ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 542 พบเจอ
บทที่ 542 พบเจอ
“อ๊ากกกกกก”
หน่วยลาดตระเวนคนของหอหุ่นเชิดโลหิตทั้งหกคนที่ไม่เคยเห็นผู้คุมหอหวังอยู่ในสายตานั้น พวกเขาไม่คิดว่าผู้คุมหอหวังจะโจมตีพวกเขาด้วยการโจมตีทางจิตวิญญาณที่รุนแรงจนทำให้จิตสำนึกของพวกเขาแหลกเละกลายเป็นโจ๊ก และทำได้เพียงลงไปล้มกลิ้งกุมขมับของตนบนพื้นได้เพียงเท่านั้น
หลังจากโจมตีใส่หน่วยลาดตระเวนทั้งหกคนไปแล้ว เฉินเฉียงไม่ได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด เขาได้ดินลงไปในทันที และมุ่งตรงไปยังหอหลัก
เฉินเฉียงได้จ้องมองไปที่บอลแสงยักษ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เย็นชา
ครั้งก่อน เฉินเฉียงเกือบจะหนีออกไปไม่รอดจากที่นี่
แต่ในครั้งนี้ต่างกันออกไป
ไม่เพียงเขาในตอนนี้จะอยู่ในระดับราชาจอมพลขั้นต้น ยิ่งไปกว่านั้นคือเขายังมีขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ขั้นกลางอยู่อีก
ด้วยสองสิ่งนี้ เฉินเฉียงเชื่อว่าเขาจะไม่ต้องพบเจอกับอันตรายใดๆ
ตราบใดที่เขาไม่ได้พบเจอกับสิ่งที่ทรงพลังเทียบเท่ากับที่ได้พบเจอที่หุบเขาเสียงกระซิบก่อนหน้านี้ล่ะก็ เขาเชื่อว่าเขาจะไร้เทียมทานได้เมื่ออยู่ในกำแพงบอลแสงยักษ์ลูกนี้
หลังจากหยุดนิ่งไปเล็กน้อย เฉินเฉียงได้เปิดใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ขั้นกลางของเขา พร้อมกับใช้ทักษะหลบหนีแสงขั้นสูงสุดและเคลื่อนย้ายพริบตาขั้นสูงสุดของเขาในทันที
บอลแสงนี้ก็คือกำแพงเขตแดนที่ถูกใครบางคนสร้างขึ้นมา
หากมีสิ่งใดที่ก้าวผ่านไป ผู้สร้างย่อมรับรู้ได้ในทันที
นี่จึงทำให้ในตอนที่เฉินเฉียงเข้าไปในบอลแสงแล้ว เขาก็ถูกผู้คนนับสิบที่มีระดับพลังจิตที่สูงล้ำโจมตีใส่ในทันใด
และด้วยขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ขั้นกลางของเขา เฉินเฉียงที่กำลังใช้ทักษะไร้ตัวตนอยู่จึงไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด
เพียงแต่ว่าเพื่อที่จะทำให้ศัตรูนั้นเลิกสนใจเขา เขาจึงได้ดึงคนของหอหุ่นเชิดโลหิตคนหนึ่งออกมาจากโลกใบเล็กของตน
คนของหอหุ่นเชิดโลหิตที่ในตอนนี้กำลังมึนงงกับสถานการณ์ของตนอย่างไม่หายนี้ก็รับรู้ได้ว่ามีพลังบางอย่างได้ดึงตนเองอีกครั้ง
แต่ก่อนที่เขาจะได้รับรู้ถึงเรื่องราว เขาก็ถูกกระหน่ำโจมตีอย่างไม่เหลือชิ้นดี
แม้แต่เฉินเฉียงเองก็ตาม หากเขายังคงใช้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ขั้นต้นอยู่ล่ะก็ เมื่อต้องพบเจอกับการโจมตีที่โหมกระหน่ำนี้ก็ยังไม่อาจต้านทานได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนของหอหุ่นเชิดโลหิตคนนี้
คนของหอโลหิตผู้โชคร้ายไม่มีโอกาสที่จะกรีดร้องออกมาสักกระผีกเดียว ก็ได้ตกตายลงไปในทันที
“ไม่ถูกต้อง”
เสียงของคนแก่ได้ดังกระหึ่มก้องทั่วทั้งภายในเขตแดนบอลแสง
“ไอ้คนที่บุกเข้ามาต้องไม่ใช่ไอ้เวรตะไลตัวนี้”
“ไอ้นี่มันเป็นเพียงราชาเหนือราชาขั้นต้น มันจะไปมีความสามารถเข้ามาที่นี่ได้ยังไง”
“มันต้องมีคนอื่นอยู่อีก”
เฉินเฉียงที่ใช้ทักษะไร้ตัวตนอยู่ เมื่อได้ยินคำพูดนี้เขาก็รีบใช้ทักษะหลบหนีแสง พร้อมกับนำคนของหอหุ่นเชิดโลหิตออกมาอีกคนหนึ่ง
“มันอยู่นั่น”
