ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 539 เรื่องราวของฮั่นจุย
บทที่ 539 เรื่องราวของฮั่นจุย
เมื่อเฉินเฉียงได้พูดจบ เขาก็บังคับศพพิษให้ลอยตรงไปยังผู้คุมหอหวัง
เมื่อเห็นศพพิษที่ค่อยๆลอยเข้ามาหา ผู้คุมหอหวังก็รับรู้ได้ถึงความตายที่กำลังค่อยๆคืบคลานมาหาตน นี่ทำให้ดวงตาของเขาต้องเบิกโพลงด้วยสายตาที่หวาดกลัวอย่างที่สุด ขนหัวของเขาได้ลุกชัน จนแม้แต่ความเจ็บปวดที่เหลือล้นก็ยังต้องเลือนหายไป
เขานั้นเป็นผู้ที่สร้างศพพิษพวกนี้ขึ้นมากับมือ ย่อมรู้ดีว่าพิษของมันร้ายแรงขนาดไหน
และเพื่อที่จะไม่ให้มีคนทำยาถอนพิษได้ ผู้คุมหอหวังได้ใช้ศพของคนที่เป็นโรคร้ายที่ตกตายหลากหลายรูปแบบนำมากองรวมกันจนกลายเป็นเชื้อโรคที่สร้างพิษขึ้นมาจากศพได้รุนแรงถึงขนาดนี้
มันมากมายจนแม้แต่เขาที่เป็นผู้สร้างก็ยังจดจำไม่ได้ว่าศพกว่าร้อยที่ทำให้เกิดพิษร้ายนี้ขึ้นมา มาจากคนที่เป็นโรคอะไรบ้าง
และเมื่อไม่รู้ที่มาของเชื้อโรค ศพพิษของเขาก็จะไร้ซึ่งยาแก้อย่างสมบูรณ์ ต่อให้พระเจ้าลงมายืนต่อหน้าก็ไม่อาจจะรักษาโรคเหล่านี้ได้
จึงไม่แปลกในยามที่เฉินเฉียงบอกว่าผู้คุมหอหวังว่าให้ลองลิ้มรสชาติในสิ่งที่ตัวเขาได้ทำมา นั่นก็คือการบอกให้ผู้คุมหอหวังนั้นหากจะรอดก็ต้องคิดหายาแก้ให้ได้นั่นเอง
“ไม่ ไม่นะ ไม่เอา ข้าไม่เอา”
เมื่อเห็นศพพิษลอยเข้ามาหาอย่างช้าเชื่อง ผู้คุมหอหวังในตอนนี้ก็แสดงออกซึ่งความกลัวในทุกชั่วขณะที่ศพพิษลอยเข้ามาหา เขากลัวจนกระทั่งมีน้ำไหลออกมาจากหว่างขาร่วงลงไปยังบนพื้นดิน
เฉินเฉียงในตอนนี้ไม่ได้แสดงออกมาซึ่งความเห็นใจแต่อย่างใด เขาเพียงสบถไปทีหนึ่งแล้วพูดออกมา “ผู้คุมหอหวัง หากแกยังไม่รู้ว่าสิ่งใดในมือที่สำคัญ ก็ดูเหมือนว่าตัวแกนั้นคงไม่อาจรอดพ้นไปได้แล้วล่ะนะ”
“เอาเป็นว่าข้าผู้นี้จะเป็นคนนำเจ้าออกจากหุบเขาเสียงกระซิบนี้เองก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปยังเมืองตั้วหลัวหยิง ที่นั่น ข้าจะประกาศความเลวทรามของแกให้ผู้คนได้ประจักษ์รับรู้ แล้วข้าจะส่งแกไปอยู่รวมกับเหล่าผู้คนที่ได้รับพิษจากศพพิษของแก เมื่อถึงยามนั้น หากแกยังมีปัญญากลับไปวิหารศักดิ์สิทธิ์ล่ะก็ ข้าล่ะจะยอมรับนับถือเจ้าเลยจริงๆ”
“แต่ข้าว่าก่อนที่จะเป็นอย่างนั้นได้ แม้แต่กระดูกสักชิ้นของแกก็คงจะไม่เหลือแล้วล่ะนะ”
ผู้คุมหอหวังในตอนนี้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ได้รับรู้ถึงคำพูดของเฉินเฉียงแต่อย่างใด เพราะในตอนนี้เขานั้นได้กังวลว่าตนเองจะติดพิษจากศพพิษ เพราะไม่ว่ายังไง เมื่อติดไปแล้วย่อมมีแต่ความตายที่รอคอย
