ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 525 เงื่อนไขแห่งความวุ่นวาย
ไม่นาน บรรดาสัตว์วิญญาณทั้งหลายที่โกรธแค้นก็ได้เปลี่ยนร่างของหมีดำให้กลายเป็นเศษเนื้อ
และเผาไหม้เศษเนื้อเหล่านั้นจนเหลือแค่เพียงขี้เถ้า
หลังจากเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อพวกมันเห็นว่าเมิ่งน้อยนั้นกำลังไล่เก็บเกี่ยวแก่นหุ่นเชิดด้วยท่าทางที่
เริงร่า พวกมันก็รีบเข้าไปเก็บตามในทันที
ภายใต้การจ้องมองอย่างฉงนสนเท่ห์ของเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักเต๋าต่างๆ สัตว์วิญญาณได้
เลียนแบบการกระทำของเมิ่งน้อยราวกับกระรอกที่ลอกเลียนแบบการนำลูกวอลนัทไปกะเทาะ
เปลือกก่อนกิน พวกมันได้เปิดส่วนท้ายของหัวกรโหลกของเหล่าหุ่นเชิดสัตว์วิญญาณแล้วนำแก่น
หุ่นเชิดออกมากองรวมกัน
เมิ่งน้อยที่เห็นว่าเหล่าสัตว์วิญญาณเริ่มแย่งมันเก็บเกี่ยวแก่นวิญญาณนี้มันก็ไม่ได้แสดงท่าที
โกรธเคืองออกมาแต่อย่างโด
เหตุผลนั้นก็เพราะว่าหุ่นเชิดสัตว์วิญญาณเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ตกตายด้วยน้ำมือของมัน
สิ่งที่เมิ่งน้อยทำก็เพียงแค่เพิ่มความเร็วในการเก็บเกี่ยวของตนเองก็เท่านั้น
ด้วยการลงมือของสัตว์วิญญาณนับหมื่นตัว นี่ก็ได้ทำให้แก่นหุ่นเชิดจากร่างของหุ่นเชิดสัตว์วิญ
ญาณลูกเก็บเกี่ยวลงจนหมดอย่างรวดเร็ว
โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นเมิ่งน้อยที่ได้พวกมันไปเกือบครึ่ง หรือก็คือจำนวนเกือบหมื่นก้อน
อีกฟากฝั่งหนึ่ง ตอนนี้หมาป่าสีเทาที่ไม่รู้ว่าไปเอาแหวนเก็บของมาจากไหน มันได้นำแหวนเก็บ
ของที่เต็มไปด้วยแก่นหุ่นเชิดมามอบให้เมิ่งน้อยด้วยท่าทางเคารพ ก่อนจะก้มหัวหมอบคลานกับ
พื้นอย่างไม่ไหวดิงราวกับหมาน้อยที่ได้พบเจอเจ้านายที่รักของตน
ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากที่หมาป่าสีเทาได้แสดงท่าทีของตนที่มีต่อเมิ่งน้อยไปแล้ว เหล่าสัตว์วิญ
ญาณที่เหลือในดอนนี้ก็เริ่มทำตัว พวกมันเริ่มมารายล้อมเมิ่งน้อยก่อนที่จะหมอบราบกับพื้นดิน
พร้อมท่าทีสงบและไม่ส่งเสียงอันโด
ด้วยท่าทางของเหล่าสัตว์วิญญาณเหล่านี้ ไม่เพียงแด่เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักเต๋าต่างๆ
แม้แต่เมิ่งน้อยเองก็ยังทำอะไรต่อไม่ถูก
นี่ทำให้เมิ่งน้อยทำได้เพียงมองขึ้นไปหาเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จังอย่างต้องการ
ความช่วยเหลือ
เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จังที่เห็นก็ยิ้มแล้วพูดออกมา “เมิ่งน้อย แก่นหุ่นเชิดเหล่านั้น
เปรียบได้ดั่งของบรรณาการสำหรับเจ้า เจ้าสามารถรับพวกมันเอาไว้ได้อย่างไม่มีปัญหา”
เมื่อเมิ่งน้อยได้ยินมันก็ส่งเสียงร้องออกมาทีหนึ่งก่อนจะเก็บแหวนเก็บของที่เกี่ยวอยู่ในเล็บของ
หมาป่าสีเทาโยนไปไว้ในโลกใบเล็กของมัน
สำหรับเหล่าสัตว์ร้ายแล้ว ผู้เข้มแข็งย่อมได้รับความเคารพยำเกรง