คนของหอหุ่นเชิดโลหิตที่พึ่งจะถูกนำออกมาแล้วพบเจอชะตากรรมเดียวกับคนก่อนหน้า กว่าที่เขาจะรู้ตัวว่ากลับมาบนโลกปีศาจก็ได้สลายกลายเป็นขี้เถ้าไป
“มีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง ไอ้เวรนี่มันต้องเป็นเพียงตัวตายตัวแทนเท่านั้น มันยังต้องมีคนอื่นอีก”
เมื่อได้ยินเสียงของคนแก่คนนี้ เฉินเฉียงอดไม่ได้ที่จะสบถสาปแช่งอยู่ในใจ นี่สมควรจะเป็นคนที่คนเหล่านี้เกรงกลัวอย่างที่สุด และต้องเป็นคนที่ผู้คุมหอหวังเคยพูดเอาไว้ก่อนหน้า
ชัดเจนว่ากับไอ้แก่ที่หนีหัวซุกหัวซุนมาจนกระทั่งข้ามผ่านเขตแดนมาจนมาถึงจุดนี้ได้ต้องไม่ถูกหลอกง่ายๆเพียงเรื่องแค่นี้
ในเมื่อไม่มีทางอื่น เฉินเฉียงก็ได้ปล่อยตัวคนของหอหุ่นเชิดทั้งหมดที่เขายัดใส่ไว้ในโลกใบเล็กก่อนหน้านี้ออกมาไปเรื่อยๆ ประดุจดั่งดอกไม้ริมทางที่ถูกเฉินเฉียงเด็ดเล่น
จนเมื่อเฉินเฉียงได้ขึ้นมาถึงบนพื้นดินก็เป็นตอนที่คนของหอหุ่นเชิดโลหิตกว่าสองร้อยคน ตกตายไปจนหมดสิ้นแล้ว จนมาถึงตอนนี้ เฉินเฉียงก็ยังไม่โดนเจอตัวแต่อย่างใด
บนพื้นดิน เฉินเฉียงยังคงอยู่ในสถานะไร้ตัวตน และได้จับคนของหอปรุงยาเหวี่ยงกระเด็นขึ้นไปบนฟ้าทีละคน ตามมาด้วยดอกไม้ไฟเลือดที่เบ่งบานเพราะการถูกโจมตีจากคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เฝ้าอยู่ภายในบอลแสงแห่งนี้
หลังจากผ่านไปอีกหลายสิบรอบ เฉินเฉียงก็ได้พบเจอใบหน้าที่คุ้นเคย
ไอ้ตัวระยำฮั่นจุย
ฮั่นจุยได้อยู่ตรงกลางห้องโถงกว้าง ร่างกายในตอนนี้ผอมแห้งติดกระดูกพร้อมหน้ากากสีเงิน มันกำลังยื่นมือทั้งสองข้างพลางต้องท่าประคับประคองขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่มีระยะสามเมตรอยู่
เฉินเฉียงจดจำได้ในทันทีต่อให้เห็นใบหน้าอีกครึ่งซีกก็ตาม
แม้จะผ่านมาหลายปี ต่อให้ฮั่นจุยจะร่างกายผอมแห้งเฉกเช่นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตทั่วไป แต่ใบหน้าของฮั่นจุยก็ยังไม่อาจลบเลือนไปจากจิตใจของเฉินเฉียงได้
ย้อนกลับไปที่เขาโชวหยาง เขาได้ขัดแย้งกับฮั่นจุยอย่างหนักด้วยเรื่องของฉิงเชินในงานแต่งของฮั่นจุย ในครานั้น เพียงแค่ชั่วหนึ่งลมหายใจ ฮั่นจุยได้ทำร้ายเขาจนบาดเจ็บปางตายจนเขากระอักเลือดไปทั่ว ใครจะไปคิดว่าเลือดของเขานั้นมีพิษร้ายขนาดที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังลืมเลือนไป ตัวเขาที่ได้พ่นเลือดไปยังหั่นจุยโดยไม่ได้ตั้งใจกับทำให้ผู้บ่มเพาะระดับราชาจอมพลขั้นกลางในตอนนั้นถึงกับเกือบต้องตกตายไปในทันที และไอ้ใบหน้าครึ่งซีกที่ต้องปกปิดไว้นั่นก็เป็นผลมาจากเรื่องในครานั้น
นี่ทำให้ฮั่นจุยไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงสวมหน้ากากครึ่งซีกเพื่อปกปิดความอัปยศในครั้งนั้นเอาไว้
และในตอนที่เห็นฮั่นจุยนี้ ภาพของเฉินเทียนเว่ยก็ได้ปรากฏขึ้นมาในใจของเฉินเฉียง
ในเส้นทางการเดินทางชั่วชีวิตของเขาจนมาถึงตอนนี้ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของเขาก็คือช่วงเวลาที่เขาได้อยู่ที่เกาะเทียนเล่ย และการใช้เวลาร่วมกับเฉินเทียนเว่ย
แม้แต่ตอนที่ได้พบเจอเฉินเทียนเว่ยเป็นครั้งสุดท้ายที่อาณานิคมเขาหมาง ยามที่เฉินเทียนเว่ยถ่ายทอดเคล็ดวิชาดาบสายฟ้าทำลายวิญญาณให้เขาก่อนตกตายไป เพียงเพื่อจะได้พบเจอตัวเขาเป็นครั้งสุดท้าย เฉินเทียนเว่ยได้ตรงมาที่อาณานิคมเขาหมางแม้จะเจ็บหนักเจียนตาย ยอมละทิ้งซึ่งภารกิจของฮุยตู๋ไปอย่างไม่ไยดี
