ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 536 หายไป
บทที่ 536 หายไป
ในทะเลสาบ เฉินเฉียงที่เปรียบได้ดั่งมังกรที่ได้กลับคืนสู่ทะเล ก็ค่อยๆลอบติดตามกลุ่มคนของหอปรุงยาแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างสบายอารมณ์ พร้อมทั้งค่อยๆนำพาคนเหล่านี้เข้าไปไว้ในโลกใบเล็กของตนทีละน้อย ราวกับกำลังคอยดักเก็บขยะที่เรี่ยราดกลางทาง
ไม่นาน การกระทำของเฉินเฉียงก็ถูกสังเกตเห็นโดยผู้คุมหอหวัง
ถึงแม้ผู้คุมหอหวังจะไม่ได้มีพลังโจมตีที่ดีเด่นอะไรมากมาย แต่ด้วยการที่เขานั้นเป็นอัจฉริยบุคคลของหอปรุงยาที่อยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นกลาง พลังจิตของเขาที่เกิดจากการพร่ำบำเพียรปรุงยาอยู่ไม่ขาดจึงสูงล้ำพอดู
ในฐานะที่เป็นบุคคลหมายเลขหนึ่งของหอปรุงยา แม้ค่าสถานะพลังจิตของเขาจะต่ำต้อยกว่าเฉินเฉียงมากนัก แต่ก็ยังอยู่สูงล้ำกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว
อีกทั้ง นับแต่ที่ลงมาในทะเลสาบ ผู้คุมหอหวังก็ได้ใช้กระแสจิตของตนสอดส่องสังเกตรอบด้านอยู่ตลอดเวลา จึงได้พบความผิดปกตินี้ได้
ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ว่าคนขี้ขลาดเช่นเขานั้น ถึงแม้จะบอกว่าเป็นคนพาไป แต่ตัวเขาก็ยังพยายามเกาะกลุ่มกับคนอื่นๆเอาไว้เพื่อจะต้องพบเจออันตราย นี่จึงทำให้กระแสจิตของเขาครอบคลุมไปถึงคนที่ติดตามมาด้านหลัง
เมื่อเขามั่นใจแล้วว่าคนของตนที่ติดตามมาด้านหลังนั้นลดจำนวนลงไปอย่างรวดเร็ว นี่ทำให้เขานั้นหยุดว่ายน้ำไปและรีบหันหน้ากลับไปมองในทันที
แต่ในตอนนี้ เฉินเฉียงก็ไม่ได้หยุดการกระทำ เขายังคงนำพาคนของหอปรุงยาเข้าไปในโลกใบเล็กของตนในขณะที่ว่ายน้ำไล่หลังไป
ผู้คุมหอหวังที่ในตอนนี้กำลังลอยตัวอยู่ในน้ำก็ต้องถลึงตามองกว้างเมื่อเห็นคนของตนที่ติดตามมาหายวับไปต่อหน้าต่อตา นี่ทำให้เขาทั้งตื่นตระหนกและหวาดกลัว
-มันน่าเหลือเชื่อเกินจะเอ่ย-
ในตอนนี้ ผู้คุมหอหวังได้กระแสจิตของตนจับจ้องไปที่คนของตนทุกคนในทันที แต่นี่กลับทำให้เขานั้นต้องเผชิญเข้ากับความกลัวอย่างที่สุดในชีวิต นั่นก็เพราะ จำนวนของคนของเขาลดลงไปรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
และที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าก็คือ คนของเขานั้นอยู่ๆก็หายไปราวกับกลมกลืนไปกับสายน้ำโดยไม่อาจจะร้องอะไรออกมาได้สักคำ
สามร้อย
สองร้อย
หนึ่งร้อย
เพียงไม่กี่อึดใจ คนของหอปรุงยากว่าแปดร้อยคนที่ติดตามผู้คุมหอหวังมา กลับเหลือเพียงไม่ถึงร้อยคน ต่อหน้าต่อตาเขา
เป็นตอนนี้เองที่ผู้คุมหอหวังได้สังเกตเห็นว่ามีคนของตนคนหนึ่งที่อยู่รั้งท้ายมาแต่ต้น แต่กลับไม่ได้หายไปไหน
ยิ่งไปกว่านั้น คนคนนี้กลับเคลื่อนไหวในทะเลสาบนี้ได้ราวกับโบยบิน.….นี่ไม่น่าเป็นไปได้
ในฐานะที่เขาเป็นผู้คุมหอปรุงยา เขาย่อมรู้ดีว่าคนของตนนั้นมีระดับบ่มเพาะเป็นเช่นใด
คนคนนี้เขาจะจำได้อย่างชัดเจนว่าเป็นคนของหอย่อย
แต่กระนั้น เขากลับอยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นต้น
นี่จึงทำให้ผู้คุมหอหวังนั้นจับจ้องไปที่คนผู้นี้หรือก็คือคนที่เฉินเฉียงเปลี่ยนรูปลักษณ์อยู่
ก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด
หากว่าเฉินเฉียงไม่ลงมือ ผู้คุมหอหวังก็คงจะไม่คิดจะสังเกตระดับบ่มเพาะของเขา
อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะรีบนำคนของหอปรุงยาไปไว้ในโลกใบเล็ก เฉินเฉียงจึงไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงลงมือ ต่อให้นั่นจะเป็นการเปิดเผยระดับบ่มเพาะที่แท้จริงของเขาก็ตาม
แต่ในตอนที่เฉินเฉียงรับรู้ว่าผู้คุมหอหวังรับรู้ถึงตัวตนของเขาแล้ว เฉินเฉียงก็ได้เปิดโลกใบเล็กของตน กวาดเอาคนของหอปรุงยาทุกคนเข้าไปไว้ในโลกใบเล็กของเขาในทันที เหลือเพียงผู้คุมหอหวังเอาไว้
“ไม่เลวเลยนี่ไอ้เฒ่าที่สังเกตเห็น ดูเหมือนว่าแกจะมีฝีมืออยู่บ้าง ว่าแต่แกเห็นรึเปล่าล่ะว่าข้าลงมือเสร็จแล้วน่ะ”
เฉินเฉียงได้เข้าไปหาผู้คุมหอหวังด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมพลางปลดปล่อยขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ออกไป
ผู้คุมหอหวังผู้ซึ่งกดขี่คนของตนมาโดยตลอดนั้นก็ได้ปรากฎดวงตาที่แสดงออกมาอย่างหวาดกลัวที่ไม่เคยแสดงออกมาที่ไหนมาก่อนให้เห็น ก่อนที่จะพูดออกมาเบาๆราวกับกำลังพร่ำบ่นกับตนเอง “เจ้าไม่ใช่เชินปิงรึ ช่างเป็นวิชาปลอมแปลงที่แนบเนียนนัก บอกมา เจ้าเป็นใคร”
“แล้วคนของข้าล่ะ เจ้าพาพวกเขาไปไว้ที่ไหน”
มุมปากของเฉินเฉียงในตอนนี้ได้ยกตัวขึ้นมา ในตอนนี้คนผู้นี้ก็ทำท่าราวกับไม่ใส่ใจในตัวตนของเขา
ต่อให้ผู้คุมหอหวังจะเป็นราชาเหนือราชาขั้นกลาง แต่หากต้องการจะหนีจากเขาล่ะก็ คงทำได้เพียงแค่ฝันเท่านั้น
นี่จึงทำให้เฉินเฉียงไม่คิดจะตอบคำถาม แต่กลับถามตอบไป “ผู้คุมหอหวัง แกรู้รึเปล่าว่าจ้าววิหารคนก่อนนั้นตอนนี้ไปไหนแล้ว”
ด้วยการที่เฉินเฉียงไม่เข้าใจว่าฮั่นจุยนั้นได้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งจ้าววิหารของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง เขาจึงคิดใช้โอกาสนี้เค้นหาความจริงกับคนที่จิตอ่อนด้อยที่สุดตรงหน้าเขา
ผู้คุมหอหวังเมื่อได้ยินก็ถึงกับหน้าเปลี่ยนสีแล้วถามออกมา “แกเป็นใครที่ไหนกันแน่วะ ทำไมแกถึงรู้เรื่องภายในของวิหารศักดิ์สิทธิ์ของข้าได้น่ะ ห้ะ”
เฉินเฉียงได้ถามอีกครั้ง “ไอ้ตัวระยำฮั่นจุยนั่นได้เป็นจ้าววิหารได้ยังไง”
“หากจะให้พูดกันตามหลักการแล้ว กับไอ้ตัวที่อยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นกลางควรจะไม่มีทางได้ก้าวขึ้นเป็นจ้าววิหารของเจ้าโดยง่ายไม่ใช่รึ”
“ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าพวกแกยังมีเหล่าราชาเหนือราชาขั้นสูงอีกนับไม่ถ้วน แล้วทำไมถึงได้ยกตำแหน่งให้ฮั่นจุยมันไปกัน”
เพียงเฉินเฉียงได้ถามจบ ผู้คุมหอหวังก็ได้พูดตอบออกมาในทันที “ห้ะ ใครบอกเจ้าว่าท่านจ้าววิหารยังอยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นกลางกัน”
“ไม่สิ แกกล้าเรียกชื่อท่านจ้าววิหารของพวกเราตรงๆ นี่แกเป็นใครกันแน่วะ”
เฉินเฉียงขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะเมื่อดูจากท่าทีของผู้คุมหอหวังแล้ว เฉินเฉียงนั้นเดาได้ว่าในตอนนี้ ฮั่นจุยสมควรจะอยู่ในระดับราชาจอมพลขั้นสูงเรียบร้อยแล้ว
มันก็ไม่ได้น่าแปลกแต่อย่างใด
