ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 548 พัฒนายาขจัดพิษ
บทที่ 548 พัฒนายาขจัดพิษ
การสร้างยาพิษจากเลือดของเฉินเฉียงถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้นคือด้วยเรื่องนี้ทำให้เขานั้นเคลื่อนไหวไปไหนได้อย่างไม่สะดวก
ในกระบวนการผลิตยาขจัดพิษย่อมต้องมีคนตายไปมากมาย
แต่นั่นเองก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
การที่จะให้ได้รับยาขจัดพิษที่ได้ผลอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยคนนับร้อยล้านชีวิต หยุนอ่าวและศิษย์แผนกปรุงยาไม่มีทางเลือกเป็นได้เพียงหุ่นยนต์ไร้ใจใช้ผู้คนเป็นหนูทดลอง
เมื่อเลือดในหลอดเก็บเลือดหมด ก็จึงถึงคราวของเฉินเฉียง
ในตอนนี้ด้วยการที่เฉินเฉียงอยู่ในระหว่างพักฟื้นพลังจิตและบ่มเพาะระดับพลัง หยุนอ่าวจึงค่อยๆเข้าไปเก็บเลือดของเฉินเฉียงโดยไม่ทำให้เขารู้สึกตัว
ในยามนี้ ผู้ที่จะเข้าถึงตัวเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งได้ มีเพียงหยุนอ่าวเพียงคนเดียวเท่านั้น
เฉินเฉียงมั่นใจในฝีมือของหยุนอ่าวเหนือผู้ใด
ถึงแม้สายสัมพันธ์ระหว่างเขาและหยุนอ่าว แรกเริ่มเดิมทีเป็นเพียงคนที่หมางเมินกันด้วยเรื่องของคนอื่น แต่หากไม่นับความหัวโบราณยึดถือเพียงระดับบ่มเพาะ นอกนั้นเขาก็ถือว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง
ที่สำคัญคือเขาเป็นคนที่มีใจที่จะช่วยเหลือผู้คนจริงๆ
นี่ทำให้เฉินเฉียงไม่คิดจะตั้งแง่กับหยุนอ่าวแต่อย่างใด
หยุนอ่าวเองก็ไม่ได้คิดที่จะรบกวนเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งไปมากกว่าเรื่องนี้ หลังจากเก็บเลือดเสร็จสิ้นเขาก็จากไป
เป็นเช่นนี้ไปอยู่หลายวันหลายคืน
ในตอนนี้ เฉินเฉียงกำลังเข้าสู่ภวังค์ลงไปสู่ห้วงจิตสำนึกลึกลับหลงลืมปัญหาต่างๆบนโลกภายนอกไป
สำหรับเขาแล้ว นี่ คือการบ่มเพาะที่แท้จริงสำหรับเขาในการยกระดับของขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้
ก่อนหน้านี้ ด้วยการที่พลังจิตของเฉินเฉียงครอบคลุมไปนับสิบไมล์ ส่งผลให้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขามีขอบเขตอยู่ในระยะเดียวกัน หรือจะให้พูดได้อีกอย่างก็คือยิ่งเฉินเฉียงเพิ่มค่าสถานะพลังจิต ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเฉินเฉียงก็จะยิ่งพัฒนามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบย่อยสลายซากศพของเขา ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเฉินเฉียงยังแคบมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของโลกใบเล็กของเขา
และในตอนนี้ หลังจากที่สูญเสียพลังฟ้าดินไปมากมายระหว่างเข้าไปก่อเรื่องใหญ่ในวิหารศักดิ์สิทธิ์ ทำให้โลกใบเล็กของเขาหดเล็กลงไปนับล้านไมล์ นี่ถือได้ว่าสูญเสียไปอย่างมาก
ถึงแม้ว่าเมื่อเทียบกับผู้บ่มเพาะในระดับราชาจอมพลขั้นต้นคนอื่นเฉกเช่นหยานเสวี่ย โลกใบเล็กของเฉินเฉียงจะเทียบกับเขาไม่ได้ก็ตาม
แต่ด้วยการที่พื้นที่ที่สูญเสียไปนั้นไม่ได้มีอะไรมากมาย ตราบใดที่เฉินเฉียงมีโอกาส โลกใบเล็กที่เสียไปของเขาย่อมคืนมาได้อย่างไม่ยากเย็น