“ท่านผู้ห้าวหาญ ไม่ใช่ว่าท่านอยากจะรู้ว่าท่านจ้าววิหารเข้ามาในตำแหน่งได้ยังไงหรอกรึ ข้าจะบอก ข้าจะบอกท่านทุกอย่าง โปรดเมตตาข้าด้วย อย่าฆ่าข้าเลย”
ในเมื่อชีวิตของตนเองสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ไอ้ความจงรักภักดีจนยอมตกตายอะไรนั่นไม่ได้ต่างไปจากกองอาจม
เมื่อได้ยินแบบนี้ เฉินเฉียงก็ได้บังคับให้ศพพิษลอยหยุดนิ่งไม่เคลื่อนเข้าไปอีก แต่น้ำพิษที่กระฉอกออกมาจากศพพิษนั้น ก็ได้กระฉอกออกมาจนลอยเข้าไปใกล้ๆเกือบจะถึงดวงตาของผู้คุมหอหวัง หากเฉินเฉียงไม่ได้สังเกตเห็นไว้ก่อน ผู้คุมหอหวังก็คงจะติดเชื้อไปแล้ว
แม้จะดูแบบไหน แต่ความจริงแล้วมันคือยุทธ์วิถีทางจิตวิทยารูปแบบหนึ่ง
เพื่อจะไม่ให้ผอ.หวังนั้นได้รู้สึกว่าตนเองยังมีโอกาสรอด เฉินเฉียงจึงได้ใช้สิ่งที่อันตรายที่สุดที่ผู้คุมหอหวังรับรู้มาปิดล้อมร่างกายของเขาเอาไว้ นี่จะทำให้ผู้คุมหอหวังรู้สึกได้ว่าไม่มีทางเลยที่เขาจะหลบหนีไปได้หากไม่สร้างข้อแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ
“พูด”
เฉินเฉียงตะคอกออกมา
“พูด พูดแล้ว ข้าพูดแล้ว”
ผู้คุมหอหวังในตอนนี้ยังคงจับจ้องไปที่ศพพิษที่หยุดอยู่ไม่ห่าง เขานั้นไม่กล้าที่จะบิดพลิ้วอีกต่อไป และพูดออกมาติดต่อกันอย่างไม่หยุดหย่อนประดุจปืนกล
“ท่านจ้าววิหารได้ถูกรับเข้ามาโดยหอกองโจรหมาป่าเมื่อสองปีก่อน”
“ท่านก็น่าจะพอรู้ว่าหากจะเข้ามาเป็นคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้นั้น จะมีเพียงการรับเข้าผ่านทางสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าเพียงเท่านั้น”
“อย่างไรก็ตาม ด้วยการทีในตอนนั้น ท่านจ้าววิหารเป็นผู้บ่มเพาะระดับราชาเหนือราชาขั้นสูง กฎนี้ย่อมสามารถตีตกไป”
“และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ท่านจ้าววิหารเองเป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต แถมมีคนบอกว่าสัตว์ปีศาจที่เป็นหุ่นเชิดโลหิตของท่านจ้าวังนั้นอยู่ในระดับราชันย์สัตว์ปีศาจขั้นกลางแล้วด้วยซ้ำ ความแข็งแกร่งของท่านในตอนนั้นเทียบเท่าได้กับผู้คุมหอกองโจรหมาป่าเลยทีเดียว”
“และที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าก็คือ หลังจากหนึ่งปีครึ่งให้หลัง หลังจากท่านจ้าววิหารคนปัจจุบันได้รับเลือกให้กลายเป็นหนึ่งในสี่เสาหลักของวิหารศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้ทำการท้าประลองจ้าววิหารคนก่อนในทันที”
“ท่านเองก็น่าจะพอเข้าใจได้ว่าในช่วงเวลาลานั้น เจ้าวิหารคนก่อนและท่านจ้าววิหารคนปัจจุบันนั้นมีสถานะที่แตกต่างกันราวกับฟ้าและเหว”
“อย่างไรก็ตาม ในครานั้นท่านจ้าววิหารคนก่อนเองก็มั่นใจว่าตนต้องชนะ จึงไม่ได้คิดอะไรมากและรับปากไป”
