ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 552 ตกตาย
บทที่ 552 ตกตาย
ใบไม้แห้งใบหนึ่งได้ร่วงหล่นมาเพราะสายลมในฤดูใบไม้ร่วงตกใส่เคราของเว่ยหยวนตี้
เว่ยหยวนตี้ได้พยายามยกมือขึ้นมาหยิบใบไม้ใบนี้ออกด้วยมือที่สั่นเทา เขาได้มองตามไปจนกระทั่งเห็นใบไม้ใบนี้ร่วงลงสู่พื้นดิน เป็นตอนนี้ที่ราวกับเส้นเลือดทั่วทั้งร่างของเขาได้พลุ่งพล่าน
“สามสิบห้าปีก่อน ลุงเทียนเว่ยมีอายุพอๆกับเฉินเฉียงในตอนนี้”
อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้พูดออกมานาน เสียงของเว่ยหยวนตี้ในตอนนี้แหบพร่าอย่างที่สุด
แต่กระนั้น เว่ยฉิงเชินที่ได้ยินกลับรู้สึกมีความสุขขึ้นมา
เพราะพ่อของเธอไม่ได้พูดออกมานานมากแล้ว
ที่ด้านข้างเก้าอี้ เว่ยฉิงเชินได้นั่งพับเพียบกับพื้น พร้อมกับใช้แขนของเธอท้าวเอาไว้กับพนักพิงแขนเก้าอี้ที่พ่อของเธอกำลังนั่งเอนกาย เธอได้จับจ้องไปที่พ่อของตนด้วยดวงตาที่กลมสวย ราวกับตอนที่เธอได้ยินเรื่องราวความกล้าหาญที่เฉินเทียนเว่ยเคยช่วยพ่อของเธอไว้เมื่อตอนเธอยังเด็ก
เว่ยหยวนตี้ได้ขมวดคิ้วแน่นพลางมองดูใบไม้ที่ร่วงหล่นมาบนมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองต้นร่มจีนที่อยู่ด้านนอกสวน และพ่นลมหายใจออกมาเบาๆเป่าให้ใบไม้ใบนี้ร่วงหล่นสู่พื้นไป
“สามสิบห้าปีก่อน ลุงเทียนเว่ยและพ่อ ได้เข้าไปเรียนอยู่ในสำนักเต่าดำด้วยกัน”
“ในครานั้น พ่อได้เรียนแผนกโลหะ ส่วนลุงเทียนเว่ยได้เรียนในแผนกวิชายุทธพิเศษ”
“ลุงเทียนเว่ยต้องผ่านความลำบากยากเข็ญอย่างที่สุด เพราะที่แผนกวิชายุทธพิเศษ เขาทำได้เพียงเรียนรู้ด้วยตัวเอง”
“ในตอนนั้น แม้พ่อจะมีระดับบ่มเพาะที่สูงกว่าถึงสองขั้น แต่ในยามทำภารกิจที่ด้านนอกสำนัก ลุงเทียนเว่ยได้ช่วยชีวิตพ่อเอาไว้ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าผู้ใด ทำให้พ่อรอดพ้นความตายมาได้”
เว่ยหยวนตี้ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เว่ยฉิงเชินได้ฟังมาก่อน
อาจเป็นไปได้ว่าด้วยสภาพที่แก่ชราของเขาในตอนนี้ ทำให้เขาเข้าถึงความทรงจำส่วนลึกที่ยังคงฝังในเอาไว้
ในระหว่างที่พูดเรื่องราวที่ผ่านมา เว่ยหยวนตี้ได้เผยรอยยิ้มที่ยากจะปรากฏ จนทำให้ใบหน้าของเขาราวกับกลายเป็นตอนที่อายุยี่สิบกว่าๆ
“หลังจากเรื่องในครั้งนั้น ลุงเทียนเว่ยและพ่อ ก็ได้กลายเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน”
“หลังจากเรียนจบ พวกเราก็ได้เข้าร่วมกับตึกจอมพล กองกำลังเหมันต์จันทราด้วยกัน”
“หลังจากผ่านไปปีนึงละมั้ง ด้วยความร่วมมือของพวกเราสองพี่น้อง ทำให้พ่อได้กลายเป็นกัปตันของกองกำลังเล็กๆกองหนึ่ง อีกสองปีให้หลัง ลุงเทียนเว่ยก็ได้เป็นกัปตันเช่นเดียวกัน”
เมื่อเห็นใบหน้าที่ราวกับภูมิใจของพ่อเธอในตอนนี้ นี่ทำให้เว่ยฉิงเชินอดไม่ได้ที่จะละสายตา
มันเป็นภาพของพ่อของเธอที่เคยประทับฝังใจเธอมานับแต่เด็ก
อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่วินาที ท่าทางของเว่ยหยวนตี้ก็เปลี่ยนเป็นมืดมน