โดยเฉพาะในครั้งนี้ เมิ่งน้อยเป็นผู้ช่วยชีวิตของพวกมันจากเงื่อมมือของหมีดำ
ในเวลาเดียวกัน การต่อสู้ของเมิ่งน้อยกับหมีดำเองก็ยังแสดงให้สัตว์วิญญาณทั้งหลายให้ประจักษ์
ในความแข็งแกร่งของมัน จนเหล่าสัตว์วิญญาณถือว่าเมิ่งน้อยเป็นผู้นำของพวกมันอย่างสมบูรณ์
และเป็นเพราะเมิ่งน้อยต่อสู้ด้วยตนเอง เหล่าสัตว์วิญญาณจึงยอมศิโรราบแบบนี้
หลังจากเมิ่งน้อยเก็บแก่นหุ่นเชิดไปแล้ว หมาป่าสีเทาก็ยังคงก้มตัวลงต่ำอยู่อย่างนั้นไม่ได้ลุกขึ้น
มา และเป็นตอนนี้ที่มันได้แสดงท่าทางบางอย่างที่น่าประหลาดใจออกมา หมาป่าสีเทาที่ก้มต่ำ
นั้นได้ส่งเสียงครางเล็กน้อย พร้อมกับหลังของมันที่ราวกับเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนให้กลายเป็น
ที่นั่งเอนน้อยๆขึ้นมา
หยานเสวี่ยที่เห็นก็ได้มองไปที่เฉินเฉียงอย่างสงสัย เฉินเฉียงที่รู้ภาษาสัตว์ก็ได้อธิบายออกมาด้วย
รอยยิ้ม “เจ้าหมาป่านั่นก่อนหน้านี้ที่ยอมให้เมิ่งน้อยขีเพราะว่ามันถูกเมิ่งน้อยบังคับขู่เข็ญอย่าง
ไม่เต็มใจน่ะ”
“แต่ในดอนนี้ เมิ่งน้อยได้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อมันโดยการต่อสู้เอาธนะหมีดำที่แม้แต่มัน
ก็ยังทำอะไรไม่ได้ให้หมาป่าตัวนี้ได้เห็น นี่จึงทำให้มันนั้นต้องการที่จะกลายเป็นสัตว์ขีของ
เมิ่งน้อยจริงๆ”
“แม้ไอ้หมานี่จะไม่ได้แข็งแกร่ง แต่มันก็ยังถือได้ว่ามีตัวตนที่สูงส่งในป่าใต้ดินแห่งนี้”
“แถมในดอนนี้ เมิ่งน้อยนั้นได้แสดงพลังของมันออกมาให้เหล่าสัตว์วิญญาณให้ประจักษ์ และ
เพียงพอที่จะเป็นจ้าวแห่งป่านี้ได้”
หยานเสวี่ยเมื่อได้ยินก็แสดงออกมาด้วยท่าทางดีใจแล้วพูดออกมา “ถ้าเมิ่งน้อยสามารถอยู่เหนือ
และควบคุมเหล่าสัตว์วิญญาณของโลกปีศาจนี้ได้ ถ้าอย่างนั้นในภายภาคหน้าพวกเราคงทำอะไร
ได้ง่ายขึ้นนะ”
เฉินเฉียงพยักหน้ารับ
คำพูดของหยานเสวียนั้นเป็นความจริงอย่างที่สุด
หากว่าสัตว์วิญญาณของโลกปีศาจทั้งหมดตกอยู่ภายใต้อาณัติของเมิ่งน้อยแล้ว หลังจากนี้ หาก
เชื้อโรคปริศนาที่แพร่กระจายไปตามเมืองต่างๆในตอนนี้ได้หายไปล่ะก็ วิหารศักดิ์สิทธิ์จะเปรียบ
ได้ดั่งปล่อยให้อยู่โดดเดียวในเกาะกลางทะเล เมื่อถึงเวลานั้นจริง เฉินเฉียงจะจัดการวิหาร
ศักดิ์สิทธิ์ได้ง่ายขึ้น
ในดอนนี้ เมิ่งน้อยที่เห็นว่าสัตว์วิญญาณทั้งหลายได้ยอมคิโรราบให้กับมันในดอนนี้ มันก็อดที่จะ
แสดงความยินดีออกมาเสียมิได้
หากว่ากันตามตรง แม้แต่เฉินเฉียงก็ยังไม่อาจประสบความสำเร็จได้เท่าเมิ่งน้อยเลยทีเดียว
เพียงไม่กี่ปีที่ผันผ่าน เมิ่งน้อย ได้เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนมีระดับบ่มเพาะอยู่ในระดับราชันย์
สัตว์ประหลาดขั้นต้น
ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะว่าเมิ่งน้อยนั้นเติบโตมาโดยการล้างผลาญแก่นวิญญาณไปอย่าง
มากมาย
เฉินเฉียงเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีสิ่งมีชีวิตโดที่เติบโตมาโดยการกินแค่แก่นวิญญาณ
