหมีดำมากมายนัก
แต่กลับกลายเป็นว่า หมีดำนั้นต้องถูกทำให้ถอยร่นออกไปอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งไปกว่านั้นคือในครั้งนี้ เท้าของมันได้ถูกกดให้ฝังลึกไปเพราะกำลังจากหมัดของเมิ่งน้อย นี่แสดงให้เห็นว่าหมัดนี้ของเมิ่งน้อยรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ยังไม่รวมถึงการที่ร่างของหมีดำนั้นเกือบจะต้องผงะหงายหลังไป กลับกลายเป็นว่าหมัดก่อนหน้านี้เป็นเพียงตัววัดระยะหมัดที่เหมาะสมของเมิ่งน้อยเพียงเท่านั้น และนี่ทำให้หมีดำถอยร่นไปสิบเมตรในตอนนี้
ถึงแม้ร่างของหมีดำจะโยกไหวไปเล็กน้อย แต่หมีดำนั้นก็ยังทำท่าทางออกมาราวกับไม่รู้สึกรู้สา
“ปัง….”
“ป๊าบบ...”
หนึ่งหมัด หนึ่งฝ่ามือ ผลัดกันซัดไปคนละที
เฉินเฉียงที่อยู่บนอากาศได้เผยรอยยิ้มกริ่มออกมา
-หยานเสวี่ย เจ้าเห็นรึเปล่าว่าเมิ่งน้อยเริ่มจะใช้สมองบ้างแล้วน่ะ หากเป็นอย่างนี้ล่ะก็ หมีดำต้องแพ้อย่างแน่นอน-
เฉินเฉียงได้ถามหยานเสวี่ยผ่านจิตวิญญาณ
หยานเสวี่ยที่ได้ยินก็ไม่เข้าใจในทันที นางทั้งไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินเฉียงจะต้องส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณ และนางก็ไม่เข้าใจว่าเฉินเฉียงนั้นหมายถึงสิ่งใด
-คงไม่ใช่ว่าเฉินเฉียงกลัวว่าเมิ่งน้อยจะแพ้ก่อนนี้หรอกนะ-
หากว่ากันตามตรง คำพูดของเฉินเฉียงที่พูดออกมานั้นสมควรจะไม่ส่งผลใดๆต่อเมิ่งน้อยเลยสักนิด
แถมในตอนที่เมิ่งน้อยกำลังต่อสู้กับหมีดำ หุ่นเชิดสัตว์วิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนที่หมีดำได้สร้างเอาไว้ก็ได้พุ่งเข้าหาทั้งสัตว์วิญญาณและเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักเต๋าต่างๆในทันที
ท่ามกลางเสียงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นอย่างชุลมุนนี้ ใครจะมาใส่ใจคำพูดของเฉินเฉียงกัน
จะมีก็เพียงหมาป่าสีเทาที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาก็เท่านั้นกระมัง
-ข้าไม่เห็นว่าเมิ่งน้อยจะใช้สมองตรงไหนเลย- หยานเสวี่ยถามกลับไปผ่านเสียงทางจิตวิญญาณ
เฉินเฉียงเมื่อได้ยินก็อธิบายออกไป –เจ้าไม่ได้สังเกตเหรอว่าเมิ่งน้อยนั้นกำลังกะแรงในการโจมตีหลังจากปล่อยหมัดแรกไปแล้วน่ะ แถมหากเจ้าสังเกตดีๆ หมัดที่สองของเมิ่งน้อยยังเร็วขึ้นอีก-
-นี่หมายความว่าเมิ่งน้อยนั้นพบจุดแข็งของอีกฝ่ายแล้วจึงคิดจะใช้ความแข็งแกร่งของตนสยบหมีดำให้จงได้-
เมื่อหยานเสวี่ยได้ยินก็ต้องรีบก้มมองดูสถานการณ์อีกครั้ง
และในตอนนี้ เมิ่งน้อยกับหมีดำนั้นได้ทำการแลกการโจมตีกันอย่างนับครั้งไม่ถ้วนจนเกิดเสียงดังลั่นจนหูต้องอื้ออึงไปอยู่นาน
หยานเสวี่ยในตอนนี้ที่เห็นก็ได้ยิ้มแล้วพูดต่อ –ข้าก็ยังไม่เห็นว่าเมิ่งน้อยนั้นใช้สมองตรงไหนเลย ข้าเห็นเพียงว่าเจ้าตัวน้อยนี่ใช้หัวชนฝากับหมีดำนั่นเพียงเท่านั้น และก็ยังไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรแม้แต่น้อย นี่คือสิ่งที่เหนือความคาดคิดของข้ามากนัก-
ในขณะเดียวกัน เฉินเฉียงที่กำลังมองการผลัดกันโจมตีของทั้งสองร่างยักษ์อยู่นี้ มุมปากของเขาก็ได้ยกตัวขึ้นมาเล็กน้อย
-เจ้าไม่เห็นงั้นรึ ลองดูดีๆสิว่าในแต่ละหมัดของเมิ่งน้อยนั้นความเร็วนั้นเท่าเดิม แต่ความรุนแรงนั้นกลับเพิ่มขึ้นทุกชั่วขณะที่ได้ปล่อยไป แถมในตอนนี้หมีดำตัวนั้นก็ต้องผงะถอยหลังไปร่วมครึ่งเมตรแล้วนา-
-นี่หมายความว่าเมิ่งน้อยได้ใช้แขนอันยาวสุดหยั่งของมันนั้นได้คล่องแคล่วขึ้น หรือจะให้พูดก็คือหลังจากปล่อยหมัดแรกไปแล้ว เมิ่งน้อยนั้นสามารถรับรู้ได้ว่าต้องปล่อยหมดยังไงถึงทำให้หมีดำนั่นต้องถอยร่นออกไป-
-และยิ่งหมีดำตัวนั้นถอยผงะหลังออกไปมากเท่าไหร่ ความรุนแรงที่หมีดำโจมตีเมิ่งน้อยก็จะยิ่งลดลงมากขึ้นเท่านั้น-
-หากจะให้อธิบายให้เข้าใจง่ายๆหน่อยก็คงเป็นเรื่องของระยะโจมตี ยิ่งแขนของเมิ่งน้อยยาวขึ้น ระยะโจมตีหวังผลของเมิ่งน้อยก็ยิ่งไกลมากขึ้น รวมถึงพลังอำนาจในการโจมตีก็เพิ่มสูงขึ้นตาม-
เมื่อได้ยินแบบนี้ หยานเสวี่ยได้หรี่ตาลงเล็กน้อย พร้อมกับเผยรอยยิ้มหวานออกมา
-ถ้าเมิ่งน้อยกลับไปตัวเท่าเดิมแต่สัดส่วนแขนของมันเท่านี้ ข้าว่ามันต้องน่ารักกว่าเดิมแน่ๆ-
การต่อสู้ของสัตว์ยักษ์ทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป
และเป็นเฉกเช่นที่เฉินเฉียงได้พูดเอาไว้ ในระหว่างการต่อสู้นี้ ความรุนแรงในการโจมตีของสัตว์ยักษ์ทั้งสองนั้นเริ่มจะเห็นได้ชัดขึ้น
หากมองหมีดำในตอนนี้ ไม่ว่าใครก็บอกได้ว่าสถานการณ์ของหมีดำนั้นย่ำแย่อย่างที่สุด
ในช่วงเกือบสิบนาทีนี้ ทั้งสองได้ผลัดกันโจมตีระหว่างอุ้งเท้าและหมัดนับพันครั้ง
อย่างไรก็ตาม หลังจากรับการโจมตีไปในแต่ละครั้ง เท้าของเมิ่งน้อยนั้นยังไม่เขยื้อนออกจากที่เดิมเลยแม้จะสักมิลเดียว ผิดกับหมีดำที่ในตอนนี้ถูกผลักให้ถอยร่นไปเกือบเมตรแล้ว
และหากยังเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ ฝ่ามือของหมีดำจะไม่อาจทำได้แม้จะแตะตัวของเมิ่งน้อย
นั่นก็เพราะขาหน้าของหมีดำนั้นยาวเพียงแค่หกเมตรเท่านั้น
และที่น่าเดียดฉันท์ที่สุดสำหรับหมีดำแล้วก็คือทุกๆหมัดของเมิ่งน้อยนั้นล้วนแล้วแต่เล็งลงไปที่จุดเดียวกันในทุกๆหมัด
ไม่ว่าพละกำลังของเมิ่งน้อยจะอ่อนด้อยสำหรับหมีดำขนาดไหนก็ตาม แต่การที่ถูกโจมตีจุดเดิมซ้ำๆแบบนี้ แม้แต่หมีดำก็ไม่อาจจะทานทนไหว