“หากว่ากันตรงๆแล้วในครานั้นคงไม่มีใครคิดหรอกว่าท่านจ้าววิหารคนปัจจุบันนั้นจะเอาชนะมาได้ ไม่ว่าใครต่างก็คิดว่าท่านเป็นคนบ้าที่อยากจะรนหาที่ตายเพียงเท่านั้น”
“แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น อย่าว่าแต่ทำร้ายเลย แม้แต่ชายเสื้อ จ้าววิหารคนก่อนก็ยังไม่อาจสัมผัสท่านจ้าววิหารคนปัจจุบันได้เลยสักนิด”
“ราวกับว่าท่านจ้าววิหารคนปัจจุบันนั้นทั่วทั้งร่างกายห่อหุ้มไว้ด้วยกระดองเต่าที่มองไม่เห็น”
เมื่อได้ยินมาถึงจุดนี้ เฉินเฉียงก็ต้องตกตะลึง
สิ่งที่ผู้คุมหอหวังพูดมานั้น มันไม่ใช่ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้รึไงกัน
เฉินเฉียงไม่คิดมาก่อนว่า ก่อนที่ฮั่นจุยจะออกมาจากโลก มันนั้นได้แนวทางการบ่มเพาะขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ไปด้วย
เป็นไปได้ว่ามันผู้นี้ได้เรียนรู้มาหลังจากที่ได้พบเจอผู้บ่มเพาะของฮุยตู๋ไล่ล่ามันก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม เฉินเฉียงนั้นพอจะนึกภาพออกได้ว่า ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของฮั่นจุยนั้น น่าจะห่างไกลจากเขาอยู่มากโข และฮั่นจุยน่าจะไม่ได้เข้าใจในขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้เทียบเท่าเขาแต่อย่างใด
นั่นก็เพราะฮั่นจุยนั้นไม่ได้มีดีด้านพลังจิต ต่อให้โลกใบเล็กของมันจะกว้าง แต่เพียงเท่านั้นก็ยังไม่อาจช่วยให้การใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้เสถียรจนใช้ได้นานนัก
และเท่าที่ฟังจากผู้คุมหอหวังพูดออกมา ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของฮั่นจุยน่าจะอยู่แค่ขั้นต้น
หากเป็นอย่างนั้นจริง ต่อให้ฮั่นจุยอยู่ในระดับราชาจอมพลขั้นสูง ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับเขามากมาย
“ข้าเองแม้จะไม่รู้ว่าท่านจ้าววิหารใช้วิธีการไหนก็ตาม แต่ในตอนนั้นข้าเห็นเพียงว่าทั้งท่านจ้าววิหารคนก่อนไม่สามารถแตะต้องท่านจ้าวิหารได้เลยจริงๆ”
“ด้วยสถานการณ์ในตอนนั้นต่อหน้าต่อตาพวกเราเหล่าเสาหลัก พวกเขาได้สู้กันถึงสามวันสามคืน”
“จนในที่สุดแล้ว พลังของจ้าววิหารคนก่อนก็ได้หมดลง และทำให้เขาถูกท่านจ้าววิหารทุบตีเข้าที่หัวจนระเบิดเป็นชิ้นๆ แม้แต่หุ่นเชิดโลหิตของจ้าววิหารคนก่อนก็ยังถูกหุ่นเชิดโลหิตของท่านจ้าววิหารกลืนกินลงไปในทันที”
“ด้วยการที่จ้าววิหารคนเดิมนั้นทรงพลังอย่างที่สุดอยู่แล้ว กับการที่เขาถูกท่านจ้าววิหารคนปัจจุบันโค่นล้มลงไปได้ ย่อมไม่ให้ใครคิดแข็งขืน”
“หรือจะให้บอกว่าด้วยการที่จ้าววิหารคนก่อนได้ตกตาย จึงทำให้เสาหลักทั้งสี่ได้เฉินฉายก็ว่าได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกับท่านจ้าววิหารฮั่นจุย”
“อย่างไรก็ตาม ในตอนที่ท่านได้กลายเป็นจ้าววิหารนี้เองที่ท่านได้พูดเรื่องที่สุดแสนจะน่าตกตะลึงออกมา”
“ท่านบอกว่าในช่วงหลายร้อยปีมานี้ การที่พวกเราส่งคนไปโจมตีกำแพงแสงเพื่อจะก้าวข้ามผ่านไปอีกเขตแดนหนึ่งนั้น มันช่างไร้ค่าเพราะมันยังมีอีกทางเข้าหนึ่งอยู่”
“ท่านยังบอกอีกว่าอีกฟากฝั่งนั้นเต็มเป็นด้วยทรัพยากรบ่มเพาะที่มากมายเหนือคณา อีกทั้งยังมีทั้งพลังฟ้าดินและอาหารเลือดอย่างไม่อาจจะบรรยายได้ถูก”
“ตราบใดที่พวกเราสามารถยึดครองดินแดนอีกฟากฝั่งเขตแดนได้ โลกปีศาจของพวกเรานั้นจะเจริญรุ่งเรืองไปตราบชั่วลูกชั่วหลาน”
“แล้วท่านยังบอกความลับอีกอย่างให้กับพวกเรา”
“และมันเป็นสิ่งแรกที่ทำให้พวกเรานั้นยอมรับท่านเป็นจ้าววิหารโดยไม่มีใครคิดแข็งขืนอีกเพราะสิ่งๆนี้”
“ท่านบอกว่าการข้ามไปอีกฟากเขตแดนนั้นยังมีทางอื่นอยู่อีก”
“และท่านรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน”
“ด้วยเรื่องนี้ แม้จะมีผู้คนมากมายในวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่คิดจะล้างแค้นให้จ้าววิหารคนก่อน ต่างก็เลิกคิดเรื่องนั้นกันไปจนหมดสิ้น”
เป็นตอนนี้ที่ผู้คุมหอหวังสังเกตเห็นว่าศพพิษได้ลอยเข้ามาหาคนเองอย่างเชื่องช้าอีกครั้ง นี่ทำให้เขารีบตะเบ็งเสียงออกมา “ท่านผู้ห้าวหาญ ข้าบอกทุกสิ่งที่ข้ารู้ไปหมดแล้ว โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”
เมื่อเฉินเฉียงที่รับฟังการสาธยายของผู้คุมหอหวังไปก็นิ่งคิดอย่างไม่สนใจ เขานั้นเข้าใจความคิดของไอ้ตัวเวรตะไลฮั่นจุยเป็นอย่างดีก็ว่าได้
ฮั่นจุยที่ถูกขับไล่ออกมาจากเผ่าพันธุ์ ไหนจะถูกไล่ล่าจากทั้งสามเผ่าพันธุ์อีก สิ่งนี้ย่อมทำให้มันเกลียดชังโลกอย่างสุดหัวใจ หลังจากระเห็จหนีไปยังก้นสมุทรมังกรคลั่งที่ผู้คนต่างยังคงหวาดหวั่นจากไอ้ตัวยึกยือในตอนนั้นเพื่อหาทางรอด นี่ทำให้มันได้พบกับช่องทางข้ามเขตแดน
ยิ่งไปกว่านั้นคือหลังจากที่มันได้เรียนรู้เคล็ดวิชาบ่มเพาะหุ่นเชิดโลหิต มันก็ได้หาทางเข้าร่วมกับวิหารศักดิ์สิทธิ์จนได้และใช้ข้อได้เปรียบของระบบบ่มเพาะที่แตกต่างกันทำให้มันได้ครองตำแหน่งจ้าววิหาร และนี่จะทำให้มันเข้าใกล้ร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสาม เป็นตอนนี้ที่มันได้เริ่มแผนการแก้แค้นโลกมนุษย์
ต้องเป็นเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ตราบใดที่ฮั่นจุยมันสามารถทำให้ร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามกลายเป็นหุ่นเชิดโลหิต จะเท่ากับว่า มันได้ข้ารับใช้ที่แข็งแกร่งที่สุดของทั้งสองโลก และนี่จะทำให้มัน คิดรุกรานโลกอย่างเต็มกำลัง