“นับจากพ่อกลายเป็นกัปตัน จิตใจของพ่อก็เริ่มบั่นทอนและสับสนราวกับกลายเป็นคนละคน แม้กระนั้น พ่อก็ยังพยายามประคองตนเองให้หลุดรอดจากสถานการณ์ต่างๆมาได้”
“หลังจากนั้น ผู้การคนก่อนต้องการหาผู้สืบทอด ด้วยการหนุนนำจากลุงเทียนเว่ย พ่อก็ได้เป็นผู้ครองตำแหน่งนี้ไป”
“และเพื่อเป็นการตอบแทนในน้ำใจของลุงเทียนเว่ย พ่อได้จัดตั้งกองกำลังหนึ่งขึ้นมา มันเป็นกองกำลังเฉพาะกิจที่มีชื่อว่ากองกำลังเทียนเว่ย โดยมีลุงเทียนเว่ยเป็นกัปตัน”
“พ่อเป็นคนมอบธงพลให้กับลุงเทียนเว่ยด้วยมือของพ่อเอง”
“นึกไม่ถึงว่า นับจากตอนที่พ่อได้ขึ้นรับตำแหน่งเป็นผู้การ โอกาสที่จะได้สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับลุงเทียนเว่ยก็ได้หมดสิ้นไป แม้แต่การฝึกซ้อมก็ยังไม่อาจทำร่วมกันได้”
“นับแต่อยู่ในตำแหน่งผู้การ โอกาสที่จะได้ออกศึกการรบเป็นแนวหน้าช่างน้อยนิด หากไม่ใช่เพราะมีกลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์กลุ่มใหญ่ได้บุกรุกในเขตพื้นที่ดูแลในตอนนั้น พ่อก็ไม่รู้เลยว่าระดับบ่มเพาะของพ่อได้ถูกลุงเทียนเว่ยทิ้งห่างไปไกลแล้ว”
“และสิ่งที่ทำให้พ่อต้องหวาดหวั่นใจก็คือ หลังจากที่พ่ออยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจมานาน ความห้าวหาญที่พ่อเคยมือกลับไปมุดหัวอยู่ไหนกันหมดก็ไม่รู้ มันช่างน่าแปลกนัก”
เว่ยหยวนตี้พูดเสร็จก็ได้หัวเราะเยาะตนเองขึ้นมาเบาๆ แต่สิ่งที่เขาพูดออกมาก็เป็นความจริง
ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน จะมีสักกี่คนที่ไม่รักชีวิตตนเอง
โดยเฉพาะกับคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูง ต่อให้เป็นคนที่กล้าหาญอย่างมาก แต่หากอยู่ในตำแหน่งอย่างยาวนาน ก็เพียงพอที่จะทำให้จิตใจเปลี่ยนไป
อย่างที่ผู้คนเคยบอกเอาไว้ว่าอำนาจทำให้คนเปลี่ยนไป
หลังจากส่ายหัวไปมา เว่ยหยวนตี้ก็ได้ถอดถอนลมหายใจ “เป็นความผิดของพ่อที่ไปเชื่อคำของลี่ปิง ตอนที่พ่อตั้งมันให้กลายเป็นคนใกล้ตัว เรื่องนี้ทำให้พ่อต้องนึกเสียใจไปตลอดชีวิต”
“หากว่าพ่อไม่หลงคารมไอ้เวรตะไลตัวนั้น พ่อก็คงไม่ผลักลุงเทียนเว่ยให้ไปเผชิญหน้ากับความตายอย่างไม่รู้ตัว”
เมื่อได้ยินแบบนี้ เว่ยฉิงเชินถึงกับต้องนิ่งอึ้งและสับสน
ลี่ปิงเป็นหัวหน้าองครักษ์ของตระกูลเธอ เขาติดตามพ่อของเธอมานานหลายปี ก่อนที่จะตกตายไปอย่างกะทันหัน ส่วนเหตุผลนั้น เว่ยหยวนตี้ไม่อยากจะพูดถึงมัน
เมื่อเว่ยฉิงเชินคิดถึงเรื่องนี้ เธอก็คิดขึ้นมาได้ว่าการตายของลี่ปิงสมควรจะมาจากฝีมือพ่อของเธอเอง
และด้วยคำพูดถัดมาของเว่ยหยวนตี้ ทำให้เว่ยฉิงเชินมั่นใจ
“หากไม่ใช่ว่ามันกลัวตาย ข้าคงไม่ต้องนึกเสียใจมาถึงทุกวันนี้”
“แต่ก็เถอะนะ เมื่อแปดปีก่อน พ่อฆ่ามันตายกับมือ พ่อถึงพอที่จะไปอธิบายให้ลุงเทียนเว่ยได้รับฟังได้บ้าง ฮ่าฮ่าฮ่า”
หลังจากหัวเราะออกมาอย่างสุดแรงที่มี อยู่ๆเสียงของเว่ยหยวนตี้ก็ได้หายไป
“พ่อรู้ดีว่าในตอนนั้น หากพ่อไม่บ้าไปทำตามคำพูดของลี่ปิงซัดฝ่ามือใส่ลุงเทียนเว่ย ลุงเทียนเว่ยก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพที่มีเพียงการกลายเป็นมนุษย์กลายพันธุ์เท่านั้นถึงจะรอดชีวิตมาได้”
