ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1161 ใจของลูกเขยเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
- Home
- ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
- ตอนที่ 1161 ใจของลูกเขยเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนที่ 1161 ใจของลูกเขยเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
“พรุ่งนี้เราก็จะได้รู้แล้วงั้นเหรอ ? ”
เมื่อหลินเจียจวินได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสับสน แล้วถามว่า “แต่พรุ่งนี้เป็นวันส่งท้ายปีไม่ใช่หรือไง ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ใช่ มันเป็นวันส่งท้ายปีครับ ! ”
เขายิ้มและพูดว่า “ทำไม ? เราจะทำธุระในวันส่งท้ายปีไม่ได้เหรอครับ ? ”
หลินเจียจวินพูดว่า “นายไม่คิดว่ามันจะเกินไปหน่อยเหรอ ? ที่แม้กระทั่งวันส่งท้ายปีก็ยังไม่ได้หยุดน่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดต่ออีกว่า “ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย มันจะใช้เวลานานขนาดไหนกันเชียว”
เมื่อหลินเจียจวินได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกโกรธและไม่อยากคุยกับเจียงเสี่ยวไป๋อีก
หลินเจียตงเลิกคิ้ว เหมือนกับว่าเขานึกบางอย่างได้ จึงพูดออกมาว่า “เสี่ยวไป๋ อย่าบอกนะว่านายกำลังเล็งหลินเจียเซิ่งน่ะ ! ”
“อะไรนะ ? ”
ดูเหมือนว่าหลินเจียจวินได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย เขาจึงถามออกมาด้วยความประหลาดใจว่า “นายยังไม่เคยเจอพี่ชายคนโตของฉัน ก็คิดจะใช้ประโยชน์จากเขาแล้วเหรอ ? ”
หลินเจียตงยิ้มและพูดว่า “เสี่ยวไป๋ ฉันคิดว่านายน่าจะเข้าใจผิดแล้วล่ะ เจียเซิ่งไม่สามารถช่วยอะไรนายได้หรอก”
หลินเจียเซิ่งเป็นลูกชายคนโตของหลินต้ากั๋ว เขาทำงานในกระทรวงแรงงาน ซึ่งจะกลายเป็นกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมในอนาคต สายงานของเขาเกี่ยวข้องกับแรงงานทักษะสูงโดยตรง
แม้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะยังไม่เคยเจอหลินเจียเซิ่ง แต่เขาก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ในตำแหน่งใด
คิดไม่ผิดเลยจริง ๆ เขามีความคิดที่อยากจะใช้ประโยชน์จากหลินเจียเซิ่งจริงด้วย
แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่เคยได้พูดคุยกับหลินเจียเซิ่งเลยสักครั้ง เพราะงั้นจึงจำเป็นที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากหลินเจียจวินให้ช่วยออกหน้าให้ก่อน
เขายิ้มและพูดว่า “พี่เจียตงพูดถูก แค่มองก็เดาความคิดผมออกแล้ว ผมต้องความช่วยเหลือจากพี่เจียเซิ่งจริง ๆ ”
เขาเงียบไปอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นมาว่า “ว่าแต่ทำไมถึงคิดว่าพี่เจียเซิ่งจะไม่สามารถช่วยผมได้ล่ะ ? ”
หลินเจียตงกล่าวว่า “ก็ถึงแม้ว่างานของเขาจะเกี่ยวข้องกับแรงงานที่มีความสามารถก็จริง แต่เขายังไม่สามารถดูแลตัวเองได้เลย เพราะงั้นเขาจะมาช่วยนายได้สักเท่าไหร่กันเชียว ? ”
พูดแล้ว เขาก็หัวเราะ “ดังนั้นนายคงต้องผิดหวังแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือ “ไม่ต้องบอกผมหรอกว่าเขามีความสามารถหรือไม่มี ! ”
เมื่อหลินเจียตงและหลินเจียจวินได้ยินแบบนั้นก็ตกตะลึงขึ้นมาในทันที จึงถามออกมาพร้อมกันว่า “แล้วนายจะให้เขาช่วยอะไรล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมต้องการจัดตั้งบริษัทนักล่าค่าหัว”
บริษัทนักล่าค่าหัว ?
