ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 527 ฟื้นฟู
บทที่ 527 ฟื้นฟู
ในระยะร้อยกว่าไมล์ เฉินเฉียงสามารถนำพาเม่ยหลัวหลันเข้าไปสู่โลกใบเล็กของตนได้อย่างง่ายดาย
-โคตรอันตรายเลยวุ้ย-
-อีกแค่นิดเดียว-
-หากไม่ใช่ว่าไอ้เหมียวนั่นมัวแต่เอ้อระเหยล่ะก็ ต่อให้ข้ามีทักษะดีเลิศขนาดไหนก็ไม่อาจช่วยเม่ยหลัวหลันได้-
กรงเล็บของราชาพยัคฆ์ที่ได้กรีดผ่านอากาศตรงหน้าอย่างรวดเร็วจนบังเกิดเสียงกรีดผ่านอากาศขึ้นมา แต่นอกจากร่องรอยของอากาศที่โดนกรีดเฉือนและเงาร่างติดตาที่ราวกับจะคงอยู่ของเม่ยหลัวหลันแล้ว ก็ไม่หลงเหลือสิ่งใดอยู่อีก
“โธ่เว้ย”
ราชาพยัคฆ์สบถออกมา มันนั้นกำลังนึกเสียใจที่ไม่ได้ฆ่าเม่ยหลัวหลันไปตั้งแต่ต้น แถมมาในตอนนี้ตัวมันยังถูกพบเจอด้วยตัวตนที่ทรงพลังเสียอีก
แต่….มันก็แค่นั้น
นอกจากมันแล้วยังมีราชาตนอื่นอยู่อีกในป่านี้ พวกมันเหล่าราชาสี่พี่น้องต่างก็ฝึกฝนเคล็ดวิชาหุ่นเชิดโลหิต
ไม่ว่าจะเป็นใครที่มาช่วย กับพวกมันแล้วย่อมไม่ถึงเป็นสิ่งใด ก็แค่ปัญหากวนใจธรรมดา
อย่างไรก็ตาม ราชาพยัคฆ์ที่ทำตัวโอหังมาโดยตลอด มันกำลังจะได้ลิ้มรสความรู้สึกที่มันยากจะลืมเลือนจนต้องร่างกายสั่นสะเทือนในทันที
ในตอนที่กรงเล็บของราชาพยัคฆ์ได้หยุดเคลื่อนไหว อยู่ๆมันก็รู้สึกได้ถึงกระบี่นับพันนับหมื่นเล่มที่พุ่งทะลวงเข้าไปในหัวสมองของมัน จนทำให้มันนั้นทำได้เพียงใช้มือกุมหัวแล้วกรีดร้องออกมาเท่านั้น
เป็นตอนนี้ที่ประกายแสงสีขาวที่ดูเย็นยะเยียบได้พาดผ่านมาจากท้องฟ้าและตัดหัวของมันออกไป
ในจุดที่ราชาพยัคฆ์ยืนอยู่เมื่อครู่นี้ ถูกแทนที่ด้วยเฉินเฉียงที่กำลังยืนจ้องมองร่างของราชาพยัคฆ์ที่ไร้หัวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อโชก พร้อมกับดาบดั้นเมฆในมือและสายตาเพชฌฆาตที่ฉายแววออกมา
หากว่าเฉินเฉียงมาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว เม่ยหลัวหลันต้องถูกราชาพยัคฆ์ตนนี้ฆ่าไปแล้วเป็นแน่ ช่างอันตรายยิ่งนัก
ถึงแม้ว่าเขานั้นจะสอนวิธีการฝึกฝนขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ให้กับทุกคนในกองกำลังเทียนเว่ยไปแล้วก็ตาม แต่กับคนที่มีระดับบ่มเพาะต่ำที่สุดอย่างเม่ยหลัวหลันและหวังต้าลู่แล้ว การที่จะบรรลุขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้จนถึงขั้นใช้งานได้ถือได้ว่าแสนเข็ญยิ่งนัก
ยังดีที่ราชาพยัคฆ์ตนนี้ยังเป็นเพียงแค่ราชาสัตว์วิญญาณขั้นปลายเพียงเท่านั้น แถมยังเล็งหัวหัวหน้ากลุ่มอย่างเม่ยหลัวหลันไว้ก่อนใครเพื่อนอีก นี่จึงทำให้เม่ยหลัวหลันมีเวลาพาเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักต่างๆที่มีระดับบ่มเพาะต่ำเข้าไปหลบในโลกใบเล็กของตน ก่อนที่จะเริ่มต่อสู้ด้วยทุกสิ่งที่มี และด้วยการที่เธอนั้นลืมไปว่าตนเองมีความเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้แล้ว จนพลาดท่าได้รับบาดเจ็บสาหัสที่แขน
เฉินเฉียงที่พึ่งจะฆ่าราชาพยัคฆ์ไปก็เห็นว่าหุ่นเชิดโลหิตตัวใหญ่ยักษ์ที่กำลังอยู่ท่ามกลางการต่อสู้อยู่ ได้พุ่งเข้ามาหาร่างไร้หัวของราชาพยัคฆ์ ด้วยท่าทางหิวกระหายในทันที
เฉินเฉียงที่สังหารเหล่าผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตมานักต่อนัก ย่อมรู้ดีเมื่อเห็นท่าทางนี้
ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ เป้าหมายของหุ่นเชิดโลหิตตนนี้คือร่างของราชาพยัคฆ์
ราชาพยัคฆ์นั้นกำลังจะได้รับสิ่งที่เรียกว่าผลย้อนกลับ สำหรับผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต
ยามที่เจ้าของของพวกมันได้ตกตาย หุ่นเชิดโลหิตจะรีบกลับไปกัดกินอดีตเจ้าของของมันในทันที
นี่คือชะตาของผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต
แต่ในเมื่อเฉินเฉียงอยู่ที่นี่ มีหรือที่หุ่นเชิดโลหิตตนนี้จะได้กลืนกินเจ้านายของมันโดยง่าย
แต่สิ่งทำให้เฉินเฉียงต้องประหลาดใจในตอนนี้ก็คือหุ่นเชิดโลหิตของราชาพยัคฆ์นั้นมีปีกอยู่ที่หลังของมัน
แถมยังเป็นปีกสีเงินเสีอีก
ไม่แปลกใจเลยจริงๆที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ได้บอกเขาเอาไว้ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักมากมายปรากฏตัวอยู่ในโลกปีศาจ
ไม่เพียงจะฝังแผ่นแก่นพลังงานชนิดบ้าคลั่งในหัวสัตว์วิญญาณ พวกมันยังสร้างหุ่นเชิดวิญญาณขึ้นมาอย่างจำนวนนับไม่ถ้วน ไหนจะสัตว์วิญญาณกลายพันธุ์ หรือแม้แต่หุ่นเชิดซากศพกลายพันธุ์
แถมมาในตอนนี้ พวกมันยังฝังแผ่นแก่นพลังงานลงไปบนหัวของหุ่นเชิดโลหิตอีก
ไอ้พวกมันคิดจะใช้ทุกรูปแบบชีวิตในโลกปีศาจมาทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์รึไงกัน
สัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิตนั้นแต่เดิมมันทำได้เพียงโจมตีง่ายๆออกมาเพียงเท่านั้น แต่การที่พวกมันถูกฝังแผ่นแก่นพลังงานลงไปแล้ว นี่เรียกว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง
นั่นก็เพราะ ผู้บ่มเพาะบนโลกปีศาจไม่เคยเห็นปีกสีเงินมาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้นคือปีกสีเงินนั้นมีความคมกริบอย่างที่สุด ไม่มีทางเลยที่อาวุธจากเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสในแผนกวัตถุวิญญาณจัดหามาจะเทียบเคียงได้
ดูเหมือนว่าการต่อสู้ในป่าใต้ดินแห่งนี้ หากขาดอาวุธดีๆจะทำให้กองกำลังที่เฉินเฉียงนำมานี้เสียหายอย่างยับเยินเป็นแน่
ยกตัวอย่างเช่นเจ้าสัตว์ปีศาจหุ่นเชิดโลหิตตนนี้ หากว่าดูเพียงระดับบ่มเพาะของมันเพียงอย่างเดียวล่ะก็ จะมีเพียงแค่ศิษย์และผู้อาวุโสของสำนักเต๋าต่างๆ ที่ยังไม่ได้อยู่ในระดับราชาเท่านั้นที่ไม่อาจจัดการมันได้ แต่ในทันทีที่ทุกคนได้เห็นปีกสีเงินบนหลังของมันแล้ว นอกจากจะตกตะลึงนิ่งอึ้งไปในทันทีที่เห็นแล้ว ด้วยใบมีดคมกริบบนปีกสีเงินนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้คนเหล่านี้ได้รับค่าตอบแทนจากการตกตะลึงด้วยความตาย
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ปีกสีเงินเหล่านี้จะแหลมคมขนาดไหนก็ตาม มันนั้นยังห่างไกลจากความคมของดาบดั้นเมฆของเขามากนัก
เมื่อเห็นว่าหุ่นเชิดโลหิตตัวนี้พุ่งเข้าใส่ร่างไร้หัวของราชาพยัคฆ์อย่างไม่สนใจในสิ่งใด เฉินเฉียงก็ได้สบถออกมาทีหนึ่งก่อนที่จะตวัดดาบดั้นเมฆจากร่างขึ้นบนจนบังเกิดเส้นแสงที่ทะยานขึ้นฟ้าไป
“ฝื๊ดดดดดด”
เสียงที่เฉียบเบาประดุจดั่งมีดที่ตัดผ่านผ้าไหมได้ดังขึ้น นี่ทำให้ปีกสีเงินของหุ่นเชิดโลหิตพร้อมทั้งแขนขวาของมันนั้นขาดสะบั้นลงในทันที
อย่างไรก็ตาม การตวัดดาบลงบนส่วนหนึ่งของหุ่นเชิดโลหิตนี้หาได้ทำให้หุ่นเชิดโลหิตนี้รู้สึกรู้สาแต่อย่างใด มันยังคงพุ่งตรงไปหาร่างของราชาพยัคฆ์ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แล้วทำการดูดกินเลือดที่ไหลรินของราชาพยัคฆ์อย่างหิวกระหาย
เป็นไปได้รึเปล่าว่าหลังจากฝังแผ่นแก่นพลังงานลงไปแล้วทำให้หุ่นเชิดโลหิตตนนี้ไม่เกรงกลัวต่อความตายและความเจ็บปวดอีก
นี่ขนาดแขนหายไปข้างนึงเลยนะนั่น
แต่ฉากถัดมาที่เฉินเฉียงได้เห็นนั้นก็ต้องทำให้เขาต้องประหลาดใจอย่างที่สุด
นั่นก็เพราะหุ่นเชิดโลหิตที่ไร้แขนไร้ปีก หลังจากที่มันได้กินเลือดของราชาพยัคฆ์ไปเล็กน้อย ทั้งแขนและปีของมันนั้นก็ได้งอกกลับออกมาใหม่อย่างรวดเร็วจนเห็นได้ชัด
นี่…. นี่คือพลังเหนือมนุษย์รูปแบบใหม่ที่นักเทคนิคที่ฮั่นจุยพามาคิดค้นขึ้นงั้นรึ
เฉินเฉียงได้ขยี้ตามองแล้วหันกลับไปดูที่หุ่นเชิดโลหิตตนนี้อีกครั้ง
ใช่แหงๆ
ครั้งนี้เฉินเฉียงได้เห็นอย่างชัดเจน
ชิ้นส่วนของหุ่นเชิดโลหิตตนนี้งอกขึ้นมาใหม่จริงๆ
นี่ต้องมาจากพลังเหนือมนุษย์ที่อยู่ในแผ่นแก่นพลังงานเป็นแน่
นั่นก็เพราะ ตอนที่เขาอยู่บนโลก เฉินเฉียงไม่เคยเห็นว่ามนุษย์กลายพันธุ์ตนไหนจะมีพลังเหนือมนุษย์แบบนี้มาก่อน
และเท่าที่ดู นี่ย่อมต้องเป็นผลมาจากการพัฒนาพลังเหนือมนุษย์ชนิดใหม่ของนักเทคนิคที่ฮั่นจุยนำตัวมาด้วยนั้นคิดค้นขึ้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ เขานั้นยังไม่รู้ว่าพลังเหนือมนุษย์อันนี้มีขอบเขตจำกัดรึเปล่า
ยกตัวอย่างเช่น….
ถ้าตัดหัวมันไปแล้วมันยังงอกออกมาได้อีกรึเปล่า
และหากว่ามันงอกออกมาได้จริงล่ะก็ มีหวังฮั่นจุยและคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จะต้องคิดต่อสู้ชนิดแลกชีวิตตั้งแต่ต้นเป็นแน่
ยังไม่รวมถึงว่าหากราชาจักรพรรดิทั้งสามได้กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพไปล่ะก็ ต่อให้พวกมันคิดจะครอบครองทั้งโลกปีศาจและโลกมนุษย์ไปพร้อมๆกันก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ในขณะที่เฉินเฉียงกำลังตกตะลึงอยู่นี้ แขนและปีกของหุ่นเชิดโลหิตก็ได้ฟื้นคืนกลับมาอย่างสมบูรณ์
ด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
มันเป็นพลังฟื้นฟูที่ไม่อาจจะประมาทได้
ในตอนนี้ เฉินเฉียงนั้นต้องการจะรู้ว่าความสามารถในการฟื้นฟูของหุ่นเชิดโลหิตตนนี้มีอยู่ขนาดไหน นี่จึงทำให้เฉินเฉียงคิดจะศึกษาหาดูว่าพลังเหนือมนุษย์ชนิดนี้มีขีดจำกัดใดบ้าง
เมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเฉียงที่เห็นว่าหุ่นเชิดโลหิตได้กลืนกินร่างของราชาพยัคฆ์ไปแล้ว เขาจึงได้ตวัดดาบดั้นเมฆในมือหมายจะตัดหัวของหุ่นเชิดโลหิต
หุ่นเชิดโลหิตที่พึ่งกลืนกินเลือดของนายมันจนหมด ระดับบ่มเพาะของมันได้เพิ่มสูงขึ้นมาก ต่อให้มันไม่ได้กลายเป็นราชันย์อสูรในทันที แต่ในตอนนี้มันก็ได้อยู่ในระดับราชาอสูรขั้นสูงแล้ว
แล้วมีหรือที่มันจะยอมยืนคอไปให้เฉินเฉียงตัดไปเฉยๆ
อย่างไรก็ตาม การตอบสนองของมันนั้นยังถือได้ว่าช้าเกินไป ดาบดั้นเมฆของเฉินเฉียงนั้นได้ตวัดเอาหัวเกือบครึ่งหนึ่งของมันออกไป เผยให้เห็นบอลเลือดปีศาจกลืนกินจำนวนมากที่ได้ไหลทะลักออกมาอย่างน่าสยดสยอง
หลังจากโจมตีออกไปแล้ว เฉินเฉียงก็รับรู้ได้ว่าหุ่นเชิดโลหิตตัวนี้ไม่ได้ตายลงไปในทันที
-ไอ้วิธีการฟื้นฟูแบบนี้มันจะไม่ท้าทายสวรรค์เกินไปหน่อยรึไงฟะ-
เมื่อคิดเสร็จแล้ว เฉินเฉียงก็ได้หรี่ตาลงมอง