ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 534 กบฏ
บทที่ 534 กบฏ
คนเฉกเช่นผู้คุมหอหวังนี้ เปรียบได้ดั่งกบฏของคนบนโลกปีศาจ
เพื่อให้อยู่รอด เพื่อให้อยู่ดีกินดี ถึงกับละทิ้งความเป็นคนไปจนหมดสิ้น
ทั่วทั้งวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต หากจะมีคนที่ไม่ได้อยู่บนเส้นทางการต่อสู้แต่ยังคงมีตัวตนอยู่ได้ก็คงจะเป็นเหล่าผู้ที่เดินบนเส้นทางยาอย่างคนของหอปรุงยา
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในวิหารศักดิ์สิทธิ์ ปลายทางชีวิตล้วนแล้วแต่ไม่รอดพ้นการเป็นหุ่นเชิดซากศพเพียงเท่านั้น
นี่จึงทำให้แม้แต่ผู้คุมหายาแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องกลายเป็นตัวตนที่ชั่วช้า
เท่าที่ดูไปแล้ว แต่ให้มีใครบางคนภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่คิดจะแข็งขืนแนวทาง ก็ไม่ได้ต่างจากรนหาที่ตายกลายเป็นหุ่นเชิดซากศพ
นี่เรียกได้ว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นได้เน่าเฟะลึกไปถึงแก่นรากแล้ว
เท่าที่ดูๆไปแล้ว ยามที่ผู้คุมหอหวังและผู้คุมหอกงพูดคุยกันถึงเรื่องศพที่แพร่พิษร้ายได้ ทั้งสองราวกับไม่ได้พูดคุยเรื่องสำคัญแต่อย่างใด
ต่อให้มันได้ล้างผลาญชีวิตไปอย่างนับไม่ถ้วนแล้วก็ตาม
เฉินเฉียงรู้ดีว่าการพูดคุยกับคนเลือดเย็นนั้น ไม่ได้ต่างไปจากการสีซอให้ควายฟัง(เล่นลูทให้วัวฟัง)
นี่ทำให้ หลังจากเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งได้นิ่งคิดไปเล็กน้อย เขาก็ได้ก้มหัวนิดหน่อยแล้วพูดออกมา “ผู้คุมหอหวัง ศพพิษที่ท่านพัฒนาขึ้นมานี้ ท่านคงจะมียาแก้พิษอยู่บ้างแล้วสินะ”
“ท่านก็รู้ดีว่าพิษจากศพพิษเหล่านี้รุนแรงมาก หากท่านไม่ระวัง ข้าเกรงว่าแม้แต่เหล่าศิษย์แผนกปรุงยาที่ทำหน้าที่ลงมือรักษา พิษก็สามารถติดไปที่ศิษย์เหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน”
“ก่อนหน้านี้เองมีศิษย์สิบกว่าคนที่ติดพิษเหล่านี้ไปแล้ว และได้ตกตายไปโดยไม่อาจรักษาได้”
“ที่ข้ามาในวันนี้เองก็เป็นเพราะว่าหยุนอ่าว ผู้อาวุโสสูงแผนกปรุงยาจากสำนักข้าได้ขอร้อง หวังว่าจะให้ท่านผู้คุมหอหวังสร้างยาถอนพิษขึ้นมาสักหน่อยก็ยังดี ต่อให้มันมีไม่มากแต่ก็หวังไม่ให้ศิษย์แผนกปรุงยาต้องตกตายไปอย่างเปล่าประโยชน์”
อย่างไรก็ตาม เฉินเฉียงนึกไม่ถึงว่าเพียงแค่พูดออกไป ผู้คุมหอหวังกลับสะบัดมือราวจะขับไล่ แล้วพูดมาราวกับไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับเขา
“พี่จ้ง ขอต้องขอโทษด้วยเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีพิษจากศพเหล่านี้ข้าจะเป็นคนพัฒนาขึ้นมาก็จริง แต่ด้วยมันเกิดขึ้นมาจากกรรมวิธีมากมายจนทำให้ศพนั้นเน่าจนก่อให้เกิดพิษ มันจึงไม่มีวิธีรักษาแต่อย่างใด”
“ต่อให้ลงมือคิดค้นยาในตอนนี้ กับศิษย์แผนกปรุงยาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ไม่อาจช่วยเหลือได้ทัน”
“หรือก็คือ พวกเราไม่มียาถอนพิษนั่นเอง”
“เอาอย่างนี้ดีกว่า พี่จ้ง ท่านไปบอกหยุนอ่าวเถิดว่าให้พวกเขาทำพอเป็นพิธี อย่าได้เป็นเคร่งเครียดกับมันแต่อย่างใด”
“เพราะไม่ว่ายังไงก็ตาม เมืองที่พิษแพร่กระจายอยู่ในตอนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเมืองที่วิหารศักดิ์สิทธิ์หมายจะกวาดล้างให้สิ้นซากอยู่แล้ว”
เมื่อเฉินเฉียงได้ยิน ก็รู้สึกราวกับสมองระเบิดจนถึงกับนิ่งอึ้งไปในทันที
นี่มันถิ่นคนวิปลาศชัดๆ
คนดีๆที่ไหนที่จะพัฒนาพิษขึ้นมาแล้วจะไม่คิดวิธีแก้พิษเอาไว้
หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ ถึงเมืองที่มีการแพร่กระจายของพิษจากศพนี้ไม่แคล้วหลุดรอดจากการล่มสลายงั้นรึ
แถมมันยังเป็นเมืองที่เขาให้กลุ่มเหมันต์จันทราไปเผยแพร่ภาพฉายของพวกวิหารศักดิ์สิทธิ์เสียอีก
“พี่จ้ง ท่านเป็นอะไรรึเปล่า”
เมื่อเห็นเฉินเฉียงมีท่าทีแปลกๆ ผู้คุมหอกงก็อดที่จะเขย่าไหล่เฉินเฉียงเพื่อดึงสติไม่ได้
“โอ้ ฮี่ฮี่ฮี่ ไม่เป็นไรข้าไม่เป็นไร ข้าเพียงไม่นึกว่าท่านผู้คุมหอหวังนั้นจะคิดการณ์ไกลถึงขนาดนี้ จึงทำให้ข้าอดที่จะยอมรับนับถือไม่ได้”
“ใช่ไหมล่ะ” เมื่อผู้คุมหอกงได้ยินก็พยักหน้ารับและกล่าวสรรเสริญออกมา “พี่จ้ง ผู้คุมหอหวังนั้นที่มาหาข้าในวันนี้เองก็เพราะต้องการช่วยพวกเราในการจัดการไปพวกแมลงหวี่แมลงวันน่ารำคาญที่อยู่ในเขตแดนอื่นนั่นแหละ”
เมื่อเฉินเฉียงได้ยินก็นึกสงสัยจนต้องหันไปมาผู้คุมหอหวัง ก่อนที่ราวกับจะนึกอะไรออกจนเบิกตาโพลงและมุมปากที่กระตุกยับ
“พี่กง ท่านหมายถึง….”
“ถูกต้อง มันเป็นไปอย่างที่พี่จ้งคิดนั่นแหละ ฮ่าฮ่าฮ่า” ผู้คุมหอกงหัวเราะลั่น “ในเมื่อพิษจากศพของพี่หวังนั้นรุนแรงอย่างที่สุด แล้วทำไมไม่ใช้พวกมันไปจัดการกับไอ้พวกที่อยู่อีกฟากฝั่งซะล่ะ”
“ด้วยพิษจากศพที่รุนแรงและติดง่ายขนาดนี้ ตราบใดที่เราโยนศพไปไว้ที่นั่น อีกไม่นาน ไอ้พวกฝั่งนั้นก็คงตายกันเป็นเบือ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
-คนบ้า-
-พวกมันล้วนแล้วแต่เป็นคนบ้า-
นี่คือสิ่งที่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเฉินเฉียง
จากคำพูดของผู้คุมหอกงนั้น เฉินเฉียงบอกได้เลยว่า นับจากที่เขากลับมาจากโลกมนุษย์ อย่างน้อยๆวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ส่งคนไปที่โลกมนุษย์แล้วอย่างน้อยๆก็หนึ่งครั้ง
แน่นอนว่าไอ้พวกนี้ได้แตกพ่ายกลับมาอย่างยับเยิน จากความร่วมมือต่อต้านจากฮุยตู๋และสามเผ่าพันธุ์
ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ภายใต้การนำของฮูเตี๋ยน ฮุยตู่นั้นสามารถต่อกรกับผู้บ่มเพาะของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างนับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะในตอนนี้พวกเขาได้รับสมุนไพรหมุนเวียนโลหิตไปแล้ว นี่ทำให้พวกเขาไม่ต้องการความสามารถที่สุดแสนจะเลวทรามอย่างบอลเลือดปีศาจอีกต่อไป
ด้วยระบบบ่มเพาะที่แตกต่างกัน ต่อให้อยู่ในระดับบ่มเพาะเทียบเท่ากันก็ตาม คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่อาจเทียบกับคนของฮุยตู๋ได้
และเพราะเหตุนี้ วิหารศักดิ์สิทธิ์จึงได้พ่ายแพ้ในการต่อสู้ในทันที
แต่ก็เป็นเพราะว่าพวกเขานั้นไม่คิดว่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นจะเลวชาติไร้ซึ่งเกียรติยศและไร้ซึ่งความเป็นคนหลงเหลืออีกต่อไป เพียงเพื่อให้ได้ในสิ่งที่พวกมันตั้งเป้าไว้หรือก็คือการครองโลกมนุษย์ พวกมันทำได้แม้กระทั่งการใช้พิษจากศพที่ไร้ซึ่งยากรักษาไปทำลายโลกมนุษย์
เขานึกภาพออกได้ในทันทีว่าจะไม่มีใครหลงเหลือรอดจากพิษจากศพนี้เลยสักคนเดียวหากมันได้แพร่กระจายออกไป
เฉินเฉียงค่อยๆหันหน้าไปมองผู้คุมหอหวังราวกับหุ่นยนต์แล้วพูดออกมา “พี่หวัง แผนการของท่านช่างเยี่ยมยอดนัก แต่กับเรื่องนี้ เราไม่ต้องไปขอความเห็นจากท่านจ้าววิหารก่อนงั้นรึ”
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม โลกมนุษย์นั้นก็ยังเป็นบ้านของฮั่นจุย
ต่อให้มันผู้นั้นวิปลาศ แต่มันก็คงไม่ถึงขั้นเปลี่ยนบ้านเกิดให้กลายเป็นดินแดนแห่งความตาย…ล่ะมั้ง
“ฮี่ฮี่ฮี่ พี่จ้งก็คิดมากเกินไปแล้ว”
ผู้คุมหอกงได้หัวเราะแล้วพูดออกมา “ก่อนหน้านี้ท่านจ้าววิหารนั้นตอนที่ให้ภารกิจกับพวกเรามา ท่านได้บอกไว้ว่าให้พยายามล้างผลาญชีวิตไอ้พวกอีกฟากฝั่งเขตแดนให้หมดสิ้น ไม่ว่าจะต้องทำยังไงก็ตาม”
“ท่านยังบอกอีกว่า ต่อให้ไม่อาจยึดครอง แต่อย่างน้อยๆก็ต้องทำให้พวกมันสูญเสียอย่างมากที่สุด เพื่อไม่ให้พวกมันล่วงล้ำเข้ามาในโลกปีศาจของพวกเราได้”
“นี่จึงทำให้ต่อให้ท่านจ้าววิหารรู้เรื่องนี้ ท่านก็จะไปตำหนิติเตียนพวกเรา”
“ยิ่งไปกว่านั้นคือ ในตอนนี้ ท่านจ้าววิหารกำลังเก็บตนบ่มเพาะเพื่อจะก้าวเข้าสู่ระดับจอมราชันย์ ท่านไม่ต้องการพบผู้ใดโดยไม่จะเป็น จะดีกว่าหากพวกเราไม่นำเรื่องนี้ไปรบกวนท่านให้วุ่นวายไป”
เพียงแค่ฟัง เฉินเฉียงก็รู้แล้วว่าคนบ้าตรงหน้าของเขาทั้งสองไม่มีทางเปลี่ยนใจอีกต่อไป นี่จึงทำให้เขาถามออกมา “ในเมื่อท่านทั้งสองตัดสินใจไว้แล้ว แล้วพวกท่านจะดำเนินการเมื่อไหร่รึ”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ผู้คุมหอหวังก็ได้ยิ้มกริ่มและพูดออกมา “พี่จ้ง ขอบอกตามตรงเลยว่าหากไม่ใช่เป็นเพราะท่านมาหาค่า ป่านนี้ข้าก็คงข้ามเขตแดนไปแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”
“โอ้ เท่าที่ฟังนี่ดูเหมือนว่าท่านพี่หวังคงจะไปด้วยตัวเองเลยสินะ”
“แน่นอน” ผู้คุมหอหวังได้ยิ้มกริ่มพร้อมกับเอามือสัมผัสไปที่แหวนของตน “ในเมื่อค่านำศพพิษเหล่านั้นทั้งหมดมากับข้าแล้ว หากข้าไม่ไปเอง แล้วข้าจะทำการใหญ่สำเร็จได้เยี่ยงไรล่ะ”
เฉินเฉียงได้ก้มหัวลงไปมองยังแหวนของผู้คุมหวังพร้อมดวงตาที่เปล่งประกายแสงแหลมคม
-ข้าจะไม่ปล่อยให้มันผู้นี้ทำได้สำเร็จ-
-ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ความเหนื่อยยากที่ข้าทำมาทั้งหมดมาจนถึงตอนนี้จะสูญเปล่า-
“เฮ้ออออ หากไม่ใช่ว่าผอ.ผู้นี้ติดภารกิจอยู่ล่ะก็ ข้าเองก็คงจะขอติดตามพี่หวังพี่กงข้ามเขตแดนไปบ้างแล้วล่ะ”
เฉินเฉียงพูดพลางทำมือเคาะโต๊ะประหนึ่งดั่งเสียดายอย่างที่สุดที่ไม่ได้ไปด้วย
“พี่จ้งอย่าเข้าใจผิดไปสิ”
ผู้คุมหอกงได้ยกมือขึ้นราวกับจะห้ามปรามความคิดก่อนจะเผยรอยยิ้มแล้วพูดออกมาต่อ “ในเมื่อในครั้งนี้เป็นความคิดของพี่หวัง แน่นอนว่าพี่หวังต้องเป็นคนนำทีมภารกิจ”
“อีกอย่าง ด้วยการที่ครั้งนี้มีเป้าหมายในการนำศพไปทิ้งไว้อีกฟากฝั่งเพียงเท่านั้น คนของหอหุ่นเชิดโลหิตจึงไม่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม”
ทันทีที่สิ้นคำของผู้คุมหอกง ผู้คุมหอหวังก็ได้ยินขึ้นพลางป้องมือแล้วพูดออกมา “ขอขอบคุณท่านผู้คุมหอกงที่อนุญาตให้ข้าดำเนินการ เมื่อเรื่องนี้เสร็จสิ้นแล้ว ข้าหวังว่า ท่านผู้คุมหอกงจะช่วยพูดเชยชมข้าต่อหน้าท่านจ้าววิหารสักเล็กน้อยก็ยังดี เพียงเท่านี้ข้าก็รู้สึกไม่เสียชาติเกิดแล้ว”