ทั้งหลินเจียตงและหลินเจียจวินต่างก็ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน พวกเขาจึงมองหน้ากันด้วยความสับสน
เจียงเสี่ยวไป๋อธิบายต่ออีกว่า “พูดง่าย ๆ เลยก็คือบริษัทเอเจนซี่มืออาชีพนั่นแหละ”
หลินเจียจวินเข้าใจในทันที และพูดออกมาว่า “คือนายต้องการให้พี่ใหญ่ช่วยดำเนินการให้สินะ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “แล้วมันจะมีอะไรอีกล่ะ ? ”
หลินเจียจวินยิ้มและพูดว่า “ก็ไม่บอกตั้งแต่ทีแรก ตอนแรกฉันก็นึกว่านายจะให้ฉันไปหาคนมาให้ด้วยตัวเอง ทำเอาฉันตกใจแทบแย่”
“ให้ดำเนินการให้เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น พูดเพียงคำสองคำก็ได้แล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น ผมก็จะถือว่าพี่รับปากผมแล้วนะ”
“ไม่มีปัญหา เดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง” หลินเจียจวินพูดพร้อมกับตบไปที่หน้าอกของเขา
หลินเจียตงเหลือบมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ และพูดว่า “ความคิดของนายฟังดูเข้าท่าเลย นายสามารถหาคนที่มีพรสวรรค์ให้ตัวเองได้ ทั้งยังสามารถสร้างรายได้ไปในเวลาเดียวกันด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวต่ออีกว่า “การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในทันที เพราะทั้งสองฝ่ายจะต้องเริ่มดำเนินการไปพร้อมกัน เมื่อนิคมอุตสาหกรรมเทศโนโลยีขั้นสูงสร้างเสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นเราก็จะเจอกับผู้มีความสามารถมากมาย”
“นั่นเป็นเรื่องจริง” หลินเจียตงพยักหน้าพร้อมกับยื่นบุหรี่ให้กับเจียงเสี่ยวไป๋และหลินเจียจวิน จากนั้นทั้งสามคนจึงสูบบุหรี่ไปและพูดคุยกันไป
ไม่นาน ก็ได้เวลาเวลาอาหาร
ป้าจางได้ทำอาหารจากวัตถุดิบที่เจียงเสี่ยวไป๋นำมาฝากอยู่หลายเมนู ชายชราที่เห็นแบบนี้ก็เริ่มขยับนิ้ว อีกทั้งนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เขาได้กินอาหารกับครอบครัวของหลินต้าเหว่ยอีกด้วย เขาจึงอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ จึงเอ่ยปากว่าจะดื่มเพิ่มสักสองแก้ว
ติงจงผิงรีบหยุดเขา แล้วพูดว่า “นายท่าน วันนี้คุณดื่มมากเกินไปแล้ว ในวันพรุ่งนี้จะดื่มต่อไม่ได้แล้วนะครับ ! ”
หลังจากที่ถกเถียงกันเสร็จแล้ว ติงจงผิงก็ตกลงที่จะปล่อยให้ชายชราดื่มอีกครึ่งแก้ว
แน่นอนว่าชายชราเองก็ต้องยอมทำตามเงื่อนไขเช่นกัน นั่นคือในวันพรุ่งนี้เขาจะดื่มเพิ่มสองแก้วตอนรวมญาติ
หลังอาหารเย็น หลินเจียตงและหลินเจียจวินก็ได้ขอตัวกลับไปพักผ่อน ชายชราที่ดื่มเสร็จแล้วก็กลับไปที่ห้องของเขาเพื่อพักผ่อนเช่นกัน
หลิวอี้ถิงพักห้องเดียวกับหลินเจียอิน พอตกเวลากลางคืน เธอก็ช่วยเลี้ยงหลานให้ ส่วนเจียงเสี่ยวไป๋พักกับหลินต้าเหว่ย ต่างคนต่างก็ยังไม่นอน จึงได้เริ่มพูดคุยกัน
พวกเขาพูดคุยถึงเรื่องครอบครัวกันก่อน
หลินต้าเหว่ยกล่าวว่า “ครอบครัวของลูกทั้งห้าคนมาฉลองปีใหม่ที่เทียนจิง พ่อกับแม่ทางฝั่งนั้นจะไม่ว่าอะไรใช่ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าพวกเขาอยากให้ผมฉลองปีใหม่ที่บ้าน แต่ทั้งสองก็ยังสนับสนุนและไม่ได้ว่าอะไรที่พวกผมจะมาฉลองที่เทียนจิง”
หลินต้าเหว่ยพยักหน้า “ถึงอย่างไรก็ต้องกลับบ้านให้ทันวันที่เจ็ด เพราะจะพลาดวันเกิดแม่สามีของเจียอินไม่ได้”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมตั้งใจที่จะกลับก่อนหน้านั้นอยู่แล้วครับ”
หลินต้าเหว่ยจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเราก็กลับไปด้วยกันในวันที่เจ็ดหลังจากปีใหม่ จะได้ไปฉลองวันเกิดของแม่สามีเจียอินด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดว่า “ไม่เป็นไรหรอกครับพ่อ พ่อกับแม่เดินทางกลับไปกลับมามันลำบาก พ่ออยู่ที่นี่ต่ออีกสองสามวันเถอะ เดี๋ยวผมจะกลับไปเอง”