เป็นเพียงไอ้เวรตะไลฮั่นจุยผู้นี้ที่มันเตรียมตัวไว้เป็นอย่างดี ไม่อย่างนั้นก็คงตกตายไปโดยฮูเตี๋ยนไปแล้วตั้งแต่รู้เรื่อง
และที่น่าเดียดฉันท์ยิ่งกว่าก็คือไม่เพียงจะทำให้พ่อของเขาตกตาย แต่มันผู้นี้ยังสร้างหายนะกับโลกมนุษย์อย่างไม่หยุดยั้ง
แม้แต่ตอนที่ระเห็จมายังโลกปีศาจ มันก็ยังโอหังทำทุกวิถีทางจนกลายเป็นจ้าววิหารศักดิ์สิทธิ์ในที่สุด
แถมยังวางแผนที่จะครอบครองโลกทั้งสองฟากฝั่ง แต่ให้ต้องเปลี่ยนเป็นนรกบนดินก็ตาม
เฉินเฉียงเชื่อว่าในตอนที่เฉินเฉียงมายังโลกปีศาจ นั่นก็เป็นตอนที่ฮั่นจุยได้ทำการบุกรุกเข้ามาที่เขาโรคาแห่งนี้
หลังจากผ่านไปสองปี ฮั่นจุยได้วางแผนที่จะเปลี่ยนร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามให้กลายเป็นหุ่นเชิดโลหิตของมัน พร้อมทั้งสร้างหายนะให้กับโลกทั้งสองฟากฝั่ง
หากไม่ใช่เป็นเพราะเขาได้คิดการไกลหมายหยุดยั้งการรุกรานจากโลกปีศาจล่ะก็ อีกไม่ถึงสิบปี โลกมนุษย์ก็คงจะจบสิ้นไปแล้ว
ไอ้ตัวเลวระยำตนนี้ เพียงเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตนเอง มันได้เดินไปบนเส้นทางที่ชั่วร้าย และเห็นการคร่าชีวิตของมนุษย์เป็นเพียงการถางหญ้าริมทางเพียงเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อที่จะไม่ให้ฮุยตู๋ยกพลมาที่นี่เพื่อขัดขวางแผนการ ไอ้ตัวเลวระยำนี่ได้ทำทุกสิ่ง แม้แต่การให้หอปรุงยาพัฒนาศพพิษขึ้นมา
ไม่ว่ามองยังไงก็ตาม คนตรงหน้าของเฉินเฉียง ยังไงซะก็เป็นไอ้ตัวเลวระยำฮั่นจุยอย่างไม่ผิดพลาด
และจากที่เห็น ตรงหน้าฮั่นจุยก็ยังมีบอลแสงอยู่อีกลูกหนึ่ง
มันเป็นบอลแสงที่มีความหนาประมาณสามสิบเมตร ถัดเข้าไปจึงเป็นขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ เท่าที่ดู เฉินเฉียงบ่งบอกได้ว่า มันดูแน่นหนากว่าบอลแสงที่เขาผ่านมาในตอนแรกมากนัก
เมื่อมองทะลุเข้าไปแล้ว เฉินเฉียงได้เห็นร่างของสามราชาจักรพรรดิในที่สุด
สามราชาจักรพรรดิได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันด้วยดวงตาที่ปิดนิ่ง ถึงแม้จะผ่านไปหลายร้อยปีแล้ว แต่ร่างของทั้งสามก็ยังคงยืนอยู่ได้
-ท่านผู้อาวุโสทั้งสาม ในที่สุด ผู้น้อยก็ได้พบเจอพวกท่านอีกครั้ง-
เฉินเฉียงในตอนนี้กำลังรู้สึกตื่นเต้น พลางนึกย้อนถึงข้อตกลงก่อนที่เขาจะเข้ามายังโลกปีศาจผ่านเขตแดนจักรพรรดิ
หากไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องนั้น เฉินเฉียงก็คงจะไม่คิดที่จะนำร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามกลับไปยังโลกมนุษย์ และไม่คิดที่จะกลับไปยังเขตแดนจักรพรรดิอีก
และในตอนนี้ ร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามได้อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
สิ่งที่ทำให้เฉินเฉียงตื่นเต้นขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแค่การได้พบเจอเพื่อทำตามคำมั่นให้เสร็จสิ้น แต่เป็นเพราะหากเขาใช้มือขวาของตนสัมผัสร่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามได้ล่ะก็ ทุกสิ่งทุกอย่างของราชาจักรพรรดิทั้งสามไม่ว่าจะเป็นขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้หรือแม้แต่พลังบ่มเพาะต่างๆของทั้งสามก็จะตกเป็นของเขา