“แม้ว่ามันจะผ่านไปยี่สิบปีแล้ว มันก็ไม่มีวันไหนเลยที่พ่อจะไม่รู้สึกปวดใจในเรื่องนี้”
น้ำตาได้ไหลรินลงมาจากดวงตาทั้งสองข้างของเว่ยหยวนตี้ แม้เว่ยฉิงเชินจะพยายามยื่นมือออกไปหมายจะช่วยเช็ด แต่เธอก็ถูกห้ามไว้ด้วยเว่ยหยวนตี้
“หากย้อนเวลากลับไปได้ พ่อยอมสู้จนตัวตายเคียงข้างลุงเทียนเว่ย ดีกว่ามีชีวิตที่ต้องรู้สึกผิดมาในทุกคืนวันแบบนี้”
ฝ่ามือของเว่ยหยวนตี้ในตอนนี้ได้กำแน่นจนทำให้ทั่วทั้งร่างต้องสั่นระรัว ราวกับกำลังเสียดายในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปแล้ว และสำหรับคนแก่ผู้ไร้ซึ่งการบ่มเพาะที่รอคอยความตายไปวันๆ นี่เรียกได้ว่าสายเกินไปที่จะสำนึกเสียใจ
“ลุงเทียนเว่ยเคยปรากฏตัวออกมาฐานะราชาสวรรค์มากมายหลายครั้งเลยนะ เขาสามารถฆ่าพ่อได้อย่างง่ายดายในทุกๆครั้งเลย แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะลงมือฆ่าพ่อเลยจริงๆสักครั้ง”
“ราวกับว่าเพราะว่าเป็นพ่อ เขาจึงไม่อาจทำใจลงมือได้”
เว่ยหยวนตี้ได้ยิ้มแห้งๆออกมาพลางส่ายหน้าไปมา “พี่เทียนเว่ย ข้านี่ช่างน่ารังเกียจนัก”
“แต่ก็ยังดี ที่ลุงเทียนเว่ยมีลูกชายที่ดี ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าเด็กนี่ ไม่คิดเลยจริงๆว่าจะได้กลายเป็นนายเหนือหัวแห่งฮุยตู๋และกำลังทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้คนบนโลกอีก”
เว่ยฉิงเชินที่นั่งพับเพียบอยู่ข้างๆ เมื่อเธอได้ยินก็ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตา พลางใช้นิ้วชี้ของตนปาดไปยังเศษฝุ่นที่เกาะกับเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรออกมา
เว่ยหยวนตี้ได้หันไปมอง ก่อนที่จะยื่นมือที่เหี่ยวแห้งประดุจกิ่งไม้ผุไปลูบผมของเว่ยฉิงเชินพลางถอดถอนลมหายใจ “เฮ้ออออ ฉิงเชิน พ่อทำร้ายลูกแล้วจริงๆ”
นี่เป็นครั้งแรกที่เว่ยหยวนตี้ยอมรับความผิดต่อหน้าลูกสาวตนเอง
และนี่ทำให้น้ำตาของเว่ยฉิงเชินไหลออกมา แต่ด้วยผมที่ปรกอยู่ข้างแก้มทั้งสองทำให้เว่ยหยวนตี้ไม่ได้สังเกตเห็น
“ก่อนที่พ่อจะกลายเป็นผู้การตึกเหมันต์จันทรา พ่อและลุงเทียนเว่ยได้พูดคุยกันไว้ว่า พวกเราจะใช้ชีวิตหมดไปกับการต่อสู้เพื่อให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ยิ่งใหญ่เกรียงไกร”
“น่าเสียดายที่พ่อของเจ้าอ่อนแอ หลังจากขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงก็วุ่นอยู่กับการงานและการรักษาตำแหน่งจนทำให้จิตใจแห่งการต่อสู้สูญหายไป ทำทุกอย่างได้เพื่ออำนาจของตน ทำได้แม้กระทั่งการทรยศพี่น้องของตน”
“ตอนนี้ โลกของเรากำลังพบเจอหายนะ หากลุงเทียนเว่ยยังคงอยู่ ถ้าเขาไม่ออกไปเป็นแนวหน้า พ่อจะแปลกใจที่สุดในชีวิตของพ่อเลยทีเดียว”
“พ่ออยากจะไปต่อสู้เคียงข้างลุงเทียนเว่ยช่วยเหลือผู้คนจากภัยอันตรายอีกสักครั้งก็ยังดี”
“อ่าฮ้ะ ใช่แล้ว อีกสักครั้ง…..”
เว่ยหยวนตี้ในตอนนี้ที่ราวกับอารมณ์กำลังพลุ่งพล่านได้ยืนขึ้นด้วยร่างกายที่สั่นระรัว ชูกำปั้นที่อ่อนแรงของตนขึ้นฟ้าพร้อมคำรามลั่น ก่อนจะเลือดพ่นออกมาจากปากของตน