ความจริงแล้วในตอนที่หมีดำนั้นรับรู้ถึงเรื่องนี้ มันเองก็พยายามทำในแบบเดียวกัน แต่เมิ่งน้อยนั้นกลับยังคงอยู่ดีไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย
นี่ทำให้หมีดำอดจะสงสัยไม่ได้ว่าไอ้พวกลงหน้าขนอย่างเมิ่งน้อยนั้นอึดขนาดนี้กันตั้งแต่เมื่อไหร่
นี่ทำให้มันนั้นอดที่จะคิดไม่ได้ว่าเป็นเพราะสิ่งนี้ถึงทำให้เหล่าสัตว์วิญญาณทั้งหลายนั้นทำเพียงวุ่นวายกับหุ่นเชิดสัตว์วิญญาณของมันเพียงเท่านั้น ไม่คิดจะเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้ของมันกับเมิ่งน้อยแต่อย่างใด
และถึงแม้ว่าในสัตว์วิญญาณเหล่านี้จะมีลิงยักษ์เฉกเช่นเดียวกับเมิ่งน้อยอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบขนาดกับเมิ่งน้อยแล้ว พวกมันถือได้ว่าเทียบไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย
นั่นก็เพราะลิงยักษ์ในหมู่สัตว์วิญญาณเหล่านี้มีความสูงอย่างมากก็แค่ห้าถึงหกเมตรเท่านั้น การได้พบเจอร่างยักษ์ใหญ่ของเมิ่งน้อยนี้เองก็ทำให้พวกมันนั้นประหลาดใจไม่น้อยไปกว่าใคร จนทำให้พวกมันนั้นอดจะมองหน้ากันเองไม่ได้แล้วพูดคุยกันว่าเมิ่งน้อยนั้นสมควรจะรับยาอะไรบางอย่างเข้าไปเป็นแน่
แต่สิ่งที่ทำให้พวกมันนั้นต้องตกตะลึงและสับสนอย่างที่สุดก็คือความแข็งแกร่งของร่างกายที่ลึกสุดหยั่งของเมิ่งน้อย
หากว่ากันตรงๆแล้ว ในหมู่สัตว์วิญญาณนั้น นอกจากหมีดำแล้ว ไม่มีสัตว์วิญญาณที่มีร่างกายที่แข็งแกร่งเท่าหมีดำตัวนี้อีกเลย
แม้แต่สัตว์วิญญาณประเภทเสือที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งและดุร้ายอย่างที่สุด หากพวกมันต้องพบเจอหมีดำที่มีทั้งขนาดและระดับบ่มเพาะเท่ากันแล้วมานั่งแลกการโจมตีกันแบบนี้ พวกมันนั้นไม่มีทางเลยที่จะอยู่ดีโดยที่ไม่มีรอยช้ำหรือกระดูกไม่แตกหักรวดร้าวอย่างแน่นอน
แต่เมิ่งน้อยนั้นกลับทนทานการฟาดของอุ้งเท้าหมีดำได้นับพันครั้ง
และเพียงแค่ได้ยินเสียงฟาดอุ้งเท้าของหมีดำที่ดังขึ้นในแต่ละครั้ง ไม่มีใครเลยที่จะมีใจอยู่ดีไม่แป้วหมองไป
แต่เมิ่งน้อยนั้นก็ยังคงอยู่ดี แถมยังสวนกลับไปได้อย่างรุนแรงได้หลายต่อหลายครั้ง
ความจริงนั้น อุ้งเท้าของหมีดำนั้นหาได้สร้างรอยขีดข่วนบนตัวเมิ่งน้อยได้เลย แถมในแต่ละการโจมตีที่ดังขึ้นมาอย่างสนั่นหวั่นไหว เมิ่งน้อยได้แสดงออกมาซึ่งท่าทางตื่นเต้นยินดีมากขึ้นไปเสียทุกครั้ง
อืมมมมมมม มันทำให้เมิ่งน้อยนั้น ดูราวกับเป็นพวกชอบที่ตัวโดนทำร้ายยังไงอย่างนั้นเลยทีเดียว
และนี่เองทำให้เหล่าลิงยักษ์ที่เห็นอดไม่ได้ที่จะลองหยิกตัวเองกันไปเป็นแถบๆ
เพราะพวกมันอยากรู้อย่างที่สุดว่ากับสถานการณ์ที่ดูแล้วเจ็บปวดอย่างที่สุดนี้ เมิ่งน้อยนั้นทำไมได้แสดงออกมาว่ารู้สึกดีได้ถึงขนาดนั้น