เพราะหากนับเรื่องเวลาแล้ว เขาเองก็ก้าวเข้ามาอยู่ในระดับราชาจอมพลขั้นต้นได้โดยใช้เวลาไม่กี่ปี นับประสาอะไรกับฮั่นจุยที่มันทำได้ทุกอย่างเพื่อเพิ่มระดับบ่มเพาะได้กัน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าผู้คุมหอหวังนั้นจากเปลือกนอกแล้วแม้คนคนนี้จะมีระดับบ่มเพาะสูงกว่าเขา หากไม่แสดงอะไรให้ดูเลยเขาก็คงไม่อาจกดดันให้อีกฝ่ายปริปากบอกข้อมูลอันใดออกมา
เมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเฉียงที่ได้ปลดปล่อยขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ออกไปก่อนหน้านี้จนเกินกว่าระยะที่ผู้คุมหอหวังอยู่ไปแล้ว เขาก็ได้ดึงดาบดั้นเมฆออกมา
เมื่อเห็นเฉินเฉียงชักดาบออกมา ผู้คุมหอหวังก็มีใบหน้าที่กระตุกยับ
ถึงแม้ว่าเขานั้นจะเป็นผู้เดินบนเส้นทางปรุงยา แต่ด้วยระดับบ่มเพาะราชาเหนือราชาขั้นกลาง มันก็ควรจะเพียงพอที่จะแสดงออกมาให้เห็นแล้วว่าเขานั้นแข็งแกร่งกว่าอีกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เชินปิงตรงหน้าเขานั้นเป็นตัวปลอม ไหนจะเรื่องที่ศัตรูตรงหน้าที่เก็บกวาดคนของเขาทุกคนไปได้จนหมดสิ้นในชั่วพริบตา นี่ทำให้เขานั้นไม่อาจคาดเดาความแข็งแกร่งของคนตรงหน้าได้เลยจริงๆ
ดีไม่ดี หากว่าเขาคิดจะต่อสู้กับคนตรงหน้า เป็นไปได้อย่างมากที่เขานั้นจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกคน
นี่จึงทำให้ผู้คุมหอหวังทนไม่ได้จนเผลอก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พร้อมใช้มือจับแขนของตนไว้ด้วยท่าทางประหนึ่งมั่นใจอย่างที่สุดว่าจะรอดไปได้
เมื่อเห็นฉากนี้ เฉินเฉียงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“โว่ๆ ข้าเกือบลืมไปเลยแฮะว่าผู้คุมหอหวังนั้นยังมีไพ่ตายอย่างศพพิษที่ทำขึ้นมาเองน่ะ ใช่ไหมล่ะ”
ผู้คุมหอหวังที่ได้ยินก็ถึงกลับมีสมองที่ขาวโพลนในทันที
ด้วยพลังต่อสู้ของเขาที่ค่อนข้างอ่อนด้อย ทำให้เขานั้นไม่มั่นใจว่าจะชนะอีกฝ่ายได้ เขาจึงคิดจะลอบใช้ศพพิษในมือของตน
แต่กระนั้น เฉินเฉียงก็ไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด ดาบของเฉินเฉียงได้ตวัดไปมาอย่างพลิ้วไหวประดุจดั่งกำลังใช้กระบวนท่าบนพื้นดินอยู่ หาได้รับผลกระทบจากสายน้ำที่ไหลอยู่โดยรอบไม่
หลังจากหัวเราะออกไปเล็กน้อย เฉินเฉียงก็ได้พูดออกมาอย่างดูแคลน
“ผู้คุมหอหวัง นี่เจ้าคิดจะใช้ศพพิษของเจ้าจริงๆรึ”
“เจ้าลืมไปรึเปล่าว่าตอนนี้เจ้าอยู่ในน้ำ”
“หากจะนำศพพิษออกมา หลังจากที่มันแพร่กระจายไปในน้ำแล้วเจ้าก็คงไม่อาจอยู่รอดได้กระมัง”
“แต่ก็อีกนั่นล่ะ เพียงข้าเห็นท่าทางของเจ้าก่อนที่จะเข้าหุบเขาเสียงกระซิบนี้มาแล้ว ข้าว่าไอ้พวกสัตว์ปีศาจนั้นคงจะนึกได้ว่าเจ้ามันอ่อนด้อยต่ำตมเสียจนไม่อยากจะกลืนกินเจ้าเลยไม่ยอมออกมาตามที่เจ้าสวดอ้อนวอนนั่นล่ะนะ”
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนเช่นเจ้านั้นจะสามารถปล่อยศพพิษออกมาในตอนนี้ หรือเจ้าไม่กลัวว่ามันจะฆ่าสัตว์ปีศาจในทะเลสาบนี้จนหมดสิ้นกัน”
เฉินเฉียงที่พูดออกมานั้นก็เพื่อข่มขวัญอีกฝ่ายเท่านั้น ไม่นึกว่าเพียงสิ้นคำของเฉินเฉียง ผู้คุมหอหวังที่ก่อนหน้านี้ทำตัวยึกยักราวกับไม่กล้าทำอะไรก็ได้หยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บของ มันเป็นของที่ดูเล็กแหลมและและโปร่งใส และภายในสิ่งนั้นมีของเหลวสีเหลืองขนาดห้ามิลลิลิตรอยู่