ตราบใดที่เขาสามารถดูดซับพลังงานจากราชาเหนือราชาขั้นสูงได้สักสามคน โลกใบเล็กของเขาก็สมควรจะกลับมาได้นับสิบล้านไมล์ในทันที
ในช่วงสามวันมานี้ เฉินเฉียงจมจ่อมอยู่กับภาพวาดห้วงมหาสมุทรรื้อฟื้นพลังจิตของตน
หลังจากฟื้นฟูพลังจิตได้จนสมบูรณ์ เฉินเฉียงยังรู้สึกไม่เพียงพอ เขาได้ดูดซับละอองน้ำที่กระเด็นออกมาจากภาพวาดแห่งห้วงมหาสมุทรตรงหน้าอย่างกระหายอยาก
โดยไม่รู้ตัว ค่าสถานะของเฉินเฉียงได้พุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับที่ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาที่ขยายตัวตาม
ในห้วงจิตสำนึกนี้ ภาพวาดแห่งห้วงมหาสมุทรเองก็ได้ขยายตัวจนก่อเกิดให้เห็นเป็นทิวทัศน์ของมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ พร้อมลมที่พัดอย่างไม่ขาด
ราวกับเด็กน้อยขี้สงสัย เฉินเฉียงได้จ้องมองไปที่ชายแก่ตรงหน้าอย่างไม่ขาด
พร้อมๆกับการมองไปที่ห้วงมหาสมุทรที่อยู่ในกรอบภาพวาด
เขารู้สึกราวกับกำลังไขปริศนาอะไรบางอย่างที่สามารถทำให้เขาบรรลุสู่ระดับราชาจักรพรรดิได้
หากในวันหนึ่ง ยามที่เขาเข้าใจภาพวาดนี้ได้อย่างสมบูรณ์ เขาจะกลายเป็นราชาเหนือราชาขั้นสูงได้เป็นอย่างน้อย
ยิ่งไปกว่านั้นคือ ยิ่งเขาศึกษาภาพวาดตรงหน้ามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองเข้าใจขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขามากยิ่งขึ้น
เขารู้สึกได้ว่าขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้
นี่ยิ่งทำให้เขาเข้าใจว่าหากเขาทำความเข้าใจในภาพวาดนี้ในระดับที่สูงขึ้น ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาจะแสดงพลังที่แท้จริงออกมา
แน่นอนว่าความเข้าใจนี้เกิดจากความรู้สึกเพียงเท่านั้น
แต่กระนั้น หลังจากพากเพียรไปอีกหนึ่งคืน เฉินเฉียงก็ได้รับผลจากความพากเพียรอย่างหนักของเขา
ดังคำกล่าวที่ว่าในโชคร้ายก็อาจจะมีโชคดี
หากโชคของคนคนหนึ่งไม่ได้ดีพอ มันก็ไม่ได้หมายความว่าการรอคอยเฉยๆนับร้อยปีจะได้โชคที่ดีกว่าเดิม
ยิ่งไปกว่านั้นคือ มันไม่ใช่ว่าทุกคนในกองกำลังจะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาภาพวาดแห่งห้วงมหาสมุทรนี่ได้
นี่เป็นเพราะในตอนที่เฉินเฉียงเรียนรู้ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ได้ถึงขั้นกลาง เขาก็ถือได้ว่าเข้าใจในเจตจำนงแห่งการต่อสู้เหนือผู้ใดในกองกำลังเทียนเว่ย จะกล่าวได้ว่า ทุกคนในกองกำลังเทียนเว่ยไม่มีใครที่ก้าวมาถึงขั้นกลางเลยก็ว่าได้
ส่วนหนึ่งก็เพราะในหมู่คนในกองกำลังเทียนเว่ย ไม่มีใครเลยที่จะมีค่าพลังจิตสูงล้ำเฉกเช่นเฉินเฉียง
อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะได้มีสิ่งที่สามารถปกป้องกันชีวิตตนเองได้ หยานเสวี่ย เจิ้งยี่ และคนอื่นๆในกองกำลังได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อเรียนรู้มัน
ต่อให้พบเจออันตรายอย่างไม่คาดคิด ด้วยขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ระดับหนึ่ง มันก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขารอดพ้นภัยอันตรายไปได้
นอกจากนี้ ด้วยสายสัมพันธ์ชนิดพี่น้องระหว่างทุกคนในกองกำลัง เป็นธรรมดาที่เฉินเฉียงจะบอกความลับของขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ระดับสองไป
แต่นั่นจะกลายเป็นการปิดประตูการฝึกฝนของทุกคนไปในทันที
ความจริงแล้ว หากจางหยวนและคนอื่นๆเดินบนเส้นทางพลังจิตตั้งแต่ต้น เฉินเฉียงก็คงจะไม่คิดปิดบังแต่อย่างใด
แต่ทั่วทั้งกองกำลังของเขา นอกจากหยานเสวี่ยแล้ว ไม่มีใครที่สามารถเดินบนเส้นทางบ่มเพาะพลังจิตได้เลยสักคน
แต่นี่ก็เป็นเพราะความผิดแผกของเฉินเฉียงนั่นเอง
นั่นก็เพราะเฉินเฉียงมีระบบที่ท้าทายสวรรค์ซึ่งคนอื่นๆไม่มี
ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ว่าเขาไม่จำเป็นต้องฝึกฝนพลังจิตโดยตรงแบบคนทั่วไป เฉินเฉียงสามารถใช้ระบบย่อยสลายของเขาเพิ่มค่าพลังจิตของตนได้โดยตรง
กล่าวได้ว่า ต่อให้เป็นราชาจักรพรรดิทั้งสามแล้ว เขาไม่เห็นคนอื่นจะมีค่าพลังจิตเหนือกว่าเขาเลยสักคนเดียว
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าราชาจักรพรรดิทั้งสามสามารถใช้ได้เพียงขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ระดับหนึ่งอีก
ในห้วงจิตสำนึกลึกลับแห่งนี้ เฉินเฉียงได้จ้องมองไปยังชายแก่ที่ปรากฏในรูปอยู่นาน ชายแก่คนนี้ผลุบๆโผล่ๆราวกับไม่หยุดนิ่ง พร้อมๆกับตัวเฉินเฉียงที่ได้ฝึกฝนขอบเจตจำนงแห่งการต่อสู้ระหว่างนี้
ผลก็คือ นอกจากเฉินเฉียงจะได้รับค่าพลังจิตที่สูงล้ำกว่าเดิม ความเข้าใจในขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ระดับสองของเขาก็ยิ่งสูงมากขึ้น
ท่ามกลางห้วงจิตสำนึกที่ลึกล้ำ อยู่ๆก็ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากนอกโสตประสาทของเขา
“เย้….”
เฉินเฉียงส่ายหน้าไปมาในทันทีพร้อมถอนลมหายใจที่ทอดยาว
โอกาสที่เขาจะมาถึงห้วงจิตสำนึกนี้พร้อมกับได้รับรู้บางสิ่งที่ลึกซึ้งได้ไปพร้อมกันเป็นสิ่งที่ยากจะทำได้
น่าเสียดายที่สถานการณ์ของเขาในตอนนี้ไม่มีความเหมาะสมจะเข้ามาที่นี่ และเป็นธรรมดาที่เขาจะได้พบกับบางสิ่งที่ก่อกวน
หลังจากเฉินเฉียงได้นับนิ้วในห้วงจิตสำนึกนี้ก็รู้ตัวว่านี่ผ่านไปได้เดือนๆกว่านับแต่ที่เขาบ่มเพาะ นี่จึงทำให้เขาลืมตาตื่นขึ้นมาจากภวังค์
ในตอนนี้ ไม่เพียงพลังจิตของเขาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แม้แต่ระยะขอบเขตของเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาก็เพิ่มขึ้นมาเป็นสองหมื่นกิโลเมตร
ยิ่งไปกว่านั้นคือ ระดับบ่มเพาะของเขาในตอนนี้ยังอยู่ในระดับราชาจอมพลขั้นต้นช่วงปลาย เขาเชื่อว่าอีกไม่นานเขาจะก้าวเข้าสู่ขั้นกลางได้
และด้วยสายเลือดสุดแสนจะพิเศษรวมกับระบบย่อยสลายของเขา ตราบใดที่เขาต้องการ เขาจะก้าวเข้าสู่ระดับราชาจอมพลขั้นกลางได้ในทันที
แต่เพื่อให้เขาสามารถคงสภาพขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของเขาให้เหมาะสมกับขนาดของโลกใบเล็กของเขา มันคงจะไม่เหมาะที่เขาจะเพิ่มระดับบ่มเพาะในตอนนี้ไป
สำหรับเขาแล้ว การก้าวข้ามระดับบ่มเพาะในโอกาสต่างๆเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา
หลังจากลืมตาขึ้นมา เฉินเฉียงก็ได้ปลดปล่อยพลังจิตของตนออกไป พร้อมๆกับที่เขาได้ยินเสียงไชโยโห่ร้องดังระงม พร้อมน้ำตาที่ไหลรินของเหล่าศิษย์แผนกปรุงยาจากสำนักต่างๆที่มารวมกันอยู่ที่นี่