มาตลอดชีวิตแบบเมิ่งน้อยเหมือนกัน
ดอนนี้ เมื่อเมิ่งน้อยขึ้นมาอยู่ในระดับราชันย์สัตว์ประหลาดแล้ว สติปัญญาของเมิ่งน้อยก็
เปลี่ยนไปพอสมควร พร้อมกับทำตัวได้สมกับที่มีสายเลือดของผู้นำของสัตว์ร้ายอยู่ในตัว
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเมิ่งน้อยถึงต้องบังคับให้หมาป่าสีเทานำพามันให้เข้าสนามรบ พร้อมกับ
ใช้วิธีการที่แสดงออกมาว่าเหนือชั้นกว่าในการฆ่าช้างยักษ์คลั่งและหมีดำ
สิ่งที่เมิ่งน้อยยอมเสียเวลาทำไปทั้งหมดนั้นก็เพื่อให้ได้รับความเคารพยำเกรงจากสัตว์วิญญาณ
เหล่านี้
และนี่ทำให้สัตว์วิญญาณที่อยู่ตรงหน้ามันเหล่านี้พร้อมที่จะติดตามเมิ่งน้อยไปด้วยตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้นคือ เพื่อที่จะให้เมิ่งน้อยรู้สึกสบายอย่างที่สุดในการขีหลังของมัน หมาป่าสีเทาตนนี้
ถึงกับยอมปรับเปลี่ยนร่างกายของตนให้เหมาะสมกับเมิ่งน้อยเลยทีเดียว
หลังจากที่เมิ่งน้อยเงยหน้าขึ้นมองเฉินเฉียงและหยานเสวี่ยไปปราดหนึ่ง มันก็ได้ขึ้นไปนั่งบนหลัง
ของหมาป่าสีเทาที่ปรับให้เหมาะสมกับตัวมันราวกับเป็นแท่นที่นั่งเคลื่อนที่ของราชา และนี่แสดง
ออกมาว่าราชาผู้นี้ได้ยอมรับตำแหน่งผู้นำของสัตว์วิญญาณเหล่านี้แล้ว
หมาป่าสีเทาตอนนี้ได้ส่งเสียงครางออกมาอีกครั้งก่อนที่จะค่อยๆยกตัวขึ้นจากพื้นช้าๆ ก่อนที่จะ
นำพาเมิ่งน้อยทะยานขึ้นฟ้าและบินไปตามทางที่เมิ่งน้อยต้องการจะไป
ที่ด้านล่างนั้น เหล่าสัตว์วิญญาณที่มีใจภักดีต่อเมิ่งน้อยนั้น หลังจากที่เห็นว่าเมิ่งน้อยยอมรับใน
ความต้องการของพวกมันไปแล้ว เมื่อเห็นว่าหมาป่าสีเทาพาเมิ่งน้อยลงมายังพื้นดินด้วยท่าทาง
ตื่นเต้นยินดี พวกมันก็รีบลุกขึ้น ก่อนที่จะพากันเดินติดตามไปอย่างวุ่นวาย
เฉินเฉียงและหยานเสวี่ยได้มองหน้ากันพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่จะนำพาเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนัก
เต๋าต่างๆไปอีกทาง
แต่เป็นตอนนี้ที่กำไลสื่อสารของเฉินเฉียงได้ส่งสัญญาณดังขึ้นมา
เมื่อก้มลงไปดู ใบหน้าของเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จังก็ถึงกับต้องคิ้วขมวด
หยานเสวี่ยที่เห็นก็เข้าใจในทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว
“หลัวหลันมีปัญหา พวกเรารีบไปดูกันเถอะ”
เฉินเฉียงส่ายหัวไปมาในทันทีก่อนพูดออกมาด้วยท่าทีไม่ได้ร้อนรนอันโด “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวข้า
ไปเองดีกว่า เจ้ากับเมิ่งน้อยช่วยกันจัดการทางนี้แล้วกัน หากมีอะไรเกิดขึ้นหรือเจ้าต้องการอะไรก็
ส่งข้อความมาหาข้าแล้วกัน”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงก็หายไปในชั่วพริบดา
ในหมู่เหล่ากลุ่มกองที่แยกย้ายออกไปทำภารกิจในดอนนี้ กลุ่มของดงดิ้นและหยานเสวียนั้น
ถือได้ว่าทรงพลังที่สุด
ส่วนเม่ยหลัวหลันและหวังด้าลู่ ทั้งสองที่แต่เดิมก็มีระดับบ่มเพาะที่อ่อนด้อยกว่าใครในกอง