หลินต้าเหว่ยจึงกล่าวว่า “ในอีกไม่กี่ปี พ่อและแม่ก็จะเกษียณแล้ว เราสามารถมาอยู่ที่นี่ได้นานเท่าที่ต้องการ ฉะนั้นตอนนี้เราควรที่จะกลับไปให้ไวที่สุดและไขว่คว้าทุกโอกาสของครอบครัว”
เขายิ้ม แล้วพูดต่ออีกว่า “อีกอย่างวันนี้พ่อลางานมาล่วงหน้า ทำให้ลุงหลี่ต้องรักษาการณ์ช่วงตรุษจีนแทน ถ้าเรากลับไปเร็ว เขาก็จะได้กลับบ้านและพักผ่อนสักสองวัน”
ทันทีที่เจียงเสี่ยวไป๋ได้ยินสิ่งที่หลินต้าเหว่ยพูด เขาก็หยุดที่จะพยายามโน้มน้าวต่อ
เวลาที่คนทั่วไปเฉลิมฉลองปีใหม่และพวกเขาสามารถกลับมารวมครอบครัวกันได้ครบทุกคน นั่นแหละถึงจะเรียกว่าเป็นปีใหม่อย่างแท้จริง
ในช่วงตรุษจีน ผู้นำจะมีส่วนในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น การแสดงความยินดี ส่งความอบอุ่น เป็นต้น อีกทั้งยังต้องเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ และดูแลความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนอีก
เรียกได้ว่ายิ่งเป็นผู้นำที่ดีก็ยิ่งมีอิสระในช่วงปีใหม่น้อยลงเท่านั้น
หลังจากคุยเรื่องครอบครัวกันมาสักพักแล้ว ทั้งสองก็ยังคงคุยเรื่องงานกันต่อ
หลินต้าเหว่ยเหลือบมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋แล้วพูดว่า “พ่อคิดว่าที่พวกลูกมาที่เทียนจิงในครั้งนี้ ก็เพราะมีเรื่องจะคุยกับลุงใหญ่และลุงรองหลายเรื่องใช่ไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้ายอมรับ “ใช่ครับ ผมมีเรื่องอยากจะพูดคุยกับพวกเขาจริง ๆ ”
หลังจากที่พูดจบ เขาก็เสริมทันที “แต่พ่อไม่ต้องห่วงไปหรอก ผมจะไม่ทำการร้องขอที่ไม่เหมาะสมแน่นอน”
หลินต้าเหว่ยพูดว่า “ครั้งนี้พ่อเชื่อ”
ตอนแรกที่เขาได้กลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเจียงเสี่ยวไป๋เป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าเขาจะชื่นชมเจียงเสี่ยวไป๋มากแค่ไหน เขาก็ไม่ได้พูดออกมา
เพราะสถานะของตระกูลหลินนั้นสูงส่งเกินไปจริง ๆ
เขารู้สึกกังวลว่าหลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋รู้ว่าตระกูลหลินมีเบื้องหลังที่ใหญ่ขนาดนี้ เขาจะมีความคิดชั่วร้ายที่จะใช้ความสัมพันธ์ของตระกูลหลินเพื่อหาประโยชน์เข้าตัวเองหรือไม่
ต่อมาเมื่อเจียงเสี่ยวไป๋ได้ติดต่อกับตระกูลหลิน เป็นหลินต้ากั๋วเองที่ฝากคำพูดมาหาเขาที่เจี้ยนหยางผ่านทางเจียงเสี่ยวไป๋
โดยรวมแล้ว หลังจากที่เจียงเสี่ยวไป๋ได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกับตระกูลหลิน ล้วนเป็นตระกูลหลินทั้งนั้นที่เป็นฝ่ายเริ่มเข้าหาเขา ในขณะที่เจียงเสี่ยวไป๋เป็นฝ่ายถูกเข้าหามาโดยตลอด
ในหนึ่งหรือสองปีที่ผ่านมา แม้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะรู้ถึงอิทธิพลของตระกูลหลิน แต่เขาก็ยังยึดมั่นในหน้าที่ของเขามาโดยตลอดและไม่เคยสร้างปัญหาให้กับตระกูลหลินเลย แต่ในทางกลับกันเขากลับทำสิ่งสำคัญหลายอย่างและนำความรุ่งโรจน์มาสู่ตระกูลหลิน
ดังนั้นในตอนนี้หลินต้าเหว่ยจึงไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
เขาจึงพูดขึ้นมาว่า “ไหนลองบอกพ่อมาก่อนว่ามันคือเรื่องอะไรบ้าง จะได้ดูว่าพอจะพูดได้ไหม”
ทันทีที่พ่อตาเริ่มเอ่ยปาก เจียงเสี่ยวไป๋ก็ได้เล่าถึงเรื่องที่เขาจะมาปรึกษาลุงใหญ่และลุงรองให้พ่อตาฟังทันที
เรื่องที่ค่อนข้างสำคัญและเป็นความกดดันอันหนักอึ้งคือโครงการก่อสร้างทางรถไฟ รองลงมาคือการก่อตั้งเมืองแห่งมหาวิทยาลัย และสุดท้ายคือเรื่องนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ หลินต้าเหว่ยก็อ้าปากค้าง
เขารู้เพียงแค่โครงการก่อสร้างทางรถไฟเท่านั้น จากที่เคยได้ยินมาสองสามครั้งได้
ทั้งสามเรื่องนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่ทั้งนั้น
ลูกเขยของเขาเริ่มใจกล้าบ้าบิ่นขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว !