ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 529 ทุกข์ตรมและเลือกเดิน
บทที่ 529 ทุกข์ตรมและเลือกเดิน
เมื่อเม่ยหลังหลันได้ยิน เธอก็ทำได้เพียงเปิดทางเข้าโลกใบเล็กของตนแล้วพาเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักเต๋าต่างๆนับแสนชีวิตที่เธอมีหน้าที่ดูแลออกมา
ก่อนหน้านี้พวกเขาเกือบทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่ได้รับสมุนไพรหมุนเวียนโลหิตกันแล้ว นี่จึงทำให้พวกเขาไม่ได้ตกตายเพราะการถูกโจมตีอย่างกะทันหันจากหุ่นเชิดโลหิตของราชาสัตว์วิญญาณทั้งสี่ก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่พวกเขาถูกส่งเข้าไปในโลกใบเล็กของเม่ยหลัวหลันอย่างกะทันหัน ทำให้พวกเขายังสับสนจนไม่อาจทำอะไรได้จนกระทั่งมาถึงตอนนี้
ด้วยการที่ผู้บ่มเพาะบนโลกปีศาจไม่มีการปลูกฝังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งโลกจนกลายเป็นโลกใบเล็ก จึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาเข้าไปในโลกใบเล็กเป็นครั้งแรกจะรู้สึกมหัศจรรย์พันลึกในสิ่งที่ได้พบเจอ
แถมก่อนที่พวกเขาจะทำความเข้าใจในโลกใบเล็กของเม่ยหลัวหลันได้อย่างกระจ่างชัด พวกเขาก็กลับมาอยู่ในโลกเดิมเรียบร้อยแล้วเสียอีก
“พี่สาวหลัวหลัน….นี่….พวกเราพึ่งจะไปที่ไหนมากัน”
ที่เบื้องล่าง ศิษย์หญิงผู้หนึ่งที่รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่พึ่งได้พบเจอก็อดจะถามออกมาพร้อมใบหน้าที่สงสัยอย่างที่สุด ราวกับว่าเธอนั้นต้องการจะเข้าไปยังโลกใบเล็กของเม่ยหลัวหลันเพื่อเรียนรู้มันเพิ่มเติม
เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งที่ยืนเคียงข้างเม่ยหลัวหลันอยู่บนฟ้านั้นก็ได้พูดออกมาด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม “ไปจัดการศัตรูก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
เป็นเพียงตอนนี้ที่ทุกคนพึ่งจะรับรู้ได้ว่าในตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในฉากสงครามนองเลือดกันอยู่ นี่จึงทำให้พวกเขาไม่คิดจะพูดคุยกันอีก
แต่เมื่อทุกคนได้เห็นหุ่นเชิดสัตว์วิญญาณจำนวนกว่าห้าถึงหกหมื่นที่ยืนนิ่งๆอยู่ตรงหน้า นี่ทำให้พวกเขาถึงกับพูดไม่ออก
“นั่นมันศิษย์พี่หลิวนี่”
ศิษย์หญิงผู้หนึ่งรีบร้องถามเม่ยหลัวหลันในทันทีด้วยสายตาตกตะลึงพลางชี้ไปที่หุ่นเชิดโลหิตระดับราชาขั้นกลางผู้หนึ่งที่กำลังต่อสู้อยู่กับคนอื่นอยู่
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เธอจะเข้าใจถึงสถานการณ์ว่าศิษย์พี่หลิวของเธอนั้นไม่ใช่ศิษย์พี่หลิวที่เธอรู้จักอีกต่อไป เป็นตอนนี้ที่เธอรู้สึกเสียสันหลังในทันที
กระบี่ที่มีความกว้างสองนิ้วได้พุ่งทะลุอกของเธอไป
ศิษย์หญิงผู้นี้ได้จ้องมองไปที่อกที่ถูกเสียบทะลุของตัวเองก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาศิษย์พี่หลิวของเธอด้วยท่าทางที่ไม่เชื่อสายตาของตนแล้วถามออกมา
“หลิว…ศิษย์พี่…ทำไมท่าน...ถึง….”
ศิษย์พี่หลิวของเธอได้จ้องมองกลับไปพร้อมรอยยิ้มที่แสยะกว้าง ก่อนที่จะดึงกระบี่ของตนออกไปอย่างไม่แยแสและไม่พูดอะไรออกมา จนทำให้เลือดสายหนึ่งพุ่งไปเปรอะเปื้อนหน้าของศิษย์หญิงผู้นี้เอง
เมื่อเห็นฉากนี้ เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งก็ได้ยิงธนูใส่หัวของศิษย์พี่หลิวผู้นี้และได้ตะคอกออกมา “พวกเจ้าตื่นจากความเพ้อฝันสักที”
“สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าพวกเจ้านี้ไม่ใช่เพื่อนรักหรือครอบครัวของพวกเจ้าอีกต่อไป”
“พวกเขาได้ตกตายไปจนหมดแล้ว”
“ยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขาถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหุ่นเชิดซากศพไปหมดแล้ว”
“หากพวกเจ้าไม่ต้องการที่จะถูกฆ่า ก็จงหยิบอาวุธและทำการฆ่าล้างพวกมันให้หมดสิ้นซะ”
ด้วยการที่คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์หรือไม่ก็ผู้อาวุโสของสำนักเต๋าต่างๆ พวกเขาย่อมรู้ดีว่าคนเหล่านี้หาใช่ผู้คนที่พวกเขาคุ้นเคยอีกต่อไป แต่เป็นศัตรูที่แข็งแกร่ง หุ่นเชิดซากศพ
อย่างไรก็ตาม ด้วยความคุ้นเคยและสนิทสนมอย่างที่สุดแล้ว ทำให้พวกเขายังถือว่าหุ่นเชิดซากศพเหล่านี้เป็นคนสนิทชิดใกล้อยู่ดี
แต่ด้วยการที่เห็นคนเหล่านี้พุ่งเข้าใส่ด้วยอาวุธคู่กาย พวกเขาจึงทำได้เพียงป้องกันตัวเองอย่างสุดฝีมือ
“ศิษย์พี่ ได้โปรดตื่นขึ้นมาเถอะนะ ลองดูดีๆสิว่าข้าเป็นใคร นี่พวกเราจะต้องสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งจริงๆอย่างนั้นเหรอ”
ศิษย์สำนักเต๋าจำนวนมากมายที่ได้หลังน้ำตาพลางพูดออกมาในทำนองเดียวกันระหว่างรับมือหุ่นเชิดโลหิต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมามีเพียงสายตาที่ว่างเปล่า พร้อมกับปากที่บ่มพึมพำอย่างไม่ขาดว่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า
นอกจากราชาสัตว์ป่าที่สร้างพวกมันขึ้นมาแล้ว หุ่นเชิดซากศพเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่ให้ความสำคัญกับผู้ใดอีก
แต่เพียงเท่านี้ มันเกินพอที่จะทำให้ผู้คนที่อยู่รอดต้องวุ่นวายโกลาหล
ถึงแม้พวกเขาจะรู้ดีว่าคนที่กำลังเผชิญหน้าอยู่นี้เป็นเพียงซากศพก็ตาม
แต่ด้วยการที่เป็นมนุษย์ที่อยู่ในสังคม ความรู้สึกของพวกเขาจึงยากที่จะทำใจ
โดยเฉพาะกับผู้คนมากมายที่ต้องมาเห็นคนรักของตนกลายเป็นหุ่นเชิดซากศพไป จะมีสักกี่คนที่ทำใจสังหารอดีตคนรักลงได้
โดยปกติแล้ว หากเจ้านายหุ่นเชิดซากศพได้ตกตายลงไป หุ่นเชิดซากศพเหล่านี้ก็เปรียบได้ดั่งคนที่ตายแล้วจริงๆ และยากที่จะไปก่อกวนหรือทำร้ายผู้ใดก่อนจะถูกโจมตี
แต่ในครั้งนี้ ก่อนที่เหล่าราชาสัตว์วิญญาณ เจ้านายของพวกมันจะได้ตกตายไปนั้น พวกมันได้สั่งไว้เพียงคำสั่งเดียว นั่นก็คือการฆ่าล้างทุกสิ่งทุกอย่าง
นี่จึงทำให้แม้หุ่นเชิดซากศพเหล่านี้จะไม่มีผู้เป็นนายคอยควบคุม พวกมันก็จะทำการฆ่าอย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าแก่นหุ่นเชิดของพวกมันจะถูกนำออกไป
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่า เฉินเฉียง ไม่ต้องการมีส่วนในการกวาดล้างหุ่นเชิดซากศพเหล่านี้อีก
เขา ต้องการให้ผู้บ่มเพาะนั้นทำความคุ้นเคยกับการต่อสู้กับหุ่นเชิดซากศพเอาไว้
ถึงแม้ร่างตรงหน้าจะเป็นอดีตคนสนิท แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงแต่ลงมือฆ่าพวกมันได้เพียงเท่านั้น
ไม่อย่างนั้นก็ทำได้เพียงตกตายตามคนสนิทของตนไป
พวกเขาต้องผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้
ด้วยการที่เรื่องนี้ เกี่ยวพันถึงการมีชีวิตอยู่ พวกเขาจะต้องไม่ใจอ่อนกับเรื่องนี้
ในช่วงชีวิตหนึ่งนั้น ผู้คนมากมายต้องได้พบเจอเรื่องราวที่ทำให้ต้องรู้สึกกดดันและโศกเศร้า
แต่มันก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ตรมและขมขื่นอยู่
เฉกเช่นการต้องมาหิวน้ำจนตายท่ามกลางมหาสมุทร
ไม่ว่าคนคนนั้นจะหิวน้ำขนาดไหนก็ตาม แต่เขาก็ไม่อาจจะดื่มน้ำตรงหน้าประทังความหิวกระหายไปได้ ต่อให้จะมีคนบอกว่ากินน้ำเค็มดีกว่าต้องอดตายก็ตาม
นี่เป็นความรู้สึกเดียวกัน
และผู้คนเหล่านี้ต่างรู้อยู่แก่ใจว่าคนตรงหน้าที่กำลังหันอาวุธมาที่ตรงนั้นแม้จะเป็นคนที่เคยสนิทชิดใกล้ แต่พวกเขาก็รู้เช่นเดียวกันว่า คนเหล่านี้ตกตายไปแล้ว
แถมยังเป็นคนที่หมายจะฆ่าคนสนิทชิดใกล้ที่ยังคงอยู่ข้างกายของตนอีก
ความย้อนแย้งนี้มันคงจะยากที่จะทานทนได้จริง
แต่หากทนไม่ได้แล้วจะทำไมกัน
ท้ายที่สุด ต้นเหตุแห่งเรื่องราวเหล่านี้ก็คือเหล่าผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต รวมถึงเหตุการณ์หายนะบนโลกที่เกิดขึ้นจากวิหารศักดิ์สิทธิ์อีก
และนี่จะทำให้พวกเขานั้น โยนความแค้นที่สุมอยู่ในใจเข้าใส่เหล่าผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตและวิหารศักดิ์สิทธิ์ในระหว่างการต่อสู้กับหุ่นเชิดซากศพเหล่านี้
พร้อมกับความคิดที่ว่าหากไม่มีผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตอยู่ในโลกปีศาจอยู่อีก พวกเขาก็ไม่ต้องมาพบเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายอย่างการต้องมาฆ่าฟันซากร่างของญาติสนิทมิตรสหายของตนเองอย่างนี้อีก
ไม่นาน เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักต่างๆก็ได้โยนความเกลียดชังที่มีไปหาผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต และนี่ทำให้พวกเขามีใจมั่นในการฆ่าฟันหุ่นเชิดซากศพเหล่านี้ พร้อมกับเร่งกวาดล้างเหล่าหุ่นเชิดซากศพให้หมดสิ้น
หลังจากฆ่าหุ่นเชิดซากศพได้หมดสิ้น นอกจากกลิ่นความเลือดแล้ว พื้นที่แห่งนี้ก็เหลือแค่เพียงความเงียบงัน
แต่กระนั้น เฉินเฉียงก็ยังไม่มีท่าทีจะหยุดการกระทำ เขาแสดงออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่พึงพอใจ ก่อนที่จะลงไปยังพื้นดิน แล้วฉกกระบี่ยาวเล่มหนึ่งจากผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ยังคงยืนนิ่งเงียบ ก่อนที่จะเฉือนด้านหลังหัวของหุ่นเชิดโลหิตร่างหนึ่ง แล้วงัดแก่นหุ่นเชิดสีเขียวออกมาด้วยกระบี่ยาวในมือ
ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างก็รู้จักและวิธีการใช้ประโยชน์จากแก่นหุ่นเชิดเหล่านี้จากเฉินเฉียงมาแล้ว
ถ้าว่ากันตรงๆแล้ว หากนี่เป็นเพียงแค่การเก็บแก่นวิญญาณจากสัตว์วิญญาณ พวกเขาจะรีบปรี่เข้ายื้อแย่งกันเก็บ แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องมาเก็บแก่นหุ่นเชิดจากร่างของคนสนิทชิดใกล้ นี่ทำให้พวกเขาไม่อาจทำใจได้
เฉินเฉียงที่เข้าใจความคิดของทุกคนในตอนนี้ก็ได้พูดบางอย่างออกมาเพื่อทำลายบรรยากาศ
“พวกเจ้าจงคิดให้ดี ที่นี่มีแก่นหุ่นเชิดอยู่เป็นจำนวนมาก หากพวกเจ้าไม่ต้องการ ข้าจะเป็นคนนำมันไปเอง”
หลังจากเฉินเฉียงพูดจบ ก็ยังไม่มีใครที่คิดจะขยับเขยื้อน นี่จึงทำให้เฉินเฉียงนึกโกรธเคืองขึ้นมา
“ในตอนนี้ พวกเราพึ่งจะเข้ามาในป่าใต้ดินได้เพียงไม่กี่วัน แต่นั่นก็ย่อมมีความเสียหายที่พวกเราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อยู่แล้ว”
“และจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกในภายภาคหน้า”
“ถ้าพวกเจ้าไม่อาจปรับตัวได้ พวกเจ้าก็จะตกตายโดยหุ่นเชิดซากศพและจะกลายเป็นหนึ่งในพวกมันไม่ช้าก็เร็ว”
“ข้าไม่คิดจะบังคับพวกเจ้า หากพวกเจ้าไม่อาจทำใจได้ งั้นก็ช่างมันแล้วกัน”
“ชีวิตและความตายของเจ้าล้วนแล้วแต่พวกเจ้านั้นเป็นคนกำหนด”
“แต่….ข้าจะบอกพวกเจ้าไว้ก่อนนะว่าหากพวกเจ้าตัดสินใจผิดไปล่ะก็ ในภายภาคหน้า หากพวกเจ้าต้องการที่จะแข็งข้อต่อไอ้พวกหุ่นเชิดโลหิตและวิหารศักดิ์สิทธิ์ ข้าบอกได้เลยว่าพวกเจ้าไม่อาจทำได้แม้จะเป็นเพียงความฝันก็ตาม”
“หากผู้บ่มเพาะละทิ้งสิ่งที่เปรียบได้ดั่งอาวุธของตนไป พวกเจ้านั้นคิดจริงๆเหรอว่าพวกเจ้าจะสามารถปกป้องคนทั่วไปบนโลกใบนี้จากเงื้อมมือของไอ้พวกหุ่นเชิดโลหิตและวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้น่ะ”
“เมื่อถึงเวลานั้น ข้าบอกได้เลยว่าไม่เพียงพวกเจ้าเท่านั้น แต่เป็นทุกชีวิตบนโลกใบนี้ที่จะต้องตกตายไปจนหมดสิ้น”
และเมื่อถึงตอนนั้น นอกจากพวกเจ้าแล้ว แม้แต่ญาติโกโหติกา มิตรสหาย คนรัก หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงของพวกเจ้า หากไม่ตกตายโดยน้ำมือพวกมันไปเฉยๆ ก็คงจะกลายเป็นหุ่นเชิดซากศพเป็นมือเป็นเท้าให้พวกมัน