กำลังเทียนเว่ยอยู่แล้ว นี่ทำให้กลุ่มของทั้งสองคนน่าห่วงอย่างที่สุด เพราะทั้งสองคนในดอนนี้
มีระดับบ่มเพาะเพียงระดับราชาขุนพลขั้นกลางเพียงเท่านั้น
ด้วยระดับบ่มเพาะเพียงเท่านี้ การที่ให้เป็นผู้นำของเหล่าผู้บ่มเพาะจำนวนสองแสนคนนั้นถือได้ว่า
ค่อนข้างจะเกินตัว
แต่เฉินเฉียงนั้นก็ยังมอบให้ทั้งสองควบคุมศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักเต๋าต่างๆอยู่ดี
เพราะไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ด้วยระบบบ่มเพาะที่แตกต่างนี้ทำให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนัก
เต่างๆเหล่านี้อ่อนด้อยกว่าเม่ยหลัวหลันและหวังด้าลู่ จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะเทียบเคียง
และสูงกว่า
แต่ในตอนนี้ เม่ยหลัวหลันกับส่งข้อความฉุกเฉินมาหาเขา
เฉินเฉียงนั้นเข้าใจดีว่าหากว่านี่เป็นเพียงปัญหาเล็กน้อย เม่ยหลัวหลันคงไม่ส่งสัญญาณฉุกเฉินนี้
ออกมา ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เลือกที่จะเร่งไปหาแบบนี้
นี่มันหมายความว่าเม่ยหลัวหลันกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์เป็นตายอย่างไม่ต้องสงสัย
และนั่นคือเรื่องร้ายแรงที่สุดที่เฉินเฉียงไม่อยากจะให้เกิดขึ้น
สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดก็คือหากเม่ยหลัวหลันได้ส่งข้อความไปหาเหรินหมิงด้วยแล้ว เขากลัวว่า
สถานการ์จะย่ำแย่กว่านี้
นั่นก็เพราะด้วยการที่ทั้งสองเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่กันดี หากว่าเม่ยหลัวหลันตกอยู่ในอันตราย
เหรินหมิงย่อมต้องละทิ้งทุกอย่างเพื่อไปช่วยเม่ยหลัวหลัน
และหากเป็นอย่างนั้นจริง กลุ่มคนที่ไร้ขึ่งผู้นำที่จะคอยนำพาพวกเขาฟันฝ่าอันตรายในป่าที่
เต็มไปด้วยความลึกลับพิศวงพร้อมภัยอันตรายที่ซ่อนอยู่อย่างป่าใต้ดินแบบนี้ นั่นย่อมทำให้เกิด
ปัญหาตามมาอย่างแน่นอน
หากกลุ่มคนที่ไม่มีผู้นำได้พบเจอกับสัตว์คลั่งหรือสัตว์วิญญาณกลายพันธุ์หรือแม้แต่สัตว์วิญ
ญาณที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาหุ่นเชิดโลหิตแบบที่พวกเขาได้พบเจอ คนเหล่านี้จะต้องพบเจอกับหายนะ
อย่างไม่ต้องสงสัย และนั่นจะทำให้ป่าใต้ดินแห่งนี้พบเจอความโกลาหลซ้ำเดิมเข้าไปอีก
นี่จึงทำให้เมื่อเฉินเฉียงรีบติดต่อไปหาเหรินหมิงในขณะที่มุ่งตรงไปหาเม่ยหลัวหลัน
เมื่อได้รับรู้ว่าเหรินหมึงยังคงมุ่งอยู่กับการทำภารกิจของตน เฉินเฉียงก็สบายใจ
นี่หมายความว่าเม่ยหลัวหลันไม่ได้ติดต่อไปหาเหรินหมิงเกี่ยวกับสิ่งที่เธอได้พบเจอ
และนี่ทำให้เฉินเฉียงรีบเร่งความเร็วไปหาเม่ยหลัวหลันในทันที
อย่างไรก็ตาม เมื่อเฉินเฉียงเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่เม่ยหลัวหลันต้องจัดการ หลังจากที่เขาได้กวาดกระ
แสจิดของตนไปรอบๆแล้ว นี่ทำให้เฉินเฉียงนั้นถึงกับหน้าถอดสีและดื่นดระหนกในทันที